ก่อนลงเรือ พนักงานบอกว่า ผู้ที่มีสุนัขให้ขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้าไม่ให้นั่งห้องแอร์ แบบนี้ก็เข้าทางผู้เขียนสิ เพราะชอบที่ที่มีลมธรรมชาติพัดผ่าน และการนั่งที่ดาดฟ้าก็เหมาะสำหรับการถ่ายรูปมากกว่า ...

         ตลอดเดือนเมษายน ผู้เขียนมีความสุขใจบนความเหน็ดเหนื่อย เพราะต้องรับผิดชอบงานบ้านทุกอย่าง และดูแลงานฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้แบบเต็มๆ แทนผู้จัดการฟาร์มที่ยังอยู่ในช่วงพักฟื้นหลังการผ่าตัด นอกจากนั้นยังต้องช่วยงานในหมู่บ้านและงานในวัด สำหรับงานในวัดนั้น ผู้เขียนต้องทำต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกของเดือน ไปจนถึงวันที่ 29 เมษายน ที่ได้นำไม้กระถาง (ว่านแสงอาทิตย์ที่กำลังออกดอก) ไปจัดตกแต่งหน้ากุฏิพระ นำขนมตาลไปถวายให้พระ/เณรรวม 20 รูปฉันเพล และนำอัลบั้มภาพกิจกรรมของวัดและหมู่บ้าน 3 อัลบั้ม 3 กิจกรรมไปถวายวัด ก่อนที่จะเดินทางเข้าเมืองในวันรุ่งขึ้น เพื่อไปขึ้นเครื่องเดินทางไปยังกทม.

         ที่ผู้เขียนต้องเดินทางไปกทม. เพราะลูกชายบอกว่า จะพาแม่ไปเที่ยวเกาะกูดในช่วงวันที่ 1-3 พฤษภาคม ก่อนที่สายการบินในประเทศจะย้ายไปให้บริการที่ดอนเมือง เวลาผู้เขียนขึ้นเครื่องไปกทม. ลูกชายจะขับรถไปรับทุกครั้ง เพราะที่พักของเขาอยู่ไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ ครั้งนี้ผู้เขียนบอกลูกชายว่าไม่ต้องขับรถไปรับ เพราะที่พักของเขาห่างจากดอนเมืองมาก การขับรถไปรับจะเสียเวลาทั้งคนไปรับและคนรอให้ไปรับ ผู้เขียนได้นั่งแท็กซี่ไปยังที่พักของลูกซึ่งอยู่ในบ้านสวนซอยศรีนครินทร์ 22 และนัดลูกสาวที่พักอยู่ในซอยสุขุมวิท 50 ไปพักด้วย เพราะลูกชายบอกว่า วันที่ 1 พฤษภาคมจะออกเดินทางเวลา 06.00 น. ผู้เขียนนึกในใจว่า "เจ็ดโมงก็ขอให้ได้ออกเถอะ"

        และแล้วก็ไม่ผิดไปจากที่คิด เพราะผู้เขียนนั่งรอคนอื่นๆ ตั้งแต่ 06.00 น. จน 07.30 น. ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ลงจากที่พักกัน พวกที่ช้ามากก็ช้ามากตามเคย พอลูกสาวพร้อมก็เลยชวนนำสัมภาระไปขึ้นรถก่อน จากนั้นได้ถ่ายรูปอาคารที่พักของลูกชายแล้วก็บอกให้ลูกสาวรอที่รถ ตนเองออกไปกด ATM ที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในการไปเที่ยวครั้งนี้ (ลูกชายจ่ายล่วงหน้าไปแล้วเป็นค่าเครื่องบินไป/กลับของผู้เขียนซึ่งยังไม่ได้เช็คยอดแน่นอน ค่าที่พัก 2 คืน 12,000 บาท และค่าโดยสารเรือไปกลับ 2,800 บาท) แล้วเข้าร้านสะดวกซื้อ ซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 2 เมษายน 1 ฉบับ และหนังสือเล่มเล็กที่ลดราคาจากร้อยกว่าเป็น 50 บาท และ 69 บาทอีก 6 เล่ม (ตามประสาคนที่ชอบอ่านหนังสือขณะเดินทาง แม้จะรู้ว่าไม่ดีต่อสุขภาพตาแต่ก็ทำมานานจนติดเป็นนิสัยแล้ว) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บนรถไม่มีใครสนใจหยิบอ่านเลย ผู้เขียนเลยจูงใจให้อยากอ่าน โดยอ่านแบบทดสอบให้ตอบเพื่อวิเคราะห์ว่า ตนถึงเวลาที่ต้องล้างพิษในตัวแล้วหรือยัง และตนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในงานแค่ไหน ลูกทั้งสองคนยอมร่วมทำแบบทดสอบ ขณะเดียวกัน ลูกสาวก็เข้ามาอิงแอบแม่แล้วถ่ายรูปไปโพสต์ใน Facebook ผ่านมือถือ ...เขียนบรรยายภาพว่า อยู่กับแม่และแม่อ่านหนังสือให้ฟัง ซึ่งเพื่อนบางคนก็แสดงความเห็นว่าแม่น่ารัก (การกระทำ) บางคนก็บอกว่า เอ๋ใช้แรงงานผู้ใหญ่ (เพราะเป็นวันแรงงาน คงเกรงใจจึงเลี่ยงที่จะใช้คำว่า "ใช้แรงงานคนแก่") 

          (จะลองทายดูไหมคะว่า 2 เล่มไหนที่ผู้เขียนซื้อให้ลูกสาว 1 เล่มไหนที่ซื้อให้ลูกชาย และ 3 เล่มไหนที่ผู้เขียนจะนำไปใช้กับคนเกี่ยวข้อง...อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะอ่านทุกเล่มก๋อนที่จะให้ลูกๆ ไป) 

         

          การเดินทางท่องเที่ยวครั้งนี้ ไปกันทั้งหมด 4 คน 3 ตัว เพราะลูกชายและนุกนิกกับเจ้า 4 ขา เป็นประเภทที่ว่า "เราจะไม่พรากจากกัน" ไปไหนไม่วายที่จะหอบหิ้วไปด้วยทุกตัว

        (ในภาพใช้คำผิด ต้องลงเรือ ไม่ใช่ขึ้นเรือ เพราะต้องปีนขึ้นดาดฟ้าเลยเผลอใช้คำว่าขึ้นค่ะ)

       "เกาะกูด" ที่ลูกชายจะพาแม่ไปเที่ยว เป็นเกาะในจังหวัดที่มีคำขวัญว่า “เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา” ซึ่งก็คือจังหวัดตราดนั่นเอง

        ข้อมูลจาก ททท.ระบุว่า "ตราด" เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เพราะเป็นที่ตั้งของเกาะที่สวยงามจำนวนมาก โดยมีเกาะที่สำคัญที่สุด คือ เกาะช้างซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากเกาะภูเก็ต (กลางเดือน พ.ค. ปี 2554 ลูกชายพาแม่และพี่สาวไปเที่ยวที่เกาะช้าง) ชื่อเมืองตราดสันนิษฐานว่า เพี้ยนมาจากคำว่า “กราด” ซึ่งเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งใช้ทำไม้กวาด ปัจจุบันจังหวัดตราดแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองตราด อำเภอคลองใหญ่ อำเภอแหลมงอบ อำเภอเกาะกูด และอำเภอเกาะช้าง เป็นต้น

       "เกาะกูด"  เป็นเกาะสุดท้ายปลายทะเลตะวันออกในจังหวัดตราดของไทย ติดชายแดนทางทะเลของกัมพูชา เป็นดินแดนที่มากด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์และสวยงามอยู่มากมาย
จึงเหมาะแก่การท่องเที่ยวและการพักผ่อน ด้วยพื้นที่ที่เป็นภูเขาและที่ราบสันเขา จึงเป็นต้นกำเนิดลำห้วยต่างๆ ซึ่งก็ทำให้เกาะกูดมีน้ำตกหลายแห่ง และบนเกาะยังมีชายหาดเนียนละเอียด เคียงข้างน้ำทะเลใสแจ๋ว อีกทั้งยังมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์และแนวปะการังนานาชนิด จนได้รับสมญานามว่า
อันดามันแห่งทะเลตะวันออก” ชนพื้นถิ่นดั้งเดิมของเกาะกูด ส่วนใหญ่เป็นคนไทยและคนเขมรในเกาะกง ที่อพยพเข้ามาเมื่อสมัยเมืองปัจจันตคีรีเขตร์ ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ปัจจุบันชาวเกาะยังดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรม ได้แก่ทำสวนยางพารา สวนมะพร้าว มีสวนผลไม้เพียงเล็กน้อย และทำประมงชายฝั่ง

         เดิมทีลูกชายโทรฯ บอกผู้เขียนว่า จะเดินทางไปยังเกาะโดยเรือ Speed Boat ของรีสอร์ต ซึ่งคิดค่าบริการคนละ 1,200 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ผู้เขียนจินตนาการถึงการเดินทางด้วยเรือดังกล่าวกลางทะเลเวิ้งว้าง เลยบอกลูกว่า "ถึงแม่จะแคล่วคล่องว่องไว ทนลมทนแดด แต่แม่ก็เป็นผู้สูงอายุนะ อีกอย่างเรือเล็กก็ไม่ปลอดภัย ไปเรือใหญ่แบบตอนไปเกาะช้างดีกว่า"  

           สุดท้ายลูกชายเลยเปลี่ยนการเดินทางจากฝั่งไปที่เกาะ และจากเกาะกลับมาที่ฝั่งด้วยเรือใหญ่ที่ให้บริการคนทั่วไป โดยจ่ายค่าโดยสารเรือไปกลับคนละ 700 บาท (แถมฟรีรถรับส่ง) การเดินทางครั้งนี้ ทุลักทุเลและอีรุงตุงนังด้วยสัมภาระทั้งของคนและของเจ้า 4 ขา รวมทั้งตัวสุนัขเองที่ดูแลตนเองไม่ได้ สัมภาระของผู้เขียนคือกระเป๋าเดินทางใบเล็ก (ที่บรรทุกหนังสือที่ซื้อทั้งหมด และมะม่วงจากสวนและยังไม่วายพก Notebook ไปด้วย...นี่ก็เราจะไม่พรากจากกัน แต่ไม่เป็นภาระของใคร) จึงเป็นแรงงานสำคัญที่ต้องช่วยยกสัมภาระของสุนัข รวมทั้งด้วยความที่เป็นคนแคล่วคล่องว่องไวที่สุดในกรุ๊ปทัวร์อลเวง จึงรับผิดชอบจัดการเรื่องรับตั๋ว/ให้ตรวจตั๋ว และรับ/เก็บรักษาบัตรจอดรถที่ถ้าทำหายจะถูกปรับ 100 บาท (ตอนไปเที่ยวเกาะช้างนำรถลงเรือไปที่เกาะด้วย แต่ครั้งนี้เรือบริการเล็กกว่า บรรทุกรถไม่ได้จึงต้องจอดรถในที่ๆ บริษัทให้บริการเรือจัดไว้ให้ โดยจ่ายค่าจอดรถคืนละ 50 บาท)   

             (เฉพาะภาพนี้ ที่ผู้เขียนรวบรวมมาจากภาพในเว็บของบริษัทที่ให้บริการเรือรับส่ง)

         ก่อนลงเรือ พนักงานบอกว่า ผู้ที่มีสุนัขให้ขึ้นไปนั่งบนดาดฟ้าไม่ให้นั่งห้องแอร์ แบบนี้ก็เข้าทางผู้เขียนสิ เพราะชอบที่ที่มีลมธรรมชาติพัดผ่าน และการนั่งที่ดาดฟ้าก็เหมาะสำหรับการถ่ายรูปมากกว่า ...แต่ก็เจออุปสรรคจนได้ เพราะเพิ่งก้าวขาจะไปยืนที่ขอบเรือเพื่อถ่ายรูปก็ต้องถอยออกมา เพราะมีคนมาใช้ข้างเรือเป็นที่นอนเสียนี่ ...หนักกว่านั้น ผู้เขียนกับลูกสาวไม่มีที่นั่ง ก็เลยต้องนั่งท้ายสุดของดาดฟ้าเรือบนท่อนเหล็กกลมๆ ที่จัดไว้สำหรับวางเสื้อชูชีพ (ต้องให้ที่นั่งกับลูกชายและนุกนิกก่อน เพราะทั้งสองคนต้องดูแลตัวป่วนทั้งสาม แต่เวลาที่ตัวป่วนตัวใดก่อเรื่องทะเลาะวิวาท แม่ก็ต้องช่วยกันบี.เอ็ม.ตัวป่วนที่สุดออกมาดูแล เพื่อไม่ให้ส่งเสียงรบกวนผู้โดยสารอื่น ...แค่มีสุนัข 3 ตัวอยู่บนเรือด้วย ผู้เขียนก็เกรงใจผู้โดยสารคนอื่นๆ จะแย่อยู่แล้ว แต่เจ้าของสุนัขทั้งสองคนเขากลับไม่คิดในจุดนี้) 

         มองมุมบวกของการได้อยู่ท้ายสุดของเรือ...นั่นก็คือการได้เห็นและได้ถ่ายภาพทิวทัศน์ของทะเลในมุมกว้าง โดยไม่มีส่วนใดของเรือและของผู้โดยสารอื่นมาบดบัง...

            ผู้โดยสารส่วนใหญ่บนดาดฟ้าเรือเป็นชาวตะวันตก (The Westerners) ผู้เขียนเห็นลูกชายคุยกับหนุ่มใหญ่หุ่นเจ้าเนื้ออยู่นานสองนาน หลงดีใจว่าลูกได้รับโอกาสในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ (ลูกชายและลูกสาวใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ทั้งการพูดและการเขียน ทั้งที่ไม่ได้เรียนในสายภาษาและแม่ก็ไม่ได้ฝึกให้ เพราะเคยซื้อ Whiteboard มาสอนลูกตอนที่พี่เอ๋เรียนป.5 น้องตั้มเรียนป.4 แต่สอนได้ครั้งเดียวก็เลิก เพราะทนพฤติกรรมยุกยิกๆ ของเด็กทั้งสองไม่ไหว ถามว่าทำไมถึงไม่ใส่ใจ พวกเขาก็หัวเราะ บอกว่าที่แม่สอนน่ะ มันง่ายมาก ทุกเรื่องเรารู้มาหมดแล้ว) ที่ไหนได้ พอเข้าไปฟังใกล้ๆ ถึงได้รู้ว่าทั้งสองฝ่ายสื่อสารกันด้วยภาษาไทย (ชาวตะวันตกที่ลูกคุยด้วยมาทำทัวร์ที่เมืองไทย 8 ปีแล้ว) ผู้เขียนเลยพูดเป็นภาษาอังกฤษ ขอให้เขาพูดภาษาอังกฤษกับลูก เพื่อให้ลูกชายได้ฝึกภาษา แต่เขาไม่ยอม พูดเสียงดังปนเสียงหัวเราะ บอกว่าไม่ชอบพูดภาษาอังกฤษ ชอบพูดไทยมากกว่า และบอกว่าภาษาอังกฤษของยูดีมากอยู่แล้วให้ฝึกลูกเอง (...ช่างไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย)

          เรือออกเวลา 12.30 น. ถึงเกาะประมาณ 14.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง เมื่อขึ้นฝั่ง ก็มีรถสองแถวจอดรอเพื่อพานักท่องเที่ยวไปส่งยังรีสอร์ตที่พัก (มีรถหลายคัน คนขับจะตะโกนบอกว่าคันของตนจะไปส่งที่รีสอร์ตใด) พอถึงที่รีสอร์ตที่จะพัก ผู้เขียนได้เดินสำรวจและมีความพึงพอใจ ที่พบว่า ด้านหน้ารีสอร์ตเป็นทะเลใสหาดทรายขาวสะอาดยาวเหยียด และด้านหลังยังมีคลองที่ให้ความรู้สึกสงบเย็นอีกด้วย

          และที่ชอบมากอีกอย่าง ก็คือ ที่พักและบริเวณโดยรอบแวดล้อมด้วยพรรณไม้หลากหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นไม้ใบประดับสีเขียวทำให้ดูร่มรื่นสบายตา ผู้เขียนจึงเดินซอกแซกถ่ายภาพในมุมต่างๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการจัดสวนที่ฟาร์มไอดิน-กลิ่นไม้...ขอบใจน้องตั้มที่พาแม่เที่ยว โดยเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่ตรงกับรสนิยมของแม่

              ขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่กรุณาเข้ามาอ่าน/แสดงความเห็น หวังว่าจะติดตามในตอนที่ 2 ตอนจบ (เหมือนละครเรื่อง "ท่านชายปวรรุจเลย") นะคะ ตอนนี้ผู้เขียนขอกล่าวคำว่า "ราตรีสวัสดิ์" เพราะเกือบตีสามครึ่งแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าๆ เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับกทม.ค่ะ (การลงบันทึกตอนท้ายมีปัญหา เลยต้องลุกขึ้นมาแก้ไขตีห้าเศษ...แล้วของีบต่ออีกหน่อยนะคะ...แต่นอนไม่หลับเพราะจวนได้เวลาตื่น คืนวันที่ 2 พ.ค.เลยได้นอนไม่ถึงสองชั่วโมง)