มาแล้วค่ะ มาต่อให้จบชุด อรรถ ๓ เป็นประโยชน์ขั้นสูงสุด อันเป็นจุดหมายสูงสุด หรือประโยชน์อย่างยิ่ง ที่มนุษย์มีศักยภาพที่จะพัฒนาตนเองให้ไปถึงได้ ...นั่นคือ พระนิพพาน


ผู้ถึงประโยชน์ขั้นนี้ ท่านว่าจะมีลักษณะสำคัญที่บ่งบอก กล่าวคือ

  • ถึงถูกโลกธรรมกระทบ ถึงจะพบความผันผวนปรวนแปรก็ไม่หวั่นไหว มีใจเกษมศานต์มั่นคง (โลกธรรม ซึ่ง มักเรียกเต็มๆว่า โลกธรรม ๘ นั้นหมายถึง ธรรมดาของโลก เรื่องของโลก ธรรมชาติของโลกที่ครอบงำสัตว์โลกและสัตว์โลกต้องเป็นไปตามธรรมดานี้ ๘ ประการอันประกอบด้วย สิ่งที่เป็นที่พอใจ และ ไม่เป็นที่พอใจ เป็นคู่ ๔ คู่ ได้แก่ ลาภ-เสื่อมลาภ/ ยศ-เสื่อมยศ/ สรรเสริญ-นินทาว่าร้าย/ และ สุข-ทุกข์)

  • ไม่ถูกความยึดติด ถือมั่น บีบคั้นจิตใจให้ผิดหวัง เศร้าโศก มีจิตโล่งโปร่งเบาเป็นอิสระ

  • สดชื่นเบิกบาน ไม่ขุ่นมัว เศร้าหมอง มีความผ่องใสไร้ทุกข์ มีความสุขที่แท้

  •  รู้เท่าทัน และทำการตรงตามเหตุปัจจัย ชีวิตหมดจดสดใส เป็นอยู่ด้วยปัญญา


วิธีที่จะไปให้ถึงประโยชน์ขั้นสูงสุดนี้ก็ด้วยการปฏิบัติตามหลัก วิปัสสนาภาวนา (Development of Insight) หรือ วิปัสสนากรรมฐาน (Insight Meditation)  คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริงของสรรพสิ่งในธรรมชาติ คือ ความไม่เที่ยง(อนิจจัง)  เป็นทุกข์ ทนได้ยาก (ทุกขัง)  เป็นสภาวะที่ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขา บังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา) เรียกว่า วิปัสสนา


ผู้เขียนยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยากเหลือหลาย ยิ่งพอเห็นคำว่า นิพพาน ก็ยิ่งดูว่าช่างเป็นเป้าหมายที่อยู่ห่างไกลเสียเหลือเกินที่ชีวิตในชาติภพนี้จะไปได้ถึง แต่ใช่ว่าจะถอดใจนะคะ เพราะทำใจว่าคงอีกหลาย(ร้อย)ชาติ อย่างไรเสียชาตินี้มีโอกาสเกิดเป็นมนุษย์ก็จะพยายามค่อยๆเขยิบเข้าใกล้แบบหอยทากน้อย เจริญสติบ่อยๆ รู้ตัวบ่อยๆ ค่อยๆขัดเกลากิเลสไป ก็ยังดีกว่าหลงใหลมัวเมาหายใจทิ้งไปวันๆสร้างสุขเทียม-ทุกข์แท้ ให้ทั้งตนเองและผู้อื่น



ผู้เขียนจำได้จากการอ่านหนังสือท่านพุทธทาส ท่านกล่าวว่า นิพพาน หมายถึง เย็นหรือดับลงจากไฟกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ เป็นการดับสนิทอย่างไม่เหลือเชื้อกิเลสที่จะก่อทุกข์ได้อีก และไม่นานมานี้ก็ได้อ่านหนังสือธรรมะที่เกี่ยวกับ นิพพานระหว่างวัน หรือ นิพพานชาวบ้าน หนังสือให้ใครยืมไปเสียแล้ว จำได้แต่ว่าพระอาจารย์หลายท่านได้เขียนอธิบายว่านิพพานประเภท...ปุถุชนอย่างเราทำได้ นี้เป็นที่ยอมรับ และ ทำได้จริงๆ

พบคำอธิบายของ พระอาจารย์ ไพโรจน์ กตธัมโม (www.dhamma.orgfree.com) ที่กล่าวถึงนิพพานชาวบ้าน และ นิพพานถาวรไว้ อ่านเข้าใจง่ายดังนี้

นิพพาน มีความหมายหลายอย่างคือ ตาย  เย็น หรือหายร้อน  แต่ในทางพุทธศาสนา หมายถึง
ความสงบร่มเย็นแห่งจิตใจ หรือความดับไปแห่งกิเลส มีสองประเภทคือ

·  นิพพานชั่วคราว หรือ ชั่วขณะ หรือ นิพพานของชาวบ้าน เช่น

ขณะใดที่จิตใจมีความสงบร่มเย็นก็ เรียกว่า นิพพานชั่วคราวหรือชั่วขณะ
ขณะใดที่จิตใจมีความปลอดโปร่งเบิกบานเย็นสบายก็ เรียกว่า นิพพานชั่วคราวหรือชั่วขณะ
ขณะที่ใจของเราว่างๆอยู่ขณะนั้นก็ เรียกว่า นิพพานชั่วคราวหรือชั่วขณะเช่นกัน

ให้ลองสังเกตในแต่ละวันมีหลายครั้ง หรือ ลองสังเกตขณะใดใจของเรามีความโกรธมีความหงุดหงิดรำคาญแล้วเมื่อความโกรธความหงุดหงิดรำคาญผ่อนคลายลงไป ขณะนั้นก็เรียกว่า นิพพานชั่วคราวหรือนิพพานชาวบ้าน นั่นเอง

·  นิพพานถาวรหรือนิพพานโดยตรง เช่น ของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์


ผู้เขียนขอชวนทุกท่านค่อยๆสะสมตบะบารมีในการเข้าถึงความสงบร่มเย็นแห่งจิตใจ แม้เป็นครั้งคราว ไม่ถาวรก็ยังดี ด้วยการหมั่นเจริญสติ-สัมปชัญญะเนืองๆ เพื่อพบความสงบเย็น สดชื่น เบิกบาน ผ่องใส ไม่หลงใหลมัวเมาหรือซวนเซด้วยโลกธรรม ๘ ที่มากระทบ ทั้งที่ชอบใจและไม่ชอบใจ เป็นกำลังใจให้เดินต่อไปบนเส้นทางถาวรสุข

ได้นิพพานระหว่างวันบ่อยๆ หมายถึงมีความสุขบ่อยๆ เหมือนได้บ่มเพาะจิตใจของเราให้เคยชินกับสภาวะที่มีความสุข เราก็จะค่อยๆแก่กล้าด้วยปัญญาที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่นปรุงแต่งอารมณ์ไปตามไฟกิเลสอย่างที่เคยเป็นมา กล่าวได้ว่า ถูกกระทบ...แม้กระเทือน แต่ก็กลับสู่ความเป็นปกติได้รวดเร็ว ดังที่ท่านพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เทศนาว่าต้องฝึกจิตใจให้ ...ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย...ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยปัญญา

...การแสวงหาความสุขไม่ใช่การมองโลกด้วยแว่นสีกุหลาบ หรือ ปิดตาไม่รับรู้ความเจ็บปวดและความไม่สมบูรณ์ของโลก และความสุขไม่ใช่ภาวะที่ต้องทุ่มทุนแสวงหาเพื่อให้ได้อยู่กับเราตลอดกาลนาน แต่ความสุขคือการขจัดพิษภัยในจิตใจ เรียนรู้ที่จะทำให้สิ่งต่างๆกระจ่างชัด ลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่เห็นกับความเป็นจริง เพราะลึกที่สุดแล้วความทุกข์สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเข้าใจผิดเกี่ยวกับความจริงของธรรมชาติ...

ความสุข : คู่มือพัฒนาทักษะชีวิตที่สำคัญที่สุด มาติเยอร์ ริการ์ เขียน  สดใส ขันติวรพงศ์ แปล จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา

ธรรมสวัสดีค่ะ