ภาพของยายแป้น ที่อยู่ในความทรงจำของผมสมัยอยู่อนามัยช่างทอง (ต.นาปะขอ) เป็นภาพคนแก่อายุตามประวัติที่แกให้ไว้ตอนนั้น คือ 86 ปี ตัวเล็ก ๆ เวลาเดินหลังจะโก่ง ใช้ไม้เท้าที่เป็นกิ่งไม้เป็นขาที่สาม หลังแกโก่งมากเสียจนผมมองแล้วกลัวแกจะล้ม แต่แกไม่เคยล้ม สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือสายตาของแกที่ยังดีอยู่ มองเห็นชัด หูตึงเล็กน้อย แต่จำเสียงคนได้แม่นมาก แกมักจะเดินมาหาผมที่อนามัยประมาณเดือนละครั้ง และจะมาด้วยเสื้อผ้าชุดเดิมตลอด เห็นก็จำได้ แต่สะอาดมีกลิ่นหอมของอะไรไม่ทราบแต่หอมคล้ายกลิ่นสมุนไพร เคยลองถามหยอกแก แกก็บอกว่าเวลาจะมาหาหมอแกเตรียมตัวก่อน 1 วัน มีครั้งหนึ่งแกเล่าว่ามาแล้ว ผมไม่อยู่ คนข้าง ๆ อนามัยบอกไปประชุม คนอื่นก็ไม่มีใครอยู่ แกบอกผมว่ามาหาหมอทีนึงนะลงทุนมาก เพราะต้องเดินไกล (ค่ายาฟรี) ทุกทีแกจะมาเพื่อขอยา เช่นยาแก้ปวด ยาแก้วิงเวียน และ ผลเกลือแร่ ต้องใช้คำว่าขอยาจริง ๆ แม้ผมจะตรวจร่างกายก็ไม่เคยพบความผิดปกติอะไร แถมยังมองว่าแกแข็งแรงมากเสียด้วยซ้ำ

          ตอนที่แกมาหาผมครั้งแรก เมื่อดูข้อมูลแล้วพบว่า ที่อยู่ตามแฟ้มข้อมูล (ที่ทำไว้ก่อนที่ผมจะย้ายมาอยู่ที่นี่) ระบุเป็นบ้านไม่มีเลขที่ บ้านวัดโตนด อยู่ในเขตรับผิดชอบ อยู่กันทั้งหมด 4 คน แม่ ลูก ตัวแกเองและน้องสาว 1 คน ผมเกิดความสงสัยเรื่องแม่ของแกขึ้นมา ก็เลยถามว่ายังแข็งแรงดีไหม แกบอกว่าสบายดี แต่ไม่มีแรงเดิน ได้แต่ถดบนเริน (เคลื่อนที่ด้วยสะโพก บนเรือน) จึงขอติดตามไปด้วย หลังจากบริการคนอื่นเสร็จแล้ว ด้วยจะถือโอกาสไปส่งแกด้วย แต่ขอเป็นเที่ยง ๆ จะได้ไหม แกตอบยินดี ยังพูดกลับมาด้วยซ้ำว่านาน ๆ ที่จะได้นั่งรถ ดีเสียอีก พอสัก เกือบเที่ยงหมดคนไข้แล้ว ผมก็ออกเดินทางไปบ้านแก เตรียมกระเป๋าอนามัยไปด้วย กะว่าคอยออกมากินข้าว การเดินทางที่ผมไม่คาดคิดก็เริ่มต้นขับรถจักรยานต์ไปได้สัก 3 กม. ก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ข้างทาง แล้วลุยเข้าไปตามแนวคลอง กว่าจะถึงก็สักเกือบ 1 กม. ภาพที่เห็นคือหนำ (กระท่อม) ไม่ใช่บ้านที่ผมคิด ที่นี่ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีแก๊ส ไม่มีรถ ไม่มีส้วม ธรรมชาติเพียว ๆ น้ำดื่มคือน้ำฝนที่รองใส่ตุ่มไว้ ไม่มีผู้ชาย รอบ ๆ บ้านสะอาดและโล่งเตียน น้องสาวแกเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดคือ 69 ปี แต่เป็นลมบ่อย (คนที่ใช้ยาแก้วิงเวียน) ลูกสาวแกอายุ 70 ปี ก็เป็นแม่บ้านทำทุกอย่าง รวมถึงเฝ้าดูแลยาย ซึ่งคือทวดชม (ที่ผมเรียก) เพราะเดินออกไปไหนไม่ได้ และกลัวตกจากหนำด้วย ตัวยายแป้นจะเป็นผู้ประสานงาน รวมถึงออกมาซื้อหาอาหารข้างนอก ไปวัดไปทำบุญแทนทุกคน และออกมาเอายาที่อนามัยก็เป็นเรื่องหนึ่งด้วย

          คุณภาพชีวิตของคนทั้ง 4 ที่ผมไปเห็นยอมรับเลยว่าดีมาก (ตามความหมายของผม) ดูจากการมานั่งพูดคุยกับผมในระหว่างที่ผมตรวจร่างกายให้ทีละคน มีแต่เสียงหัวเราะ เช่น บอกว่าผมเป็นลิงหลงฝูงเข้ามา ไม่เคยมีใครเข้ามาที่บ้านแกนอกจากลูก ๆ ของยายแป้น ที่เอาเงิน เอาของ หรือเอาข้าวสารมาให้ สุขภาพของทั้ง 4 คน ไม่มีใครเป็นความดันโลหิตสูง ไม่มีอาการที่จะน่าจะเป็นโรคเบาหวาน หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ แต่ทั้ง 4 คนไม่มีใครอ่านหนังสือออกสักคน จนเป็นที่มาของซองยา ถ้าจะให้กินวันละกี่ครั้ง แกจะให้ผมขีดไว้ หากกินหลังอาหารให้ผมวาดรูปปากไว้ด้วย

          ตกลงเที่ยงวันนั้น ผมได้กินข้าวร่วมกับทุกคนที่นั่น ผมเห็นอาหารแล้วก็ปกติทุกอย่าง มีแกงส้มปลากับผักริ้น มีน้ำพริกด้วย แต่ที่เห็นว่าน่าสนใจก็คือผักครับ ผักที่หาได้จากรอบ ๆ หนำ เช่น ผักหมุย ใบยอ ยอดหัวครก ชีล้อม ใบผักหม ฯลฯ ของทวดชมก็ใช้ซอยให้แกก่อน คนอื่น ๆ ทุกคนฟันยังดีหมด เคี้ยวได้เลย วันนั้นผมอิ่มเร็วคงเป็นเพราะสุขใจด้วย รีบลาออกมาเพราะกลัวว่าจะมีคนมาคอยที่อนามัย ตกเย็นของวันถัดไปผมก็ไปซื้อของเอาเข้าไปฝากอีกครั้ง

          เรื่องนี้ผมเอามาเล่าให้หัวหน้าที่อนามัยฟัง เขาบอกผมว่าที่นั่นมันอยู่นอกเขต... ถัดจากนั้นไปอีกหลายวันผมก็ไปหาผู้ใหญ่บ้าน เพื่อนัดแนะการประชุมของหมู่บ้าน ผู้ใหญ่ฯเพิ่งรู้เรื่องที่ผมเข้าไปบ้านยายแป้นก็ทักผมว่าหมอรู้ไหมว่านอกเขตหมู่บ้านนะ ที่นั่นเป็นเขตของอีกอำเภอนึง ขึ้นกับอนามัยบางแก้วใต้ ผมฟังแล้วไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่รู้สึกว่าความสุขมันหดสั้นลงเท่านั้น แต่ผมก็ยังไปเยี่ยมอีกหลายครั้ง เพราะติดใจผักและเสียงหัวเราะของแกครับ ผมได้ลองถามแกดูว่ารู้จักอนามัยบางแก้วใต้ไหม แกตอบว่าไม่รู้จักครับ รู้แต่ว่าแกเป็นคนดั้งเดิมของชุมชนวัดโตนด อยู่ที่นี่มานานแล้ว

          เรื่องของยายแป้นผุดขึ้นมาให้ผมต้องเล่าก็เพราะสืบเนื่องจากเรื่องของ ใครขีดเส้นบังคับประชาชน ต่อเนื่องกันครับ