ในโอวาทปาติโมกข์ (ปาฏิโมกข์ก็เขียน) เป็นการสรุปสาระ แนวทางปฏิบัติเพื่อบรรลุจุดสุงสุดในพุทธศาสนาคือนิพพาน ธรรมสำคัญหมวดหนึ่งที่ปรากฏในโอวาทปาติโมกข์ คือ ไตรสิกขา

ไตรสิกขานี้ บางครั้งพระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นคำสอนในภาคปฏิบัติ แบบที่เข้าใจง่าย และชาวพุทธมักนำมาอ้างกันบ่อยๆ ดังปรากฏเป็นส่วนสำคัญอยู่ในหลักโอวาทปาติโมกข์ (คำสอนที่เป็นหลักใหญ่ของพระพุทธเจ้า) มี ๓ ข้อ คือ

๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง

๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม

๓. สจิตฺตปริโยทปนํ การทำจิตของตนให้ผ่องใส

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) พุทธธรรมฉบับปรับขยาย หน้า ๕๕๕

(ขอรับหนังสือหรือ CD เสียงอ่าน ได้ฟรีที่ห้องสมุดวัดญาณเวศกวันถ.พุทธมลฑลสาย ๔ จ. นครปฐม )

แต่ละบาทของพระคาถานั้นเทียบได้ว่า การไม่ทำความชั่วทั้งปวงคือ ศีล หรือศีลสิกขา การบำเพ็ญความดี หรือ บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อมคือ สมาธิ หรือ จิตตสิกขา และ การทำจิตของตนให้ผ่องใส คือ ปัญญา หรือ ปัญญาสิกขา

เหตุที่ แต่ละบาทแห่งพระคาถาจึงจัดได้ว่าเป็นศีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา นั้น พอจะเรียบเรียงได้ว่า

การไม่ทำชั่วทั้งปวง

จัดเป็นศีลสิกขา ด้วยเป็นการฝึกศึกษาด้านความประพฤติ ระเบียบวินัย ให้สุจริต

การบำเพ็ญความดีหรือกุศลให้ถึงพร้อม

จัดเป็นจิตตสิกขา เนื่องจากจิตตสิกขา เป็นการปรับปรุงจิตให้มีคุณภาพและสมรรถภาพสูง ซึ่งเอื้อต่อการมีชีวิตที่ดีงาม และเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาปัญญา ดังนั้นการจิตตสิกขา หรือ อธิจิตตสิกขา จึงครอบคลุมถึง วิธีการและเครื่องช่วยต่างๆที่จะช่วยชักจูงจิตใจให้สงบ ให้จิตใจมั่นคงในคุณธรรม ให้มีวิริยะในการสร้างความดีงามให้ยิ่งขึ้นไป

และหากมองให้กว้างออกไป ก็ครอบคลุมไปถึง

1 การจัดสรร สัปปายะ (สิ่งที่สบาย เหมาะกัน เกื้อกูลกัน เพื่อหนุนการเจริญภาวนา ช่วยให้สมาธิมั่น ไม่เสื่อมถอย)

2 กิจกรรม หรือ วิธีการต่างๆที่ปลุกเร้าคุณธรรม ส่งเสริมกำลังใจในการกระทำความดี มีเมตตา กรุณา

การมีเมตตานี้ ชาวพุทธมักเข้าใจผิด โดยเข้าใจว่าเป็นการแผ่เมตตาหลังสวดมนต์เท่านั้น ทั้งที่ในความจริงแล้ว การมีเมตตา

ก็หาใช่การคิดหรือพูดว่า จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด เท่านั้นไม่ ผู้ปรารถนาจะมีเมตตา ต้องอบรมใจอย่างจริงจัง ต้องคิดจนใจอ่อนละมุนด้วยเมตตา

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก รสแห่งความเมตตา ชุ่มเย็นยิ่งนัก ธรรมสภา หน้า ๘๓

ชาวพุทธทุกคนควรมีการฝึกเพื่อให้จิตประกอบด้วยเมตตา และแสดงออกทางกาย วาจา อย่างแท้จริง ในการฝึกให้มีเมตตาประกอบกับจิตเช่น ด้วยการคิดถึงใจตนในคราวที่มีทุกข์ ก็จะเข้าใจว่าผู้อื่นทุกข์อย่างไร, การคิดว่าทุกคนก็มีความทุกข์ ตั้งใจจะมองให้เห็นทุกข์ของผู้อื่น, ดับความโกรธของตนด้วยเมตตา กระทั่ง การสอนตนเองเมื่อยังมีเมตตาไม่พอ เป็นต้น

เมื่อมีเมตตา ก็แสดงออกด้วยการกระทำทางกาย วาจา เช่น ทำทาน มีขันติ มีวาจาที่อ่อนหวาน ช่วยเหลือการงานของผู้อื่น เป็นต้น

3การฝึกจิตให้เข้มแข็ง มั่นคง มีสมรรถภาพสูง เช่น การฝึกสมาธิ

4การจัดระบบกัลยาณมิตร

เช่น เมื่อมีการฝึกจิต ครั้นเมื่อจิตมั่นคง ก็ไม่มีอาการผันผวนไปตามอารมณ์ แต่ละคนจึงเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีของกันและกัน ช่วยให้เกิดบรรยากาศในการพัฒนา เมื่อมีเมตตา แต่ละคนก็ไม่มีความตระหนี่ธรรม พร้อมที่จะเป็นกัลยาณมิตรของกันและกัน

การทำจิตของตนให้ผ่องใส

จัดเป็นอธิปัญญาสิกขา เนื่องจากการที่จิตจะผ่องใสได้ ก็ด้วยการ เห็น ที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่เอนเอียงไปตามใจปรารถนาจนอยากให้สิ่งต่างๆเป็นไปตามนั้น อันขัดกับความเป็นจริงในปัจจุบัน อันจะนำความทุกข์มาให้

ดังนั้น การทำจิตให้ผ่องใส จึงครอบคลุมถึงวิธีการฝึกกระบวนการคิดที่อาศัยกัลยาณมิตร (โดยเฉพาะบิดามารดา ครู) มาช่วยถ่ายทอด สุตะ (ความรู้แบบเล่าเรียน สดับรับฟัง แต่ในปัจจุบันน่าจะรวมการอ่านเอาไว้ด้วย) และ ช่วยถ่ายทอดความจัดเจนในศิลปวิทยาต่างๆ เริ่มตั้งแต่วิชาชีพ อันเป็นเรื่องระดับศีล เป็นต้นไป ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยศรัทธาเป็นตัวนำ เช่น ศรัทธาในครูท่านนี้ จึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนเพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพโดยสุจริตตามที่มีท่านเป็นแบบอย่าง ศรัทธาในพระพุทธเจ้า จึงตั้งใจฝึกตนตามคำสอน เป็นต้น

เพื่อชีวิตที่ดีงาม อันนำไปสู่การพัฒนา สู่ปัญญาที่ยิ่งๆขึ้นไป