ครับ, ผมไม่เคยกังขากับการพัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านการอ่านหนังสือ จิตสำนึกในหลายเรื่องสามารถสร้างผ่านตัวหนังสือได้เหมือนกัน

เรามักพูดติดปากว่าคนไทยอ่านหนังสือกันน้อยมาก  เฉลี่ยแล้ววันละไม่กี่บรรทัดเอง  แต่สำหรับผม  ผมคิดว่าเราน่าจะถามทักกันด้วยคำว่า “วันนี้คุณอ่านหนังสือบ้างแล้วหรือยัง”  เสียมากกว่า

ผมเป็นคนหลงรักกลิ่นหอมของหนังสืออย่างมากมาย  สมัยที่เรียนมหาวิทยาลัยก็ได้หนังสือนี่แหละที่คอยปลุกปลอบให้ชีวิตได้มีชีวิตชีวา

ผมเชื่อว่าหนังสือเปลี่ยนแปลงความคิดและชีวิตของผู้คนได้  การพัฒนานิสิตนักศึกษา หรือแม้แต่นักเรียน  นอกจากการเรียนรู้ในระบบตรงกับครูผู้สอน การอ่านตำราเรียนแล้ว  ผมคิดว่าการอ่านหนังสือนอกเวลาก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งใหญ่  ทั้งการอ่านเอาความและอ่านเพื่อบันเทิงเริงรมย์


(1)


เมื่อสมัยที่ยังเป็นหนุ่มมหาวิทยาลัยในวัยแสวงหาเช่นผมนั้น   หนังสือเรื่อง “บันทึกการเดินทางของดวงดาว”  ที่เขียนโดยประสิทธิ์  รุ่งเรืองรัตนกุล  เป็นหนังสืออีกเล่มที่เปลี่ยนแปลงความคิดและชีวิตผมอย่างมาก  เพราะมีบทกวีหลายบทที่สะท้อนภาพของ “ปัญญาชน” และ “มหาวิทยาลัย”  อันเป็นสถานศึกษาอันทรงเกียรติของสังคมไทยได้อย่างน่าคิด  

สำหรับผมแล้ว,  บทกวีเหล่านี้  เป็นส่วนหนึ่งในการบ่มเพาะให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนและการใช้ชีวิตสืบมาจนบัดนี้  เช่น  บทกวีที่เสียดเย้ยว่าด้วยการแต่งกายของนิสิตนักศึกษาในบทที่มีชื่อว่า “แด่นางแบบที่มหาวิทยาลัย”  ว่า


สวัสดีนิสิตนักศึกษา
แต่งตัวราวนาง (สาว) อัปสร
รูปร่างก็อรชร
เอวอรก็บางดี
ทาคิ้วเสียโค้งดังศรศิลป์
นัยน์ตาสีนิลดูสดสี
ลิ้ปสติคเต็มปากเหมือน “มาลี”
สองแก้มก็มีสีชมพู
กระโปรงเปิดขาอ่อนชัด
เข็มขัดเหมือนรองสะดืออยู่
เสื้อรัดอกตั้งสะพรั่งพรู
พุ่งชูเครื่องหมายสถาบัน
ใส่รองเท้าส้นสูงหกหิ้ว
สูงลิ่วเชียวสาวสวรรค์
แหวนกำไลประดับประดาสารพัน
ช่างสรรหามาประดับตัว
พูดจาพาทีระรี้ระริก
กระเซ้ากระซิกจุ๋มจิ๋มยิ้มหวัว
เยื้องย่างแต่ละคราน่ากลัว
กระโปรงยั่วแกว่งแทบเห็นกางเกงใน
มาเรียนหนังสือหรือสาว !
ค่าแต่งตัวราวราวสักเท่าไหร่ ?
เด็กเด็กชนบทยากไร้
แทบไม่มีอะไรใส่ไปโรงเรียน




นอกจากนี้ยังมีบทกวี “คาสิโนน้อยๆ ที่มหาวิทยาลัย”  ซึ่งวิพากษ์พฤติกรรมของหนุ่มสาวปัญญาชนที่ติดพันมัวเมาการพนันและใช้มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่เล่นการพนัน  เพราะถือว่าเป็นพื้นที่พิเศษ  เป็นดินแดนที่อยู่เหนือกฎกติกาของสังคมได้อย่างชวนคิด ว่า


นี่หรือชนชั้นปัญญาชาติ
ไยขาดสติวินิจฉัย
เล่นการพนันในมหาวิทยาลัย
หรือทำอะไรก็ได้ “กูอภิสิทธิ์ชน”
ร่ำเรียนด้วยเงินตราประชาราษฎร์
หยาดเหงื่อเขาหลั่งให้ไร้ผล
หวังเห็นเราสมเป็นคน
หลีกพ้นความชั่วมัวเมา
การศึกษาช่วยอะไรได้บ้าง
งานสร้างสรรค์ยังว่างเปล่า
เสียดายปัญญาตกอยู่ใต้ฝ่าเท้า
จะเอาอะไรไปริเริ่มพัฒนา
นี่หรือมหาวิทยาลัย
แหล่งให้การศึกษา
กลายเป็นคาสิโน..อนิจจา
เพราะวิชาความเชี่ยวชาญการพนัน
ที่นี่อภิสิทธิ์สถานหรือ
แม้มือกฎหมายกลายเป็นหมัน
เล่นที่ไหนตามจับพัลวัน
แต่ปล่อยมันถ้ามหาวิทยาลัย
เราประจานเราด่าอภิสิทธิ์
แต่เราคิดถึงตัวเราไหม
หรืออยากมีข้อบังคับคนทั่วไป
แต่ไม่บังคับสำหรับเรา


(2)

ครับ, บทกวีทั้งสองบท  ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2517  จวบจนบัดนี้ผมเชื่อว่าสถานการณ์บางอย่างอาจยังเหมือน หรือละม้ายคล้ายกันอย่างมาก แต่สำหรับผมแล้ว  การได้อ่านบทกวีเหล่านี้ครั้งแรกร่วมยี่สิบปี  เมื่ออ่านก็สะกิดใจอย่างไม่ลังเล  และยังจดจำจวบจนบัดนี้

อยากรู้เหมือนกันว่าวันนี้นิสิตนักศึกษา หรือแม้แต่นักเรียน ผู้ซึ่งเป็น “เยาวชน”  ของชาติ กำลังอ่านหนังสือนอกเวลาเล่มใด  (เรื่องอะไรบ้าง)  อ่านแล้ว มีการเปลี่ยนความคิดและชีวิตในเชิงสร้างสรรค์เช่นใดบ้างหนอ ?

ครับ, ผมไม่เคยกังขากับการพัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านการอ่านหนังสือ 
จิตสำนึกในหลายเรื่องสามารถสร้างผ่านตัวหนังสือได้เหมือนกัน – หรือไม่จริง !