หรือต่อไปสังคมไทยต้องอยู่แบบตัวใครตัวมัน

  ให้นึกใจหายเมื่อได้ฟังความคิดเห็นของเหล่าแพทย์ทั้งหลาย ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงค่าตอบแทน ซึ่งต่างออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ นา ๆ ก็อย่างว่าผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใครหรอก  ทุกวันนี้คนเราทำงานก็เพียงหวังค่าตอบแทนเท่านั้น ซึ่งค่าตอบแทนนั้นทุกคนคิดว่า เพียงเพื่อไปซื้อความสุข ความสะดวกสบายให้ตัวเองเท่านั้น แต่ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมนั้นมันหายไปไหนหมดนี่ วิชาชีพแพทย์น่าจะเป็นวิชาชีพที่ เรียนแล้วเอามาช่วยประโยชน์ ให้คนในสังคม มิใช่หรือ เหตุใดถึงกลับกลายมาเป็นวิชาชีพที่ทำเพื่อผลประโยชน์ ซึ่งนั่นหมายถึงค่าตอบแทนมหาศาลที่คุณต้องการ เฉกเช่นการทำธุรกิจ แต่นี่มันเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับชีวิตของคนนะ ที่มิได้เป็นเพียงสิ่งของที่จะนำมาประเมินราคาค่างวดอย่างเดียว แต่มันประกอบไปด้วยเลือดเนื้อความรู้สึก คุณค่าและความหมายของชีวิตล้วนๆ

  เดิมสำหรับค่าตอบแทนที่แพทย์ได้รับที่ โรงพยาบาลชุมชน อย่างขี้เหร่ๆ เดือนหนึ่งๆไม่ต่ำกว่า 50,000บาท นี่ขั้นขี้เหร่แล้วนะ แต่ถ้าหากหน้าตาสวยขึ้นมาหน่อย  ก็ราวๆ 7-8 หมื่บาท  สวยแบบเริ่ด ก็เหยียบแสน  นี่คือรายได้ของแพทย์ที่จบใหม่ๆนะ  แล้วหากจบเฉพาะทางมาแล้ว คุณว่า จะตกประมาณใด?  ในความรู้สึกของข้าพเจ้าว่ามันไม่น้อยเลยที่จะอยู่แบบสุขสบาย ถ้าข้าพเจ้ามีรายได้ขนาดนี้คงอยู่แบบเทวดาไปล่ะ  แต่เมื่อเทียบกับแพทย์ รพ.เอกชนที่ข้าพเจ้ารับรู้มาบางท่านรายได้ต่อเดือนเป็นล้าน ซึ่งมากโข  แน่นอนต้องเกิดทุกข์ เพราะไปเทียบ “ อะไรวะ แพทย์เหมือนกัน  ตูแค่หมื่น  แ_ง เป็นล้าน  ทำงานก็อยู่แต่ในห้องแอร์  ตูต้องออกตรวจตาม สถานีอนามัย ต้องไปเยี่ยมคนป่วยถึงบ้าน ได้แค่หมื่น แล้วตูจะอยู่ทำแพะอะไร สิทธิ์เบิกได้หรือไม่เหลืออะไรแล้ว เท่ากับคนไม่มีสิทธิ์ ” ทุกข์แน่ค่ะ หากคิดได้เพียงเท่านี้  แต่คุณมองดูวิชาชีพอื่นที่ทำงานร่วมกับคุณบ้างซิ ว่าเขาเหนื่อยไม่น้อยกว่าเลย แต่ทำไมเขาอยู่กันได้อย่างมีความสุข น้องผู้ช่วยพยาบาล ทำงานทั้งเดือนแบบขึ้นเวรหามรุ่งหามค่ำ เช็ดตัว ขี้เยี่ยวคนไข้ รับใช้ หมอกับพยาบาล รายได้งามๆก็ หมื่นกว่าๆ นี่งามแบบเริ่ดเลยนะ  เรียกว่าทำงานปีหนึ่งถึงจะได้เงินเดือนเท่าแพทย์ สักเดือนหนึ่ง จริงไม่อยากเปรียบเรื่องรายได้เพราะเรียนมาต่างกัน แน่นอนรายได้ มันต้องแปรผันตรงกับระดับการศึกษา แต่ที่จะขอเปรียบนี่คือ การใช้ชีวิตมากกว่า 

  น้องผู้ช่วยพยาบาลยังก้มหน้าก้มตาดูแลคนไข้อย่างไม่รังเกียจสักนิด ทั้งที่ความรู้ในหัวก็กระจ้อย แต่ก็ยังเฝ้าคอยห่วงใยดูอาการคนไข้ เป็นหูเป็นตาแพทย์พยาบาลอีก  ด้วยรักในหน้าที่  แถมถูกใช้เกินหน้าที่ ที่เขาทำอย่างเอาเปรียบ  แพทย์พยาบาลหิว ขี้เกียจออกไป เอ้าน้องผู้ช่วยไปซื้อให้หน่อย  กินเสร็จ วางไว้ผู้ช่วยล้างเก็บแพทย์ขอตัวแว๊บนอนหลับหน่อย เมื่อคืนอยู่เวรคนไข้ทั้งคืน เป็นข้อแก้ตัวที่ฟังขึ้นมาทีเดียว น้องผู้ช่วย วิ่งงกๆจัดที่หลับที่นอนให้  กลัวไม่ถูกใจแพทย์  แถมบางวันหอบหิ้วของมาจากบ้าน แบ่งแพทย์พยาบาลกินกันทั้ง โรงพยาบาล นี่เงินเดือนหลักพัน  รายได้ หรูๆแค่หมื่น แต่แพทย์นี่จะมีสักกี่ครั้ง อ้าววันนี้แพทย์ซื้อขนมมาฝากทุกคน  ก็คงมีบ้างล่ะแต่น้อยมาก  ที่ให้แปลกใจคือน้ำใจต่างหาก 

  ให้นึกสงสัยว่า รายได้นี่แปรผันตรงกับการศึกษา  แต่น้ำใจคนนี่ ท่าจะแปรผกผันกับการศึกษากระมัง????

  สำหรับข้าพเจ้าที่เขียนพาดพิงทั้งแพทย์และผู้ช่วยนั้น ก็ไม่ใช่จะบอกว่าตัวเองดีนักหนาที่ มาวิเคราะห์วิจารณ์คนอื่น  ก็เป็นเพียงพยาบาลคนหนึ่งที่ มีรายได้จากการทำงาน มา 17 ปี อยู่ที่  2 หมื่นเศษๆ รายได้จาก OT ก็แค่เดือนละ 6 พัน สรุปรายได้เดือนๆ หนึ่งไม่เกิน 3 หมื่น แต่ข้าพเจ้ากับรู้สึกว่าตัวเองอยู่แบบคนรวย มีเงินใช้จ่ายในครอบครัวที่ พออยู่แบบสบายทั้งเดือน แถมมีเงินเหลือเก็บ ไว้ยามฉุกเฉิน แบ่งบางส่วนช่วยเหลือจุนเจือสังคมบ้าง มีบ้านมีรถ ไม่มีหนี้สิน พันตัว นุงนัง  อ๊ะ!  คุณคิดว่าเกิดอะรขึ้นในสังคม

  ในสังคมปัจจุบันนี้ เราอยู่ในสังคมเดียวกัน  เงินเดือน พัน  หมื่น  แสน ล้าน บาท  กินข้าวแกง  ก๋วยเตี๋ยว  สุกี้ KFC  Fuji ราคาเท่ากัน  ขับรถบนถนนเส้นเดียวัน ไม่มีแบ่งว่า ถนนเส้นนี้สำหรับคนมีเบนท์  BMW  ถนนนี้สำหรับเก๋ง  ถนนนี้บิ๊กอัพ  ถนนนี้ สำหรับมอเตอร์ไซด์  สักหน่อย

  ที่ออกมาเขียนนี้ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม  เห็นด้วยว่าหากไม่เป็นธรรมก็ควรเรียกร้องสิทธิ์  เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง แต่ ควรมองถึงสังคมบ้างเอะอะไม่ได้ดั่งใจ ตบเท้าลาออก ไปอยู่เอกชนกันหมดเพราะคุณมีทางเลือกที่ดีกว่า  แล้วประชาชนตาดำๆนี่เล่า  ใครจะรับผิดชอบ   เพราะเขาไม่มีทางเลือกอะไร  หรือสังคมต่อไปอยู่แบบตัวใครตัวมัน  ชีวิตแกเป็นอะไรก็ช่างชีวิตฉันสุขสบายไว้ก่อนอย่างนั้นหรือ 

  ก็แค่ความคิดเห็นของพยาบาลคนหนึ่งที่อยากเห็นความเอื้ออาทร  ความรับผิดชอบต่อสังคม ของทุกคนทุกวิชาชีพที่อยู่ในสังคมร่วมกัน ไม่อยากให้เกิดทุกข์จากการเทียบแต่อยากให้ เทียบความรู้สึกของคนในสังคมบ้างว่ามีใครทีทุกข์กว่าเราหรือไม่แล้วมาช่วยกันดูแลใส่ใจให้สังคมไทยน่าอยู่ แบบไม่ต้องเกี่ยงกันว่าทีคนนั้นไม่ทำ คนนี้ยังไม่ทำ  มาเริ่มที่ตัวเราเถอะ หากทุกคนเริ่ม จะไม่มีใครที่ไม่ทำมิใช่หรือ

  ขอโทษที่เขียนพาดพิงวิชาชีพ ไม่เจตนาให้รู้สึกไม่ดี เพียงอยากแสดงความคิดเห็นบ้างเท่านั้น

  ควรไม่ควรต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

เพียงใจ  วงษ์วานิช