วาทกรรม "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" เป็นวาทกรรมที่ไม่รู้ว่าใครสร้างขึ้น รู้แต่นักการเมืองหรือรัฐชอบใช้เวลาจะดิสเครดิตภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆ


ผมคิดว่า สิบปีที่ทำงานเกาะติดกับพื้นที่กับงานวิจัยและพัฒนาประชาสังคม พอจะเข้าใจคนทำงานจิตอาสาในภาคประชาสังคม แต่ก็อาจจะมีถูกบ้าง ผิดบ้าง อ่านก็ใช้วิจารณญาณนะครับ

มีคนมาถก ว่า  "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน"ในเฟสบุ๊ค ผมรู้สึกไม่สบายใจ เพราะคนโพสต์ก็เป็นคนที่ทำงานกับภาคประชาสังคมมานานพอควร แต่โพสต์ดังกล่าวก็สะท้อนความคิดที่น่าจะชวนขบคิดต่อ

อาจจะยาวหน่อยครับ แต่นี่เป็นประเด็นสำคัญ

กรณีมีคนมาถก ว่า  "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" ....ถ้าเช่นนั้น ผมอยากเรียกร้องให้ สส. , สว. , ผู้ว่าราชการจังหวัด , ผู้อำนวยการสถานศึกษา , ผู้อำนวยการโรงพยาบาล แทบทุกท่านก็รวยๆกันอยู่แล้ว มาทำงานจิตอาสาก็ไม่ควรต้องรับเงินเดือน หรือเบี้ยสารพัดชนิด หรืออย่างน้อยก็ไม่ต้องมีเงินประจำตำแหน่ง และอะไรต่อมิอะไรที่ประจำตำแหน่ง ก็น่าจะเท่าเทียมกันกับชาวบ้านที่มาร่วมกับภาคประชาสังคม หรือคนทำงานภาคประชาชนที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนครับถามว่าในความเป็นจริง จะเป็นไปได้ไหม

คนทำงานจิตอาสามีหลายระดับครับ แบบชาวบ้านเขามา เขาก็ยากจน นักพัฒนาองค์กรเอกชน นักวิชาการอิสระนี่หลายท่านก็ไม่มีเงินเดือน ไม่มีสถาบันคุ้มกะลา ต้องทำงานหนักเพื่อเอาคุณภาพผลงานไปเสนอเขา เรื่องยศ ตำแหน่งนี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีความหมายอยู่แล้ว เขามาทำงานจิตอาสานี่เขาก็ต้องสละเวลาจากครอบครัวมา หนักหน่อยหลายท่านก็เข้าเนื้อ ชีวิตลูกเมียลำบาก เป็นหนี้สิน หลักประกันชีวิตก็ต้องหาพึ่ง หาซื้อกันเอง รัฐหรือราชการเขาก็ไม่อยากอุ้มคนที่คนที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์เขา แม้ว่าจะเป็นการติเพื่อก่อก็ตาม

ผมเห็นว่าวาทกรรม  "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" เป็นวาทกรรมที่ไม่รู้ว่าใครสร้างขึ้น รู้แต่นักการเมืองหรือรัฐชอบใช้เวลาจะดิสเครดิตภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่างๆ

และตอนนี้ ภาคประชาชนบางส่วนก็หันมาใช้ว่าวาทกรรมนี้กดทับพวกเดียวกันอีก ผมก็เลยคิดว่าต้องเขียนอะไรออกมาบ้าง

จิตอาสาแบบเพียวๆร้อยเปอรเซนต์ เข้าทำนอง ทำบุญแต่ไม่หวังอะไรเลย ก็คงจะมีเหมือนกัน แต่เราอยู่กับคนกลุ่มใหญ่ ที่เอาเข้าจริง ยากที่ใครจะทำได้ ในอดีตอาจจะโอเคครับ มีป่า มีดิน มีน้ำ ญาติพี่น้องพอพึ่งพาได้ ค่าครองชีพ น้ำมัน สาธารณูปโภคก็พอรับไหว แต่บริบทปัจจุบันค่าใช้จ่ายสารพัด เป็นหนี้สารพัด (ถึงเราไม่กู้รัฐก็กู้ให้อยู่ดี) ทุกคนจึงเป็นหนี้ อย่างน้อยก็หนี้สาธารณะซึ่งเป็นภาระที่มองไม่เห็น

 ดูขนาดพระธุดงค์ปัจจุบันก็ยังต้องใช้เงิน ยิ่งเจ้าคณะ พระชั้นผู้ใหญ่ไม่ต้องพูดถึง 

อยากให้ดูในเงื่อนไขการพัฒนาสังคมที่ไม่ใช่แค่มาช่วยจัดสถานที่แล้วจบ หรืองานแบบปัจเจกครับ แต่งานพัฒนาสังคมเป็นงานมวลชน เป็นกระบวนการที่ลงลึกถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง สู้กับนโยบาย สู้กับความขัดแย้ง ว่ากันเป็นกระบวนการรบต่อเนื่องหลายปี ถ้าไม่มีงบ ไม่มีเสบียง คนทำงานเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป ไม่ต่อเนื่อง ไม่มีการจัดตั้ง จัดระบบ จัดกระบวน การรบภาคประชาชนจะมีพลังต่อรองกับยักษ์ใหญ่ที่มาเอาเปรียบได้อย่างไร มิหนำซ้ำ กระบวนการภาคประชาสังคมถ้าทำแบบห่วยๆออกไปก็อาจจะก่อให้เกิดผลกระทบตามมามากมายถ้าไม่รัดกุมพอ เช่น ความแตกแยก ขัดแย้ง การทำลายล้างกัน ดูเงื่อนไขสังคมปัจจุบัน แค่ภาระงานมันก็ยากอยู่แล้ว จะหาคนมาลุยเกาะติดกับพื้นที่นี่ยิ่งยากครับ ด้วยสถานะอย่างนี้ ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพมันจำเป็นต้องมีงบครับ อันนี้ต้องเข้าใจเรื่องเงินนะครับว่าเป็นเครื่องมือจำเป็น  สำคัญที่เจตนา และการบริหารจัดการให้เกิดธรรมาภิบาล เกิดผลต่อส่วนร่วม




ผมคิดว่าวาทกรรมที่ว่า การทำงาน "จิตอาสา ต้องไม่รับเงิน" เป็นวิธีคิดที่สุดโต่งและมองด้านเดียวนะครับ (ขอโทษที่ว่าตรงๆเพราะเรื่องนี้เป็นวิวาทะที่รัฐใช้เอาเปรียบคนจนและนักต่อสู้ภาคประชาชนครับ) ประเด็นที่มากกว่าเรื่องเงิน คือการคิดถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคมที่เอื้อต่อขบวนการภาคประชาสังคมครับ



ขอบคุณที่ช่วยเปิดประเด็นให้มีการชี้แจงครับ