ะเป็นความสุข เพราะเห็นการเติบโตของแกผ่านกิจกรรมเชิงรุกของมหาวิทยาลัย (1 หลักสูตร 1 ชุมชน) ซึ่งบูรณาการเรียนการสอนสู่การบริการวิชาการแก่สังคม เชื่อมร้อยให้นิสิตได้ “เรียนรู้คู่บริการ” อย่างเรียบง่ายและทรงพลัง มิหนำซ้ำยังเป็นกระบวนการที่ช่วยให้นิสิต ได้ตระหนักในเรื่องพื้นถิ่น หรือจิตสำนึกรักท้องถิ่นของตนเองได้อย่างงดงาม ทั้งในมิติของการรักมหาวิทยาลัย รักชุมชน รักครอบครัว รักผืนแผ่นดิน รักในหลวง

วันที่  16  มกราคม 2556  ที่ผ่านมา  ผมได้รับเชิญเป็นกรรมการสอบภาคนิพนธ์ของนิสิต  ซึ่งเป็นงานโปรเจค(Senior project)  ประกอบการจบหลักสูตรของนิสิตในสาขาเคมี คณะวิทยาศาสตร์

จะว่าไปแล้วในวิชาชีพที่ผมร่ำเรียนมาก็ไม่ตรงกับสาขาที่นิสิตเรียกหรอกนะครับ  หากแต่โปรเจค/ภาคนิพนธ์  หรือแม้แต่ที่นิสิตและอาจารย์เรียกว่า “วิจัย”  ที่ว่านี้เกี่ยวโยงกับภารกิจที่ผมรับผิดชอบโดยตรง  นั่นก็คือ การบริการวิชาการแก่สังคมภายใต้นโยบาย “ 1 หลักสูตร 1 ชุมชน”





โปรเจคชิ้นดังกล่าวเป็นการศึกษาประเด็นการพัฒนาระบบการปลูกข้าวแบบโยนกล้า (นาโยน)  ในพื้นที่บ้านห้วยชัน ต.ขามเรียง อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม  อันเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากในทุกฤดูกาล-

ครับ,พอเอ่ยถึงประเด็นดังกล่าว  เห็นได้ชัดว่า  ผมไม่มีองค์ความรู้ในเรื่องเหล่านี้เลย  ผมจึงผันตัวเองมาหนุนเสริมในมุมที่เกี่ยวกับด้านสังคมศาสตร์เป็นที่ตั้ง  ส่วนในด้านวิทยาศาสตร์นั้น  ยกเครดิตให้คณะกรรมการท่านอื่นๆ  เป็นผู้ชี้แนะและตบแต่งไปตามกระบวนการอย่างที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ดี  นิสิตที่ดำเนินงานโปรเจคชิ้นนี้มีด้วยกันสองคน  แต่ที่ผมรู้จักมักคุ้นผ่านเวทีกิจกรรมโดยตรงก็คือ “เจ้าหลิว”  (กัลยรัตน์  ผาดำ)


 


หลิว, เป็นคนพื้นเพหนองบัวลำภู จบการศึกษาจากอุดรธานี  ปัจจุบันเป็นนิสิตชั้นปีที่ 4 ในหลักสูตรเคมีบัณฑิต  มีโอกาสได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ตามโครงการการพัฒนาการปลูกข้าวแบบโยนกล้า  ซึ่งเป็นงานบริการวิชาการของ อาจารย์ ดร.อ.ดร.มัณฑนา  นครเรียบ

โดยส่วนตัวแล้ว  ผมไม่ถึงขั้นสนิทชิดเชื้อกับนักกิจกรรมในรุ่นหลังนัก  เนื่องเพราะช่วงหนึ่งไปเน้นงานเชิงบริหาร   กอปรกับร่วมเกือบปีเศษแล้วที่ผมผันตัวเองมาทำงาน 1 หลักสูตร 1 ชุมชนให้กับมหาวิทยาลัย ชีวิตจึงดูหล่นหายและขาดห้วงไปจากเวทีกิจกรรมอยู่มาก   แต่สำหรับเจ้าหลิวแล้วนั้น  ถึงไม่สนิทมาก แต่ก็นับว่า “คุ้นเคย รู้จักและรู้ใจ”  พอสมควร




ผมชอบงานโปรเจคชิ้นนี้ของนิสิตมาก  อย่างน้อยก็เป็นงานหนึ่งในการบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัยผ่านงานบริการวิชาการแก่สังคม   โดยมีชุมชนเป็นฐานที่มั่นของการเรียนรู้  เสมือนการพลิกห้องแล็บเคมีในมหาวิทยาลัยไปสู่ห้องแล็บใหม่ที่มีท้องไร่ท้องนาเป็นระบบและกลไกของการเรียนรู้



ทำไมถึงเลือกทำวิจัยนาโยน ?


ผมเคยถามเจ้าหลิวว่าทำไมถึงเลือกทำโปรเจค/วิจัยชิ้นนี้  ซึ่งเขาก็ตอบประมาณว่า

“...หนูเป็นลูกชาวนา  ที่บ้านทำนาดำนาหว่าน  จึงสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องนาโยน  เพื่อนำความรู้ไปพัฒนาระบบการทำนาที่บ้านเกิดร่วมกับพ่อกับแม่  และพี่ๆ น้องๆ...”
“...อยากใช้เวลาว่างทำประโยชน์ต่อสังคมผ่านงานบริการ  1 หลักสูตร 1 ชุมชน...”




ทำไมถึงเลือกทำกิจกรรม ?


ครับ,นั่นคือเหตุผลแบบใสๆ จากเจ้าตัวที่สะท้อนมูลเหตุของการเลือกศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบการปลูกข้าวแบบโยนกล้าในพื้นที่น้ำท่วม  

และนอกจากนั้น  เจ้าหลิวยังบอกเล่าถึงมูลเหตุของการก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำ “กิจกรรมนอกหลักสูตร”  กับเพื่อนๆ พี่ๆ ในองค์การนิสิต หรือแม้แต่กับกองกิจการนิสิต ว่า-

 “...แต่ก่อนเป็นคนที่ขี้เกียจและไม่ชอบทำกิจกรรมเลย   ไม่ชอบทำอะไรเพื่อสังคม  แต่หลังจากที่ได้มาเจอเพื่อนๆ  ที่เขาทำกิจกรรมให้กับมหาวิทยาลัย  เขาก็ได้ชักชวนให้มาลองทำดู  จากสิ่งที่ไม่ได้เคยทำ ไม่เคยชอบ พอได้ทำก็รู้สึกว่าสนุกและอยากทำอีก...


ครับ- ฟังดูเหมือนการยืนยันในหลักปรัชญา “ไม่ลองไม่รู้”  จริงๆ เลยนะครับ  เช่นเดียวกับที่ผมถามทักกับแกว่า “ทำกิจกรรมแล้วได้อะไร”  ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ขานไขตามสไตล์ใสๆ ของแกว่า –

“...กิจกรรมเปลี่ยนนิสัยและทัศนคติค่ะ   จากคนที่ไม่ชอบทำอะไรเพื่อคนอื่น  และไม่เคยทำอะไรเพื่อสังคมเลย  กลับกลายมาเป็นคนที่ได้ทำประโยชน์ให้แก่สังคมบ้าง  จากที่เป็นคนรอรับอย่างเดียว  ก็กลายมาเป็นผู้ให้บ้าง...”



ต้นแบบของการใช้ชีวิต

  

ส่วนกรณีประเด็นคำถามเกี่ยวกับแรงบันดาลใจ หรือต้นแบบนั้น  เจ้าหลิวบอกเล่าอย่างฉะฉานว่า -


...ถ้ามองใกล้ๆ  ตัวเลยก็มี แม่ ตา ยายและพี่พนัสนี่แหละค่ะ เพราะเป็นบุคคลที่ใช้ชีวิตแบบพอมีพอกิน ไม่ฟุ่มเฟือย  ซื้อในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น   และสิ่งที่ดิฉันชื่นชมในตัวพี่พนัสมากๆ  ก็คือเป็นคนที่คอยทำประโยชน์เพื่อสังคมโดยไม่เคยเหน็ดเหนื่อยและไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ  นับว่าเป็นบุคคลที่ควรยกย่องมากๆ ค่ะ  และอีกบุคคลหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ”ในหลวง” ค่ะ ถึงแม้ดิฉันจะไม่ได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อสังคมเทียบเท่ากับท่านได้  แต่ขอแค่มีส่วนร่วมเล็กน้อยๆ  ในการทำประโยชน์เพื่อสังคมบ้างก็พอค่ะ...”


ครับ, นี่คือเรื่องราวความสุขเล็กๆ แต่สุดแสนจะวิเศษและยิ่งใหญ่ที่ผมได้สัมผัสผ่านเวทีของการพูดคุยกับ “เจ้าหลิว” (กัลยรัตน์  ผาดำ)  

การได้รับรู้ว่าเด็กคนนี้เติบโตทางจิตวิญญาณจากคนที่ไม่ชอบทำอะไรเพื่อสังคม  แต่เปลี่ยนมุมคิดได้ก็โดยการอาศัยการทำกิจกรรมนอกหลักสูตรร่วมกับพี่ๆ น้องๆ บนถนนสายกิจกรรม 

และเป็นความสุข  เพราะเห็นการเติบโตของแกผ่านกิจกรรมเชิงรุกของมหาวิทยาลัย (1 หลักสูตร 1 ชุมชน)  ซึ่งบูรณาการเรียนการสอนสู่การบริการวิชาการแก่สังคม  เชื่อมร้อยให้นิสิตได้ “เรียนรู้คู่บริการ”  อย่างเรียบง่ายและทรงพลัง  มิหนำซ้ำยังเป็นกระบวนการที่ช่วยให้นิสิต  ได้ตระหนักในเรื่องพื้นถิ่น หรือจิตสำนึกรักท้องถิ่นของตนเองได้อย่างงดงาม  ทั้งในมิติของการรักมหาวิทยาลัย รักชุมชน  รักครอบครัว  รักผืนแผ่นดิน รักในหลวง ฯลฯ


ครับ, กรณีเช่นนี้  ต้องยอมรับว่าการเรียนรู้ผ่านเวทีกิจกรรมนอกชั้นเรียนสู่กิจกรรมในชั้นเรียน  ได้สะท้อนให้เห็นว่า  หากสามารถบูรณาการสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน  จะกลายเป็นกระบวนการ  หรือกลไกสำคัญของการพัฒนานิสิตสู่การเป็น “คนเก่ง-คนดี-มีความสุข”  อย่างไม่ต้องสงสัย




หมายเหตุ


ผมเขียนบันทึกนี้  หลังจากที่รับรู้ว่าเจ้าหลิวเขียนโฟสบุ๊คถึงผมในวันหนึ่งว่า -

“...ขอบพระคุณพี่Phanat Preewatsanaเป็นอย่างสูงนะค่ะที่ให้เกียรติมาเป็นกรรมการในวันนี้ พี่พนัสสอนให้คนที่ไม่รู้จักทำเพื่อสังคมได้กลับตัวมาทำเพื่อสังคมบ้าง อย่างเช่นหลิว

หลิวก็ดีใจที่ได้เจอพี่ที่ดี และได้รู้จักพี่ที่ดีอย่างพี่พนัส ขอบคุณนะค่ะที่ช่วยสอนสิ่งต่างๆให้หลิว พี่พนัสทำให้คนๆ นึงที่ไม่ชอบทำอะไรเพื่อคนอื่นได้เปลี่ยนมาทำประโยชน์ให้สังคมบ้าง ขอบคุณมากๆจริงๆค่ะพี่พนัส...”


ส่วนผมเองก็ขอแสดงความขอบคุณเจ้าตัว  ผ่านบันทึกนี้ก็แล้วกันนะครับ