ปล้นที่ตำบลหนองบัว

      การปล้นครั้งแรกที่คนชุมชนหนองบัว หนองกลับ จำกันได้เป็นเวลานานเกือบครึ่งชั่วอายุคนคือการปล้นบ้านนายอินทร์-นางทรัพย์ ที่หมู่ที่ 7 ตำบลหนองบัว หรือในหมู่ที่ 1 ตำบลหนองบัว ในปัจจุบัน ประมาณปี พ.ศ.2485 ก่อนตั้งกิ่งอำเภอ การปล้นในสมัยก่อนคนร้ายจะปักป้ายว่าจะปล้นบ้านผู้ใด ไว้หน้าบ้าน และบอกวันปล้นด้วย แต่เวลาเข้าปล้นจริง ๆ อาจไม่แน่นอน การปล้นบ้านนายอินทร์ – นางทรัพย์คนร้ายปักป้ายว่าจะเข้าปล้นบ้านโดยกำหนดวันขึ้นแรมไว้ญาติพี่น้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้ปกครองท้องที่จะมาช่วยกันเฝ้าบ้านผู้จะถูกปล้นมาช่วยกันเฝ้าอยู่ 4 วัน คนร้ายก็ยังไม่เข้าปล้น จึงคิดว่าไม่เข้าปล้นแล้วในสมัยนั้นมีปืนลูกซองยาว อยู่กระบอกเดียวที่มอบให้เจ้าบ้านถือไว้ระวังเหตุต่อไปวันถัดไปคนร้ายก็เข้าปล้นทันที คนร้ายร้องเรียกให้เจ้าของบ้านทอดบันไดให้นายอินทร์ไม่ยอม คนร้ายสมัยนั้นมักจะเชื่อมั่นตนเองว่ามีคาถาอาคม ยิงฟันไม่เข้า ปีนบ้านขึ้นไปพอชะเง้อยื่นตัวขึ้นชานบ้านไปได้ครึ่งตัวก็ถูกเจ้าของบ้านยิงด้วยปืนลูกซองยาวกลางลำตัวตกเรือนตาย เจ้าของบ้านไม่ได้ยิงซ้ำอีกเพราะบรรจุลูกกระสุนไม่เป็นพรรคพวกคนร้ายลากศพเพื่อนไปได้ไม่ไกลก็ทิ้งศพไว้ตั้งแต่คืนนั้นจนถึงรุ่งเช้าคนแห่กันมาดู ยิ่งกว่าคนหนองบัวตื่นลิเกดัง ๆในปัจจุบันเสียอีก กว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะมาพลิกศพเวลาผ่านไปถึง 3 วันจนศพเริ่มเน่า เป็นเรื่องเล่าที่จำกันมาได้ทุกวันและจำได้แม่นยำกว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนไม่อยากจะจำ ในอดีตไม่ค่อยจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเกิดขึ้นจึงจำกันได้แม่นยำสืบมา 

 

ชิงทรัพย์ที่ตำบลหนองกลับ

        คนชุมชนหนองบัวสมัยก่อนมีเครื่องทองมักจะใส่อวดกันในเทศกาล เช่นทำบุญหรืองานประเพณีต่าง ๆไม่มีการแย่งชิงกัน สายสร้อยทองคำ แต่ละเส้นต้องหนักตั้งแต่ 1 บาท ขึ้นไป ถึง 5บาท 10 บาท เดี๋ยวนี้ก็พอมีให้เห็นจะใส่อวดกันในงานหมู่บ้านแต่จะไม่ใส่ออกมาตลาดเพราะรู้ว่าไม่ปลอดภัยอาจจะหาดูได้อีกครั้งในงานบวชนาคหมู่ประจำปีนาคแต่ละคนในวันฉลองญาติพี่น้องจะนำมาให้ใส่คล้องคอ จนคอเหลืองอร่ามไปหมดคนหนึ่งไม่น้อยกว่า 3 เส้นการชิงสร้อยครั้งแรกที่ชาวบ้านจำกันได้ดีอีกเรื่องหนึ่งของชุมชนหนองกลับคือการชิงสร้อยยายนี เมียตาย่อม หลานหลวงพ่ออ๋อย เหตุเกิดขึ้นในวันพระเวลาประมาณ 4โมงเช้า ยายนีนำอาหารไปส่งเพล หลวงพ่ออ๋อย เดินลัดป่าช้าเก่าไปคนร้ายหลบซ่อนอยู่บริเวณใกล้ทาง พอได้จังหวะคนร้ายได้เข้าชิงสร้อยหนัก 5 บาทแล้ววิ่งย้อนกลับเข้าไปในบ้านหนองกลับส่วนยายนีวิ่งหน้าตื่นเข้าไปในวัดหนองกลับตกใจพูดไม่ออก หลังจากหายตกใจแล้วจับใจความได้ว่าถูกชิงสร้อยชาวบ้านจึงพากันวิ่งติดตามคนร้ายกัน มากมายโกลาหลทราบลักษณะของคนร้ายว่านุ่งผ้าขะม้าไม่ใส่เสื้อบังเอิญวันนั้นคณะผู้ติดตามเห็นผู้ใหญ่ชัย แหลมเทียน ปกติชอบนุ่งผ้าขะม้าและไม่ใส่เสื้อพอดีได้ออกวิ่งขับผู้ใหญ่ชัยโดยคิดว่าเป็นคนร้าย ผู้ใหญ่ชัยคิดว่าผู้ขับจะตามเข้ามาทำร้ายตนไม่ทราบสาเหตุจึงออกวิ่งหนีกว่าจะรู้เรื่องทั้งคนขับและคนวิ่งหนี เล่นเอาเหงื่อตกไปตาม ๆ กันคนร้ายเข้าไปหลบอาศัยอยู่ในบริเวณหลังโบสถ์คริสเตียนผู้ติดตามเข้าล้อมกันมากมายไม่พบตัวคนร้าย แต่ยังไม่ลดความพยายามสืบทราบว่าขณะที่คนร้ายวิ่งไปนั้นสวนทางกับชาวบ้าน ชาวบ้านถามทักทายแบบคนชนบท  ถึงไม่รู้จักกันก็ทักกันว่า จะไปไหน” คนร้ายตอบว่าจะไปบ้านนายวน ผู้ใหญ่ลัพย์ ศรสุรินทร์ หัวหน้าคณะติดตามจึงไปสอบถามนายวนว่ารู้จักคนร้ายลักษณะที่ชาวบ้านพบเห็นหรือไม่นายวนบอกว่า “น่าจะเป็นคนซื่อหวอย บ้านอยู่ชุมแสงเคยมาเที่ยวหนองกลับบ่อย ๆ” พอรู้ดังนั้นคณะติดตามจึงวางแผนดักสกดรอยไว้หมดทุกจุดและคาดว่าคนร้ายจะต้องหนีกลับไปชุมแสง ผู้ใหญ่ลัพย์ นายยัน และผู้ติดตามอีก 1 คนจึงไปคอยดักอยู่ที่บริเวณเยื้องหน้าไปรษณีย์ ซึ่งเป็นท่าเรือในฤดูฝนที่จะไปชุมแสงพบตัวคนร้ายพอดี แต่ยังไม่แน่ใจ จึงร้องถามไปว่า “แกชื่อนายหวอยใช่ไหม” คนร้ายตกใจโดดเรือออกวิ่งหนี คณะผูติดตามโดดจับตัวไว้ได้ผลการจับกุมคนร้าย สบักสบอม จำรูปเดิมไม่ได้นำส่งตำรวจได้สร้อยของกลางคืนแต่ขาดหายไปครึ่งเส้น




 photo 17-1_zps9043ff80.jpg

 

 photo 16-1_zps9b436d06.jpg


ใจดีสู้เสือ

      วันเกิดเหตุเป็นวันเสาร์ตอนเช้านายอำเภออรุณไปนั่งดื่มกาแฟ โดยมีกำนันแหวน กำนันเทียน กำนันคู่คิดนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยประมาณ 2 โมงเช้า มีคนวิ่งร้องมาทางหนองกลับ  ขโมยปล้นๆๆ”  นายอำเภอบอกว่า กำนันไปเลยได้ไหมนี่”  “กำนันเอาปืนมาหรือเปล่า”  กำนันแหวน ตอบว่า  ผมเอามาครับนายอำเภอ “ผมซีไม่มีปืน” บีเฮียงเจ้าของร้านกาแฟ  “ปืนผมมี”  นำปืนพกสั้นมามอบให้นายอำเภอพร้อมกับนายอำเภอก็ร้องสั่งให้คนไปบอกตำรวจให้ติดตามไปท่านพร้อมด้วย กำนันแหวน กำนันเทียนออกวิ่งไปตามที่คนมาแจ้งว่าเหตุเกิดขึ้นที่คลองสมอ เมื่อถึงที่เกิดเหตุเจ้าของควายบอกว่าคนร้ายวิ่งเข้าไปในคลอง กำนันแหวนเอ่ยขึ้น ท่านครับเรารอตำรวจก่อนดีไหม”  นายอำเภอ ไม่ต้องรอเดี๋ยวเดินดูถ้าเห็น  ไม่เข้าใกล้มันก็แล้วกัน  กำนันแหวนหันไปกระซิบกำนันเทียน กำนันไอ้พวกห้าคนนี่คงมีปืนครบมือต้องระวังตัวกันให้ดี” แล้วพากันเดินตามนายอำเภอไปอย่างกระชั้นชิด เห็นคนร้ายห้าคนกำลังยืนอยู่ที่บ่อน้ำในคลอง  นายอำเภอเหลียวหันมาดูกำนันทั้งสองก็ยังติดตามมาจึงเดินใกล้เข้าไป คนร้ายก็ทำท่าตกใจไม่แน่ว่าจะทำท่าสู้หรือออกวิ่งนายอำเภอจึงรีบยกมือโบกกลับไปข้างหลังแล้วตะโกนไปว่า  นี่พวกเราพวกตำรวจที่อยู่ทางนั้นอย่ายิงเข้ามานาพวกผมนี่อยู่กับคนร้ายแล้ว พวกนี้เขาไม่มีการต่อสู้อะไรเลยเราไม่รู้ว่าเขาดีหรือเขาร้าย อย่ายิงเข้ามาไม่ได้” เมื่อกล่าวจบก็หันหน้ากลับไปทางกลุ่มคนร้ายแล้วตะโกนต่อไปอีก พวกเรานี่ได้ยินผมพูดไหมหากได้ยิน พวกเราบริสุทธิ์ใจ ขอให้วางปืน นี่นายอำเภอ”  กลุ่มคนร้ายกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอยู่ในทีอยู่แล้วเหมือนสัตว์ป่าเห็นลายเสือต่างวางปืนนายอำเภอวิ่งตรงเข้าไป เอาเท้าเขี่ยปืนออกห่างมาจากกลุ่มคนร้ายแล้วให้ทุกคนยกมือไว้ และท่านตะโกนย้อนหลังกลับไปสลับกันตลอดเวลาว่า อย่ายิงเข้ามาๆถึงล้อมไว้ก็อย่ายิงนายอำเภอกับกำนันรวม 3 คน มาอยู่กับผู้ต้องสงสัยแล้ว” สั่งให้กำนันเทียนเก็บปืนและ ให้กำนันแหวนเอาผ้าขาวม้าที่ผูกเอวคนร้ายมัดแขนคนร้ายไขว้หลังตัวคนร้ายทีละคนเสร็จให้นั่งแยกห่างกันนั่งคอยเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 30 นาที ตำรวจจึงตามมาทันนำตัวคนร้ายเดินทางกลับมาอำเภอขณะเดินทางกลับกำนันแหวนกล่าวขึ้นว่า ท่านครับ ถ้าหากมันสู้ขึ้นมาขณะที่เราเข้าจับกุมจะทำอย่างไร  นายอำเภอ อย่างนี้เขาเรียกว่าใจดีสู้เสือ หากมันเอาจริงก็ต้องเอาตัวรอดจนได้”

           สรุปผลคดีศาลตัดสินจำคุกคนละ4 ปี ออกจากคุกแล้ว คนร้ายได้ไปพบกำนันแหวน ไปสารภาพ และคุยให้ฟังว่า วันนั้นเกือบตัดสินใจสู้เหมือนกันแต่ไม่รู้เป็นอย่างไรมันเหมือนตกตลึงหากวิ่งหนีก็คงทันเพราะเห็นว่ากำนันกับนายอำเภอไม่มีปืนยาวเลยผมมีปืนยาวหากยิงนายอำเภอกับกำนันก็ตาย มาคิดดูผมยอมติดคุกดีกว่าเขากล่าวหาผมทั้งสิ้น”



จับคนร้ายฆ่าผู้ใหญ่บ้าน

       นายซ้อนผู้ใหญ่บ้าน บ้านหัวทำนบ เป็นคนดีเอางานเอาการหรือเรียกว่ามือปราบก็ได้ มาประชุมประจำเดือนเสร็จประชุมแล้ว เดินทางกลับบ้านผ่านวัดเทพสุทธาวาส บ้านเนินขวางตัดตรงผ่านทุ่งไปบ้านหัวทำนบ คนร้ายชื่อนายเฟือน มีความเคืองแค้นไม่พอใจมาดักซุ่มระหว่างทาง  แล้วเป่าผู้ใหญ่มือปราบด้วยปืนลูกซองฟุบตายคาเครื่องแบบอย่างสมศักดิ์ศรี  สร้างรอยแค้นไว้ให้ท่านนายอำเภอที่มีผู้กล้ามาตัดตีนสินมือ  ท่านจึงออกสืบสวนด้วยตนเอง ทราบว่าคนร้ายชื่อนายเฟือนเสือร้าย

      วันหนึ่งมีสายมารายงานให้นายอำเภอทราบว่า  วันนี้ไอ้เฟือนจะมางานแต่งงานที่บ้านเนินไร่ท่านจึงเรียกตำรวจมาสั่งให้ส่งกำลังออกไปล้อมจับทันที  ไอ้เฟือนเสือร้ายไม่ทิ้งลาย เมื่อเห็นตำรวจเข้าล้อมหากยิงสู้บนบ้าน  ญาติตนจะเดือดร้อน จึงถือปืนชูโดดลงจากเรือน  ตำรวจโดดเข้าประชิดตัวค้ำแขนที่ชูปืนยื้อแย่งปืนกัน เพื่อนตำรวจที่ตามมาเห็นเพื่อนจะเสียท่า ชักปืนยิงเข้าที่หลังไอ้เฟือนทรุดลงตายคาลานบ้าน  ลูกชายวัยหนุ่มโดดลงมาจะช่วยพ่อจึงถูกยิงทรุดลงไปอีก  แต่ยังไม่ตายนอนร้องครวญครางอยู่เคียงข้างศพเสือเฟือน  คนที่มาในงานก็วิ่งเข้ามาห้อมล้อมดู
เสียงสวดพระในพิธีแต่งงานจึงกลายเป็นเสียงสวดศพ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็รีบวิ่งไปตามนายอำเภอเพราะเห็นคนร้ายอีกคนไม่ตายนายอำเภอรีบนำรถจี๊ปขับไปถึงที่เกิดเหตุทันควัน  เมื่อถึงที่เกิดเหตุร้องสั่งประชาชนที่ห้อมล้อมให้ถอยห่างไปจะรีบนำคนเจ็บไปรักษาท่านได้นำคนเจ็บไปที่สุขศาลาฉีดยาช่วยบรรเทาความเจ็บอยู่ได้ครึ่งวันก็ตาย