“การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองชุมพรครั้งนี้ เราต้องการพญาอินทรีที่บินสูง มองไกล มีวิสัยทัศน์ มาพัฒนาบ้านเมือง เราไม่ต้องการอีแร้งที่บินต่ำ ย่ำรอยคอยกินแต่ซากกากเดน”

ผมเขียนต้นฉบับนี้เพื่อลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดชุมพร “ไทยนิวส์” ก่อนวันที่จะมีการรับสมัครนายกเทศมนตรีเมืองชุมพร คือระหว่างวันที่ 4 – 8 กุมภาพันธ์ 2556 และกำหนดให้มีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม 2556 จึงยังไม่ทราบว่าจะมีใครบ้างเข้ามาเสนอตัวเป็นตัวเลือกในการเลือกตั้งครั้งนี้ เรื่องที่จะถามจะฝากให้ขบคิดพิจารณาจึงเป็นเรื่องกว้างๆ ใครจะเอาไปคิดไปตอบก็แล้วแต่ท่านจะให้ความสำคัญ

คำถามที่ 1 ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เทศบาลเมืองชุมพรจะมุ่งเน้นไปที่ภารกิจการสร้างเยาวชนคนรุ่นใหม่ใส่ใจการเรียนรู้ “ทักษะชีวิต” ให้กับเด็กและเยาวชน ?

ทุกวันนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่พุ่งเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในเมืองชุมพรที่มากที่สุด ไม่ใช่มาจากนักท่องเที่ยวที่มีอยู่น้อยนิด ไม่ใช่ทั้งการเข้ามาซื้อสินค้าของคนชนบทเหมือนในอดีตซึ่งวันนี้เปลี่ยนไปเดินเข้าห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่กันเกือบหมด แต่มาจากเด็กๆ ที่แห่กันเข้ามาเรียนหนังสือในตัวเมือง มีข้อมูลเชิงประจักษ์มากมายชี้ชัดในเรื่องนี้ เฉพาะโรงเรียนศรียาภัยจำนวนนักเรียนสามพันกว่าคนบวกกับโรงเรียนสอาดฯ อีกสองพันกว่าคนก็ปาเข้าไปหกพันคนแล้ว เมื่อรวมกับโรงเรียนในเขตเมืองอีกหลายแห่งจำนวนนักเรียนก็พุ่งขึ้นไปสูงกว่าหนึ่งหมื่นคนต่อวันแน่นอน ดังนั้น ปริมาณรถโดยสารรับส่งนักเรียนกว่า 500 คัน บวกกับรถยนต์ของผู้ปกครองที่ขับเข้าเมืองมาส่งด้วยตัวเอง และรถมอเตอร์ไซค์ที่นักเรียนขับมาเองจึงสร้างความแออัดคับคั่งในช่วงเช้า รถที่นำส่งคนป่วยมาโรงพยาบาลชุมพรเฉพาะคนไข้นอกกว่า 1,500 คนต่อวัน ยังไม่นับรวมญาติๆ ที่มาเฝ้าดูแลผู้ป่วยใน จึงประสบปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วน จะบอกว่าเทศบาลเมืองชุมพรไม่รู้ไม่เห็นก็เกินไป แต่ท่านทำอะไรบ้าง ?

เด็กๆ ที่วิ่งเข้ามาเรียนหนังสือในตัวเมืองโดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในหอพักรูปแบบต่างๆ เมื่อว่างเว้นจากการไปโรงเรียน ไปกวดวิชา ก็ต้องหากิจกรรมสนุกๆ รวมกลุ่มกันทำตามประสาเด็ก ไปร้านเกมส์ออนไลน์ ไปเดินห้าง ไปทำงานกลุ่มที่บ้านเพื่อน ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้มองดูแล้วก็น่าเป็นห่วงว่าจะเกิดการชักนำไปสู่การมั่วสุมในทางเสื่อม ท่านผู้บริหารเมืองชุมพรมองเห็นแล้วท่านคิดอย่างไร อย่าพูดเหมือนกับที่เคยอ้างกันบ่อยๆ ว่า เด็กในวัยเรียนเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองและโรงเรียนที่ต้องดูแล เด็กติดเกมส์ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรมและตำรวจเพราะเขามีอำนาจตรวจจับร้านเกมส์ แล้วเทศบาลฯ ทำอะไรในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่อาสาตัวเข้ามาบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน

ถ้าจะยกการจัดงานอีเว้นท์ต่าง ๆ for show มั่วนิ่ม กินฟรี มาตอบคำถามเหล่านี้ ก็จะขอร้องต่อไปว่า เลิกพิธีการเชยๆ จุดพลุเสียงดังขึ้นฟ้าเสียทีได้ไหมไม่เห็นจะเป็นประโยชน์อะไร คนอยู่ใกล้ในพิธีแหงนหน้าดูพลุเพียง 2-3 นาทีก็หายตื่นเต้น เดินหลบกลิ่นควันพลุกันอุตลุด ชาวบ้านที่อยู่ไกลออกไปมีปฏิกิริยาที่เห็นกันชัดๆ คือออกมาไล่หมา ไล่แมวที่เห่าหอนครวญครางเพราะตกใจกับเสียงดัง เอาเงินพันเงินหมื่นที่ซื้อพลุดอกไม้ไฟมาจุดไปจ้างเด็กนักเรียนมาเล่นดนตรีแตรวงยังจะเป็นการส่งเสริมกิจกรรมของเด็กๆ เสียยังดีกว่า หรือท่านมีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝงก็ว่ามา

เด็กเหล่านี้ขาดการเรียนรู้ ทักษะชีวิต ซึ่งหาแทบไม่ได้เลยในโรงเรียน เขาไม่รู้จักการทำนา ไม่รู้จักปลูกต้นไม้ ไม่ได้รับการปลูกฝังให้พึ่งตนเองในการทำอยู่ทำกิน คำว่า “อยากกินเห็ดเข้าป่า อยากกินปลาลงหนอง” ห่างไกลเกินไปในชีวิตเขา สำหรับเขาแล้วทำเป็นก็แต่เพียง “หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา...” ใช้เงินเป็นปัจจัยหลักเพื่อตอบสนองความต้องการ ถูกปลูกฝังให้เติบโตขึ้นมาเพื่อมุ่งหน้าหาเงิน ชีวิตเหมือนถูกส่งขึ้นสู่สายพานการผลิตตั้งแต่ยังเด็ก รู้ตัวอีกทีก็ถูกอุ้มไปปล่อยให้กลายเป็น “สุนัขหลงอยู่บนทางด่วน” แล้วจะให้เขาเดินไปทางไหน

เรื่องพวกนี้ท่านอาจจะยังคิดไม่ออก แต่มีเทศบาลบางแห่งเขาคิดได้ ทำเป็น เห็นผล ไปดูงานกับเด็กๆ ให้ตาสว่างกลับมาแล้วเปิดใจกว้างรับฟังสิ่งที่เขาพูด เชื่อเถอะว่าแนวทางดีๆ จะค่อยๆ แหลมออกมาให้เราได้คิด ได้ทำต่อยอดขยายผลกันต่อไป

ขอปิดท้ายบทความนี้จากคำพูดของประชาชนท่านหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองชุมพรว่า การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองชุมพรครั้งนี้ เราต้องการพญาอินทรีที่บินสูง มองไกล มีวิสัยทัศน์ มาพัฒนาบ้านเมือง เราไม่ต้องการอีแร้งที่บินต่ำ ย่ำรอยคอยกินแต่ซากกากเดน”