ผมรับหน้าที่สอนเรื่อง palliative care ให้น้องแพทย์ใช้ทุน แพทย์ประจำบ้านสาขารังสีวินิจฉัยมาหลายปี ตามนโยบายของคณะ ที่ให้ทุกภาควิชาจัดการเรียนการสอนเนื้อหา palliative care ในระดับหลังปริญญาตามบริบทของตนเอง นอกเหนือจากการเรียนการสอนที่ส่วนกลางจัดให้

palliative care สำหรับแพทย์รังสีวินิจฉัย ซึ่งส่วนใหญ่งานประจำจะอยู่เบื้องหลัง คือ อ่านผลภาพทางรังสีให้แพทย์เจ้าของประจำที่ส่งตรวจ ถึงแม้ในระยะหลัง แพทย์รังสีวินิจฉัย โดยเฉพาะที่ทำงานด้านรังสีร่วมรักษาจะพบผู้ป่วยมากชึ้น แต่ก็ยังนับว่าน้อยกว่าแพทย์สาขาอื่น ไม่ต้องพูดถึงผู้ป่วยเฉพาะที่มีภาวะคุกคามถึงชีวิต ตามคำนิยามของ palliative care

สอนอะไร
พยายามสอนให้สอดคล้องกับประสบการณ์ของแพทย์รังสีวินิจฉัย โดยจัดทุก ๒ เดือน สลับเดือนเว้นเดือนกับรายวิชา จริยธรรมสำหรับแพทย์รังสีวินิจฉัย ซึ่งเป็นรายวิชาที่ต้องลงทะเบียนเป็นหน่วยกิตที่ผมรับผิดชอบอยู่ ใช้เวลาครั้งละ ๑ ชม. เวลา ๑๒.๓๐ - ๑๓.๓๐ น. วันพุธแรกของแต่ละเดือน

ตัวอย่างการสอนในวันนี้ คือ เรื่อง การสื่อสาร หรือ communication skill เกี่ยวกับภาวะวิกฤติทางรังสีวินิจฉัย

เราใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเป็นกรณีศึกษา คือ

ผู้ป่วยหญิงอายุ ๒๕ ปี มาทำเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ MRI ระหว่างที่ผู้ป่วยอยู่ในอุโมงค์ตรวจ ได้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน หรือ cardiac arrest แล้วแน่นิ่งไป เจ้าหน้าที่ประจำห้องได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติปกติของโรงพยาบาล คือ ตามทีมกู้ชีวิตของโรงพยาบาลมาช่วยชีวิต และตามแพทย์เวรรังสีมาดูแลผู้ป่วย  หลังจากที่กระบวนการกู้ชีวิตเสร็จเรียบร้อย แต่ผู้ป่วยไม่ฟื้น จึงเป็นหน้าที่ของรังสีแพทย์ที่จะต้องเข้าไปพูดคุยกับญาติ ซึ่งในกรณีนี้เป็นคุณแม่ที่ตามผู้ป่วยมาจากหอผู้ป่วย

ผมให้น้องรังสีแพทย์จับคู่กัน เพื่อแสดงบทบาทสมมุติตามกรณีศึกษาข้างต้น ตามในภาพ ใช้เวลาประมาณ ๑๕ นาที เสร็จแล้วนั่งรวมกลุ่มแสดงความคิดเห็น ร่วมกับอาจารย์แพทย์ทางรังสีวินิจฉัย



ประเด็นที่สะท้อนจากผู้รับบทแพทย์
ปัญหา: แพทย์เวรรังสีวินิจฉัยส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ต้องเป็นผู้อธิบายญาติ
แนวทางดำเนินการ
- ถือเป็นบทบาท ความรับผิดชอบโดยตรงของแพทย์รังสีวินิจฉัย ในการอธิบายเรื่องนี้ให้ญาติ ไม่จำเป็นต้องตามเจ้าหน้าที่ประจำห้องตรวจมาอธิบาย หรือ อยู่ร่วมในระหว่างการอธิบาย
- หาข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องเท่าที่ได้ เช่น แพทย์เจ้าของไข้ เจ้าหน้าที่ประจำห้องตรวจ ซึ่งในกรณีฉุกเฉิน บางครั้งก็ทำไม่ทัน
- อธิบายเฉพาะขั้นตอนการดำเนินการ สอบถามความรู้สึก ความคิด และดูแลสภาพจิตใจของญาติเป็นหลัก โดยยังไม่อธิบายเรื่องสาเหตุที่ยังไม่ทราบ

ปัญหา: ญาติที่ติดตามผู้ป่วยมา ไม่ใช่ญาติที่เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ แทนผู้ป่วยได้ เช่น เป็นพี่เลี้ยงรับจ้าง
แนวทางดำเนินการ
- สอบถามญาติก่อนว่า เป็นใคร สามารถตัดสินใจแทนผู้ป่วยได้หรือไม่
- แจ้งญาติดังกล่าวให้ติดตามญาติคนที่เป็นผู้ตัดสินใจมา หากไม่สามารถมาได้ทันที ใช้วิธีการพูดคุยทางโทรศัพท์ด้วยความระมัดระวัง

ปัญหา: การแจ้งข่าวกับญาติทางโทรศัพท์
แนวทางดำเนินการ
- ต้องประเมินความพร้อมของญาติ เช่น อยู่ที่ใด กำลังทำอะไร มีใครอยู่ด้วยหรือไม่ หากรับทราบข่าวร้าย จะเป็นอันตรายหรือไม่
- ระมัดระวังผลกระทบต่อญาติ เนื่องจากไม่สามารถประเมินโดยตรง และขาดการสื่อสารด้วยอวจนภาษา (non-verbal communication)
- ระมัดระวังการบันทึกเสียง

ปัญหา: ญาติอยู่ในสภาพ shock ไม่รับรู้ รับทราบเรื่องที่พูดคุย
แนวทางดำเนินการ
- ให้เวลา
- สอบถามกลับ ให้พูดทวนสิ่งที่รับฟัง

ปัญหา: ญาติต้องการให้ช่วยชีวิตต่อไป ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ผล และปฏิบัติการกู้ชีวิตตามแนวทางครบถ้วนแล้ว
แนวทางดำเนินการ
- สอบถามความต้องการ เหตุผลเบื้องหลัง
- ต้องมี warning shot แจ้งเหตุการณ์เป็นระยะ เพื่อให้ญาติปรับสภาพทัน


ประเด็นที่สะท้อนจากผู้รับบทญาติ

<p>- ญาติอาจไม่เข้าใจ หัวใจหยุดเต้นคืออะไร หมายถึงเสียชีวิต ความหมายทางการแพทย์และการรับรู้ของคนทั่วไปไม่เหมือนกัน

สิ่งที่แพทย์ทำได้ดี
- พยายามอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างใจเย็น
- บอกตรง ๆ ไม่อ้อมค้อม
- เมื่อไม่รู้ บอกว่าไม่รู้ แต่จะสอบถามให้
- เปิดโอกาสให้ถาม
- สอบถามความรู้สึก

สิ่งที่แพทย์ควรปรับปรุง
- จังหวะการบอกข่าวร้ายเร็วเกินไป ตั้งตัวไม่ทัน
- คำพูดที่ควรระวัง “เป็นโชคร้ายของผู้ป่วย” “แพทย์กำลังช่วยอยู่ ถ้าไม่สำเร็จก็จะตาย”
- ระมัดระวังการอ้างอิงว่า ได้แสดงความยินยอมก่อนการตรวจแล้ว
</p><hr><p>
ผมสรุปประเด็นเพิ่มเติม อ้างอิง แบบประเมินการแจ้งการเสียชีวิตสำหรับแพทย์ฉุกเฉิน หน่วยเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลยอร์ก สหราชอาณาจักร ประกอบด้วย
๑. ​แพทย์บอกตรง ๆ ว่าเสียชีวิต หรือไม่
๒. ​แพทย์อธิบายเหตุการณ์ทั้งหมด ว่าเกิดอะไรขึ้น ช่วยเหลืออย่างไร หรือไม่
๓. แพทย์แสดงท่าทีหรือพูดจาแสดงความเห็นใจ ปลอบโยนญาติ หรือไม่
๔. แพทย์ให้เวลา เปิดโอกาสให้ญาติสอบถามเพียงพอ หรือไม่
๕.​ แพทย์เองดูผ่อนคลาย หรือไม่
๖. แพทย์ให้ข้อมูลว่าผู้ป่วยเสียชีวิตในจังหวะเวลาที่เหมาะสม หรือไม่

ซึ่ง ๒ ข้อแรกสำคัญที่สุด
</p><p>ถ้าไม่ผ่าน ถือว่า ตก
</p><p>ถ้าผ่านสองข้อแรก ถือว่า ผ่าน</p><p>ถ้าผ่าน ๔ ข้อที่เหลือด้วย ถือว่า เยี่ยม
</p><p>
</p><p>รวมเวลาทั้งหมดประมาณ ๕๐​ นาที

</p>