เมื่อวันที่ ๒๘ ก.พ. ๕๖ คณะผู้บริหารและครูจากโรงเรียนทอสี รุ่งอรุณ เพลินพัฒนา และปัญญาประทีป ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันที่ห้องประชุมใหญ่ โรงเรียนเพลินพัฒนา
ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ทั้ง ๔ โรงเรียนนำข้อมูลที่ได้จากการแปรผลทดสอบ SAT- Scholastic Aptitude Test (การวัดสมรรถนะการเรียนรู้ หรือการวัดความถนัดทางการเรียน) ของแต่ละโรงเรียนมาเรียนรู้เพื่อหาปัจจัยความสำเร็จร่วมกัน
"แบบทดสอบความถนัดทางการเรียน(SAT) เป็นแบบทดสอบวัดสมรรถภาพพื้นฐานในการเรียนรู้ ซึ่งมีของเขตกว้างขวางกว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยที่แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนมุ่งที่จะดูความสามารถของบุคคล เพื่อคาดคะเนผลในอนาคตว่ามีความสามารถทางด้านใด ควรส่งเสริมให้เรียนไปในทางใดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียนมากที่สุด แบบทดสอบความถนัดทางการเรียนนี้ ใช้วัดผลการเรียนรู้อันเนื่องมาจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นเวลานาน และเป็นสมรรถนะฝังลึกที่มีอยู่ในตัวผู้เรียน
ส่วนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมักจะวัดผลการเรียนที่ผ่านไปไม่นานนัก ส่วนมากจะวัดเมื่อเรียนจบหลักสูตร และมักจะอิงอยู่กับเนื้อหาหลักสูตรที่มีการเรียนการสอนในโรงเรียน"
รองศาสตราจารย์ ดร.ชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ
การพูดคุยในวันนี้เริ่มจากการ อ่าน ตีความ และเสนอความเห็นจากกราฟ เพื่อหาความหมายจากลักษณะเฉพาะของแต่ละโรงเรียน จากนั้นเป็นการนำเสนอจุดเด่นของแต่ละโรงเรียนในเรื่อง
- การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่จะมีผลต่อสมรรถนะการเรียนรู้ในด้านต่างๆ
- วิธีการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
จากการพิจารณากราฟค่าเฉลี่ย T-Score ด้านเหตุผลของนักเรียนชั้น ๔ โรงเรียนเพลินพัฒนา กราฟค่อนข้างสูง อาจมีสาเหตุจาก
- ช่วงชั้นที่ ๑ มีการนำเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์และวิชาสังคมศึกษามาบูรณาการให้เป็นหน่วยวิชา “มานุษกับโลก” และมีการสร้างหน่วยวิชาจินตทัศน์ (หน่วยวิชาที่มีการเรียนรู้ในเรื่องของจินตภาพและมโนทัศน์)
- ช่วงชั้นที่ ๑ นำกระบวนการ Open Approach เข้ามาใช้ในชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนได้นำเสนอวิธีคิดของตัวเอง และได้ทำเข้าใจในวิธีคิดของเพื่อนที่แตกต่างออกไปอยู่เสมอ
- เด็กช่วงชั้นที่ ๑ มีการตั้งเป้าหมายและใคร่ครวญเพื่อหาเหตุและปัจจัยว่าอะไรคือปัจจัยของความสำเร็จ
- เด็กช่วงชั้นที่ ๑ เล่นสนุก สามารถคิดวิธีการเล่นที่พลิกแพลง และสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา
การที่นักเรียนของทั้ง ๔ โรงเรียนมีคะแนนค่าเฉลี่ยด้านเหตุผลอยู่ในคลอง A และ B ที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กไทยในช่วงอายุเดียวกัน ที่มีค่าเฉลี่ยด้านเหตุผลอยู่ในคลอง C นั้น อาจมีเหตุและปัจจัยจาก
โรงเรียนทอสี เป็นโรงเรียนระดับอนุบาล - ประถม ใช้หลักโยนิโสมนัสิการ การทำเพียร ๔ ที่มีการพูดถึงเหตุและปัจจัยอยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อฟังนิทานจบแล้ว คุณครูจะให้วิเคราะห์สิ่งที่น่าชื่นชม สิ่งที่ต้องรักษาไว้ อะไรที่ต้องปรับปรุง พอมาอยู่ชั้นประถมปลายคุณครูจะนำพา ให้ผู้เรียนหาข้อด้อย หาเหตุที่ทำให้เกิดข้อด้อยนั้น และนำสู่การหาทางแก้เหตุในที่สุด
โรงเรียนรุ่งอรุณ เป็นโรงเรียนระดับอนุบาล – มัธยม มีการนำ Open Approach และ BBL มาใช้ในกระบวนการเรียนรู้ มีช่วงเวลาให้ผู้เรียนได้อภิปรายความคิด ได้เขียนอิสระ โดยคุณครูเป็นคนคิดโจทย์ให้
โรงเรียนปัญญาประทีป เป็นโรงเรียนประจำระดับมัธยม เด็กนักเรียนได้มีการฝึกสมาธิวันละประมาณ ๑ ชั่วโมง ทุกเช้าจะมีการอ่านหนังสือที่ตนเองชอบ ๓๐ นาที และทุกวันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๑ และ ๓ ของเดือน มีตารางกิจกรรมพิเศษ คือ วันเสาร์ เรียนวิชาชีพ วันอาทิตย์ครึ่งวันเช้าปฏิบัติธรรม ครึ่งวันบ่ายเรียนกิจกรรมพิเศษ เช่น ภาษาจีน เปียโน ศิลปะ ได้กลับบ้านในวันเสาร์และอาทิตย์ที่ ๒ และ ๔ ของเดือน
การศึกษาผู้เรียนที่มีสมรรถนะการเรียนรู้อยู่ในคลอง A และ B
ในเบื้องต้นพบว่าผู้เรียนมีอุปนิสัยในการเรียนรู้ที่ดีและมีความสามารถในการเรียนรู้ ที่ประชุมมีความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าควรหาข้อมูลให้ครบทุกด้านวิถีชีวิต ทัศนคติ ด้านอารมณ์ สังคม มาประกอบการพิจารณาด้วย
ในการประชุมครั้งต่อไป จะมีขึ้นประมาณเดือนมิถุนายน ที่โรงเรียนปัญญาประทีป ขอให้แต่ละโรงเรียนนำประเด็นที่ได้ค้นพบต่อจากวันนี้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน
AAR ได้เรียนรู้อะไร จะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร และอยากรู้อะไรต่อ
-
ได้เรียนรู้ความแตกต่างของการเรียนการสอนของแต่ละโรงเรียน
โดยมีผลการทดสอบ SAT ที่เหมือนกัน จะนำข้อมูลที่ได้จากโรงเรียนต่างๆ ไป input เด็กของโรงเรียนเพลินพัฒนา และอยากลองดูว่าจะสามารถพัฒนาสมรรถนะของเด็กได้อย่างไร
-
ได้เห็นแนวทางการพัฒนานักเรียนโดยใช้กิจวัตรประจำวันทำให้เกิดการทบทวนตนเอง
และแนวทางปฏิบัติใหม่ๆ
-
ได้ฟังกันและกันอย่างไร้พรมแดน และได้พบเสน่ห์ที่แตกต่างกันไป
-
ได้ไตร่ตรอง เห็นรายละเอียดมากขึ้น
ตอนทำงานรู้สึกเหนื่อยเห็นและอยู่กับปัญหา แต่พอได้บอกเล่า
ได้ทบทวน ก็ได้เห็นความคืบหน้าของงานที่ตนเองทำ
-
ขอบคุณที่ได้มีโอกาสมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน
-
การทำงานที่ผ่านมาเดินหน้าอย่างเดียว ได้เก็บข้อมูลมากมาย
แต่ยังไม่ได้ถอดบทเรียน และรวบรวมออกมา
มาวันนี้ทำให้ได้เข้าใจและเห็นรายละเอียดในการรวบรวมข้อมูลของเพลินพัฒนา
กลับไปโรงเรียนจะนัดคุยกับครูในระดับประถมปลายเกี่ยวกับผลการทดสอบ SAT เพื่อหาเหตุปัจจัย
-
ได้เห็นความพยายามในการสรรหาวิธีการในการดูแลเด็กให้เหมาะกับสภาพจริงของนักเรียนในโรงเรียน อยากรู้วิธีการพัฒนาวิชาการ วิชาชีวิต อยากเห็นวิธีการ/แนวคิดหลักสูตรที่เหมาะสมและชัดเจนที่สุดให้เกิดในโรงเรียนปัญญาประทีป อยากหาจุดสมดุลระหว่างสมรรถนะกับเนื้อหา
-
มีความสุข อยากรู้ ตื่นเต้น เข้าใจคำว่า meaningful วันนี้ได้เรียนรู้จากทุกคนว่า
พวกเรามีอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ในการทำงานขนาดไหน
ไม่เคยเห็นว่าพี่ๆ หมดไฟ
-
อยากนำเรื่องที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้ไปเล่าต่อ
เพราะผู้ปกครองยังให้ความสำคัญกับ achievement อยู่ อยากรู้เรื่องทักษะในศตวรรษที่ ๒๑
-
มีความสุข เพราะถ้าเราเป็นเด็กก็จะรู้สึกว่ามีค่ามาก
เพราะมีคนที่มาคิดทำสิ่งดีๆให้ขนาดนี้
-
ตั้งใจว่าจะให้ข้อมูลกับผู้ปกครองเรื่อง SAT และต้องเหนื่อยกับเรื่องนี้จริงๆ
ว่าอะไรคือเป้าหมายที่สำคัญกับเด็ก จะได้เอาผู้ปกครองมาเป็นเพื่อนร่วมงาน
วันนี้เรามาพบกันเหมือนการเริ่มต้นทำหนังสือสวยๆ ที่เห็นแล้วอยากเปิดอ่าน
และชวนให้อ่าน อยากรู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
-
เห็นความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันของทั้งโรงเรียนทั้ง ๔
โรง
................................................................................................
คำอธิบายผลการสอบ SAT(Scholastic Aptitude Test)
ความถนัดทางการเรียน ประกอบด้วย
ความถนัดด้านภาษา เป็นความสามารถด้านความเข้าใจภาษาและการสื่อสารทั่วๆ ไป ผู้ที่มีความสามารถด้านนี้สูงจะมีความสามารถในการอ่านที่เข้าใจความหมายของเรื่อง สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องได้อย่างรวดเร็ว
อาชีพที่ต้องการความสามารถด้านภาษาสูง ได้แก่ นักประชาสัมพันธ์ นักภาษาศาสตร์ นักการตลาด นักจัดรายการ
ความถนัดด้านจำนวน เป็นความสามารถด้านความเข้าใจเกี่ยวกับระบบจำนวนและตัวเลข ความคล่องแคล่ว แม่นยำและความคิดรวบยอดในการจัดกระทำระบบจำนวน
อาชีพที่ต้องการความสามารถด้านจำนวนสูง ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ วิศวกร นักบัญชี นักคอมพิวเตอร์
ความถนัดด้านเหตุผล เป็นความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ การคิดหาเหตุผล การวิเคราะห์ความสัมพันธ์และลงสรุปโดยวิธีอุปมาน
อาชีพที่ต้องการความสามารถด้านเหตุผลสูง ได้แก่ นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ ผู้พิพากษา อัยการ นักบริหาร
ความถนัดด้านมิติสัมพันธ์ เป็นความสามารถในการเข้าใจเกี่ยวกับขนาด รูปร่าง ระยะทาง ทิศทางและทรวดทรงของวัตถุหรือสิ่งต่าง ๆ
อาชีพที่ต้องการความสามารถด้านมิติสัมพันธ์สูง ได้แก่ ศิลปะ สถาปนิก วิศวกร ช่างอุตสาหกรรม
ข้อมูลจาก สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา
มศว.ประสานมิตร
ชัดเจนครับ ;)...
ขออนุญาต..ครูใหม่ในการแชร์ข้อมูลค่ะ
ด้วยความยินดีค่ะ อ.เพ็ญศรี :)