จากความหมายของคำว่าการบ้าน ที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นว่าเจตนารมณ์ของการให้นักเรียนทำการบ้าน ก็เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนจนชำนาญ เกิดความเข้าใจจริง  หรือที่เรียกว่าเกิดการเรียนรู้ จริงๆ ในสิ่งที่ครูสอน หรือจัดการเรียนรู้ เมื่อมาดูตามข่าวที่ว่า 

เด็กไทยต้องทำการบ้านเยอะมาก สพฐ.จึงต้องบูรณาการทั้งเนื้อหา เวลาเรียน การวัดและประเมินผล ตลอดจนการบ้านที่ต้องมีการบูรณาการทุกกลุ่มสาระวิชา สพฐ. จึงต้องทำคู่มือการบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนแบบครบวงจรโดยครอบคลุมทุกหลักสูตรให้แล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน  2556  จากนั้นจะจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับเขตพื้นที่การศึกษา และครูเพื่อให้มีความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน”

การบริหารนโยบายทางการศึกษาที่เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่มีการปฏิรูปการศึกษา ที่เริ่มสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเมื่อปี  2546 เป็นอย่างนี้ครับ

1.  รับนโยบาย  หรือ เขียนนโยบายให้นายประกาศเป็นนโยบาย  (วิธีการหลังผมก็ทำให้นายมาหลายหน)

2.  ทำคู่มือ เอกสารให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปขยายผล  เช่น ให้วิทยากรในระดับชาติ ไปอบรมวิทยากรระดับเขตพื้นที่ วิทยากรระดับเขตพื้นที่ไปอบรมครู เพื่อให้ครูนำไปใช้สอน

3.  จัดงบประมาณไปให้เขตพื้นที่ติดตามผล

4.  คนที่ไปติดตามผล ก็ไปเช็ค ๆ ตามแบบฟอร์มที่ให้มาแล้วส่งให้หน่วยเหนือ

แล้วก็จบครบวงจร หรือ รอบเดียวก็จบ  เจ้านายก็จะนำไปรายงานเจ้าของนโยบายว่าประดำเนินการแล้ว

ในขั้นตอนที่สองนั้นมักจะทำกัน 2-3 วัน มีผู้รับการอบรม 500-1000 คน วันไปลงทะเบียนก็ลงเวลาที่มาอบรม และเวลากลับรวดเดียวทั้งสองวัน  พอไปเข้ารับการอบรมก็มักเริ่มต้นโดยผู้บริหารระดับสูง ที่มักไม่ได้นำเรื่องที่กำลังจะให้การอบรมมาเป็นแก่นสาร  แล้วตามด้วยวิทยากรมาบอกความรู้ หรือกิจกรรม ที่ทำให้เข้าใจเอกสาร คู่มือ ถ้าผู้เข้ารับการอบรมฟังไป ๆ แล้วไม่ถูกหู ก็กลับได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะได้เซ็นชื่อไว้แล้ว ว่าไม่ได้ขาดทั้งสองสามวัน (จริธรรมของครูจึงพลอยถดถอย ก็เพราะวัฒนธรรมใหม่ที่ได้แบบอย่างไปใช้จากส่วนกลางหลังจากการปฏิรูปการศึกษา 2546) 

วันที่มีการอบรม  ผู้จัดอบรมก็ได้หลักฐานไปทำการเบิกเงินหลวง (เงินนำไปไหนคิดได้  ทั้งเชิงบวกและลบนะครับ) แล้วก็รอไปสักปี เรื่องที่ให้การอบรมก็เลือนหายไป ยิ่งได้นายใหญ่ ๆ คนใหม่มาแล้วประกาศนโยบายใหม่ นโยบายที่ลงทุนไปมโหฬารก็จบสนิท English Speaking Year ก็น่าจะจบสนิทไปแล้วเช่นกัน  

นี่คือการสร้างนโยบาย และบริหารนโยบาย ที่ทำให้การศึกษาอ่อนแอ

เพราะอะไรถึงอ่อนแอ

หากดูที่มีการวิจัย (ตามที่คุณภาวิณีย์ เธอมาเล่าไว้ในตอนที่ 2) ที่พบว่าประทศฟินแลนด์และเกาหลีที่จัดการศึกษาได้ดีที่สุดในโลกมีปัจจัยอยู่ 5 ข้อ หนึ่งในห้านั้นก็คือข้อนี้ ครูต้องได้รับการปฏิบัติในสังคมในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางวิชาชีพระดับสูง ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของเครื่องจักรทางการศึกษา  

ครูถูกอบรมให้นำเอกสารการสอนแบบบูรณาการไปใช้เพื่อให้ลดการบ้าน แล้วความรู้สึกในฐานะผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพระดับสูง จะเหลืออะไร  ครูไม่ใช่เครื่องจักรทางการศึกษาที่จะกดปุ๊บติดปั๊บเสียเมื่อไหร่  แต่ก็ยังทำกันได้ตามวิธีการบริหารนโยบายที่ทำกันมาด้วยการอบรมให้ทำได้ตามเอกสารที่เขียน  ขี้นในระยะสองสามวัน

ที่ผ่านมานโยบายที่แน่ ๆ ก็มี และก็ได้ผลดีจนมาถึงปัจจุบัน  เช่น

นโยบาย EP หรือ English Program  ที่ให้โรงเรียนเปิดสอนเป็นวิชาภาษาอังกฤษทุกวิชา แต่ผู้ปกครองต้องจ่ายเงินพิเศษ มีทั้งโรงเรียนอนุบาล และโรงเรียนใหญ่ทั่วประเทศนำไปใช้แล้วได้ผล เด็ก ป.3 พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าที่เรียนมานับสิบๆ ปี เด็กมัธยมต้น ที่เรียนแบบปกติมาตั้งแต่ประถม เข้าเรียนในชั้นมัธยมต้นที่มี EP พอถึง  ม.2 พูดภาษาอังกฤษได้ดี   พอ.ม 4 – 6 พูดได้ดีพอ ๆ กับเจ้าของภาษาทั้งสำเนียงและลีลาท่าที

อีกนโยบาย ก็คือนโยบายโรงเรียนในฝัน  ที่ริเริ่มโดยนายกรัฐมนตรี ทักษิณ  ชินวัตร  ที่ผมเองสัมผัสมาเอง 8 ปี  ดำเนินมาตั้งแต่ปี  2546 และจบลงในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ภายใต้ชื่อว่า  โรงเรียนดีใกล้บ้าน  แต่เนื้อในคือ โครงการโรงเรียนในฝันทั้งดุ้น

โรงเรียนในฝันอยู่มาได้หลายปี  และมีส่วนช่วยให้โรงเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพการจัดการเรียนการสอน ห้องเรียน บรรยากาศในโรงเรียนก็เปลี่ยนไป ทั้งในโรงเรียนในฝันเอง และโรงเรียนใกล้เคียง ที่มาศึกษาดูงานแล้วนำไปเป็นแบบอย่าง

ผมได้บันทึกเรื่องโรงเรียนในฝันไว้ 12 ตอน ไว้ในโกทูโนนี้ หากท่านสนใจลองคลิ๊กในกูเกิ้ล  โรงเรียนในฝัน  ตอนที่ gotoknow” ก็จะเห็นสภาพงานโรงเรียนในฝันพอสมควร  อย่างไรก็ดี ก็ยังมีการล้อเลียนว่า ในฝันนะฝันของใคร เพราะยังไม่เข้าใจในเชืงลึก ๆ  อีกหลายส่วนที่ฝ่ายปฏิบัติการเขาเข้าไปร่วมกับผู้อำนวยการ ครู ในการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่คมชัดลึกกว่าโครงการใดๆ เท่าที่ผมเคยสัมผัสมากับมือ

ที่น่าแปลกใจ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาปัจจุบันไม่ได้สนใจโรงเรียนในฝัน  ก็อาจเป็นไปได้ว่าท่านยังไม่เข้าใจว่ามีอะไรดี ๆ ที่แฝงอยู่ในกระบวนการของโรงเรียนในฝัน  ที่ลูกพี่ผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตได้สร้างสรรค์ไว้  จึงทำได้แค่คิดลดการบ้านของเด็ก ๆ  อย่างไรก็ดีผมเองไม่แน่ใจว่าเป็นความคิดของรัฐมนตรีจริงๆ  ที่เคยเรียนไว้แล้วในตอนต้นว่า ผมก็เคยคิดทำนโยบาย วิสัยทัศน์   ให้นายไปประกาศใช้มาหลายครั้ง  เพราะนายเชื่อ  นายใกล้ใคร เชื่อใครก็ใช้คนนั้น  ถ้าคนนั้นความคิดกว้างไกล นายก็พลอยได้ดี กึ๋นไม่มีนายก็พลอยซวย…………สวัสดีครับ