ก่อนปิดเวทีนั้น ผมได้สะท้อนองค์รวมว่าด้วย “ความสุข” ผ่านภาพวาดของผู้เข้าร่วมกระบวนการว่ามีลักษณะร่วมที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง นั่นก็คือ “ความสุขที่เกิดจากการช่วยเหลือผู้คน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหมุดหมายอันเป็นนิยามที่ทรงคุณค่าของการ “ใช้ชีวิต” อย่างน่ายกย่อง

หลักพักงานนอกมาระยะหนึ่ง  พอภารกิจเกี่ยวกับ 1 หลักสูตร 1 ชุมชนผ่อนเบาลง  ผมก็ตอบรับการเป็นหนึ่งในทีมวิทยากรกระบวนการเนื่องในโครงการขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพช่องปากภายใต้กองทุนทันตกรรมในระบบหลักประกันสุขภาพ  ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ณ  โรงแรมบ้านอัมพวา รีสอร์ท แอน สปา จ.สมุทรสงคราม

การตอบรับเป็นวิทยากรกระบวนการในครั้งนี้  จะว่าไปแล้วก็เสมือนการเดินทางไปลับคมทักษะการถอดบทเรียนและเคาะสนิมทางปัญญาของตนเอง  หลังจากว่างเว้นกระบวนการกับองค์กรภายนอกมาระยะหนึ่ง 




เวทีดังกล่าว  ผมได้รับมอบหมายให้เปิดเวทีด้วยกระบวนการ “รู้จักฉันรู้จักเธอ”  อย่างที่ผมถนัด  โดยมีระยะเวลาให้บริหารจัดการประมาณ 30-45 นาที

ผมยังคงเลือกใช้สื่อในชุดเดิมๆ เป็นเครื่องมือหลักในการนำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยบทกวีซึ่งสะท้อนการจัดการความรักและความรู้ในองค์กรที่ชื่อ “รู้จักฉันรู้จักเธอ”  และคลิปหนังสั้นที่สะท้อนเรื่องราวการค้นหาความสุขด้วยการกลับบ้านในชื่อ “วันเรียกขวัญ” ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ภารกิจของผมเริ่มขึ้นได้ไม่ยากเย็นนัก  เพราะน้องๆ ในทีมได้ละลายพฤติกรรมและสร้างสรรค์บรรยากาศของการรู้จักกันไปพอสมควรแล้ว  การขยับเข้าไปจัดกระบวนการรู้จักฉันรู้จักเธอ  จึงดูเหมือนไม่ต้องกระตุ้นความตื่นตัวให้มากแรง

ด้วยเหตุนี้  ผมจึงเริ่มต้นด้วยการบอกเล่าเรื่องราวความสุขของผมให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการได้รับรู้และรับฟังอย่างง่ายๆ  โดยเน้นไปยังเรื่องราวการเดินทางอันปลีกวิเวกของผมที่เพิ่งผ่านพ้นมาเมื่อไม่นาน   เพื่อสื่อสารให้รู้ว่าเราล้วนมีวิธีการ หรือพื้นที่ความสุขของตนเองเสมอ  ขึ้นอยู่กับว่า  เราจะหยิบจับมาเป็นส่วนหนึ่งของพลัง  เพื่อขับเคลื่อนชีวิตในวันนี้ให้มีคุณภาพได้อย่างไร

ครับ, การขับเคลื่อนชีวิตที่ว่านี้  หมายถึงการขับเคลื่อนวันนี้  เพื่อให้วันนี้  เป็นรากฐานอันหนักแน่นของอนาคตที่เราวาดหวังป่ายปีนนั่นเอง





จากประสบการณ์จัดเวทีร่วมกับบุคลากรในสายสาธารณสุข  ผมประจักษ์ว่าส่วนใหญ่มีทักษะในการวาดภาพอยู่แล้ว  จึงกำหนดเวลาการวาดภาพไม่เกิน 10 นาที  จากนั้นก็ให้จับกลุ่มตามความสมัครใจ  เพื่อบอกเล่าเรื่องราวในภาพสู่กันฟัง  

 




ครับ,  กระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างกระชับ  ถึงแม้แต่ละคนจะไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวสู่กันฟังได้ครบทุกคน  แต่ผมก็ใช้วิธีให้ทีมงานนำภาพทั้งหมดมาแปะติดไว้  เพื่อให้ภาพแต่ละภาพได้ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของมันเอง  และก็เป็นที่น่ายินดี  เพราะในห้วงการพักรับประทานอาหารว่าง  มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมภาพวาด  พร้อมๆ กับการแลกเปลี่ยนกันและกันอย่างเปี่ยมสุข –

นี่คือกระบวนการง่ายๆ ของการสร้างพื้นที่ให้แต่ละคน “เปิดเปลือย”  ตัวเองสู่ผู้อื่นและเปิดรับผู้อื่นกลับเข้าสู่ตัวเอง  ลดทอนช่องว่างระหว่างกัน  แบ่งปันความสุขควบคู่ไปกับสร้างเสริมความคุ้นเคยเพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ หรือเปิดใจเรียนรู้ร่วมกันในเวทีที่กำลังขับเคลื่อนขึ้น






ก่อนปิดเวทีนั้น  ผมได้สะท้อนองค์รวมว่าด้วย “ความสุข”  ผ่านภาพวาดของผู้เข้าร่วมกระบวนการว่ามีลักษณะร่วมที่สำคัญอยู่ประการหนึ่ง  นั่นก็คือ “ความสุขที่เกิดจากการช่วยเหลือผู้คน”  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงหมุดหมายอันเป็นนิยามที่ทรงคุณค่าของการ “ใช้ชีวิต”  อย่างน่ายกย่อง

แต่กระนั้นก็เป็นที่น่าสังเกตว่ายังไม่พบภาพวาดที่สะท้อนเรื่องราวเกี่ยวกับวิชาชีพ หรือการงานของเหล่าบรรดาคุณหมอเลยก็ว่าได้ (หรืออาจจะมีแต่ผมอาจไม่รู้ ทั้งสำรวจไม่เจอและตีความไม่ออก)

หากแต่ส่วนใหญ่ภาพวาดที่วาดออกมานั้นล้วนสะท้อนถึงเรื่องราว “ความสุข”ที่ละม้ายคล้ายเคียงกัน  เช่น  

ภาพที่สื่อถึงความอบอุ่นในครอบครัวในแบบฉบับพ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายาย  การได้ทำหน้าที่ในครอบครัวของตนเอง  การเห็นอนาคตที่ดีของลูก  การได้สวดมนต์ไหว้พระ  การปลูกต้นไม้  การเป็นที่พึ่งของผู้อื่น  ความสุขที่เห็นชุมชนเข้มแข็ง  รักและสามัคคี ยึดมั่นในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  รวมถึงภาพวาดที่เกี่ยวกับชีวิตในวัยเยาว์ที่ผูกโยงกับโรงเรียน ท้องทุ่ง  ภาพที่เกี่ยวโยงกับความงดงามของธรรมชาติ  ภาพที่เกี่ยวกับเสรีภาพ (นก)  หรือแม้แต่การไม่วาดภาพแต่เขียนเป็นเรื่องราวเพื่อให้รับรู้ว่า “การยังมีลมหายใจอยู่คือความสุขและความโชคดีอย่างมหาศาลของชีวิต”




ครับ, ในห้วงพักรับประทานอาหารกลางวัน   ผมและบุคลากรที่เข้าร่วมกระบวนการ  มีโอกาสโสเหล่กันเกี่ยวกับเรื่องราวในภาพเหล่านี้   เราต่างเห็นพ้องร่วมกันว่า "ความสุข"  ที่ว่านี้  ส่วนใหญ่มักเป็นความสุขใน "วัยเยาว์"  ของชีวิตแทบทั้งสิ้น  หากเป็นความสุขในวัยอันใกล้เคียงกับสถานะปัจจุบัน  ก็เป็นความสุขในบริบทของ "ครอบครัว" เสียทั้งหมด

กรณีดังกล่าวนี้  ผมแชร์ข้อมูลกลับไปยังบรรดาคุณหมอว่า  "...ในแต่ละเวทีก็สะท้อนเรื่องราวอันเป็นความสุขเช่นนี้เหมือนกัน  เรายิ่งโตยิ่งดูเหมือนโหยหาอดีต  เพื่อเป็นพลังหนุนเสริมให้มีแรงใจในการสู้ชีวิต  รวมถึงการหวนคิดคำนึงถึงสายใยรักในครอบครัว  (บ้าน)  ที่เป็นโรงเพาะชำระชีวิตหลังใหญ่ของเราเอง..."

ครับ,  เพราะเราทุกคนล้วนมีบ้าน-ห่างบ้าน และปรารถนากลับบ้านด้วยกันทั้งนั้น






นี่คือความสุขที่ถูกค้นพบในเวทีการเรียนรู้ครั้งนี้  เสมือนการชักชวนให้แต่ละคนได้ “ทบทวนชีวิต-ถอดบทเรียนชีวิต"  ของตนเองอีกครั้ง 

ผมมีดีใจที่เกือบทั้งหมดยืนยันว่าว่างเว้นการวาดภาพมาอย่างยาวนานร่วมหลายเดือน  ขณะที่หลายท่านว่างเว้นมาเป็นปีแล้วก็มี-

ถึงแม้คำตอบของความสุขในเวทีนี้จะไม่แตกต่างกับหลายๆ เวทีที่ผ่านมา   แต่ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า "...ความสุขที่สะท้อนและแบ่งปันกันนั้น  คือพลังอันยิ่งใหญ่ที่สื่อให้เห็นคุณค่าและความหมายของการ "มีชีวิต"  ในแบบของการ “ใช้ชีวิต”..."



ปล.ขอบคุณความสุขอันงดงามเหล่านี้ นะครับ
เพราะความสุขของทุกท่านก็ได้เสริมพลังให้กับผมอย่างมากมายก่ายกองเหมือนกัน