หายไปช่วงหลายเดือนมานี้ กลับมาพร้อมการรายงานสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงผู้นำใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะกลายมาเป็นผู้นำจีนรุ่นใหม่จากหลายๆ สื่อ หลายๆ กูรูจีนในไทยและต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงที่แสดงทิศทางที่ชัดเจนของสาธารณรัฐประชาชนจีนในการพัฒนาประเทศต่อไปอีกขั้น ภายหลังการทำลายสถิติทางเศรษฐกิจโลกหลายตัวในช่วง 10 ปีนี้ ทั้ง GDP ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ของโลก รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนทั้งประเทศที่เติบโตขึ้นเกิน 2 เท่าจากประมาณ 1,900 เหรียญสหรัฐในปี 2545 มาเป็น 4,780 เหรียญสหรัฐในปี 2554 และการบริโภคต่อหัวที่สูงขึ้นร้อยละ 10 ต่อปีติดต่อกันหลายปีดึงดูดผู้ลงทุนและเจ้าของตราสินค้าให้กระโจนเข้าสู่จีนอย่างมากมายในช่วงระยะ 10 ปี ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารงานของท่านประธานาธิบดีหู จิ่นเทา และพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี เวิน เจียเป่าที่กำลังจะหมดวาระลงจากตำแหน่งในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อเปิดทางให้ผู้นำรุ่นใหม่อย่างว่าที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงผู้แหลมคมและเฉียบขาดภายใต้ใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม และว่าที่นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงที่มาพร้อมดีกรีปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์อันเข้มแข็งจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งที่จะพร้อมสร้างสถิติทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับจีนอีกครั้ง อีกทั้งท่านหลี่ เค่อเฉียงยังเป็นผู้นำรุ่นใหม่ที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยม สื่อสารบนเวทีโลกได้อย่างสง่าผ่าเผยเหมาะกับการเป็นผู้นำจีนยุคใหม่ในเวลาที่เศรษฐกิจจีนเติบโตเป็นมังกรผงาดฟ้าเหนือใครๆ อยู่ในขณะนี้

แต่แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตรวดเร็วจนทำลายสถิติเศรษฐกิจโลกไปหลายตัว จีนก็ยังมีปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขให้การเติบโตอย่างพุ่งทะยานนี้เป็นไปอย่างมีคุณภาพมากขึ้น กับการแก้ปัญหารวยกระจุกจนกระจายที่เกิดขึ้นกับจีนในภาพรวม เนื่องจากสังคมเมืองของจีนเติบโตเร็วมากโดยเฉพาะในเมืองชายฝั่งด้านตะวันออกที่มีอาณาเขตติดกับทะเลจีนใต้ที่สามารถติดต่อค้าขายกับประเทศอื่นๆ ภายนอกได้อย่างสะดวกและง่ายดาย เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของคนจีนทั้งประเทศ คนรวยก็รวยขึ้นมาก แต่คนจนก็ยังมีอยู่มากมายในแผ่นดินจีนเช่นกัน โดยเฉพาะคนจีนในมณฑลตะวันตกที่อยู่ลึกเข้าไปตรงกลางของแม่ไก่(ประเทศจีนมีลักษณะเหมือนแม่ไก่ตัวโต) เป็นแผ่นดินที่ไม่มีทางเปิดออกสู่ทะเล ต้องทำการค้าขายกันอยู่ภายในประเทศ และรอการขนส่งสินค้าโดยเฉพาะอาหารและพลังงานจากมณฑลชายฝั่งหรือเมืองชายแดน จีนในยุคผู้นำใหม่นี้จึงหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาการพัฒนาเมืองในเขตตะวันตกและมณฑลรองๆ ให้ความเจริญของสังคมเมืองกระจายตัวออกไปจากเมืองชายฝั่งซึ่งตลาดสินค้าหรือบริการค่อนข้างเต็มแล้ว โดยจีนเริ่มส่งเทียบเชิญนักลงทุนจากต่างประเทศเข้าไปดูงาน ส่งนักธุรกิจในเมืองรองออกมาหาคู่เจรจาในต่างถิ่น หรือกระทั่งจัดงานแฟร์หรืองานประชาสัมพันธ์ใหญ่ๆ ระดับโลกในมณฑลรองๆ เพื่อแสดงศักยภาพและส่งสัญญาณของการเติบโต หรือพร้อมจะเติบโตของหลายๆ มณฑล เช่น มณฑลเสฉวน ที่กูรูจีนในไทยอย่างอาจารย์อักษรศรี พานิชสาส์น เพิ่งกล่าวถึงว่าเป็นตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในจีนตะวันตก มี GDP ใหญ่เป็นอันดับ 8 จากจีน 31 มณฑล เสฉวนแก้ปัญหาการค้าขายข้ามแดนในแผ่นดินปิดโดยใช้การขนส่งทางอากาศเป็นหลักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเสฉวนมีการสร้างระบบรางขนส่งสินค้าตรงไปยังประเทศทางยุโรป (แบบส่งของจากต้นทางไปเปิดปลายทาง) เป็นการขนส่งทางรถไฟมีความยาวถึง 41โบกี้ วิ่งผ่าน 5 ประเทศ สิ้นสุดที่โปแลนด์ ใช้เวลา 15 วัน สินค้าที่ส่งไปยุโรปส่วนมากเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นสินค้าเศรษฐกิจหลักของมณฑลนี้ หรือจะเป็นการพัฒนาเมืองรองในมณฑลชายฝั่งอย่างมณฑลเจ้อเจียง ที่มีการส่งนักธุรกิจเหย้าเยือนกับไทยผ่านกระทรวงพาณิชย์ไทยเพื่อขยายกำลังซื้อและการลงทุน 2 ฝั่งทั้งไทย จีนจนครอบคลุมไปถึงกลุ่มประเทศในอาเซียน

ตอนนี้ประเทศทั่วโลกกำลังจับตามองการขึ้นสู่ตำแหน่งของผู้นำจีนรุ่นใหม่ในเดือนมีนาคมนี้ พร้อมกับนับถอยหลังในการเริ่มและเร่งนโยบายมุ่งตะวันตก (Go West Policy) พัฒนาเมืองรอง (Second-Tier market) และนโยบายอื่นๆ ในยุคผู้นำใหม่ของจีน ว่าจะทำให้จีนทุบสถิติในการขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกแทนอเมริกาในทุกๆ ด้านได้สำเร็จหรือไม่ เส้นทางบนแผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีนในครั้งนี้ยังส่งผลถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของเอเชียในการเป็นตลาดหลักใหม่ของโลกอีกด้วย….