ครูยอด
นาย วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์

"จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" วาทกรรมซ้ำเติมประชาสังคม


วาทกรรม "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" เป็นวาทกรรมที่ไม่รู้ว่าใครสร้างขึ้น รู้แต่นักการเมืองหรือรัฐชอบใช้เวลาจะดิสเครดิตภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆ


ผมคิดว่า สิบปีที่ทำงานเกาะติดกับพื้นที่กับงานวิจัยและพัฒนาประชาสังคม พอจะเข้าใจคนทำงานจิตอาสาในภาคประชาสังคม แต่ก็อาจจะมีถูกบ้าง ผิดบ้าง อ่านก็ใช้วิจารณญาณนะครับ

มีคนมาถก ว่า  "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน"ในเฟสบุ๊ค ผมรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคนโพสต์ก็เป็นคนที่ทำงานกับภาคประชาสังคมมานานพอควร แต่โพสต์ดังกล่าวก็สะท้อนความคิดที่น่าจะชวนขบคิดต่อ

อาจจะยาวหน่อยครับ แต่นี่เป็นประเด็นสำคัญ

กรณีมีคนมาถก ว่า  "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" ....ถ้าเช่นนั้น ผมอยากเรียกร้องให้ สส. , สว. , ผู้ว่าราชการจังหวัด , ผู้อำนวยการสถานศึกษา , ผู้อำนวยการโรงพยาบาล แทบทุกท่านก็รวยๆกันอยู่แล้ว มาทำงานจิตอาสาก็ไม่ควรต้องรับเงินเดือน หรือเบี้ยสารพัดชนิด หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องมีเงินประจำตำแหน่ง และอะไรต่อมิอะไรที่ประจำตำแหน่ง ก็น่าจะเท่าเทียมกันกับชาวบ้านที่มาร่วมกับภาคประชาสังคม หรือคนทำงานภาคประชาชนที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนครับถามว่าในความเป็นจริง จะเป็นไปได้ไหม

คนทำงานจิตอาสามีหลายระดับครับ แบบชาวบ้านเขามา เขาก็ยากจน นักพัฒนาองค์กรเอกชน นักวิชาการอิสระนี่หลายท่านก็ไม่มีเงินเดือน ไม่มีสถาบันคุ้มกะลา ต้องทำงานหนักเพื่อเอาคุณภาพผลงานไปเสนอเขา เรื่องยศ ตำแหน่งนี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีความหมายอยู่แล้ว เขามาทำงานจิตอาสานี่เขาก็ต้องสละเวลาจากครอบครัวมา หนักหน่อยหลายท่านก็เข้าเนื้อ ชีวิตลูกเมียลำบาก เป็นหนี้สิน หลักประกันชีวิตก็ต้องหาพึ่ง หาซื้อกันเอง รัฐหรือราชการเขาก็ไม่อยากอุ้มคนที่คนที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์เขา แม้ว่าจะเป็นการติเพื่อก่อก็ตาม

ผมเห็นว่าวาทกรรม  "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" เป็นวาทกรรมที่ไม่รู้ว่าใครสร้างขึ้น รู้แต่นักการเมืองหรือรัฐชอบใช้เวลาจะดิสเครดิตภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆ

และตอนนี้ ภาคประชาชนบางส่วนก็หันมาใช้ว่าวาทกรรมนี้กดทับพวกเดียวกันอีก ผมก็เลยคิดว่าต้องเขียนอะไรออกมาบ้าง

จิตอาสาแบบเพียวๆร้อยเปอรเซนต์ เข้าทำนอง ทำบุญแต่ไม่หวังอะไรเลย ก็คงจะมีเหมือนกัน แต่เราอยู่กับคนกลุ่มใหญ่ ที่เอาเข้าจริง ยากที่ใครจะทำได้ ในอดีตอาจจะโอเคครับ มีป่า มีดิน มีน้ำ ญาติพี่น้องพอพึ่งพาได้ ค่าครองชีพ น้ำมัน สาธารณูปโภคก็พอรับไหว แต่บริบทปัจจุบันค่าใช้จ่ายสารพัด เป็นหนี้สารพัด (ถึงเราไม่กู้รัฐก็กู้ให้อยู่ดี) ทุกคนจึงเป็นหนี้ อย่างน้อยก็หนี้สาธารณะซึ่งเป็นภาระที่มองไม่เห็น

 ดูขนาดพระธุดงค์ปัจจุบันก็ยังต้องใช้เงิน ยิ่งเจ้าคณะ พระชั้นผู้ใหญ่ไม่ต้องพูดถึง 

อยากให้ดูในเงื่อนไขการพัฒนาสังคมที่ไม่ใช่แค่มาช่วยจัดสถานที่แล้วจบ หรืองานแบบปัจเจกครับ แต่งานพัฒนาสังคมเป็นงานมวลชน เป็นกระบวนการที่ลงลึกถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สู้กับนโยบาย สู้กับความขัดแย้ง ว่ากันเป็นกระบวนการรบต่อเนื่องหลายปี ถ้าไม่มีงบ ไม่มีเสบียง คนทำงานเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป ไม่ต่อเนื่อง ไม่มีการจัดตั้ง จัดระบบ จัดกระบวน การรบภาคประชาชนจะมีพลังต่อรองกับยักษ์ใหญ่ที่มาเอาเปรียบได้อย่างไร มิหนำซ้ำ กระบวนการภาคประชาสังคมถ้าทำแบบห่วยๆออกไปก็อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมามากมายถ้าไม่รัดกุมพอ เช่น ความแตกแยก ขัดแย้ง การทำลายล้างกัน ดูเงื่อนไขสังคมปัจจุบัน แค่ภาระงานมันก็ยากอยู่แล้ว จะหาคนมาลุยเกาะติดกับพื้นที่นี่ยิ่งยากครับ ด้วยสถานะอย่างนี้ ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพมันจำเป็นต้องมีงบครับ อันนี้ต้องเข้าใจเรื่องเงินนะครับว่าเป็นเครื่องมือจำเป็น  สำคัญที่เจตนา และการบริหารจัดการให้เกิดธรรมาภิบาล เกิดผลต่อส่วนร่วม




ผมคิดว่าวาทกรรมที่ว่า การทำงาน "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" เป็นวิธีคิดที่สุดโต่งและมองด้านเดียวนะครับ (ขอโทษที่ว่าตรงๆเพราะเรื่องนี้เป็นวิวาทะที่รัฐใช้เอาเปรียบคนจนและนักต่อสู้ภาคประชาชนครับ) ประเด็นที่มากกว่าเรื่องเงิน คือการคิดถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่เอื้อต่อขบวนการภาคประชาสังคมครับ



ขอบคุณที่ช่วยเปิดประเด็นให้มีการชี้แจงครับ


หมายเลขบันทึก: 532723เขียนเมื่อ 11 เมษายน 2013 16:00 น. ()แก้ไขเมื่อ 11 เมษายน 2013 16:10 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (7)

ขอบคุณทุกท่านที่ให้กำลังใจและส่งดอกไม้มานะครับ ไม่ได้เขียนบล็อกมานานร่วมสองปีแล้ว ถึงคราวเคาะสนิมสักที การเขียนเป็นตัวตนที่แท้จริงที่สุดด้านหนึ่งของผม ยังไงเชิญแวะเวียนมาติชม แลกเปลี่ยนเรียนรู้สร้างสังคมอุดมปัญญาด้วยกันครับ


หายไปนานมากเลยครับ ทางแม่ฮ่องสอนอากาศเป้นอย่างไรบ้างครับ

ตอนเช้ากับกลางคืนเย็นสบายพอควร แต่กลางวันก็ร้อน  ถ้าเป็นปางมะผ้า กลางคืนห่มผ้าห่มบางๆได้  หลับสบายดีแท้ ช่วงนี้ผมมาลงพื้นที่เก็บข้อมูลวิจัยหวยใต้ดินและถือโอกาสพักผ่อนสงกรานต์กับครอบครัวที่ปางมะผ้าครับ อาจารย์ขจิตสบายดีนะครับ ถ้ายังไงแวะไปเยี่ยมกันทางเฟสบุ๊คที่ www.facebook.com/wisutl มีหลายกลุ่มที่ผมสร้างขึ้น เรียนเชิญท่านอื่นๆด้วยนะครับ

จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน  ยังเป็นคำที่ จิตอาสาทั้งหลายต้องยึดถือครับ...

แต่ขอเสนอข้อคิดที่แตกต่างจากคำอธิบายของ คุณยอดดอย เล็กน้อย...

สังคมเปลี่ยนไป...กลายเป็นสังคมที่ใช้เงินเป็นตัวขับเคลื่อน มากกว่า ความเชื่อมั่นและศรัทธา แต่ สองสิ่งนี้ยงคงมีอยู่อย่างเต็มเปียมในสังคมไทย...

จิตอาสา ต้องเข้าถึงหัวใจของความเชื่อมั่นและศรัทธา ตัวนี้ จึงจะสามารถ ระดมความเสียสละด้านต่าง ๆ มาได้ (ด่านหนึ่งอาจเป็นแรง ด้านหนึ่งอาจเป็นสิ่งของ และด้านหนึ่งอาจเป็นสินทรัพย์ หรือ "เงิน" และยังมีด้านอื่น ๆอีกมาก เช่นภูมิปัญญา...ฯลฯ)

พระธุดงค์ ไม่ใช้เงินเป็นหลัก  เพราะท่านรู้ว่า นี้คือปัจจัยสำหรับทางโลก  ถ้าไม่มีโยมอนุเคราะห์การเดินทาง แล้วต้องเดินทางโดยลำพับ ก็ต้องใช้เงินแลกที่นั่งโดยสาร แต่ถ้าปฏิปทา ดีพอ  ก็จะมีคนที่เอ็นดู และถวายที่นั่งให้  ด้วย ศรัทธาและเชื่อมั่น  

แต่สิ่งเหล่านี้ ทำยาก และสืบสานต่อ ยิ่งยากกว่าหลายเท่า...

ขอเป็นกำลังใจให้คุณ ยอดดอย  ศรัทธาและเชื่อมั่น กับสิ่งเหล่านี้ต่อไป... หากท้อทถอยเมื่อไร ขอจงดูแววตาของคนที่เราทำให้  ยิ่งเด็ก ๆ ยิ่งดี เพราะคนเหล่านี้ ยังมีมารยาน้อย...อย่าไปสบตา นักการเมือง อบต อบจ เชียว พวกนี้ มัน เขี้ยวลากดิน...(ฮา)....  

ขอบคุณคุณ Han Min ที่ช่วยต่อยอดความคิดและให้กำลังใจนะครับ ส่วนนักการเมืองทั้งหลายนี่ ถ้าจะทำถึงนโยบายก็คงจะหลีกเลี่ยงยาก ยังไงเราก็ต้องอยู่ร่วมกันกับเขา อาจต้องดึงคนที่พอจะดึงได้มาเป็นพวก หรือไม่ก็สร้างคนของเราเข้าไป หรือวิธีอื่นๆ  อาจารย์ ส.ศิวรักษ์บอกสำคัญคือต้องใช้เมตตากับคนเหล่านี้มากๆ จิตใจเราก็จะพลอยสูงไปด้วยครับ 

"จิตอาสา ไม่รับเงิน" ดิฉันก็คิดเช่นนี้  และใช้ความหมายนี้ในการมองหากิจกรรมพิเศษส่วนตัวในช่วงท้ายของชีวิต แต่ก็ยังมีเงื่อนไขอื่นประกอบนะคะ  เช่น หากเป็นหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชนที่ต้องการจิตอาสาเพื่อ 'ประดับบารมี' ใช้กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น ก็ต้องมีเงื่อนไขอื่นประกอบ ซึ่งอาจมากกว่าจำนวนเงินที่ควรได้ ก็นำไปให้เด็กๆ ด้อยโอกาส ที่เราส่งเสริมเขาทั้งรูปแบบกิจกรรมและเงินทุน

ความหมายนี้ ไม่ได้รวมถึงกลุ่มคนอย่างคุณยอดดอยนะคะ ดิฉันเข้าใจความรู้สึกค่ะ ก็คุณทำงานในทิศทางตรงกันข้ามกับภาครัฐทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ อีกทั้งผลงานของคุณก็เป็นดังหอกข้างแคร่ของภาครัฐอีก สถานการณ์มันบังคับให้ต้องเบียดออกไปนอกเส้นทาง อยากทำก็ต้องทำใจ

สิ่งที่ต้องทำคือ พิจารณาจุดยืนของตัวเอง หากมีอุดมการณ์เป็นฐาน ให้กำลังใจตัวเองเป็น ก็ต่อสู้ต่อไป อยากให้รับรู้ว่าคนจิตอาสาที่ไม่ประกาศตัวทำเต็มเวลามีอีกจำนวนมาก เราน่าจะเกื้อหนุนกันได้ จะเป็นกำลังใจให้นะคะ

  • ขอบคุณกำลังใจจากคุณดารนีครับ เห็นด้วยครับ เงินเป็นเพียงปัจจัยเท่านั้น สำคัญที่จิตจริงๆ 
  • ผมชอบอุดมคติครับ แต่อุดมคติต้องวางอยู่บนฐานความเป็นจริง ความเป็นจริงในสังคมที่มีการเอารัดเอาเปรียบกัน
  •  แต่ที่ต้องเขียนออกมาบ้าง เพราะถ้าตามข่าวจะเห็นขบวนการประชาชนที่ส่วนใหญ่เป็นคนจนถูกอำนาจการเมืองตัดงบมากขึ้นๆ (ทั้ง พอช. และกรณีการจัดศึกษาแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน ผ่าน ร.ร. ขนาดเล็ก) ทั้งที่เดิมก็กระเบียดกระเสียนอยู่แล้ว ในขณะที่หน่วยงานหลายแห่ง (ขออนุญาตไม่เอ่ยนาม) ประชุมทีงบเป็นแสน บอกทำตามหน้าที่ แต่พอชาวบ้านประชุม ขอจิตอาสา งบไม่ต้องมี ผมว่ามันก็เกินไป 
  • ชาวบ้านอาจจะพูดได้ไม่ดังพอ หรืออาจจะเลือกที่ไม่พูด หรือถูกอุดปาก ฯลฯ แต่ผมพอจะเสียงดังอยู่บ้าง ก็ต้องใช้บทบาทนี้พูดแทนล่ะครับ 
  • บางทีมันก็เป็นปัญหามาจากการสร้างภาพตัวแทนคนทำงานเพื่อส่วนรวมว่าต้องเป็นแบบยอมตายถวายชีวิต ซึ่งผมคิดว่าไม่จำเป็นเสมอไป ขึ้นอยู่กับกรณี เอาเป็นทางสายกลางเข้าว่าดีกว่า สำคัญคือไม่โกรธ ไม่เกลียดกัน ยอมรับการแสดงความเห็นที่ต่างกันได้
  •  ส่วนตัวผมเองก็ต้องทำงานทั้งกับภาครัฐ ภาคเอกชน เอ็นจีโอ นักวิชาการ มีอัตลักษณ์ซ้อนกันไปหมด ที่อยู่ได้นี่เพราะทำงานหลายวงการมาซัพพอร์ต งานเอ็นจีโอแผ่วลงก็หันไปทำวิจัย ทำรายการวิทยุ เฟสบุ๊ค  
  • ถามว่าตัวเองเดือดร้อนไหม ก็พอควรครับ แต่ตัวเองก็มีทางเลือกมากกว่าคน "จิตอาสา"จำนวนมาก ที่ไม่มีโอกาสที่จะสื่อสารบอกกับสังคมอย่างนี้ครับ
  • ขอบคุณอีกครั้งครับ เชิญไปสมัครเป็นเพื่อนกันต่อในเฟสบุ๊คครับที่ www.facebook.com/wisutl ผมมีหลายกลุ่มข้างในที่อยากขอความรู้จากทุกท่าน เรียนเชิญด้วยครับ


พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี