เป็นครูอยู่กับเด็กๆ มักนึกอยากกลับไปเป็นเด็กอยู่บ่อยๆ เห็นแต่ความสดใส เบิกบาน ไม่ต้องคิดกังวลหรือรับผิดชอบ อาจมีบ้างช่วงใกล้สอบ กลัวทำข้อสอบไม่ได้หรือคะแนนไม่ดี พอเป็นผู้ใหญ่เรื่องราวต่างๆสุมเข้ามาให้คิดตัดสินใจมากมายเหลือเกิน น่าจะเป็นเหตุให้ความร่าเริงต้องลดน้อยถอยลง
จะว่าคิดมากรอบคอบเป็นประโยชน์ก็ใช่ แต่อีกมุมหนึ่งก็ขาดความกล้า อาจแปรเป็นพันธนาการหรือกรงขัง เรื่องเล็กอาจเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องจะลงตัวหรือบรรลุ กลับกลายเป็นคาราคาซัง ยืดเยื้อ เพราะมากด้วยแง่มุมคิด
สัก 2-3 สัปดาห์ก่อน เนื่องจากโรงเรียนจะมีกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ นักเรียนแต่ละห้องต้องหารือร่วมกัน ว่าห้องตนเองจะดำเนินการอย่างไร อาหารการกิน กิจกรรม ฯลฯ ปีนี้ผมเป็นครูที่ปรึกษา ม.4/1 ครับ ระยะภาคเรียนกว่าหรือเกือบปีที่ผ่านมา เฝ้าสังเกตพฤติกรรมและรับข้อมูลข่าวสารลูกศิษย์ ในใจลงความเห็นแล้วว่า 4/1 ที่ตัวเองดูแลนั้น มักไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ในการจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ลักษณะเช่นนี้เพิ่งพบ นับแต่เคยทำหน้าที่ครูที่ปรึกษาชั้นม.ปลายมา
บางคนบอกกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เอาแต่ใจตัว ไม่ให้ความร่วมมือ คุยกันนัดกันแล้ว ถึงเวลาไม่มาหรือหายไปเฉยๆ ทิ้งภาระงานให้กับคนที่มาหรือรับผิดชอบกว่าไม่กี่คน ความสะอาดของห้อง เวรที่รับผิดชอบ ทำแค่คนสองคน นอกนั้นไม่ทำหรือมาสาย ห้องเรียนจึงไม่สะอาด เป็นคำอธิบายที่มักได้รับ ยามจำเป็นต้องบ่นหรือต้องตำหนิกันบ้าง
ปกติรายละเอียดในการทำงาน ผมมักให้นักเรียนพูดคุยตกลงกันเอง ว่าจะแบ่งหรือมอบหมายกันอย่างไร เป็นความตั้งใจเลยว่า ถ้าเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดลูกศิษย์จะได้เรียนรู้ ไม่ว่าประเด็นไหน สาระวิชา คุณธรรมจริยธรรม ทักษะกระบวนการ หรือการนำไปใช้ ฯลฯ หน้าที่ครูต้องสร้างโอกาสหรือเร่งให้สถานการณ์นั้นเกิด กิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนจัดขึ้น แม้อาจจะดูมากเกิน แต่ก็ล้วนด้วยจุดประสงค์นี้
“บอร์ดไม่มีใครทำครับ ไม่มีใครช่วย” หัวหน้าห้องรายงานความคืบหน้าตามหน้าที่ อีก 2 เดือนจะจบปีการศึกษาแล้ว เกือบปีที่ตัวเองรอคอย หวังการทำงานร่วมกันจะมีพัฒนาการ หรือจะเป็นครั้งแรก รุ่นแรก ในใจเริ่มเชื่ออย่างนั้น เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยรู้สึกสักที ว่าเรื่องเช่นนี้จะเป็นปัญหาสำคัญขึ้นมาได้
เท่าที่ลองสอบถามข้อมูลจากนักเรียนคนอื่นๆ ดูเหมือนในห้องจะมีสองความเห็นหรือสองพวกใหญ่ๆเสมอ พวกหนึ่งเป็นนักเรียนชาย อีกพวกเป็นนักเรียนหญิงนั่นเอง นานแล้วอาจจะเรียกแบบฝึกหัดจากครูก็ได้ ผมเคยเสนอว่า ปิดภาคเรียนเราไปเที่ยวไหนกันดี ลองไปคิดและตกลงกัน หากเห็นพ้องต้องกันทั้งหมด ครูเห็นด้วยเลย ตามใจพวกเรา แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้คำตอบ ทำให้สงสัย หรือนักเรียนหญิงกับนักเรียนชายมีบางอย่างค้างคาใจอยู่ แต่พฤติกรรมที่เห็นก็บอกอะไรไม่ได้ เห็นคุยเล่นยิ้มหัวกันเป็นปกติดี
กิจกรรมปีใหม่กำลังจะมาถึง ถึงคราวจำเป็นต้องเป็นคนกลางในการประชุมเจรจา(ฮา) ห้องเราจะมีกิจกรรมอะไร รับประทานอะไรกันบ้าง นับเป็นครั้งแรกของปีการศึกษานี้เลยทีเดียว พร้อมๆกับบ่นลูกศิษย์ “เรื่องแค่นี้ทำไมคุยกันไม่ได้ ประสาจะกินอะไร ไม่น่าให้ครูต้องเดือดร้อน นี่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่หรือสำคัญๆล่ะ ถึงเวลานั้น พวกเราจะทำกันอย่างไร” ระหว่างการพูดคุย ทั้งสองฝ่ายพยายามจะเอาแบบตัวเองคิดหรือตั้งใจมา ถ้าการเอาแต่ใจตัวเป็นปัญหา สาเหตุก็น่าจะมาจากทั้งสองฝ่ายเลย
พอตกลงกันได้เรื่องรายการอาหาร ขั้นตอนต่อไปใครจะจัดเตรียมอะไรมาได้บ้าง เอาอีกแล้ว เงียบกริบหมด มีอยู่สองคนเสนอตัวด้วยจิตอาสา เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ที่เหลือครูต้องตะล่อมเต็มกำลัง ในที่สุดก็ตกลงกันได้ทั้งหมด แม้จะกระท่อนกระแท่นเต็มที วันนั้นเองที่ครูอย่างผมพิพากษาเลย ว่าลูกศิษย์ห้องเราปีนี้ ทักษะการทำงานร่วมกันมีน้อยจริงๆ ความมีจิตอาสาด้วย
พอถึงวันที่โรงเรียนกำหนดให้มีกิจกรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่นัดและมอบหมาย ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ทุกคนเตรียมมาครบครัน พร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ของขวัญ หรืออาหารที่ช่วยกันจัดหา โดยที่ผมมิได้เข้าไปยุ่มย่ามหรือชี้แนะอะไรอีก นอกจากทำหน้าที่เก็บภาพประทับใจไว้เป็นที่ระลึก
ประหลาดใจอย่างยิ่ง ที่ทุกคนสนุกสนานเฮฮาสุดขีด ทั้งร้องรำทำเพลง เต้นแร้งเต้นกา ทานอาหาร แลกของขวัญ จนถึงเก็บข้าวเก็บของ กวาดเช็ดทำความสะอาด ไม่ปรากฏท่าทีเคลือบแคลงหรือคับข้องใจใดๆระหว่างกันและกันเลย
ทำให้ฉุกคิดและต้องทบทวนใหม่ รวบรัดเร่งสรุปนักเรียนเกิน ไม่ว่าจะการทำงานร่วมกันหรือจิตอาสา เพราะนี่เป็นครั้งแรกด้วยซ้ำ ที่เห็นความสนุกสนานเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ครูไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือกระตุ้นอะไรแม้แต่น้อย กิจกรรมดำเนินไปด้วยความราบรื่น มาจากความเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีของสมาชิกทุกคน สำหรับความมีจิตอาสาแล้ว นักเรียนคนที่เล่นดนตรีเก่งก็นำกีตาร์มาเล่นให้เพื่อนร่วมกันร้อง บางคนขนเครื่องเสียงพะรุงพะรังมาจากบ้าน โดยมีเพื่อนๆช่วยแบกซ้อนท้ายมอเตอร์ไซด์มา เหล่านี้นักเรียนคิดและจัดหามาเพิ่มเติมเองทั้งสิ้น
กิจกรรมปีใหม่ 2556 ผ่านไปแล้ว ทุกคนล้วนเบิกบานสำราญใจ บอกถึงความสุขที่เกิด ห้องเรียนกลับเข้าสู่ความสะอาด เรียบร้อยพร้อมเรียนอีกครั้ง ด้วยพลังความรับผิดชอบของตัวนักเรียนเอง
คงต้องใจเย็นและรอบคอบกว่านี้อีกครับ แม้จะรอจนเกือบปีก็ยังไม่พอ ด่วนสรุปลูกศิษย์ครั้งนี้ พลาดมหันต์เลย โดยเฉพาะการตีค่าด้วยสายตาและเกณฑ์มาตรฐานของผู้ใหญ่
ลืมไปว่า เด็กๆเมื่อไรก็ยังเป็นเด็ก ทั้งใสทั้งบริสุทธิ์
คิดเหมือนครู ครับ
เด็กๆเมื่อไรก็ยังเป็นเด็ก ทั้งใสทั้งบริสุทธิ์
ยังคงต้องประคองเค้า...จนกว่าที่เค้าจะเดินด้านด้วยวัยวุฒิ ที่สมควร ครับ
จะเดินด้านด้วยวัยวุฒิจะเดินได้ด้วยวัยวุฒิ
อ่านแล้วพบความจริงว่า ผู้ใหญ่คิด ย่อมแตกต่างจากเด็กคิด..เราเคยเป็นเด็กมาก่อน..ต้องทบทวนความทรงจำว่าตอนนั้นคิดอย่างไร ..ย่อมช่วยปรับความคิดแบบลดช่องว่างระหว่างวัยนะคะ
การเป็นครู ความรับผิดชอบ... คุรุ...
หนักสม่ำเสมอเลยนะคะ
ขอให้หัวใจความเป็นครู จง
มีพลัง มีความหวังอย่างไม่จำกัด
ตลอดปีตลอดไปค่ะ
ดีใจที่เด็กๆๆได้ตัดสินใจทำอะไรตามที่เขาชอบ ขอบคุณสำหรับบันทึกดีๆครับ
ให้หลักการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม และท่านอาจารย์ ไม่คิดแทนตัวเด็ก ดีมาก ... เยี่ยมค่ะท่าน
ขอบคุณบทความดีดีนี้ค่ะ
ดีใจที่ได้อ่านบันทึกของคุณครูอีกคะ..ช่วงนี้ กำลังอยู่ในช่วง ท้อบ้างคึกบ้างตามสภาพแต่อ่านแล้ว จุดไฟอีกครั้ง ขอบคุณคะ
สุดยอดเลยค่ะ
-สวัสดีครับอาจารย์..
-มาส่งความสุขในปีใหม่ครับ..
-สมัยก่อนเวลามีกิจกรรมแบบนี้จะสนุกกันมากครับ..
-ขอบคุณครับ
บางทีพวกเรา(สว)อาจ เยอะ...เกิ๊น...นะคะ
:-)
สมัยยังเป็นเด็ก คุณมะเดื่อก็ร่ำร้องอยากโตเป็นผู้ใหญ่ มาตอนนี้...หากกลับไปเป็นเด็กได้อีก จะไม่ขอคิดจะโตเป็นผู้ใหญ่อีกเลย..สาบานได้