
ปล้นที่ตำบลหนองบัว
การปล้นครั้งแรกที่คนชุมชนหนองบัว หนองกลับ จำกันได้เป็นเวลานานเกือบครึ่งชั่วอายุคนคือการปล้นบ้านนายอินทร์-นางทรัพย์ ที่หมู่ที่ 7 ตำบลหนองบัว หรือในหมู่ที่ 1 ตำบลหนองบัว ในปัจจุบัน ประมาณปี พ.ศ.2485 ก่อนตั้งกิ่งอำเภอ การปล้นในสมัยก่อนคนร้ายจะปักป้ายว่าจะปล้นบ้านผู้ใด ไว้หน้าบ้าน และบอกวันปล้นด้วย แต่เวลาเข้าปล้นจริง ๆ อาจไม่แน่นอน การปล้นบ้านนายอินทร์ – นางทรัพย์คนร้ายปักป้ายว่าจะเข้าปล้นบ้านโดยกำหนดวันขึ้นแรมไว้ญาติพี่น้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านผู้ปกครองท้องที่จะมาช่วยกันเฝ้าบ้านผู้จะถูกปล้นมาช่วยกันเฝ้าอยู่ 4 วัน คนร้ายก็ยังไม่เข้าปล้น จึงคิดว่าไม่เข้าปล้นแล้วในสมัยนั้นมีปืนลูกซองยาว อยู่กระบอกเดียวที่มอบให้เจ้าบ้านถือไว้ระวังเหตุต่อไปวันถัดไปคนร้ายก็เข้าปล้นทันที คนร้ายร้องเรียกให้เจ้าของบ้านทอดบันไดให้นายอินทร์ไม่ยอม คนร้ายสมัยนั้นมักจะเชื่อมั่นตนเองว่ามีคาถาอาคม ยิงฟันไม่เข้า ปีนบ้านขึ้นไปพอชะเง้อยื่นตัวขึ้นชานบ้านไปได้ครึ่งตัวก็ถูกเจ้าของบ้านยิงด้วยปืนลูกซองยาวกลางลำตัวตกเรือนตาย เจ้าของบ้านไม่ได้ยิงซ้ำอีกเพราะบรรจุลูกกระสุนไม่เป็นพรรคพวกคนร้ายลากศพเพื่อนไปได้ไม่ไกลก็ทิ้งศพไว้ตั้งแต่คืนนั้นจนถึงรุ่งเช้าคนแห่กันมาดู ยิ่งกว่าคนหนองบัวตื่นลิเกดัง ๆในปัจจุบันเสียอีก กว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะมาพลิกศพเวลาผ่านไปถึง 3 วันจนศพเริ่มเน่า เป็นเรื่องเล่าที่จำกันมาได้ทุกวันและจำได้แม่นยำกว่าเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนไม่อยากจะจำ ในอดีตไม่ค่อยจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเกิดขึ้นจึงจำกันได้แม่นยำสืบมา

ชิงทรัพย์ที่ตำบลหนองกลับ
คนชุมชนหนองบัวสมัยก่อนมีเครื่องทองมักจะใส่อวดกันในเทศกาล เช่นทำบุญหรืองานประเพณีต่าง ๆไม่มีการแย่งชิงกัน สายสร้อยทองคำ แต่ละเส้นต้องหนักตั้งแต่ 1 บาท ขึ้นไป ถึง 5บาท 10 บาท เดี๋ยวนี้ก็พอมีให้เห็นจะใส่อวดกันในงานหมู่บ้านแต่จะไม่ใส่ออกมาตลาดเพราะรู้ว่าไม่ปลอดภัยอาจจะหาดูได้อีกครั้งในงานบวชนาคหมู่ประจำปีนาคแต่ละคนในวันฉลองญาติพี่น้องจะนำมาให้ใส่คล้องคอ จนคอเหลืองอร่ามไปหมดคนหนึ่งไม่น้อยกว่า 3 เส้นการชิงสร้อยครั้งแรกที่ชาวบ้านจำกันได้ดีอีกเรื่องหนึ่งของชุมชนหนองกลับคือการชิงสร้อยยายนี เมียตาย่อม หลานหลวงพ่ออ๋อย เหตุเกิดขึ้นในวันพระเวลาประมาณ 4โมงเช้า ยายนีนำอาหารไปส่งเพล หลวงพ่ออ๋อย เดินลัดป่าช้าเก่าไปคนร้ายหลบซ่อนอยู่บริเวณใกล้ทาง พอได้จังหวะคนร้ายได้เข้าชิงสร้อยหนัก 5 บาทแล้ววิ่งย้อนกลับเข้าไปในบ้านหนองกลับส่วนยายนีวิ่งหน้าตื่นเข้าไปในวัดหนองกลับตกใจพูดไม่ออก หลังจากหายตกใจแล้วจับใจความได้ว่าถูกชิงสร้อยชาวบ้านจึงพากันวิ่งติดตามคนร้ายกัน มากมายโกลาหลทราบลักษณะของคนร้ายว่านุ่งผ้าขะม้าไม่ใส่เสื้อบังเอิญวันนั้นคณะผู้ติดตามเห็นผู้ใหญ่ชัย แหลมเทียน ปกติชอบนุ่งผ้าขะม้าและไม่ใส่เสื้อพอดีได้ออกวิ่งขับผู้ใหญ่ชัยโดยคิดว่าเป็นคนร้าย ผู้ใหญ่ชัยคิดว่าผู้ขับจะตามเข้ามาทำร้ายตนไม่ทราบสาเหตุจึงออกวิ่งหนีกว่าจะรู้เรื่องทั้งคนขับและคนวิ่งหนี เล่นเอาเหงื่อตกไปตาม ๆ กันคนร้ายเข้าไปหลบอาศัยอยู่ในบริเวณหลังโบสถ์คริสเตียนผู้ติดตามเข้าล้อมกันมากมายไม่พบตัวคนร้าย แต่ยังไม่ลดความพยายามสืบทราบว่าขณะที่คนร้ายวิ่งไปนั้นสวนทางกับชาวบ้าน ชาวบ้านถามทักทายแบบคนชนบท ถึงไม่รู้จักกันก็ทักกันว่า “จะไปไหน” คนร้ายตอบว่าจะไปบ้านนายวน ผู้ใหญ่ลัพย์ ศรสุรินทร์ หัวหน้าคณะติดตามจึงไปสอบถามนายวนว่ารู้จักคนร้ายลักษณะที่ชาวบ้านพบเห็นหรือไม่นายวนบอกว่า “น่าจะเป็นคนซื่อหวอย บ้านอยู่ชุมแสงเคยมาเที่ยวหนองกลับบ่อย ๆ” พอรู้ดังนั้นคณะติดตามจึงวางแผนดักสกดรอยไว้หมดทุกจุดและคาดว่าคนร้ายจะต้องหนีกลับไปชุมแสง ผู้ใหญ่ลัพย์ นายยัน และผู้ติดตามอีก 1 คนจึงไปคอยดักอยู่ที่บริเวณเยื้องหน้าไปรษณีย์ ซึ่งเป็นท่าเรือในฤดูฝนที่จะไปชุมแสงพบตัวคนร้ายพอดี แต่ยังไม่แน่ใจ จึงร้องถามไปว่า “แกชื่อนายหวอยใช่ไหม” คนร้ายตกใจโดดเรือออกวิ่งหนี คณะผูติดตามโดดจับตัวไว้ได้ผลการจับกุมคนร้าย สบักสบอม จำรูปเดิมไม่ได้นำส่งตำรวจได้สร้อยของกลางคืนแต่ขาดหายไปครึ่งเส้น


ใจดีสู้เสือ
วันเกิดเหตุเป็นวันเสาร์ตอนเช้านายอำเภออรุณไปนั่งดื่มกาแฟ โดยมีกำนันแหวน กำนันเทียน กำนันคู่คิดนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยประมาณ 2 โมงเช้า มีคนวิ่งร้องมาทางหนองกลับ “ขโมยปล้นๆๆ” นายอำเภอบอกว่า “กำนันไปเลยได้ไหมนี่” “กำนันเอาปืนมาหรือเปล่า” กำนันแหวน ตอบว่า “ผมเอามาครับ“ นายอำเภอ “ผมซีไม่มีปืน” บีเฮียงเจ้าของร้านกาแฟ “ปืนผมมี” นำปืนพกสั้นมามอบให้นายอำเภอพร้อมกับนายอำเภอก็ร้องสั่งให้คนไปบอกตำรวจให้ติดตามไปท่านพร้อมด้วย กำนันแหวน กำนันเทียนออกวิ่งไปตามที่คนมาแจ้งว่าเหตุเกิดขึ้นที่คลองสมอ เมื่อถึงที่เกิดเหตุเจ้าของควายบอกว่าคนร้ายวิ่งเข้าไปในคลอง กำนันแหวนเอ่ยขึ้น “ท่านครับเรารอตำรวจก่อนดีไหม” นายอำเภอ “ไม่ต้องรอเดี๋ยวเดินดูถ้าเห็น ไม่เข้าใกล้มันก็แล้วกัน” กำนันแหวนหันไปกระซิบกำนันเทียน “กำนันไอ้พวกห้าคนนี่คงมีปืนครบมือต้องระวังตัวกันให้ดี” แล้วพากันเดินตามนายอำเภอไปอย่างกระชั้นชิด เห็นคนร้ายห้าคนกำลังยืนอยู่ที่บ่อน้ำในคลอง นายอำเภอเหลียวหันมาดูกำนันทั้งสองก็ยังติดตามมาจึงเดินใกล้เข้าไป คนร้ายก็ทำท่าตกใจไม่แน่ว่าจะทำท่าสู้หรือออกวิ่งนายอำเภอจึงรีบยกมือโบกกลับไปข้างหลังแล้วตะโกนไปว่า “นี่พวกเราพวกตำรวจที่อยู่ทางนั้นอย่ายิงเข้ามานาพวกผมนี่อยู่กับคนร้ายแล้ว พวกนี้เขาไม่มีการต่อสู้อะไรเลยเราไม่รู้ว่าเขาดีหรือเขาร้าย อย่ายิงเข้ามาไม่ได้” เมื่อกล่าวจบก็หันหน้ากลับไปทางกลุ่มคนร้ายแล้วตะโกนต่อไปอีก “พวกเรานี่ได้ยินผมพูดไหมหากได้ยิน พวกเราบริสุทธิ์ใจ ขอให้วางปืน นี่นายอำเภอ” กลุ่มคนร้ายกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอยู่ในทีอยู่แล้วเหมือนสัตว์ป่าเห็นลายเสือต่างวางปืนนายอำเภอวิ่งตรงเข้าไป เอาเท้าเขี่ยปืนออกห่างมาจากกลุ่มคนร้ายแล้วให้ทุกคนยกมือไว้ และท่านตะโกนย้อนหลังกลับไปสลับกันตลอดเวลาว่า “อย่ายิงเข้ามาๆถึงล้อมไว้ก็อย่ายิงนายอำเภอกับกำนันรวม 3 คน มาอยู่กับผู้ต้องสงสัยแล้ว” สั่งให้กำนันเทียนเก็บปืนและ ให้กำนันแหวนเอาผ้าขาวม้าที่ผูกเอวคนร้ายมัดแขนคนร้ายไขว้หลังตัวคนร้ายทีละคนเสร็จให้นั่งแยกห่างกันนั่งคอยเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 30 นาที ตำรวจจึงตามมาทันนำตัวคนร้ายเดินทางกลับมาอำเภอขณะเดินทางกลับกำนันแหวนกล่าวขึ้นว่า “ท่านครับ ถ้าหากมันสู้ขึ้นมาขณะที่เราเข้าจับกุมจะทำอย่างไร นายอำเภอ “อย่างนี้เขาเรียกว่าใจดีสู้เสือ หากมันเอาจริงก็ต้องเอาตัวรอดจนได้”
สรุปผลคดีศาลตัดสินจำคุกคนละ4 ปี ออกจากคุกแล้ว คนร้ายได้ไปพบกำนันแหวน ไปสารภาพ และคุยให้ฟังว่า “วันนั้นเกือบตัดสินใจสู้เหมือนกันแต่ไม่รู้เป็นอย่างไรมันเหมือนตกตลึงหากวิ่งหนีก็คงทันเพราะเห็นว่ากำนันกับนายอำเภอไม่มีปืนยาวเลยผมมีปืนยาวหากยิงนายอำเภอกับกำนันก็ตาย มาคิดดูผมยอมติดคุกดีกว่าเขากล่าวหาผมทั้งสิ้น”
จับคนร้ายฆ่าผู้ใหญ่บ้าน
นายซ้อนผู้ใหญ่บ้าน บ้านหัวทำนบ เป็นคนดีเอางานเอาการหรือเรียกว่ามือปราบก็ได้ มาประชุมประจำเดือนเสร็จประชุมแล้ว เดินทางกลับบ้านผ่านวัดเทพสุทธาวาส บ้านเนินขวางตัดตรงผ่านทุ่งไปบ้านหัวทำนบ คนร้ายชื่อนายเฟือน มีความเคืองแค้นไม่พอใจมาดักซุ่มระหว่างทาง แล้วเป่าผู้ใหญ่มือปราบด้วยปืนลูกซองฟุบตายคาเครื่องแบบอย่างสมศักดิ์ศรี สร้างรอยแค้นไว้ให้ท่านนายอำเภอที่มีผู้กล้ามาตัดตีนสินมือ ท่านจึงออกสืบสวนด้วยตนเอง ทราบว่าคนร้ายชื่อนายเฟือนเสือร้าย
วันหนึ่งมีสายมารายงานให้นายอำเภอทราบว่า วันนี้ไอ้เฟือนจะมางานแต่งงานที่บ้านเนินไร่ท่านจึงเรียกตำรวจมาสั่งให้ส่งกำลังออกไปล้อมจับทันที ไอ้เฟือนเสือร้ายไม่ทิ้งลาย เมื่อเห็นตำรวจเข้าล้อมหากยิงสู้บนบ้าน ญาติตนจะเดือดร้อน จึงถือปืนชูโดดลงจากเรือน ตำรวจโดดเข้าประชิดตัวค้ำแขนที่ชูปืนยื้อแย่งปืนกัน เพื่อนตำรวจที่ตามมาเห็นเพื่อนจะเสียท่า ชักปืนยิงเข้าที่หลังไอ้เฟือนทรุดลงตายคาลานบ้าน ลูกชายวัยหนุ่มโดดลงมาจะช่วยพ่อจึงถูกยิงทรุดลงไปอีก แต่ยังไม่ตายนอนร้องครวญครางอยู่เคียงข้างศพเสือเฟือน คนที่มาในงานก็วิ่งเข้ามาห้อมล้อมดู
เสียงสวดพระในพิธีแต่งงานจึงกลายเป็นเสียงสวดศพ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็รีบวิ่งไปตามนายอำเภอเพราะเห็นคนร้ายอีกคนไม่ตายนายอำเภอรีบนำรถจี๊ปขับไปถึงที่เกิดเหตุทันควัน เมื่อถึงที่เกิดเหตุร้องสั่งประชาชนที่ห้อมล้อมให้ถอยห่างไปจะรีบนำคนเจ็บไปรักษาท่านได้นำคนเจ็บไปที่สุขศาลาฉีดยาช่วยบรรเทาความเจ็บอยู่ได้ครึ่งวันก็ตาย
เดี๋ยวนี้ภัยเยอะค่ะ ขนาดดิฉันไม่ได้ใส่ทอง มันยังกรีดกระเป๋าเลยค่ะท่าน
อ่านเรื่องการปล้นบ้านนายอินทร์-นางทรัพย์ที่หนองบัวแล้ว มองเห็นฉากการปล้นชัดเจนเลย เรื่องนี้ตนเองอาจเคยได้ยินมาบ้างก็ได้ หรืออาจจะไม่เคยได้ยินใครเล่าให้ฟังก็เป็นไปได้ เพราะพยายามจะนึกถึงแต่ก็ไม่มีเค้าว่าจะจำได้เลย หรืออาจจะเป็นได้ว่าเราไม่ค่อยได้สนใจจดจำเรื่องที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่า ประเด็นหลังนี้มีความเป็นไปได้มาก

อ่านไปก็ขำไปด้วย ที่ขำก็เพราะคนหนองบัวมักตื่นไปกับเหตุการณ์เรื่องราวที่เกิดขึ้น ข้อนี้บ่งบอกได้ว่าสภาพสังคมชุมชนหนองบัวนั้น เป็นสภาพบ้านนอกเป็นชนบท ไกลปืนเที่ยง สภาพการดำรงชีวิตก็เป็นไปตามวิถีคนบ้านนอกโดยแท้ มีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นในชุมชน ทุกคนก็สามารถรับรู้กันได้ทั่วไป การติดต่อสื่อสาร ถึงแม้จะส่งข่าวสารด้วยการบอกก้นปากต่อปาก แต่สามารถส่งต่อกันได้รวดเร็วไม่แพ้ เครื่องมือสื่อสารสมัยปัจจุบันเลย มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในชุมชน คนก็จะบอกกล่าวส่งต่อให้รับรู้กันภายในเวลาไม่นานนัก
บางเหตุการณ์ผู้คนก็แตกตื่น ตื่นเต้น พากันไปดูทั้งบ้านทั้งเมืองเลยก็มี นึก ๆ ไปก็ขำดี ด้วยความเป็นบ้านนอกชีวิตการเป็นอยู่ ก็อยู่แบบสงบเรียบง่าย แทบจะไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกเลย ฉะนั้นเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเข้ามาถึงหนองบัว จึงทำให้ผู้คนอยากเห็นอยากดูไปหมด แม้แต่ระบินแมงปอ(เฮลิคอปเตอร์) มาลงที่หนองบัวคราแรก คนก็พากันไปดูจำนวนมากมาย
ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ที่ท่านนายอำเภอนำเล่าให้ฟังนี้ก็เช่นกัน เป็นเหตุการณ์ฆ่ากันตายธรรมดานี่เอง แต่เพราะที่หนองบัวนั้น ยังไม่เคยมีเหตุการณ์ร้ายแรงแบบนี้มาก่อน เมื่อมาเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น ย่อมเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปรกติแน่นอน เลยทำให้ผู้คนแตกตื่นไปดูกัน คือเป็นไปอย่างที่ท่านกล่าวนั่นแหละ คือชาวบ้านแห่แหนไปดูศพโจรอย่างกะไปดูพระเอกลิเกก็ไม่ปาน
เพื่อให้ผู้อ่านเห็นฉากการปล้น เลยขออนุญาตนำภาพจากอินเตอร์เน็ทมาประกอบเรื่องด้วย โจรตะโกนบอกให้นายอินทร์เจ้าของบ้านทอดบันไดให้(บ้านสมัยก่อน) ปรกติกลางวันจะพาดบันไดไว้ที่นอกชาน ส่วนกลางคืนก็ชักบันไดขึ้นไว้บนบ้าน เพื่อป้องกันโจรขโมยขึ้น
ภาพจากอินเตอร์เน็ท
ส่วนเรื่องการชิงสร้อยยายนี เมียตาย่อม หลานหลวงพ่ออ๋อยนั้น บุคคลที่กล่าวถึงในเรื่องทั้งหมด ตอนเป็นเด็กรู้จักและจำได้ทุกท่านเลย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ จำไม่ได้อีกแล้ว ในยุคที่เกิดเหตุนั้น หนองบัว หนองกลับถือว่าเป็นชุมชนใหญ่ มีหมู่บ้านมากมาย แต่ก็แปลก ชุมชนใหญ่ขนาดนั้น มีคดีโจรกรรม จากโจรนอกพื้นที่(อำเภอชุมแสง) สุดท้ายโจรไปไม่รอด แสดงว่าหนองบัวนี่ ใครไป ใครมา มาจากไหน ชาวบ้านรู้จักหมดเลย แค่สอบถามชาวบ้านเท่านั้น ก็ตามจับโจรได้แล้ว อย่างนี้ก็ไม่ต้องอาศัย รปภ.ไม่ต้องอาศัยกล้องวงจรปิด เรียกว่าไม่ต้องอาศัยเครื่องมือเทคโนโลยี่ใด ๆ ทั้งสิ้นเลย คนหนองบัวรู้จักกันทั้งอำเภอก็ว่าได้ จึงเคยได้ยินคนกล่าวว่าอำเภอหนองบัวนั้นผู้คนไม้ได้รู้จักกันแค่คนรุ่นเดียวกันเท่านั้น แต่สามารถบอกได้ถึงความเกี่ยวเนื่องกันเป็นญาติกันและกันไปถึงพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ตลอดไปถึงโคตรเหง้าโน่นเลย
เจริญพรขอบคุณที่นำมาเรื่องราวในชุมชนมาแบ่งปันให้ได้เรียนรู้
แก้คำผิด ตรวจแล้ว ก็ยังผิดอีก
เจริญพรขอบคุณที่นำ
มาเรื่องราวในชุมชนมาแบ่งปันให้ได้เรียนรู้โพสต์ความเห็นไปแล้ว นึกขึ้นได้ว่า มีภาพป่าช้าวัดหนองกลับอยู่ ภาพนี้ถ่ายในงานทำพิธีถอนป่าช้า ประมาณ พ.ศ ๒๕๑๖-๒๕๑๘ ในช่วงนี้ป่าช้าดูเตียนมากแล้ว ก่อนหน้านั้นสภาพป่าจะรกมาก และน่ากลัวด้วย อาตมาไปโรงเรียน ส่วนมากไปด้านหน้าป่าช้าคือด้านหน้าวัด มีบางครั้งที่ต้องเดินทางลัดผ่านด้านหล้งป่าช้า ไปกันคนสองคน ต่างคนต่างกลัว ก็คอยจะหลอกกันเอง แล้วก็พากันวิ่งฝุ่นตลบ


จากสภาพป่าช้ารกน่ากลัว ปัจจุบันป่าช้าวัดหนองกลับ แปรสภาพเป็นตัวเมืองหนองบัวไปแล้ว มีอาคารพานิชย์ ร้านค้า ธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ปั้มน้ำมัน อาคารที่อยู่อาศัย
ยิ่งก่อนหน้านั้นคือสมัยที่ยายนี ถูกโจรดักซุ่มชิงสร้อยด้วยแล้ว บริเวณนี้คือป่าช้าร้อยเปอร์เซ็นต์เลย หลุมฝังศพก็เยอะ ป่าก็รกมาก แถมมีโจรและคนบ้าแอบซ่อนตัวอยู่อีกต่างหาก ทำให้ชาวบ้านไม่อยากใช้เส้นทางนี้มากนัก นอกจากจำเป็น
ในภาพพระมีสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ มีหลวงพ่ออ๋อย เป็นประธาน มีกำนันเทียน ท้วมเทศ และประชาชนที่มาร่วมทำบุญ
ภาพบน : การทำพิธีถอนป่าช้าวัดหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์
ในเรื่องจับคนร้ายฆ่าผู้ใหญ่บ้าน ของบันทึกท่านรองผวจ.สมหมาย ฉัตรทอง ข้างบนนั้น ได้กล่าวถึงนายอำเภอนำคนเจ็บที่ถูกตำรวจยิงไปรักษาตัวที่สุขศาลาด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหมู่บ้านเนินไร่ ใกล้บ้านอาตมามากเลยคือบ้านเนินตาโพ(ปัจจุบัน รวมสองหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเดียวแล้ว คือบ้านไร่โพธิ์ทอง) ในตอนเกิดเหตุการณ์นี้ อาตมาเกิดแล้วหรือยังก็ไม่รู้เนี่ย ถ้าเหตุเกิดก่อน ๒๕๐๒ เรื่องนี้ก็เกิดก่อนอาตมาเกิด ๑ ปี เดี่ยวกลับไปหนองบัว จะสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ดูอีกที เพราะตอนนี้ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
ขอนำภาพสุขศาลามาประกอบบทความเรื่องจับคนร้ายฆ่าผู้ใหญ่บ้านให้เ้จ้าของบันทึกอีกหนึ่งภาพ
ภาพสุขศาลาของกิ่งอำเภอหนองบัวนี้ : จากหนังสือประวัติและการปฏิบัติงานของหมอถนิม อ่วมวงษ์(กุลสวัสดิ์)