ชนะไหนเล่นด้วยช่วยกระพือ
ผมเคยอ่านประโยคนี้มานานแล้ว จนจำไม่ได้ว่าต้นกำเนิดมาจากไหน ค้น google ดูก็มีแต่ re-quote ประโยคนี้มักจะเห็นต่อเป็นคู่อ่านว่า "ชนะไหนเล่นด้วยช่วยกระพือ เหมือนกระสือตอมห่าเที่ยวหากิน"
คำ "ชนะ/แพ้" ดูจะติดอยู่ในกรอบความคิด กระบวนคิดของคนเรามานาน พอมีอะไรขึ้นมาหน่อย ก็จะมี ranking จัดลำดับ เปรียบเทียบ อันไหนสูง อันไหนต่ำ อันไหนยาว อันไหนสั้น ซึ่งลำพังแค่เปรียบเทียบเฉยๆก็ไม่เท่าไหร่ เพราะเป็นรูปแบบภาษา ที่เราต้องใช้สื่อสารกันอยู่แล้ว เป็นความจำเป็น แต่พอเลยไปให้ถึงอีกระดับ ที่เริ่มมีเรื่องของ "คุณค่า" ติดไปกับด้านใดด้านหนึ่ง เช่น สูงดีกว่าเตี้ย หรือยาวดีกว่าสั้น ฯลฯ ตรงนี้เองที่มีผลกระทบต่อ "ตัวตน" เพราะไปๆมาๆ เราอยากที่จะ "ดีกว่า" กัน แทนที่จะอยาก "ดี" เฉยๆ บางทีถึงขนาดตอนแรกถ้าดีเฉยๆก็ OK แต่พอมีคนที่ "ดีกว่า" ไอ้ความรู้สึก OK ที่เราดีนั้น มันมลายหายไปไหนก็ไม่ทราบ เกิดความทุกข์ เกิดคำถามวนเวียนในใจว่า "ทำไมคนอื่นถึงดีกว่า" คิดไปคิดมาอาจจะกลายเป็น "ทำไมเราเลวกว่า" ไปซะงั้น จากจุดเริ่มที่เราก็ดีธรรมดาๆ
มีรุ่นน้อง quote คำวิทยากรมาประโยคหนึ่ง ซึ่งผมขอออกตัวตรงนี้ว่า ผมเองไม่ได้ฟังทั้งหมด แต่ฟังมาประโยคสั้นๆชุดเดียว แต่รู้สึกว่าโดน
"วิทยากรยกตัวอย่างว่า หากเราได้เกรด 3.9 แล้ว แต่เป็นอันดับที่ 30 ของห้อง เราจะพอใจเหรอ เราควรจะได้อันดับดีกว่านี้มั้ย...."
ถ้าผมฟังๆอยู่ และสะดุ้งตื่นมาเฉพาะตอนนี้ ก็อาจจะเกิดความสงสัยว่า เอ... ทำไมไอ้ความสุขจาก 3.9 (เกรดเต็ม 4) นั้น มันสามารถอันตรธานหายไปเพราะไอ้ 29 คนที่ได้มากกว่านี้ไปได้หนอ ทำไมเราจึงควรจะ "ไม่พอใจ" ที่มีคนที่เก่งกว่าเรา ดีกว่าเรา (หรือ factual ก็คือ "ได้คะแนนมากกว่าเรา" เท่านั้นเอง ไม่ได้บอกว่าเก่งกว่า หรือดีกว่าแต่อย่างใด) ถ้าหากจะเกิดคำถามอะไรขึ้นมาจริงๆ ก็น่าจะถามตัวเองว่า "เราควรจะได้ 4.00" ได้ไหม และจะทำอย่างไร ตอนสมัยผมเรียนวิชาภาษาไทยชั้นประถม ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรกับใครจะได้เท่าไหร่ ขออย่างเดียว ผมได้คะแนนเต็มก็พอแล้ว หึ หึ
เรื่องของเรื่องก็คือ ไม่ใช่ลำพังตัวเปรียบเทียบหรอกที่เป็นปัญหา แต่มันอยู่ที่การนำเอา "การเปรียบเทียบ" ไปแปลงเป็นนัยยะของ "ดี / ไม่ดี" ของ "ตัวตนเรา" ต่างหาก ที่มันมาเชื่อมกันตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ ชนะย่อมดีกว่าแพ้ก็เลยมาเอง และคงจะมีผลมานานแล้ว จนเรามีคำพังเพย (ซึ่งแปลยากอยู่ในปัจจุบัน) ว่า "แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร" นั่นเลยทีเดียวเจียว
ผมรู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ การเรียน การสอนในโรงเรียนมันแปลกๆ เพลง อาขยาน อะไรดีๆมันก็หายไป มีใครก็ไม่รู้ มาถอดเอาบทกวีของกวีของประเทศออก เอากลอน เอากาพย์ ที่... เอ่อ ขอโทษ แต่งห่วยสุดๆ มาเป็นบทเรียนแทน ไม่ได้มีความสละสลวย ความลึกซึ้ง หรือสุนทรียะทางวรรณกรรม อะไรเลย อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว หากไม่ถูกใจใครก็ทราบไว้ด้วย เพลง "กราวกีฬา" นั้นมีเนื้อหาที่น่าสนใจมาก บทประพันธ์คำร้องโดยเจ้าพระยาธรรมศักดิฺมนตรี (นามจริง สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) และทำนองโดย นารถ ถาวรบุตร เป็นเพลงกีฬาสีโรงเรียนสวนกุหลาบ แต่ต่อมานิยมแพร่หลายไปทั่ว
| พวกเรานักกีฬาใจกล้าหาญ เชี่ยวชาญชิงชัยไม่ย่นย่อ คราวชนะรุกใหญ่ไม่รีรอ คราวแพ้ก็ไม่ท้อกัดฟันทน (สร้อย) อึม อึม อึม อึม กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ... ฮ้าไฮ้ ฮ้าไฮ้ กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า ร่างกายกำยำล้ำเลิศ กล้ามเนื้อก่อเกิดทุกแห่งหน แข็งแรงทรหดอดทน ว่องไวไม่ย่นระย่อใคร (สร้อย) อึม อึม... ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์ รู้จักที่หนีที่ไล่ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง (สร้อย) อึม อึม... ไม่ชอบเอาเปรียบเทียบแข่งขัน สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัว (สร้อย) อึม อึม... เล่นรวมกำลังกันทั้งพวก เอาชัยสะดวกมิใช่ชั่ว ไม่ว่างานหรือเล่นเป็นไม่กลัว ร่วมมือกันทั่วก็ไชโยฯ (สร้อย) อึม อึม... |
ดูเหมือนว่าในปัจจุบัน จะมีคนถอดเอาแค่บางคำ บางประโยคมาใช้ จนลืม spirit หรือความหมายที่เป็นปรัชญา หลักการ ออกไปหมด เหลือแค่ยกพวกตีกัน รวมกำลังเอาชัย ถูกผิดว่ากันที่หลัง (หรือไม่ว่ากันเลย) แต่ขอเอาชนะก็เพียงพอ แต่จริงๆแล้ว spirit ของเพลงนี้น่าจะอยู่ที่ "กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน" นั่นเอง และเฉลยในอีกย่อหน้าหนึ่งว่า ต้อง "รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย" จึงจะไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง (สังเกต ไม่ได้บอกให้รักอย่างเดียว ชังก็ได้ แต่ก็ยัง "ไว้ใจได้")
และยัง "เตือน" อีกว่าอย่าหลงไป "เอาเปรียบเทียบแข่งขัน" ให้สู้กันซึ่งๆหน้า และการกีฬานั้นเป็นเรื่องของทีม เรื่องของสังคม ไม่ใช่เรื่องของ "ส่วนตัว" และที่ no no definite no no ก็คือ "การเล่นเห็นแก่ตัว" ย่อหน้านี้เป็นย่อหน้าที่เตือนเรื่องอุปสรรคการเป็นมนุษย์
"ชนะไหนเล่นด้วยช่วยกระพือ เหมือนกระสือตอมห่าเที่ยวหากิน" เป็น syndrome หรือกลุ่มอาการที่มาจากย่อหน้าที่ว่า (เห็นแก่ตัว) และมัวไปเน้นการเอาชนะ เข้าข้างคนชนะ จนไม่ได้ดูแลคนที่แพ้ หรือคนอื่นๆ ไม่สนใจหัวจิต หัวใจ ความรู้สึก และที่สำคัญที่สุด "ความหมายของการเป็นคน เป็นมนุษย์" (มนุษย์ = มน แปลว่า "ใจ" กับ อุษย แปลว่า "สูง") เมื่อคนเราไร้หลักการ ไร้การวิเคราะห์ใคร่ครวญ ก็จะเหลือแต่ mode อารมณ์ ความรู้สึกดิบๆ เถื่อนๆ ความรู้สึกดิบๆ เถื่อนๆ นี้ มันต้องการ "อะไรก็ได้" มาบริโภค เอาง่าย เอาตามใจเข้าว่า ครั้นสังคมมีกรอบ มีประเพณี มีวัฒนธรรม ก็เกิดอึดอัดมาก อยากจะ "อะไรก็ได้" ก็พอพบเห็นอยู่ทั่วไป เพราะเดี๋ยวนี้มีช่องทาง "ระบาย" ได้เยอะ ใครจะโยนวัฒนธรรม ประเพณีทิ้งไป เพียงเพราะมันมีคำ "วัฒนธรรม ประเพณี" ก็ทำได้ อยากจะควักอวัยวะอะไรของตนออกมาสังเวช สังวาส ในที่ที่สาธารณะก็จะทำ in the name of liberty ซึ่งเมื่อไรก็ตามที่ผมเห็นอะไรแบบนี้ ก็จะฉงนทุกครั้งว่า ที่ทำเช่นนั้น คิดเช่นนั้น เป็นเพราะเขาพึ่งมาคิดทีหลัง หรือว่าเติบโตขึ้นมาในที่ที่ทำกันแบบนั้นเป็นปกติจริงๆ อยากรู้ว่าอยู่แถวไหนเหมือนกัน
บางที เราจะไม่ต้อง "ชนะ" บ้างจะได้ไหม หากว่าการ "ไม่ชนะ" นั้น ทำให้เราชนะใจตนเอง (ที่อยากชนะ) ได้ หรือทำให้เราคงคุณค่าอะไรบ้างอย่าง (หรือเกิดคุณค่าอะไรบางอย่าง) ขึ้นมาในขณะนั้น
![]() |
A
Kenyan elite runner passes water to a dehydrated disabled Chinese
runner who she saw suffering. This delayed her from winning. She became
2nd in the race not only losing the 1st position but also a US$10,000
cash prize. It's not all about winning. Gold is not only found in in Africa, the best Gold in Africa is found often in their hearts. |
ถ้าเป็นชนะแบบที่ว่านี้ ก็ชนะไปเถอะ เล่นด้วยไปเถอะ กระพือไปเถอะ อย่าไปชนะอีกแบบหนึ่งเลย เพราะเป็นกระสือตอมห่า ตอมขี้ ตอมอะไรหากินไป มันไม่เจริญหู เจริญตา เจริญใจอะไรเลย

นั่นซีครับ เนื้อความเพลงกีฬาที่ประพันธ์คำร้องขึ้นมา ไม่มีตอนใดบอกถึงการมีความสุขเพราะได้ชนะเลย โดยเฉพาะท่อนสุดท้าย "ไม่ว่างานหรือเล่นเป็นไม่กลัว ร่วมมือกันทั่วก็ไชโยฯ"
เกรงว่าเพลงนี้จะไม่รู้จักกันแล้วน่ะสิครับ
การชนะที่ยิ่งใหญ่คือชนะใจตัวเองนะคะ
นั่นต่างคนต่างเล่นใช่ไหมครับ คงจะ "เล่นด้วย" ลำบาก
เป็นการชนะที่ยิ่งใหญ่มากๆครับ
อาจารย์หายไปนานมากๆสบายดีนะครับ