คนเราแค่รู้สึกเป็นสามีภรรยากันคงไม่พอ มันมีแต่ความคาดหวังกันเกินไป คงต้องรู้สึกว่าเราเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้กันได้ด้วย โดยเฉพาะคำว่าเพื่อนหรือ “มิตร” เขาให้ข้อสังเกตว่าถ้าเรารู้สึกว่าเป็นเพื่อนกับใคร นั่นคือเราเป็นมิตรกับเขา มิตรมีรากศัพท์มาจาก “เมตตา” เราจะรู้สึกเมตตาให้เขาและเราจะไม่อยากทิ้งเขาไปไหน ไม่ว่าจะสถานการณ์ใดก็ตาม เราจะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน

กุหลาบแดงแทนรักจากใจฉัน        มอบในวันวาเลนไทน์ใจใฝ่หา

ดอกที่หนึ่งตรึงแนบในอุรา              เทิดบูชาเหนือสิ่งใดไหนจะปาน


นั่นก็คือความรักของพ่อแม่             ที่แน่แท้ประเสริฐเลิศไพศาล

บุญคุณท่านมิรู้จบยากพบพาน       ดุจสายธารไหลหลั่งเลี้ยงชีวี


ดอกที่สองปองจิตอธิษฐาน              ดลบันดาลให้คุณครูจงสุขี

พระคุณท่านดุจประทีปส่องชีวี        ให้ศิษย์นี้รู้ทางเลี้ยงสร้างตน


ดอกที่สามนำรักเพื่อมอบให้            ยอดดวงใจหวังสิ่งใดประสบผล

ให้รักเรายาวนานดั่งสายชล            อย่าไหลวนจากไกลลับสายตา

        

                

ดอกที่สี่นี้ขอมอบแด่เพื่อน ๆ            มิลืมเลือนเตือนจิตคิดใฝ่หา

วัยแรกรุ่นดรุณีที่ผ่านมา                  ทุกเวลากลิ่นกุหลาบซาบซึ้งใจ


ดอกที่ห้าเมตตาธรรมค้ำจุนโลก      ที่ทุกข์โศกพลันมลายกลายสดใส

ความรักนี้แด่สรรพสิ่งด้วยดวงใจ     มอบแด่ไฟที่เผาผลาญทุกชีวา


ให้หมดสิ้นกลิ่นไอการต่อสู้                ให้เรียนรู้ แบ่งปัน แก้ปัญหา

รักให้เป็น คือรักที่ มีศรัทธา               ขันติพาให้รักนี้นิรันดร์เอย

                                   บทกวีนี้แต่งเมื่อตอนเรียนชั้นมัธยมปลายค่ะ


ความรักที่ข้าพเจ้าจะขอเล่าเรื่องในบันทึกนี้เป็นความรัก “ดอกกุหลาบที่สาม” นั่นคือความรักของชีวิตคู่


กว่าจะได้ใช้ชีวิตคู่ก็ย่างเข้าเลขสามสิบกว่า ๆ ค่อนไปกลาง ๆ ก่อนหน้านั้น มีแฟนมาแล้วแบบที่นับได้ ๓ คน นับไม่ได้อีกเกือบสิบคน ที่เรียกว่านับได้ก็เพราะว่ามีการตกลงกันชัดเจนว่าเป็นแฟนกันนะ ส่วนที่นับไม่ได้ก็เพราะต่างฝ่ายต่างมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ยังไม่เคลียร์ สมัยนี้มีแบบหลังกันเยอะ เช่น คบคนหนึ่งอยู่ แล้วไปปิ๊งอีกคนหนึ่ง ก็เลยต้องศึกษาเรียนรู้ควบคู่ ควบสาม ควบสี่ที่เรียกว่า “กิ๊ก” กันไปพลาง ๆ ก่อน  หากผ่านช่วงเ วลาเหล่านั้นมาได้ เมื่อมองย้อนกลับไปจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดา … ธรรมดาที่ยังไม่ลงตัว… 


คนนี้อาจมาก่อน แต่ถ้าใช่คงไม่ช้า ไม่เปลี่ยนใจ และไม่อยู่รอเพื่อเจอใครอีกคน ซึ่งพอใช่อาจจะเร็วกว่าคนที่มาก่อนก็ได้… จึงควรต้องยอมรับความจริงของชีวิตรักชายหนุ่มหญิงสาวว่าแต่ละคนล้วนเป็นทางผ่านและสะพานไปสู่อีกที่หนึ่งที่ทำให้ได้เติบโตจากบทเรียนซึ่งกันและกันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ 

                   


ความรักที่ผ่านมาแล้วไม่ว่าช่วงไหน ๆ  ก่อนที่ข้าพเจ้าจะพบคู่แท้ ล้วนแต่เป็นบุคคลที่อยู่ในสเป็คทั้งสิ้น

                                      “หล่อ รูปร่างดี มีฐานะ การศึกษาสูง คุยรู้เรื่อง”

มีทั้งไทยและฝรั่ง … นับว่าเป็นโชคดีมากที่ได้เรียนรู้และเข้าใจคำว่า “ไม่ใช่” เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งที่ “ใช่” มันจะดื่มด่ำกับความหมายของคนที่ใช่อย่างลึกซึ้งเหนือจินตนาการ และนำประสบการณ์ที่ไม่ใช่นั้นมาแก้ปัญหา  "ทำเหตุในปัจจุบันให้ดีขึ้น ส่งเสริมให้เกิดปัจจัยคืออนาคตที่สงบสุข"


คนที่ใช่ของข้าพเจ้า ไม่มีอยู่ในสเป็คเลย   เขา...คือคนธรรมดาที่ทำตัวธรรมดา

   “ไม่หล่อ รูปร่างไม่ได้สูงเท่ห์ ไม่ได้มีฐานะสูงส่ง การศึกษาก็ปานกลาง…แต่สอนเราได้ทุกเรื่อง”



คำพูดคำหนึ่งตอนที่อยู่ในช่วงรู้จักกันใหม่ ๆ ของเขาทำให้เราสะกิดใจ “ผมเป็นคนดีนะ”

เกิดมาไม่เคยได้ยินใครโฆษณาตัวเองอย่างมั่นใจเช่นนี้มาก่อน จึงลองเรียนรู้ดูกันไป…เขาอายุน้อยกว่า แต่พรรษาการเป็นพระและบวชเรียนมา เหนือชั้นกว่าเรียกว่า “ขั้นเทพ” สอนหลักธรรมได้กระจ่าง จากคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยอย่างข้าพเจ้าก็ถึงกับ“อ๋อ…มันเป็นเช่นนี้เอง”


เขาเคยบอกว่า 

คนเราแค่รู้สึกเป็นสามีภรรยากันคงไม่พอ มันมีแต่ความคาดหวังกันเกินไป คงต้องรู้สึกว่าเราเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้กันได้ด้วย โดยเฉพาะคำว่าเพื่อนหรือ “มิตร” เขาให้ข้อสังเกตว่าถ้าเรารู้สึกว่าเป็นเพื่อนกับใคร นั่นคือเราเป็นมิตรกับเขา มิตรมีรากศัพท์มาจาก “เมตตา” เราจะรู้สึกเมตตาให้เขาและเราจะไม่อยากทิ้งเขาไปไหน ไม่ว่าจะสถานการณ์ใดก็ตาม เราจะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน


ผู้ที่ศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง แม้จะอายุน้อยกว่า แต่สามารถอธิบายสรรพสิ่งให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ภายในเวลาสั้น ๆ ไม่เหมือนกับที่ข้าพเจ้าใช้เวลามาอย่างยาวนานในการเรียนรู้จากตำราและประสบการณ์ความรักที่ยาวนานแต่ไม่ได้ตกผลึกอะไรเลย

                         

                                   ช่วย "เอาแรง" ทำบุญ ปลูกต้นไม้กับหลวงพ่อมิตซูโอะ


ตั้งแต่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมา ๙ ปี เรานับครั้งที่มีปากเสียงกันได้ การมีปากเสียงที่อาจจะกระทบกระทั่งกันบ้าง แท้จริงแล้วคือการปรับตัวที่จะเรียนรู้จุดอ่อนไหวที่อีกฝ่ายรับไม่ได้ หาใช่ต้องการชนะกันไม่

          

สิ่งสำคัญที่ประคองชีวิตคู่ให้ร่มเย็นคือ เราถือศีล ๕  เราไปสมาทานศีลด้วยกันที่วัดในช่วงแรกของการใช้ชีวิตคู่ หลังจากสมาทานศีลแล้ว เราอาจจะถือศีลด่างพร้อยไปบ้าง นอกลู่นอกรอยนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เรามีกรอบธรรมค้ำจุนชีวิตคุ้มครองอยู่ทำให้ความรักของเราร่มเย็นเป็นสุข


                   


                   

                      ปฏิบัติธรรมร่วมกัน ทุกเส้นทางที่ย่างก้าว เราเป็นเงาซึ่งกันและกันเสมอ


เมื่อเร็ว ๆ นี้นี่เองมีกัลยาณมิตรเล่าเรื่องชีวิตคู่ของเพื่อนเขาให้ข้าพเจ้าฟังว่า เขาสองคนทะเลาะเบาะแว้งระหองระแหงกันบ่อย ๆ ทั้งที่ ก่อนแต่งงานกันรักกันปานจะกลืน


ข้าพเจ้าก็ให้มุมมองไปว่า

“ถ้ารักธรรมดา ๆ ก็คือความรัก ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวันหมดโปรโมชั่น

แต่ถ้ามีศรัทธาให้กัน มันอยู่เหนือความรัก”.... มันมีสติ "กำกับ" ไม่ให้ตกเหว ไม่ให้เอาชนะคะคานกัน

              


ข้าพเจ้าบอกว่าข้าพเจ้ารู้สึกศรัทธาในสามีของข้าพเจ้าประหนึ่งว่าเขาคือศาสนาที่เราเคารพนบน้อม เขาคือคู่ทางจิตวิญญาณ และเป็นผู้นำจิตวิญญาณของเรา

ส่วนเขาเองก็เคยบอกกับเพื่อนเขาไปเช่นกันว่าการได้อยู่กับเราเหมือนเป็นการใช้ชีวิตคู่ของเทวดานางฟ้า 


ต่างฝ่ายต่างเป็นแบบอย่างให้กันและกันในบางเรื่อง ต่างฝ่ายต่างชดเชยเติมเต็มเหมือนนำจิ๊กซอว์ชิ้นเล็ก ๆ มาบรรจงสร้างเป็นภาพใหญ่แห่งชีวิตร่วมกัน


อย่างนี้หรือเปล่าที่เขาบอกว่าหากมีคู่ที่มีศีล สมาธิ ปัญญาเสมอกัน จะอยู่ร่วมกันแบบถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร

 

                               ขอให้ทุกท่านมีความรักที่สวยงามประหนึ่งว่ามีศรัทธาให้แก่กัน

                                                    ขอบพระคุณที่แวะมาเยือนค่ะ