ทิฎฐิ กับคำสอนของครูทั้ง ๖

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

  การศึกษา ทิฎฐิ กับคำสอนของครูทั้ง ๖ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้  เพื่อให้การศึกษา ทิฎฐิ กับคำสอนของครูทั้ง ๖

  เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

  ธีรเมธี

  ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

  มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่ ๑

ความหมายของทิฏฐิ

เหตุปัจจัยของมิจฉาทิฏฐิ

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐินั้นสามารถออกได้เป็น๒ปัจจัยคือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ในทิฐิกถากล่าวถึงที่ตั้งหรือฐานที่ตั้งของทิฏฐิไว้๘ประการได้แก่ขันธ์ทั้งหลายอวิชชาผัสสะสัญญาวิตกอโยนิโสมนสิการมิตรชั่วเสียงแต่ที่อื่นความเห็นที่ได้ยินได้ฟังจากที่อื่นหรือผู้อื่น๔๘ส่วนในพระสูตรอื่นๆกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิมี๙ประการได้แก่

๑. ทิฎฐิเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ไม่เข้าใจตามความจริงหรือเพราะการโฆษณาของผู้อื่นนั่นคือเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยสิ่งใดที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยสิ่งนั้นไม่เที่ยงสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์๔๙

๒. ทิฏฐิต่างๆเป็นความเข้าใจของพวกสมณพราหมณ์ซึ่งไม่มีความรู้ที่แท้จริงเป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น๕๐

๓. ทิฏฐิต่างๆที่สมณพราหมณ์พวกนี้ยึดถือนั้นมิได้เกิดจากญาณอันผุดผ่องของตนเองแต่เกิดจากความเชื่อความชอบใจการฟังตามเขาว่าความตรึกตามอาการความปักใจดิ่งด้วยทิฏฐิ๕๑

๔. เพราะไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริงในขันธ์๕ (รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ)ในเหตุเกิดของขันธ์๕ในความดับของขันธ์๕ในวิธีดับขันธ์๕๕๒

๕. เพราะมีความกำหนัดความพอใจความรักความกระหายความเร่าร้อนความทะยานในขันธ์๕๕๓

๖. เพราะหลงใหลยินดีในขันธ์๕ในภพในอุปาทานในตัณหาและไม่รู้ตามความเป็นจริงในความดับของสิ่งเหล่านั้น๕๔

๗. เพราะมีและยึดถือรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์๕๕

๘. เพราะยึดถือเอาตาหูจมูกลิ้นกายหรือใจว่านั่นของเรานั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา๕๖

๙. ทิฎฐิมีขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย๕๗

การเกิดขึ้นของมิจฉาทิฏฐิที่มีขันธ์๕เป็นเหตุปรากฏในขันธสังยุตจุลปัณณาสก์ทิฏฐิ

วรรคประกอบด้วยพระสูตรจำนวน๑๐พระสูตรมีอยู่๙พระสูตรที่กล่าวถึงเหตุที่ทำให้เกิดมีทิฏฐิขึ้นว่าเป็นมีอาศัยและยึดมั่นในขันธ์๕คือรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ๕๘โดยนัยเดียวกันคือ

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ๒๕๙

คือทางเกิดแห่งแนวความคิดที่ถูกต้องต้นทางของความดีงามทั้งปวงมี๒คือ

๑. ปรโตโฆสะคือการรับฟังจากผู้อื่นการเล่าเรียนศึกษา

๒. โยนิโสมนสิการคือการใช้ความคิดถูกวิธีกระทำไว้ในใจโดยแยบคายคิดพิจารณาสิ่งต่างๆให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย

เช่นเดียวกันปัจจัยที่ให้เกิดมิจฉาทิฏฐิมี๒อย่างเช่นกันคือปรโตโฆสะและ

อโยนิโสมนสิการ๖๐

โดยสรุปเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐินั้นมี๒ปัจจัยคือ

๑. ปัจจัยภายในได้แก่ความยึดมั่นกำหนัดพอใจในขันธ์๕ความยึดถือในอายตนะภายใน (ตาหูจมูกลิ้นกายใจ) อวิชชา (ความไม่รู้จริง) ผัสสะ (การสัมผัส) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) วิตก (ความตรึก) อโยนิโสมนสิการ (การไม่คิดไตร่ตรองโดยอุบายอันแยบคาย)

๒. ปัจจัยภายนอกได้แก่อายตนะภายนอก (รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์)มิตรชั่วเสียงแต่ที่อื่นหรือความรู้ที่ได้ยินได้ฟังจากที่อื่นหรือผู้อื่นเรียกอีกอย่างว่าปรโตโฆสะซึ่งเกิดจากความเชื่อความชอบใจการฟังตามเขาว่าความตรึกตามอาการความปักใจเชื่อโดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองด้วยหลักโยนิโสมนสิการจะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีความเห็นผิดก็คือผู้ที่ได้รับปัจจัยทั้งสองด้านเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดความเห็นโดยขาดการคิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งประกอบกับมีความยึดมั่นถือมั่นและความกำหนัดยินดีในขันธ์๕เป็นพื้นฐานนั่นเอง

เหตุเกิดทิฏฐิ

ปัจจัยภายนอก

- ความยึดมั่นกำหนัดพอใจในขันธ์๕

- ความยึดถือในอายตนะภายใน

- อวิชชา

- ผัสสะ

- สัญญา

- วิตก

- อโยนิโสมนสิการ

ปัจจัยภายใน

- อายตนะภายนอก

- มิตรชั่ว

- ปรโตโฆสะที่ขาดโยนิโสมนสิการ

ผลของมิจฉาทิฏฐิ

ในบรรดาทิฏฐิทั้งหลายเหล่านั้นพระพุทธเจ้าตรัสถึงโทษของมิจฉาทิฏฐิว่า “

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นธรรมอื่นแม้แต่ข้อเดียวที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐิดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิจฉาทิฏฐิเป็นโทษขั้นร้ายแรงที่สุด” ๖๑

ผลกระทบของมิจฉาทิฏฐิที่เกิดขึ้นเพราะไปยึดมั่นในขันธ์๕สรุปได้๙ประการคือ

๑. สุขและทุกข์ภายในจึงเกิดขึ้น

๒. ทำให้เห็นว่านั่นของเรานั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา

๓. ทำให้เกิดมีทิฏฐิว่าตนกับโลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อตายแล้วจะคงอยู่ยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง

๔. ทำให้เกิดมีทิฏฐิว่าเราและของเราไม่มี

๕. ทำให้เกิดมีมิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด

๖. ทำให้เกิดมีสักกายทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนว่าเที่ยงเป็นสุขและมีตัวตน

๗. ทำให้เกิดอัตตานุทิฏฐิคือความเห็นว่าเป็นตัวตน

๘. ทำให้เกิดความพัวพันด้วยสังโยชน์และความยึดมั่น

๙. ทำให้เกิดความพัวพันและหมกมุ่นด้วยสังโยชน์และความยึดมั่น๖๒

ในทิฐิกถากล่าวว่าความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ๑๘คือทิฐิไปทิฐิรกชัฏทิฐิกันดารทิฐิเป็น

เสี้ยนหนามทิฐิวิบัติทิฐิเป็นสังโยชน์ทิฐิเป็นลูกศรทิฐิเป็นสมภพทิฐิเป็นเครื่องกังวลทิฐิเป็นเครื่องผูกพันทิฐิเป็นเหวทิฐิเป็นอนุสัยทิฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อนทิฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อนทิฐิเป็นเครื่องร้อยกรองทิฐิเป็นเครื่องยึดมั่นทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิดทิฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ๖๓

ผลกระทบอีกประการหนึ่งคือมิจฉาทิฏฐิมีส่วนทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติผิดทางซึ่งเป็นทางสุดโต่ง๒ข้างเรียกว่าอันตา๒คือข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุดผิดพลาดไปจากทางที่ถูกต้องคือมัชฌิมาปฏิปทามี๒ทางคือ

๑. กามสุขัลลิกานุโยคคือการหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข

๒. อัตตกิลมถานุโยคคือการประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเองการบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน๖๔

ประเภทของมิจฉาทิฏฐิ

ประเภทของมิจฉาทิฏฐิในพระพุทธศาสนานั้นได้มีการแบ่งไว้หลายประเภทโดยใช้ลักษณะทางด้านจำนวนข้อธรรมเป็นหลักเกณฑ์หลักในการจัดแบ่งคือทิฏฐิ๒ทิฏฐิ๓ทิฏฐิ๖ทิฏฐิ๑๐ทิฏฐิ๑๖ทิฏฐิ๒๖และทิฏฐิ๖๒ดังนี้

ทิฏฐิ๒คือความเห็นความเห็นผิดแบ่งเป็น๒คือ

๑. สัสสตทิฏฐิคือความเห็นว่าเที่ยงความเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป

๒. อุจเฉททิฏฐิคือความเห็นว่าขาดสูญความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป๖๕

ทิฏฐิ๓คือความเห็นความเห็นผิดแบ่งเป็น๓คือ

๑. อกิริยทิฏฐิคือความเห็นว่าไม่เป็นอันทำเห็นว่าการกระทำไม่มีผล

๒. อเหตุกทิฏฐิคือความเห็นไม่มีเหตุเห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย

๓. นัตถิกทิฏฐิคือความเห็นว่าไม่มีเห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้๖๖

ติตถายตนะ๓คือแดนเกิดลัทธิชุมนุมหรือประมวลแห่งลัทธิมี๓ประการคือ

๑. ปุพเพกตเหตุวาทคือลัทธิกรรมเก่าเป็นพวกที่ถือว่าสิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบจะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตามมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตามล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน

๒. อิสสรนิมมานเหตุวาทคือลัทธิพระเป็นเจ้าเป็นพวกที่ถือว่าสิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบจะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตามมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตามล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่

๓. อเหตุอปัจจัยวาทลัทธิเสี่ยงโชคเป็นพวกที่ถือว่าสิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบจะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตามมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตามล้วนหาเหตุปัจจัยมิได้คือถึงคราวก็เป็นไปเอง๖๗  ทิฏฐิเหล่านี้พระพุทธศาสนากล่าวว่าเป็นแนวคิดที่ไม่มีเหตุผลมักถูกใช้อ้างถึงสืบๆกันมาจัดอยู่ในประเภท “อกิริยทิฏฐิ” คือเป็นแนวคิดที่ไม่เชื่อผลของกรรมที่ถูกต้องเป็นการอ้างผลของกรรมอย่างเลื่อนลอยหากเชื่อถือแล้วจะก่อให้เกิดโทษคือไม่เกิดฉันทะและความพยายามที่จะทำสิ่งที่ควรทำและเว้นสิ่งที่ไม่ควรทำและทิฏฐิเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดทัศนะต่อเหตุเกิดสุขทุกข์๓ประการคือเชื่อว่าสุขทุกข์เกิดขึ้นเพราะกรรมเก่าสุขทุกข์เกิดขึ้นเพราะเทพเจ้าบันดาลและสุขทุกข์เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุพระพุทธเจ้าตรัสว่าทิฏฐิเกี่ยวกับเหตุเกิดสุขทุกข์๓ประการข้างต้นนั้น

เป็นทิฏฐิที่พวกเดียรถีย์อ้างสืบต่อกันมาเมื่อบุคคลใดมีทิฏฐิดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วบุคคลนั้นย่อมรู้ไม่ได้ว่ากิจใดที่ตนควรหรือไม่ควรจะกระทำเมื่อรู้ไม่ได้เช่นนี้แล้วย่อมไร้สติไร้หลักยึดจะมีธรรมอันชอบเฉพาะตนไม่ได้เลยทิฏฐิเหล่านั้นเป็นทิฏฐิที่ผิดเป็นอกิริยทิฏฐิดังพระพุทธดำรัสว่า

  ดูกรภิกษุทั้งหลายลัทธิของเดียรถีย์๓อย่างนี้ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงเข้าย่อมอ้างลัทธิสืบๆมาตั้งอยู่ในอกิริยทิฐิ๓อย่างคือ๑. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้ว่าสุขทุกข์หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้นล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้ว่าสุขทุกข์หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้นล้วนแต่

มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ๓. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้ว่าสุขทุกข์หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้นล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้. . . ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เมื่อบุคคลยึดถือการสร้างสรรของอิสรชนไว้โดยความเป็นแก่นสารความพอใจหรือความพยายามว่ากิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำย่อมจะมีไม่ได้ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้สมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตนย่อมจะสำเร็จไม่ได้แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือนไร้เครื่องป้องกัน๖๘

ทิฏฐิ๖เป็นลัทธิของศาสดาทั้ง๖ซึ่งเกิดร่วมสมัยพุทธกาลได้แก่ปูรณกัสสปะมักขลิโคศาลอชิตเกสกัมพลปกุธกัจจายนะนิครนถ์นาฏบุตรและสญชัยเวลัฏฐบุตรในสามัญญผลสูตรได้กล่าวถึงแต่ละท่านด้วยข้อความอย่างเดียวกันในตตถสูตรว่า “เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเป็นคณาจารย์มีชื่อเสียงมีเกียรติยศเป็นเจ้าลัทธิชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่บวชมานานมีอายุล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ” ๖๙แสดงให้เห็นว่าศาสดาทั้ง๖คนเป็นผู้มีชื่อเสียงมากและเป็นที่เคารพนับถือของคนในยุคนั้นเคียงคู่กับพระพุทธศาสนาเราเรียนรู้ทิฏฐิหรือลัทธิเหล่านั้นตามที่ปรากฏใน

พระไตรปิฎกซึ่งมีมาในสามัญญผลสูตรเป็นเรื่องที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้กราบทูลต่อพระพุทธเจ้ตามที่ได้รับฟังมาจากศาสดาแต่ละท่านโดยตรงและบางส่วนจากทัศนะการโต้ตอบระหว่างลูกศิษย์กับพระพุทธเจ้าบ้างพุทธสาวกบ้างซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ปรากฏมีเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสนทนากับเจ้าลัทธิทั้ง๖โดยตรงสักครั้งเดียวแต่สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนก็คือทิฏฐิของครูทั้ง๖มีแนวคิดที่แยกตัวออกมาจากความเชื่อในคัมภีร์พระเวทอย่างเด็ดขาดอาจกล่าวได้ว่าทิฏฐิเหล่านี้ได้ยืนยันแนวคิดที่อยู่คนละฝากฝั่งกับความเชื่อดั้งเดิมของพวกพราหมณ์มีเนื้อหาดังนี้

๑. ปูรณกัสสปะเป็นผู้มีทิฏฐิว่าเมื่อบุคคลทำบุญหรือทำบาปเองหรือใช้ผู้อื่นให้ทำบุญหรือทำบาปก็ไม่มีผลของการทำบุญหรือทำบาปนั้นแก่เขาปูรณกัสสปะมีความเชื่อว่าจิตมีสภาพไม่เกาะเกี่ยวกับการกระทำทางกายเมื่อบุคคลทำกรรมดีหรือชั่วก็ตามกรรมนั้นจะไม่มีผลใดๆต่อจิตเลยแม้แต่น้อยดังทัศนะว่า “เมื่อบุคคลทำเองใช้ให้ผู้อื่นทำตัดเองใช้ให้ผู้อื่นตัดเบียดเบียนเองใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียนทำให้เขาเศร้าโศกเองใช้ให้ผู้อื่นทำเขาให้เขาเศร้าโศกทำให้เขาลำบากเองใช้ให้ผู้อื่นทำให้เขาลำบากดิ้นรนเองทำให้เขาดิ้นรนฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ตัดที่ต่อปล้นไม่ให้เหลือทำโจรกรรมในเรือนหลังเดียวซุ่มอยู่ที่ทางเปลี่ยวทำชู้ภริยาเขาพูดเท็จผู้ทำไม่ชื่อว่าทำบาปแม้หากผู้ใดจะใช้จักรซึ่งมีคมโดยรอบเหมือนมีดโกนสังหารเหล่าสัตว์ปฐพีนี้ให้เป็นลานเป็นกองมังสะ

เดียวกันบาปที่มีการกระทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขาไม่มีบาปมาถึงเขาแม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคาฆ่าเองใช้ให้ผู้อื่นฆ่าตัดเองใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียนเองใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียนบาปที่มีการกระทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขาไม่มีบาปมาถึงเขา” ๗๐ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท

“อกิริยวาท” คือเป็นแนวคิดที่ไม่เชื่อผลของกระทำทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตามจะไม่ส่งผลใดๆต่อบุคคลผู้กระทำกรรมเลย

๒. มักขลิโคศาลเป็นผู้มีทิฏฐิว่าความเป็นอยู่หรือเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยย่อมเป็นไปเองไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่งได้แม้การที่จะบรรลุถึงความบริสุทธิ์พ้นทุกข์สิ้นเชิงในวัฏสงสารนี้ก็เป็นไปเองมิใช่ด้วยการกระทำใดๆเป็นเหตุดังทัศนะว่า“ความเป็นไปในชีวิตของสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ไม่มีเหตุปัจจัยให้เป็นไปเช่นนั้นสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อนาถาไม่อาจช่วยตัวเองและผู้อื่นได้ไม่อาจถึงความหลุดพ้นได้ด้วยความพยายามของตนเองการประพฤติพรหมจรรย์หรือการกระทำตบะย่อมไร้ผลทั้งคนพาลและบัณฑิตมีความเท่าเทียมกันคือจะต้องท่องเที่ยวเร่ร่อนไปตามกฎที่แน่นอนและจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้เองเหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไปย่อมคลี่คลายหมดไปเอง” ๗๑และว่า “ครูมักขลิโคสาลได้กล่าวกะหม่อมฉันว่าดูกรมหาบพิตรไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายหาเหตุมิได้หาปัจจัยมิได้ย่อมเศร้าหมองไม่เหตุไม่มีปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายหาเหตุมิได้หาปัจจัยมิได้ย่อมบริสุทธิ์ไม่มีการกระทำของตนเองไม่มีการกระทำของตนเองไม่มีการกระทำของผู้อื่นไม่มีการกระทำของบุรุษไม่มีกำลังไม่มีความเพียรไม่มีเรี่ยวแรงของบุรุษไม่มีความบากบั่นของบุรุษสัตว์ทั้งปวงปาณะทั้ง

ปวงภูตะทั้งปวงล้วนไม่มีอำนาจไม่มีกำลังไม่มีความเพียรย่อมเสวยสุขเสวยทุกข์ในอภิชาตทั้งหกเท่านั้น” ๗๒ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “นัตถิกวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อในความไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง

. อชิตเกสกัมพลเป็นผู้มีทิฏฐิว่าผลกรรมไม่มีโลกนี้โลกหน้าไม่มีการรู้แจ้งไม่มีบุคคลและสัตว์ไม่มีเป็นเพียงธาตุดินน้ำลมไฟมารวมกันตายแล้วขาดสูญดังทัศนะว่า “ทานไม่มีผลการบูชาไม่มีผลการเซ่นสรวงไม่มีผลผลแห่งวิบากกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มีโลกนี้ไม่มีโลกหน้าไม่มีมารดาบิดาไม่มีสัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชองปฏิบัติชอบซึ่งกระทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งไม่มีในโลกคนเรานี้เป็นแต่ประชุมของมหาภูตทั้ง๔เมื่อทำกาลกิริยาธาตุดินไปตามธาตุดินธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำธาตุไฟไปตามธาตุไฟธาตุลมไปตามธาตุลมอินทรีย์ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปในอากาศคนทั้งหลายมีเตียงเป็นที่๕จะหามเขาไปร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้ากลายเป็นกระดูกมีสีดุจสีนกพิราบการเซ่นสรวงมีเถ้าเป็นที่สุดทานนี้คนเขลาบัญญัติไว้คนบางพวกพูดว่ามีผลๆล้วนเป็นคำเปล่าคำเท็จคำเพ้อเพราะกายสลายทั้งพาลทั้งบัณฑิตย่อมขาดสูญพินาศสิ้นเบื้องหน้าแต่ตายย่อมขาดสูญ” ๗๓ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “อุจเฉทวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งขาดสูญเป็นวัตถุนิยมแบบสุดโต่งเพราะ

เห็นว่าชีวิตเป็นเพียงการรวมตัวของวัตถุและปรากฏการณ์ของวัตถุเท่านั้น

. ปกุธกัจจายนะเป็นเจ้าลัทธิของนักวัตถุนิยมมีทิฏฐิว่าสภาวะ๗กองคือกองดินกองน้ำกองไฟกองลมสุขทุกข์ชีวะนี้ไม่มีใครทำหรือเนรมิตมีอยู่ยั่งยืนไม่แปรปรวนไม่มีผลการกระทำใดๆต่อกันแม้การเอามีดตัดศีรษะกันก็ไม่มีผู้ใดฆ่าใครเป็นแต่เอามีดผ่านช่องระหว่างสภาวะ๗กองนี้เท่านั้นดังทัศนะว่า “สภาวะ๗กองเหล่านี้ไม่มีแบบอย่างอันใครทำไม่มีใครนิรมิตไม่มีใครให้นิรมิตเป็นสภาพยั่งยืนตั้งมั่นดุจยอดภูเขาตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียดสภาวะ๗กองเหล่านั้นไม่หวั่นไหวไม่แปรปรวนไม่เบียดเบียนกันและกันไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกันสภาวะ๗กองเป็นไฉนคือกองดินกองน้ำกองไฟกองลมสุขทุกข์ชีวะเป็นที่๗สภาวะทั้ง๗กองนี้ไม่มีใครทำไม่มีแบบอย่างอันใครทำไม่มีใครนิรมิตเป็นสภาพยั่งยืนตั้งมั่นดุจยอดภูเขาตั้งมั่นดุจเสาระเนียดสภาวะ๗กองเหล่านั้นไม่หวั่นไหวไม่แปรปรวนไม่เบียดเบียนกันไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์แก่กันและกันผู้ฆ่าเองก็ดีผู้ให้ฆ่าก็ดีผู้ได้ยินก็ดีผู้กล่าวให้ได้ยินก็ดีผู้ทำให้เข้าใจความก็ดีไม่มีในสภาวะ๗กองนั้นเพราะบุคคลจะเอาศาตราอย่างคมตัดศรีษะกันไม่เชื่อว่าใครๆปลงชีวิตใครๆแต่เป็นศาตราสอดไปตามช่องแห่งสภาวะ๗กองเท่านั้น” ๗๔ทิฏฐินี้จัดอยู่ใน๒ประเภทคือประเภท “สัสสตวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าสภาวะทั้ง๗เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่อย่างเที่ยงแท้ถาวรไม่มีการเปลี่ยนแปลงและประเภท “อุจเฉทวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าการกระทำต่างๆไม่มีผลกระทบใดๆต่อสภาวะทั้ง๗นั้นนับเป็นวัตถุนิยมแบบสุดโต่งเช่นกันเพราะเชื่อว่ามีเพียงวัตถุและปรากฏการณ์ของวัตถุทั้ง๗เท่านั้นที่เป็นจริง

. นิครนถ์นาฏบุตรเป็นเจ้าลัทธิของพวกนิครนถ์ซึ่งเป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร๔ประการคือเป็นผู้ห้ามน้ำทั้งปวงเป็นผู้ประกอบด้วยน้ำทั้งปวงเป็นผู้กำจัดด้วยน้ำทั้งปวงเป็นผู้ประพรมด้วยน้ำทั้งปวงจึงเป็นผู้ถึงที่สุดสำรวมและตั้งมั่นแล้วดังทัศนะว่า “พวกนิครนถ์ได้กล่าวกะเราว่านาฎบุตรรู้ธรรมทั้งปวงเห็นธรรมทั้งปวงยืนยันทรรศนะหมดทุกส่วนว่าเมื่อเราเดินไปก็ดียืนก็ดีหลับก็ดีตื่นก็ดีญาณทัศนะปรากฏอยู่ติดต่อเสมอไปนิครนถ์นาฏบุตรนั้นกล่าวอย่างนี้ว่าดูกรนิครนถ์ทั้งหลายผู้เจริญบาปกรรมที่พวกท่านทั้งหลายทำแล้วในกาลก่อนมีอยู่ท่านทั้งหลายจะสลัดบาปกรรมนั้นเสียด้วยปฏิปทาอันประกอบด้วยการกระทำได้ยากอันลำบากนี้ข้อที่ท่านทั้งหลายสำรวมกายวาจาใจบัดนี้เป็นการไม่กระทำบาปกรรมต่อไปนี้เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะเพราะไม่กระทำกรรมใหม่ความไม่ถูกบังคับ (ด้วยกรรม) ต่อไปจึงไม่ถูกบังคับต่อไปความสิ้นกรรมจึงมีเพราะสิ้นกรรมความสิ้นทุกข์จึงมีเพราะสิ้นทุกข์ความเวทนาจึงมีเพราะสิ้นเวทนาจักเป็นอันพวกท่านสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด” ๗๕

ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “ปุพเพกตเหตุวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อว่า

กรรมเก่าเป็นตัวกำหนดชีวิตปัจจุบันทั้งหมดจึงเน้นวิธีปฏิบัติเพื่อกำจัดกรรมเก่าเป็นแบบ“อัตตกิลมถานุโยค” คือการบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดเพราะเชื่อว่าการไม่สร้างกรรมใหม่เพิ่มก็จะทำให้ดับทุกข์ได้นั่นเอง