ความหวังของคนปลูกผัก
ถ้าให้จัดกิจกรรมถูกใจมนุษย์ออฟฟิศ คนวัยทำงาน กระทั่งวัยรุ่นคนรุ่นใหม่ เห็นที “สวนผักคนเมือง” คงเป็นโครงการแรกๆ ที่คนเมืองนึกถึงเพราะแนวคิดของโครงการที่ว่าด้วยการปลูกผักอย่างง่ายๆ บนพื้นที่ “จำกัด” หากแต่ตอบสนองความต้องการในภาพใหญ่อย่างเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกใจคนเมือง เห็นเอาจากเวทีการอบรมในแต่ละศูนย์ที่มีผู้เข้าร่วมเต็มทุกรอบ และมากมายจากหลายอาชีพ อาทิ อดีตผู้บริหาร บ.เอกชน พนักงานราชการ หมอ นักศึกษา ครูสอนดนตรี เจ้าของกิจการ เป็นต้น

 



บนความต้องการจะสร้างความมั่นคงทางอาหารแล้ว เราลองมาสำรวจดูว่าแต่ละคนที่มาร่วมอบรมกับโครงการสวนผักคนเมือง ภายใต้กิจกรรมการเรียนรู้ "ปลูกความสุขในบ้านคุณ" นั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง




เริ่มจาก “ณ์ฐธัญ จันทร์จำรัส” เจ้าหน้าที่เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การสหประชาชาติหรือ UN หนึ่งในผู้เข้าร่วมเปิดเผยว่า เขาเห็นโครงการจากการแบ่งปันผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค สิ่งที่ “เขา” มุ่งหวัง จากการร่วมโครงการ จึงเป็นการได้ผักที่ปลอดสารไว้รับประทานในครอบครัว การลดค่าใช้จ่ายการซื้อผักอินทรีย์ตามห้างสรรพสินค้า




“ค่าใช่จ่ายในการซื้อผักก็จะซื้ออาทิตย์ละครั้ง ก็จะหลายพันบาทเฉพาะผักอย่างเดียวน่าจะซัก3000-4000บาทต่อเดือน วันนี้ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลที่ไปปลูกผัก ได้แรงบันดาลใจ เพราะคิดว่าผักที่เราปลูกเองก็จะมีคุณค่า วิตามิน เกลือแร่ อะไรสิ่งดีๆที่มันอยู่ข้างในมากกว่าที่ผักที่เขาใช้สารเคมี คิดว่าจะต้องเอาความรู้ไปทำบ้าง”



และนอกจากนี้แน่นอนว่าเรื่องปัญหาด้านพื้นที่จะไม่ใช่อุปสรรคของครอบครัวเขาอีกต่อไป ด้วยความรู้ที่ได้จากวันนี้ช่วยเปลี่ยนความไม่มั่นใจเป็น “ความหวัง” ว่าจะสามารถปลูกผักได้ในแปลงเล็กๆ ที่ไม่มีพื้นที่มากในบ้าน



ส่วน “นคร ลิมปคุปตถาวร” หรือที่ใครๆ รู้จักในฉายา “เจ้าชายผัก” ที่เข้าร่วมกิจกรรมมากว่า 5 ปี บอกว่า เขาเริ่มหันมาให้ความสนใจด้านการกินอยู่มากขึ้น โดยเริ่มจากการปลูกผักกินเองจากพื้นที่บ้านเดี่ยว จนปัจจุบันกลายเป็นแหล่งเรียนรู้กลางกรุง อีกทั้งยังมีผักขายให้กับสมาชิกขาประจำได้ถึง 4 ราย และส่งให้สมาชิก อาทิตย์ละ 4-5 กิโลกรัม


“ความหวัง” ในการปลูกผักของเขาต่อจากนี้ คือเก็บเงินเป็นรายปี คล้ายๆ กับการจ้างปลูกผักอินทรีย์ เพื่อส่งต่อผักที่เขาปลูกให้กับสมาชิกเครือข่าย กล่าวคือเป็นกิจกรรมในลักษณะ “ซิตี้ ฟาร์ม” หรือสวนผักคนเมืองแท้ๆ เพื่อกระจายผักให้กลายเป็นที่นิยมและมีคนเข้ามาสานต่อจนมีแนวร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน


ทั้งนี้ตลอดที่ร่วมกิจกรรม มีเครือข่ายและสถานที่ฝึกอบรมที่พร้อมถ่ายทอดความรู้แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ สวนผักกลางเมือง อ่อนนุช / สุวรรณภูมิ และลาดพร้าว 71 ที่มีการจัดอบรมไปเมื่อเร็วๆ นี้


“พื้นที่ในการปลูกคนคิดว่าต้องการให้มันสมบูรณ์ไปหมดทุกอย่าง ถ้ามีปลูกให้กินต้องมีให้พอไม่ต้องไปซื้อเลย ที่จริงผมคิดว่าเรามันต้องเติมเต็มในหลายๆด้าน ของผมก็ไม่ใช่ว่าต้องมีทุกอย่างปลูกไม่ได้เราก็ซื้อ แต่การซื้อเราจะได้รู้ที่มาที่ไป คือ เราจะได้เป็นผู้บริโภคที่ดีว่าผักที่ปลูกไม่ให้สารเคมีหน้าตาเป็นอย่างไร ผักที่มีความสด หวาน ความกรอบ เรียนรู้โดยตรงจากของเราเอง เพราะฉะนั้นเรามีพื้นที่นิดเดียวเราก็ปลูกผักกินได้”นครว่า


ส่วน “ความหวัง”ของผู้สนับสนุนคนปลูกผักอย่าง “วีรพงษ์ เกรียงสินยศ” กรรมการบริหาร สสส. บอกว่า แนวทางที่ขับเคลื่อนร่วมกับ มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) คือการให้ภาคีที่ร่วมกิจกรรมนำผลที่ได้จากการปฏิบัติไปใช้ประโยชน์จริงให้มากที่สุดครอบคลุมไปถึงกลุ่มชมรม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพนักงานในที่บริษัท กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสถานศึกษา ฯลฯ


นอกจากความมั่นคงด้านอาหาร มิติที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะเรียนรู้ร่วมกันคือการเพาะเมล็ดพันธุ์พืชที่มีคุณภาพ รวมไปถึงแนวทางการจัดการของเสียในชุมชนด้วยการใช้เศษพืชผักและเศษอาหารอื่นๆที่ไม่มีใครต้องการนำกลับมาใช้เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพอีกด้วย


“เราอยากการสร้างคลังยาสมุนไพรรักษาโรคในชุมชนจากการสร้างอาหารให้เป็นยา อยากเห็นการรวมกลุ่มที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มแรงงาน กลุ่มพนักงานบริษัท กลุ่มสถาบันการศึกษาขอให้มีจำนวนมากกว่า7คนขึ้นไป ที่เห็นพ้องกับแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ไร้ประโยชน์ในเขตเมือง ควบคู่ไปกับการผลิตอาหารอาหารได้เองในภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน โดยเมื่อทำกิจกรรมแล้วคาดหวังว่ากลุ่มคนเมืองเหล่านี้จะใช้การปลูกผักเป็นปัจจัยสร้างเครือข่าย มีความสัมพันธ์จนเกิดกระบวนการกลุ่มเพื่อสร้างงานอื่นๆต่อไป”




การเริ่มปลูกผักในพื้นที่เล็กๆกลางเมืองจึงเป็นมากกว่าเรื่องของอาหารเพราะเป้าหมายยิ่งใหญ่กว่านั้น ค่าที่ว่ามันแบกความหวังของคนเมืองไปพร้อมๆกัน