หรือเพราะความทุกข์ทำให้เห็นธรรมชาติของใจได้ดีกว่าความสุข ที่คอยจะให้เราเหลิงหลงไปกับสุขนั้นจนลืมตัว

   เกือบจะผ่านไปอีกวันแล้ว แต่วันนี้ยังเขียนบันทึกอะไรไม่ออก ก็แปลกนะ บางวันนึกจะขีดจะเขียนก็ได้หลายเรื่องหลายราว แต่วันสองวันนี้เขียนไม่ออกจริงๆ

   จึงถึงต้องเขียนในขณะที่คิดอะไรไม่ออก โดยปล่อยให้เขียนไปตามอารมณ์ความคิด ณ ปัจจุบันนี้...

   จะด้วยอาการคลื่นไส้ที่รบกวนมา 2 วันนี้ก็อาจจะใช่เหตุผลหนึ่ง อยากจะเลิกงานเร็วไปพัหผ่อนงานก็เยอะมากมายเพื่อนๆน้องๆเลิกกันสี่ทุ่มห้าทุ่ม จะเลิกเร็วก็กระไรอยู่

   ส่วนหนึ่งที่ทำให้ทำจนถึง 2 ทุ่มได้ก็มาจากน้องปอที่ตั้งใจจะทำ 2 ทุ่มทุกวัน

   อีกส่วนหนึ่งก้มาจากการทวนคิดถึงอาการคลื่นไส้วินเวียน นั่นเป็นอารมณ์ที่ทำให้ระลึกรู้ในปัจจุบันได้บ่อยขึ้น หรือเพราะความทุกข์ทำให้เห็นธรรมชาติของใจได้ดีกว่าความสุข ที่คอยจะให้เราเหลิงหลงไปกับสุขนั้นจนลืมตัว

   บันทึกนี้จึงเขียนขึ้นใน 15 นาทีสุดท้ายก่อนเลิกงานกลับบ้าน

   ขณะที่พยายามระลึกถึงอารมณ์ที่ผ่านมาทั้งวัน...

    มีสุข มีทุกข์ คละเคล้ากันไป

    ทั้งรู้ตัว และไม่รู้ตัวในแต่ละขณะ...

   หากอารมณ์ใดทำให้ผู้อยู่รอบข้างเกิดทุกข์ก็ขออโหสิกรรม

   หากสิ่งใดที่กระทำให้สรรพสิ่งรอบข้างสุข ก็ขออนุโมทนาบุญด้วย

   ขอทุกสรรพสิ่งจงมีแต่ความสุข อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย....

........................

ในวันที่เขียนไม่ออก ณ ที่ทำงาน

10 เมษายน 2556