พูดก็พูดเถอะ ตัวเองไม่เห็นด้วยบ่อยๆ ที่เอะอะอะไรก็คุณภาพครูไว้ก่อน อาจเพราะครูเรามักเลือกจะเงียบ คิดมากประเดี๋ยวจะเจ็บตัวเปล่า ทำให้ทุกครั้งที่ใครก็ตามค้นหาสาเหตุ จึงมักเล็งมาที่ครู เพราะแน่ใจได้เลยว่าเสียงโต้ตอบจะไม่มี แม้จะเข้าใจอย่างยิ่งว่าครูที่ไม่มีคุณภาพก็คงมีบ้าง

เป็นคำถามที่ท้าทายมาก โดยเฉพาะคนเป็นครู “ทักษะครูในศตวรรษที่ 21 ควรเป็นอย่างไร” เราคิดแต่จะพัฒนาศิษย์ให้มีความสามารถ หรือมีทักษะสอดคล้องกับการใช้ชีวิตในยุคศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไรนั้น คงไม่เพียงพอ เราคิดแต่จะเปลี่ยนแปลงผู้อื่น โดยที่เราไม่ได้ขยับอะไรเลยนั้น คงหวังยาก

ตามข่าวเมื่องานวันเด็กที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) ได้จัดกิจกรรมที่ทำเนียบรัฐบาล ด้วยการจัดจุดทดสอบทักษะเด็กไทย ว่ามีความพร้อมสู่ยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 แล้วหรือไม่ โดยให้เด็กๆอายุ 7-12 ปี ออกแบบ ถ้ามีเงิน 100 บาท จะซื้ออะไรเป็นของขวัญวันเกิดให้แม่ พบว่าเด็กส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 50 ไม่สามารถคิดบริหารจัดการเงินจำนวนนี้ได้

ผลการประเมินโรงเรียน โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสองรอบที่ผ่านมา มีประเด็นสำคัญ กล่าวคือนักเรียนเราด้อยเรื่องการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และใช้วิจารณญาณ อีกทั้งผลการสอบในระดับนานาชาติหรือ PISA ซึ่งเราอยู่เกือบรั้งท้าย ก็เน้นวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ เหล่านี้คงพอชัดเจนว่าเด็กๆบ้านเรา สำหรับเรื่องคิดแล้ว น่าจะมีปัญหาจริงๆ

ปัญหาคงไม่ใช่เพิ่งเกิดหรือเพิ่งมี ไม่อย่างนั้นหลักสูตรก่อนหน้า คงไม่เน้นให้เด็กๆคิดเป็น ทำเป็น หรือแก้ปัญหาเป็นเหมือนกันดอก แต่จนแล้วจนรอด ไม่รู้ผ่านมากี่หลักสูตร เราก็ยังต้องถกถึงเรื่องนี้กันอยู่ พร้อมกับเด็กที่คิดไม่เป็นเมื่อหลายปีก่อน ก็โตเป็นผู้ใหญ่ที่คิดไม่ได้ในวันนี้แล้ว และเด็กๆในวันนี้กำลังจะเติบใหญ่อีกเป็นวัฏจักร ประชาชนหรือกลุ่มคนที่คิดน้อยจะสะสมพอกพูน โดยเฉพาะหากเราไม่ตระหนัก หรือลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พวกเราหรือสังคมคงต้องบ่นซ้ำซากเรื่องเดิมๆนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด


 

สาเหตุที่ลูกหลานเราคิดน้อย คิดไม่เก่ง คงมีนานัปการ แต่ถ้าเชื่อว่า “เด็กๆบริสุทธิ์เสมอ ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่จะแต่งแต้มให้เป็นอย่างไร” ก็น่าเชื่อว่า “สาเหตุหลักคือผู้ใหญ่ที่คิดไม่ได้นั้นแหละสร้างพวกเขาขึ้นมา” จากอะไร สื่อเทคโนโลยี สื่อโทรทัศน์ สภาพสังคมที่ดูไร้สาระขึ้นทุกวัน มีแต่ตลกโปกฮา เล่นมุข พูดจาสองแง่สามง่าม ทะลึ่งตึงตัง มึงมาพาโวย เรื่องเพศ หนังละครก็มีแต่ชิงรักหักสวาท ข่าวสารข้อมูลจากสำนักต่างๆจริงน้อยลง แค่เลือกนำเสนอเฉพาะส่วนที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง ฯลฯ อะไรอีกมากมาย แต่ถ้าขมวดให้เป็นเรื่องเดียวกัน ที่กล่าวๆมาล้วนมาจากผู้ใหญ่ที่ไม่รับผิดชอบ ผู้ใหญ่ที่คิดน้อยทั้งหลาย ใช่หรือไม่?


 

ถ้ามองให้ลึกยิ่งขึ้น ผู้ใหญ่สองกลุ่มต้องรับผิดชอบโดยตรง หรือหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยต่อเรื่องนี้ หนึ่งคือพ่อแม่ผู้ปกครอง สองคือคุณครูที่โรงเรียน พ่อแม่สร้างหรือส่งผลอย่างไร คงไม่ต้องบรรยาย เพราะเด็กๆรับมาแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดีเอ็นเอหรือสภาพแวดล้อม สำหรับครูผู้มีหน้าที่อบรมบ่มเพาะลูกศิษย์ คงปฏิเสธยากด้วยหน้าที่ เป็นความคาดหวังของทุกคนในสังคม ภาระครูจึงใหญ่หลวงนัก ในการสร้างเด็กๆให้เท่าทัน ยิ่งในสภาพแวดล้อมปัจจุบันที่มักเฉไปในเชิงลบ ประกอบกับหลายครอบครัว แม้แต่ตัวพ่อแม่เองก็อาจไม่ช่วยหรือเอื้ออะไรนักด้วย

อุปสรรคใหญ่เรื่องนี้ของครูเป็นเรื่องวัฒนธรรม วัฒนธรรมไทยที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ด้อยอาวุโสคิดมาก อาจดูก้าวร้าว ไม่เห็นหัว หรือมองข้ามผู้อาวุโสกว่าไป เด็กจึงไม่ควรเถียงผู้ใหญ่ ผู้น้อยไม่ควรเถียงผู้บังคับบัญชา ครูคือบุคคลหนึ่งในวัฒนธรรมหรือสังคมไทย จึงถูกปลูกฝังมาในลักษณะที่ไม่แตกต่างกัน อีกประเด็นครูเป็นผู้น้อย การแสดงความคิดเห็นตรงไปตรงมา แม้จะเชื่อว่าเป็นประโยชน์ อย่างไรเสียก็ควรยับยั้งชั่งใจ แล้วเหล่านี้จะนำไปสู่ความกล้าคิดกล้าทำของครูได้อย่างไร?

เมื่อครูถูกหล่อหลอมมาด้วยวัฒนธรรมอย่างนี้ การถ่ายทอดความรู้สู่ศิษย์จึงมักมีกำแพงกั้น ด้วยหัวใจของผู้สยบยอมด้วยคติ “นิ่งเสียตำลึงทอง” หรือ “จะแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม”แล้วอย่างนี้ปีหนึ่งๆ เราจะได้เด็กๆที่กล้าคิดกล้าทำจากโรงเรียนสักกี่คน โปรดลองตรอง


 

ในใจครูจึงต้องหลุดจากบ่วงนี้ให้ได้ก่อน ถ้าเห็นและเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อลูกศิษย์เราจริง หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อลูกศิษย์เราแน่ ไตร่ตรองด้วยเหตุด้วยผลถี่ถ้วนแล้ว ครูต้องติดยึดกับประโยชน์ตัวเองให้น้อยที่สุด ตัวเองจะเสียหรือได้อะไรต้องคิดเป็นเรื่องท้าย ต้องกล้านำเสนอสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่า สร้างสรรค์การศึกษา หรือก่อพัฒนาการให้ศิษย์เราอย่างแท้จริง หากเป็นดังนี้ได้ การจัดการศึกษาโดยเฉพาะที่โรงเรียน จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปครั้งสำคัญ เพราะทิศทางต่างๆจะมุ่งไปสู่ลูกศิษย์ตาดำๆของเราอย่างเบี้ยวบิดน้อยกว่านี้แน่

เมื่อบ่วงนี้ถูกทำลายลงแล้วในใจ “ตัวอย่างที่ดี ดีกว่าคำพร่ำสอนเป็นไหนๆ” จะเกิดขึ้นทันที ครูอาจไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะเด็กๆจะสังเกตเห็นจนได้ว่า “กล้าคิดกล้าทำ หรือคิดได้ทำเป็นนั้น เป็นเช่นไร” แต่ใช่ว่าเรื่องนี้จะเปลี่ยนแปลงกันได้ง่ายๆ ดังพลิกฝ่ามือ ด้วยสังคมและวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ครอบครูเราไว้เนิ่นนานแล้ว อีกมุมหนึ่งที่กล่าวมาจึงมักใช้เตือนสติตัวเอง ซึ่งพยายามหนีเงื้อมมือทะมึนนี้อยู่เช่นกัน

พูดก็พูดเถอะ ตัวเองไม่เห็นด้วยบ่อยๆ ที่เอะอะอะไรก็คุณภาพครูไว้ก่อน อาจเพราะครูเรามักเลือกจะเงียบ คิดมากประเดี๋ยวจะเจ็บตัวเปล่า ทำให้ทุกครั้งที่ใครก็ตามค้นหาสาเหตุ จึงมักเล็งมาที่ครู เพราะแน่ใจได้เลยว่าเสียงโต้ตอบจะไม่มีแม้จะเข้าใจอย่างยิ่งว่าครูที่ไม่มีคุณภาพก็คงมีบ้าง แต่ถ้าพิจารณาเป็นร้อยละ หาค่าเฉลี่ย แล้วลองนำไปเทียบกับอาชีพอื่นๆ ตัวเลขอาจไม่ต่างกันก็ได้

สาระหรือเหตุหลักที่เกิดน่าจะไม่ใช่คุณภาพครู ครูไม่รู้เนื้อหาวิชา ครูไม่รู้วิธีจัดการเรียนการสอนที่ดี ไม่น่าใช่ประเด็นเร่งรีบ สื่อที่ดี ห้องเรียนที่พร้อม เวลาที่ให้ครูคิดทำในเรื่องการจัดการเรียนการสอนในห้องต่างหาก ที่น่าจะสำคัญและควรเร่งแก้ไขกว่า

เรื่องราวของคุณครูในศตวรรษที่ 21 ที่ผู้รู้ สังคม หรือภาครัฐเอง ควรร่วมกันเข้ามาพิจารณาทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงน่าจะเป็นเรื่องนี้ ครูต้องกล้าคิดขึ้นครับ