ทั้งๆ ที่อร่อยปาก แต่พอทานเข้าไปมาก ๆ ทองอืด แล้วง่วง ๆ นั่นคือเมาอาหารอร่อย เด็กก็เช่นกัน ยัดใส่เข้าไปมากๆ ก็เมา “เมาเรียน”

สืบเนื่องจากที่ไปวิพากษ์ บทรับการสัมภาษณ์ของ แฟรงค์ เนติวิทย์ เด็ก ม.4 .ในบันทึกก่อนหน้านี้ ก็จบยังไม่ลง จึงยกความคิดมาบันทึกต่อ

เมาเรียน ในที่นี้พี่น้องภาคใต้อย่าได้คิดว่ากินทุเรียนแล้วเมา ไม่ใช่นะครับ  ท่านใดที่เห็นลูกกลับบ้านตอนเย็น ที่บางคนกลับมาแล้วฟุบ นั่นเป็นอาการเมารุนแรง  เด็กส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ เพราะพ่อแม่ที่บ้าน หรือใคร ๆ เขาก็ไปเรียนกันมาอย่างนี้ ที่ออกจากบ้านหกโมงเช้ากลับถึงบ้านหกโมงเย็น  ตอนที่อยู่โรงเรียนทั้งวัน  ครูก็ผลัดกันเข้าไปสอนๆ สมองถูกยัดความรู้เข้าไป จำได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ เมื่ออยู่ในโรงเรียนที่ถูกใส่ ๆ ลงในสมองจึงต้องเมา นึกถึงตอนอาหารมื้อเย็นไหมครับ ทั้งๆ ที่อร่อยปาก แต่พอทานเข้าไปมาก ๆ ทองอืด แล้วง่วง ๆ  นั่นคือเมาอาหารอร่อย เด็กก็เช่นกัน ยัดใส่เข้าไปมากๆ ก็เมา  “เมาเรียน”  เรียนไปแล้วจำอะไรไม่ได้  เอาไปใช้ไม่เป็น ซักไซ้ ไล่เรียง สิ่งที่เรียนมาก็อึกอัก เอียงไปเอียงมา จะลองดูกับลูกหลานที่บ้านก็ได้ แล้วจะรู้

วันหนึ่งเมื่อนานมาแล้วผมพูดคุยกับห้องเรียน ม.2  ที่เขากำลังเรียนภาษาอังกฤษตามหนังสือ ไปได้สักประมาณ 20 หน้า ผมก็ให้เด็ก ๆ เลือกคำในหน้ากระดาษที่เรียนมาแล้ว คนละคำ 5 คน ให้ไปเขียนลงบนกระดานดำ หลังจากนั้นให้คนอื่นๆ ไปเขียนคำแปล  ไม่มีคนทำได้ บอกให้ใครออกไปเขียนก็พากันอายเอียงไปเอียงมา  แล้วก็ให้คนที่ออกมาเขียนคำก่อนหน้าออกมาเขียนคำแปล และก็อายเอียงไปเอียงมาเช่นกัน แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ชวนกันคุยกันไปในเรื่องอื่น ๆ ตอนท้ายถามคุณครูวามีสื่อการสอนอะไรอยู่บ้างเช่น ซีดี มีอยู่หรือไม่ สักกี่แผ่น  ท่านบอกว่า ท่านมีอยู่ 5 แผ่น 

บางห้องผมใช้วิธีการมอบกระดาษให้คนละแผ่น ให้เขียนความรู้อะไรก็ได้ที่เรียนมาในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วยังจำได้ โดยให้เวลา 10  นาที  เมื่อนำกลับมาอ่าน ก็น่าสงสารเช่นกัน ถ้าจะให้คะแนนก็น่าจะได้สัก 35 คะแนน จากคะแนนเต็มร้อย  นี่เป็นกรณีหนึ่งที่พอสะท้อนให้เห็นสภาพการเมาเรียน เมื่อเมาไปทุกวัน ๆ  นานเข้า หรือปลายปี สอบเอ็นที โอเน็ต  (การสอบเพื่อวัดประเมินผลในระดับชาติประจำปี)  เด็กทั่วประเทศคะแนน ไม่ถึง 50 จากคะแนนเต็มร้อยในทุกวิชา  นี่เป็นมาอย่างนี้หลายปีแล้ว

เด็กของเราจึงอยู่ในอาการเมาเรียน จากโรงเรียน  และจากครอบครัว  ที่คิดว่าบุตรหลานความรู้ยังไม่มากพอ จึงให้ลูกหลานไปเรียนพิเศษต่ออีก  เพื่อให้จำได้มากๆ ฝึกทำข้อสอบให้เก่งเอาชนะการแข่งขันให้ได้ 

ที่กล่าวมา  ก็เพื่อเห็นด้วยกับ แฟรงค์ ที่เขาบอกว่า

A : เรายังเน้นทฤษฎีการท่องจำในห้องเรียนมากไป จริงๆ มันต้องกว้างกว่านี้ การเรียนรู้มันต้องครอบคลุมไปถึงการปฏิบัติ ตอนนี้เราคิดว่าการเรียนหนังสือคือการนั่งในห้องเรียน และการเรียนในห้องเรียนสำคัญที่สุด ซึ่งผมคิดว่ามันไม่จริงเลย ยกตัวอย่างวิชาสังคมศึกษา ผมคิดว่าผมเรียนวิชาสังคมฯ แล้วผมได้ความตื้นมากกว่าลึก ผมทำนิตยสารปาจารยสาร ผมสนุก ผมไปสัมภาษณ์ลูกพระยาพหลฯ , ลูก อ.ปรีดีฯ ผมคิดว่ามันได้ความรู้มากกว่าที่คุณต้องไปท่องในตำราด้วยซ้ำ  ที่ผมจะบอกคือเราควรเรียนรู้ให้กว้างๆ ของเรานี่เรียนกันมากถึง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่ก็เข้ากับตำราโบราณที่ว่า   กว้างแต่ตื้น” รู้นิดเดียวเท่านั้นเอง ไม่มีความเป็นเลิศ