หลายคนอาจจะได้ยินเรื่อง “กรรมติดจรวด” เป็นเรื่องเล่าแนวอภินิหาร หรือบางคนก็อ่านมาจากตำรา ในบันทึกนี้หนูขอโอกาส เขียนจากประสบการณ์ที่ตนเองพบประสบมาโดยตรง และที่เห็นผู้คนได้รับผลอยู่รายล้อม

ด้วยนิสัยเดิมของหนู “เป็นเด็กดื้อ เอาแต่ใจตนเอง ชีวิตมีแต่คำว่าต้องได้”

พอจะมาพยายามฝึกฝนตนเอง จึงยากกว่าคนอื่น แต่ทำอย่างไรเล่า ในเมื่อทางที่จะพ้นทุกข์ได้ มีเพียงการฝึกฝนฝึกหัดตนเองตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์ชี้นำ แต่ด้วยกิเลสภายในก็ดันให้ดื้อ ความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ภายในก็ด้วยให้ทำตามที่ครูบาอาจารย์ชี้ ครานี้ก็อยู่ที่ สติ จะรู้ทันตัวชั่วที่ดึงดันอยู่แค่ไหน

  ในความโง่ หนูเองบางทีก็ทำครูเจ็บโดยไม่ตั้งใจ ครูเป็นผู้เป็นพระอริยะที่ครูบาอาจารย์รับรองภูมิธรรมว่าท่านมีหัวใจเป็นเพชร เป็นผู้จิตไม่หวั่นไหว

ในความโง่ของหนู พอท่านบอกท่านเตือนก็สงสัยบ้าง หลัง ๆมาหนักขึ้น แถ ครูจึงเมตตาปล่อยให้เรียนรู้เอง เจ็บเอง เตือนแล้วไม่ฟัง

ในวันที่พาพี่ ๆ ที่ทำงานมาภาวนา ทั้ง ๆที่ครูเมตตานำทางมา แต่ด้วยอคติ ทำให้หนูไม่พาพี่ ๆ เข้าไปหาครู ทำให้พี่ ๆ พลาดโอกาสในการฟังธรรมจากครู แล้วใจหนูก็รู้สึกทุกข์ทรมาร รู้เลยว่าตนเองทำผิด

บางทีหนูทำผิด ไปกราบหลวงปู่ท่านเมตตาชี้ให้หนูไปกราบขอขมาครู

 ตอนนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเพราะเมื่อคืนก็พึ่งก้มลงกราบแล้วครูก็ เตือนสติว่า

 “จะเป็นบ้ากราบไปถึงไหน” 

โดยที่ไม่รู้ว่า เป็นกราบแบบลิงหลอกเจ้า ใจไม่น้อมด้วย

พอไปกราบหลวงปู่ท่านชี้ให้ไปกราบ ครูซ้ำอีก จึงกราบเรียนท่านว่า

 “พึ่งกราบไปแล้วครูก็บอกเช่นนี้” 

หลวงปู่เมตตาหัวเราะ เห็นตนเองในตอนนั้นแล้วรู้สึกว่า

 “ช่างน่าสงสาร”

ด้วยความผิดหนักหนาที่ทำ หลวงปู่และครูจึงเมตตาดึงกลับมาให้โอกาส ทั้ง ๆที่ สิ่งที่หนูเจอแบบชัด ๆ ตอนเย็นหนูหอบพวงมาลัยไปกราบขอขมาหลวงปู่ตามที่ครูเมตตาชี้แนะให้โอกาส หลวงปู่ถามว่า

“ทำผิดอะไรมา”

“หนูตั้งใจว่าจะไม่มาวัดอีกแล้วเจ้าค่ะ” ท่านเมตตาหัวเราะ

เพราะหลวงปู่เมตตาชี้ไว้เมื่อปีที่แล้วว่า สองสามปีนี้อย่างพึ่งไปไหน จนกว่าเจดีย์จะเสร็จ ท่านบอกหนูและน้องภัสเช่นนั้น 

ตั้งแต่วันนั้นก็ได้มาเป็นประจำต่อเนื่องเรื่อยมา เวลาจิตงอแงก็ได้ครูกะปุ๋ม เมตตาคอยดึงกลับ ให้อยู่ในทาง

วันนั้นเอามาลัยไปกราบหลวงปู่สองพวง พร้อม ๆ กับ แม่กุล 

หลวงปู่เมตตาหยิบมาให้หนึ่งพวงแล้วบอกว่า

“เอามาลัยไปกราบของขมาครู และอีกพวงหนึ่งเอาไปบูชาที่ชั้นวางดอกข้าวที่หน้าวิหาร”

หนูเข้าไปกราบขอขมาครูตามที่หลวงปู่ชี้ แต่ใจข้างในยังแน่น ๆ อยู่ แต่ก็ทำตามที่ครูบาอาจารย์บอก ครูถามว่า

“จะกราบขอขมาไปอีกกี่ครั้ง” หนูชะงัก 

แล้วท่านก็เมตตาบอกว่าให้ไปกราบขอขมาพระอาจารย์

หนูขอให้แม่กุลพาเข้าไปกราบขอขมาพระอาจารย์ ซึ่งหนูกราบขอขมาท่านหลายครั้งมาก

ครั้งนี้ท่านจึงบอกว่า “ไม่ต้องท่องหรอก ให้ใช้ใจกราบขอขมา”

แล้วท่านก็ย้ำก่อนออกมาว่า “อย่าขี้ดื้อ หลายแมะเพิ้นนิ”

วันนี้เป็นวันปวารณาออกพรรษา 

หลวงปู่เมตตานำสวดมนต์ทำวัตรเย็นและเทศน์สอน ตอนสวดมนต์หนูก็ปกติดี

พอหลวงปู่เทศน์สอน ลำไส้หนูก็มีลม 

อาหารที่ทานไปเมื่อเที่ยงก็ดันขึ้นมา มีอาการเวียนหัวหน้ามืด ทั้ง ๆที่หลับตาฟังเทศน์ 

ลมดันขึ้นให้เรอ ดันลงให้ตด 

ในหัวมีแต่หิ่งห้อย

 หนูมีสติพยายามหายใจลึก ๆ ดิ้นรนอยู่ภายใน 

ระลึกขึ้นมาได้ว่า ข้างหลัง แม่ออกมียาหม่อง หนูต้องเลือกระหว่าง

ปล่อยไปเรื่อยให้ตนเองฟุบเป็นลมลง กับขยับเพื่อขอยืมยาหม่อง สุดท้ายข้างในมันรู้สึกว่า

“กลัวอาย” ตัดสินใจขยับ ตอนนั้นหนูท้องป่องเต็มไปด้วยลม เหงื่อแตกทั้ง ๆที่อากาศหนาว

ข้างซ้ายคือ ครู ข้างขวาคือ น้องภัส จึงเลือกสะกิดน้องภัส น้องตกใจเพราะหนูตัวเย็นเหงื่อแตก น้องทำอะไรไม่ถูกหนูจึงขอยืมยาหม่องแม่ออก ดมไปสองสามที 

รู้กับตนเองว่าไม่ได้ผล พี่อ๋อยเป็นพยาบาลขยับมา ช่วยนวดแขนและถามว่า จะออกไปก่อนไหม หนูส่ายหน้า 

ตั้งใจว่า ถ้าจะตายก็ขออยู่ตรงนี้ไม่ไปไหนจนกว่าพิธีจะเสร็จ

 หนูระลึกทบทวนกับตนเองทั้ง ๆที่เหงื่อก็ไม่หยุดไหล แล้วระลึกว่า

“เพราะทำผิดกับหลวงปู่ พระอาจารย์และครู ไม่เชื่อท่านกราบขอขมาก็ไม่ลงใจ จึงระลึกใหม่”

“ลูกขอกราบขอขมาองค์หลวงปู่ พระอาจารย์และครู สิ่งใดที่ลูกพลาดพลั้งล่วงเกินด้วย กายวาจาใจ ขอให้ท่านได้โปรดงดโทษล่วงเกิน อโหสิกรรมให้หนูด้วย สาธุ”

แล้วหนูก็กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก แบบที่ไม่ว่าร่างกายมันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ดูแต่ลมที่เข้าออกผ่านรูจมูก จนข้างในนิ่งรู้สึกร่างกายพองยุบทั้งร่าง เหงื่อที่เคยไหลเหือดแห้ง 

ล้มที่เคยดันหายไป ท้องที่เคยป่องยุบลง”

พอหลวงปู่เทศน์เสร็จ จบพิธี 

อาการหนูหายเป็นปลิดทิ้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 

รับรู้อยู่ไม่กี่คนที่อยู่ข้าง ๆว่า หนูรับกรรม แบบยางตายออกเข้าแล้วค่ะ 

นี่คือประสบการณ์ตรงของหนูเอง

ส่วนของผู้อื่นที่รายล้อม คนที่เคยอิจฉาตาร้อนครู คอยให้ร้าย อยู่ดี ๆ ตาก็เจ็บต้องเข้ารับการักษาที่โรงพยาบาลก็มี

บางรายอยู่ดี ๆ ก็ได้ผ่าท้อง

บางรายนั่ง ๆ รถไปประสบอุบัติเหตุ หรือ คนบางกลุ่ม คิดไม่ดี ให้ร้ายคอยกีดกันครู มาทุกวันนี้เขาก็โดนให้ร้ายได้รับสิ่งเดียวกันกับที่ทำกับครูไว้

บางรายเคยปรามาสครูว่า “มาวัด มาติดพระ” อยู่ดี ๆ ก็ตรวจเจอมะเร็ง อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

บางรายหน้าตาหมองคล้ำ แล้วก็ไปตรวจเจอวัณโรคก็มี

เราไม่อาจรู้ได้เลยว่า ใครมีภูมิรู้ภูมิธรรมเป็นเช่นใด ง่ายที่สุด พึงสำรวมระวังกับตนเองไว้ หากพลาดพลังสิ่งใดก็ให้ไปกราบขอขมาต่อพระรัตนตรัย หรือกราบขอขมาเพื่อให้ท่านงดโทษให้ ไม่เช่นนั้นอาจจะติดกรรม แบบข้ามภพข้ามชาติทำอะไรก็ไม่เจริญ

ที่หนูพอจะประคองตนอยู่ได้ก็เพราะมีครูคอยเมตตา แต่ถ้าพลาดพลั้งก็ยังลงนรกได้อยู่ จึงต้องเพียรสู้ต่อไป