ป.
Patama ปัทมา Gomutbutra โกมุทบุตร

ถามอย่างไรให้ได้เรียนรู้


ขอบคุณ gotoknow ที่ตั้งหัวข้อน่าสนใจ "เทคนิคทำให้รักการเรียนรุ้" 
หัวข้อนี้ 'น่ารู้' จริงๆ ดึงดูดให้ข้าพเจ้าเข้าไปชื่นชมเกือบทุกบทความ
...
สำหรับข้าพเจ้า มีเครื่องมือสามอย่างคะ

1. กล่องเก็บความรู้ส่วนตัว :  
   เมื่อก่อนข้าพเจ้าแบ่งเก็บเป็นวิชาๆ  
    แต่เดี๋ยวนี้แบ่งเก็บตามสถานการณ์ที่จะได้ใช้
   และมักไม่เกินสามช่อง เพราะมากกว่านั้น ใช้เวลาหานานไม่ทันใช้

2. หาแหล่งความรู้ :
    เมื่อก่อนข้าพเจ้ามักเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ใช้ความรู้สำเร็จรูป
   แต่เดี๋ยวนี้ เริ่มลงมือทำนาและหาตามธรรมชาติเองบ้างคะ
     
3. เครื่องมือเก็บเกี่ยวความรู้ :
   เมื่อก่อน ข้าพเจ้าใช้วิธีอ่านคะ อ่านๆๆ ทั้งด้วยความสมัครใจและไม่สมัครใจ
   ตอนเด็กๆ อะไรผ่านเข้ามาก็รับได้หมด
   แต่พออายุมากขึ้น มีภูมิต้านทานเยอะขึ้น มันชักรับหมดไม่ไหว
   แล้วตัวช่วยที่ประสิทธิภาพสูง คือ "คำถาม" คะ

------
ขอขยายความเรื่อง คำถาม อีกนิด

ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือชื่อ "ฉลาดถามเป็นต่อทุกสถานการณ์"
เป็นหนังสือที่มีประโยชน์
แต่ 33 เทคนิคเป็นเรื่องเกินความสามารถที่ข้าพเจ้าจะจดจำไว้ใช้ได้หมด
จึงต้องจัดเป็น สามหมวดหมู่ ตามสถานการณ์ดังนี้


สถานการณ์ที่ 1 : ถามเพื่อรู้  เพื่อหาข้อมูล (Information)
                          เป็นคำถามเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป 

 ในหนังสือยังแนะนำย่อยไปอีก สองกรณ๊
 1.1 ต้องการขยายการสนทนาให้กว้างขึ้น รวบรวมข้อมูล : ใช้คำถามปลายเปิด What, When,Where,Who
 1.2 ต้องการความชัดเจน เน้นย้ำ สรุป : ใช้คำถามปลายปิด Which ที่คำตอบเป็น Yes/No

สภานการณ์ที่ 2 : ถามเพื่อเรียนจากภายนอก (Connection)

                           เพื่อได้โอกาสเรียนจากผู้มีประสบการณ์  
ในหนังสือแนะนำสองขั้นตอนใหญ่ๆ คือ
2.1  การสร้างสัมพันธภาพ :
       - แสดงความสนใจด้วยการจับประเด็นและตรวจสอบ   เช่น  "ฟังแล้วสิ่งที่ท่านต้องการบอกคือ...หรือเปล่าคะ"
       - หาจุดชมเชย  เช่น       "ที่ท่านกล่าวมา ยกตัวอย่างเรื่อง..ได้ชัดเจน"
       - หาจุดเหมือน เช่น  "ดิฉันเป็นศิษย์เก่า...และมีประสบการณ์...เหมือนกัน"
2.2  การถามที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์  คือ ถาม "How"
       How do you do it  ท่านมีวิธีอย่างไรในการ...
       How do you think ท่านคิดว่าทิศทางเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร...

สถานการณ์ที่ 3 :  ถามเพื่อเรียนภายในตนเอง (Reflection)
                           คำถามที่เราถามตัวเองเป็นดั่งเข็มทิศนำไปสู่ชีวิตที่แตกต่าง
     ในหนังสือไม่ได้บอกอย่างชัดเจน แต่มีเรื่องเล่าใจความดังนี้
     " ชายสองคน จบที่เดียวกัน ทำงานบริษัทเดียวกันพร้อมกัน ทำงานไประยะหนึ่งบริษัทมีภาวะขาดทุน
       - คนหนึ่งถามตัวเอง 'ทำไมฉันถึงซวยมาทำงานกับบริษัทนี้?'
         แล้วเขาตกงาน เปลี่ยนบริษัทก็ตกงานอีก และป่วยด้วยโรคซึมเศร้า
      - คนหนึ่งถามตัวเอง 'ทำไมฉันไม่เริ่มทำธุรกิจของตัวเองที่ต้องการของสังคมเองละ?'
         แล้วเขาก็กลายเป็นเจ้าของธุรกิจ ที่ก่อร่างด้วยตนเองอย่างภาคภูมิใจ..."

    ข้าพเจ้าจึงสรุปว่า คำถามที่เรามักถามตัวเอง คือ "Why" 
    แต่ Why แบบไหน ที่ทำให้ เราเกิดการเรียนรู้ พัฒนา และทำประโยชน์ได้มากที่สุด
   ###

   ท่านละ มีวิธีการถามอย่างไรให้ได้เรียนรู้ ?

   ขอบคุณคะ                          


update 26 พ.ค. 2556
คำถามที่ดี ควรเป็น 'Divergence question'
ได้อ่านบทความนี้  ได้แนวคิดน่าสนใจระหว่า
1. Convergence question 'What' - มีคำตอบเดียว  เช่น  'แมลงที่เห็นในภาพนี้คืออะไร'
2. Divergence question 'What if' - มีได้หลายคำตอบ เช่น 'อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเราจับแมลงนี้'

หมายเลขบันทึก: 531057เขียนเมื่อ 23 มีนาคม 2013 10:55 น. ()แก้ไขเมื่อ 27 พฤษภาคม 2013 20:04 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (20)

เทคนิคทำให้รักการเรียนรู้...ของท่าน อจ.หมอ ป. ... ดีมากๆ เลยนะคะ 

เสมือนเรื่อง ... สุ & จิ & ปุ & ลิ  ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา.....นะคะ ....ดีมากเลยค่ะ .....


        สุ =  สุตตะ .... การฟัง

        จิ =  จิตตะ ....  การคิด

        ปุ = ปุจฉา..... การถาม

         ลิ =  ลิขิต.... การเขียน


        น้ำไม่เคยเต็มแก้ว นะคะ 



ชอบนั่งฟังการวิเคราะห์ สังเคราะห์ของคุณหมอบางเวลาเสมอจริง ๆ ;)...

- ณ วันนี้...ผมชอบที่จะถาม ในคำถามที่ ...เมื่อได้คำตอบแล้ว...จะทำให้ผมพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองได้ดีขึ้นกว่าเดิม หรือละเอียดกว่าเดิม ได้หรือไม่ ครับ

- การถามทางองค์ความรู้ ผมมักใช้การสืบค้นมากกว่า เพราะหาคนทางสนามเดียวกันได้ยาก ดีไม่ดี ก็ตอบว่า กำลังศึกษาอยู่ ไปเสียฉิบ...

- การถามทางกระบวนการ , หรือแม้กระทั่งทางศีลธรรม จรรยา ฯลฯ เดี๋ยวนี้ ผมไม่ค่อยอยากถามเท่าใดนักครับ...เพราะพบว่า คำตอบ ไม่ได้ช่วยอะไรมาก...คงเพราะไปทราบ ความดิบ ของท่านผู้ตอบหลาย ๆ ท่านมานั่นเอง

- สรุปก็คือ จะถาม ถ้าตนเองต้องการคำตอบ เพื่อที่จะได้พัฒนาจิตใจตนเองได้ดีขึ้น น่ะครับ

- นอกนั้น หาค้นคว้าเอาเองเสียมากกว่าน่ะครับ

ตื่นมาได้เรียนรู้ รับข้อมูลข่าวสารดีๆ ขอบคุณค่ะ.. วันนี้ต้องไปหาหนังสือดีๆจากการแนะนำของกัลยาณมิตร G2K ตั้งสามเล่ม (จะหาได้มั๊ยนะ)

เอาเกม birdห in the nest มาฝาก ค้นจาก google พิมพ์ว่าขจิต+birds in the nest ครับ

http://www.gotoknow.org/posts/28058

ปกติให้นิสิตหรือนักเรียนทำ reflection ครับ


ขอบคุณคะพี่เปิ้น
น้ำไม่เต็มแก้ว 
เป็นได้ดั่งน้ำปรับเข้าตามภาชนะ
...
ต้องขอบคุณความหลากหลายใน gotoknow 
การอยู่ร่วมกัน ได้เห็นกระจกสะท้อน
Beauty, Ugly, Bright, Dark
ทำให้มองเห็นตัวตนของเราไปด้วย


ขอบคุณคะ อาจารย์วัส
หากอ่านแล้วมีข้อเสนออย่างไร โปรดอย่า 'เกรงใจ' นะคะ :)
..
วันนี้ เห็นน้ำล้นแก้วให้สะท้อนใจ 
หากตัวเราไม่ได้รับ feedback ที่จริงใจจากสังคมรอบข้างแต่เนิ่นๆ
เรายิ่งเห็นตัวเองบิดเบี้ยว แล้วทรนงในความบิดเบี้ยวนั้นก็เป็นได้คะ

ชอบบันทึกของคุณหมอ ป. ได้เรียนรู้เพิ่มเติมครับผม


ขอบคุณคะอาจารย์  
เห็นด้วยคะ ยิ่งเราเติบโตมากขึ้น การถามเพื่อเติบโตทางจิตวิญญาณยิ่งจำเป็น
เพราะหากเราไม่ถามตัวเอง ก็ไม่มีตัวรับสัญญาณเตือนจากภายนอกคะ
...
ตัวเองสมัยก่อนเป็นพวก 'ช่างเถียง'
ในเวบบอร์ดหรือชุมชน online ที่ไม่ต้องแสดงตัวตน
ยิ่งได้แสดงวาทะ ยกแม่น้ำทั้งห้ามาสนับสนุนเหตุผลตัวเอง
ยิ่งรู้สึกพอใจในชัยชนะ ความสะใจชั่วครู่ แบบนั้นคะ
ต่อมาจึงเข้าใจว่า ชัยชนะแบบนี้ไม่ก่อประโยชน์
เพราะการทำอะไรสำเร็จ ไม่ขึ้นกับ  'ความคิด' เท่านั้น
สำคัญอยู่ที่  'ความร่วมมือ'  คะ

  • ดูแล้วส่วนใหญ่ตัวเอง มักจะถามเอากับตัวเองครับ คงเป็นพื้นฐานที่เชื่อว่า สาเหตุจากตัวเองจะแก้ได้จริงและง่ายที่สุดครับ
  • ขอบคุณความรู้ครับ


สวัสดียามเช้า อีกสัปดาห์ถัดมาคะ  หนังสืออาจบินไปหาเร็วๆ นี้คะ :)


ขอบคุณสำหรับข้อมูลคะ อ.ขจิต

 สวัสดีคะ อ.ธนิต  เห็นด้วยคะว่าถามตัวเองนำไปสู่การแก้ไขมากที่สุด

ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ว่าการถามผู้อื่น เป็นวิธีแสดงความยอมรับ นอบน้อม อีกทางด้วยคะ

ขอบคุณมากครับคุณหมอ ป. ขอนำเรื่อง Reflection & Connection ไปต่อยอดการเรียนรู้กับนศ.กิจกรรมบำบัดครับผม

อ่านเพลิน และได้การเรียนรู้จากอาจารย์ จนลืมตั้งคำถาม "Why" ครับ...ขอบคุณครับ


ขอบคุณอาจารย์ที่ตอบคำถามอย่างชัดเจนในบทความนี้คะ
ทำให้คิดถึงที่อาจารย์อนุชาติ ว่าในดีมีร้าย ในร้ายมีดี 
เช่น
ทำงานน้อยเงินมาก ส่วนที่เสียคือ โอกาสถูกฟ้อง
ทำงานเหนื่อยเงินน้อย ส่วนที่ได้คือ ความอดทนและนับถือตัวเองในความเสียสละ


 ขอบคุณสำหรับกำลังใจคะ :)

ขอบคุณบทความดีๆ ค่ะ

เป็นตัวอย่างที่ดีในการเรียนรู้คะ พี่ชอบอ่าน ค้น และถามจากผู้เชี่ยวชาญ ไปพร้อมกันคะโดยที่ตัวเองจะต้องมีข้อมูลที่พร้อมอยู่ในมือ ถ้าไม่มีข้อมูล ถ้าไปถามผู้เชี่ยวชาญแล้วถูกถามกลับบมาตอบไม่ได้ ในสิ่งที่เราต้องการอยากได้คำตอบ เพราะเคยถามอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญแล้วอาจารย์ถามกลับว่า คุณคิดอย่างไร แล้วจะวางแผนอย่างไร ทำอะไรต่อไป แล้วคุณคิดว่าจะได้ผลอย่างไร  เมือเจอคำถามแบบนี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้และจำได้จากการลงมือปฏิบัติคะ 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี