ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
คำนำ
การศึกษา ทิฎฐิ กับคำสอนของครูทั้ง ๖ช่วยให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้ เพื่อให้การศึกษา ทิฎฐิ กับคำสอนของครูทั้ง ๖
เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น
หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ
ธีรเมธี
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
บทที่ ๑
ความหมายของทิฏฐิ
เหตุปัจจัยของมิจฉาทิฏฐิ
เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐินั้นสามารถออกได้เป็น๒ปัจจัยคือปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ในทิฐิกถากล่าวถึงที่ตั้งหรือฐานที่ตั้งของทิฏฐิไว้๘ประการได้แก่ขันธ์ทั้งหลายอวิชชาผัสสะสัญญาวิตกอโยนิโสมนสิการมิตรชั่วเสียงแต่ที่อื่นความเห็นที่ได้ยินได้ฟังจากที่อื่นหรือผู้อื่น๔๘ส่วนในพระสูตรอื่นๆกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐิมี๙ประการได้แก่
๑. ทิฎฐิเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ไม่เข้าใจตามความจริงหรือเพราะการโฆษณาของผู้อื่นนั่นคือเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยสิ่งใดที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยสิ่งนั้นไม่เที่ยงสิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์๔๙
๒. ทิฏฐิต่างๆเป็นความเข้าใจของพวกสมณพราหมณ์ซึ่งไม่มีความรู้ที่แท้จริงเป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น๕๐
๓. ทิฏฐิต่างๆที่สมณพราหมณ์พวกนี้ยึดถือนั้นมิได้เกิดจากญาณอันผุดผ่องของตนเองแต่เกิดจากความเชื่อความชอบใจการฟังตามเขาว่าความตรึกตามอาการความปักใจดิ่งด้วยทิฏฐิ๕๑
๔. เพราะไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริงในขันธ์๕ (รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ)ในเหตุเกิดของขันธ์๕ในความดับของขันธ์๕ในวิธีดับขันธ์๕๕๒
๕. เพราะมีความกำหนัดความพอใจความรักความกระหายความเร่าร้อนความทะยานในขันธ์๕๕๓
๖. เพราะหลงใหลยินดีในขันธ์๕ในภพในอุปาทานในตัณหาและไม่รู้ตามความเป็นจริงในความดับของสิ่งเหล่านั้น๕๔
๗. เพราะมีและยึดถือรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์๕๕
๘. เพราะยึดถือเอาตาหูจมูกลิ้นกายหรือใจว่านั่นของเรานั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา๕๖
๙. ทิฎฐิมีขึ้นเพราะผัสสะเป็นปัจจัย๕๗
การเกิดขึ้นของมิจฉาทิฏฐิที่มีขันธ์๕เป็นเหตุปรากฏในขันธสังยุตจุลปัณณาสก์ทิฏฐิ
วรรคประกอบด้วยพระสูตรจำนวน๑๐พระสูตรมีอยู่๙พระสูตรที่กล่าวถึงเหตุที่ทำให้เกิดมีทิฏฐิขึ้นว่าเป็นมีอาศัยและยึดมั่นในขันธ์๕คือรูปเวทนาสัญญาสังขารและวิญญาณ๕๘โดยนัยเดียวกันคือ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ๒๕๙
คือทางเกิดแห่งแนวความคิดที่ถูกต้องต้นทางของความดีงามทั้งปวงมี๒คือ
๑. ปรโตโฆสะคือการรับฟังจากผู้อื่นการเล่าเรียนศึกษา
๒. โยนิโสมนสิการคือการใช้ความคิดถูกวิธีกระทำไว้ในใจโดยแยบคายคิดพิจารณาสิ่งต่างๆให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย
เช่นเดียวกันปัจจัยที่ให้เกิดมิจฉาทิฏฐิมี๒อย่างเช่นกันคือปรโตโฆสะและ
อโยนิโสมนสิการ๖๐
โดยสรุปเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดมิจฉาทิฏฐินั้นมี๒ปัจจัยคือ
๑. ปัจจัยภายในได้แก่ความยึดมั่นกำหนัดพอใจในขันธ์๕ความยึดถือในอายตนะภายใน (ตาหูจมูกลิ้นกายใจ) อวิชชา (ความไม่รู้จริง) ผัสสะ (การสัมผัส) สัญญา (ความจำได้หมายรู้) วิตก (ความตรึก) อโยนิโสมนสิการ (การไม่คิดไตร่ตรองโดยอุบายอันแยบคาย)
๒. ปัจจัยภายนอกได้แก่อายตนะภายนอก (รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์)มิตรชั่วเสียงแต่ที่อื่นหรือความรู้ที่ได้ยินได้ฟังจากที่อื่นหรือผู้อื่นเรียกอีกอย่างว่าปรโตโฆสะซึ่งเกิดจากความเชื่อความชอบใจการฟังตามเขาว่าความตรึกตามอาการความปักใจเชื่อโดยขาดการพิจารณาไตร่ตรองด้วยหลักโยนิโสมนสิการจะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีความเห็นผิดก็คือผู้ที่ได้รับปัจจัยทั้งสองด้านเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดความเห็นโดยขาดการคิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งประกอบกับมีความยึดมั่นถือมั่นและความกำหนัดยินดีในขันธ์๕เป็นพื้นฐานนั่นเอง
เหตุเกิดทิฏฐิ
ปัจจัยภายนอก
- ความยึดมั่นกำหนัดพอใจในขันธ์๕
- ความยึดถือในอายตนะภายใน
- อวิชชา
- ผัสสะ
- สัญญา
- วิตก
- อโยนิโสมนสิการ
ปัจจัยภายใน
- อายตนะภายนอก
- มิตรชั่ว
- ปรโตโฆสะที่ขาดโยนิโสมนสิการ
ผลของมิจฉาทิฏฐิ
ในบรรดาทิฏฐิทั้งหลายเหล่านั้นพระพุทธเจ้าตรัสถึงโทษของมิจฉาทิฏฐิว่า “
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราไม่เห็นธรรมอื่นแม้แต่ข้อเดียวที่มีโทษมากเหมือนมิจฉาทิฏฐิดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิจฉาทิฏฐิเป็นโทษขั้นร้ายแรงที่สุด” ๖๑
ผลกระทบของมิจฉาทิฏฐิที่เกิดขึ้นเพราะไปยึดมั่นในขันธ์๕สรุปได้๙ประการคือ
๑. สุขและทุกข์ภายในจึงเกิดขึ้น
๒. ทำให้เห็นว่านั่นของเรานั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา
๓. ทำให้เกิดมีทิฏฐิว่าตนกับโลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อตายแล้วจะคงอยู่ยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง
๔. ทำให้เกิดมีทิฏฐิว่าเราและของเราไม่มี
๕. ทำให้เกิดมีมิจฉาทิฏฐิคือความเห็นผิด
๖. ทำให้เกิดมีสักกายทิฏฐิคือความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนว่าเที่ยงเป็นสุขและมีตัวตน
๗. ทำให้เกิดอัตตานุทิฏฐิคือความเห็นว่าเป็นตัวตน
๘. ทำให้เกิดความพัวพันด้วยสังโยชน์และความยึดมั่น
๙. ทำให้เกิดความพัวพันและหมกมุ่นด้วยสังโยชน์และความยึดมั่น๖๒
ในทิฐิกถากล่าวว่าความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ๑๘คือทิฐิไปทิฐิรกชัฏทิฐิกันดารทิฐิเป็น
เสี้ยนหนามทิฐิวิบัติทิฐิเป็นสังโยชน์ทิฐิเป็นลูกศรทิฐิเป็นสมภพทิฐิเป็นเครื่องกังวลทิฐิเป็นเครื่องผูกพันทิฐิเป็นเหวทิฐิเป็นอนุสัยทิฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อนทิฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อนทิฐิเป็นเครื่องร้อยกรองทิฐิเป็นเครื่องยึดมั่นทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิดทิฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ๖๓
ผลกระทบอีกประการหนึ่งคือมิจฉาทิฏฐิมีส่วนทำให้เกิดการประพฤติปฏิบัติผิดทางซึ่งเป็นทางสุดโต่ง๒ข้างเรียกว่าอันตา๒คือข้อปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตที่เอียงสุดผิดพลาดไปจากทางที่ถูกต้องคือมัชฌิมาปฏิปทามี๒ทางคือ
๑. กามสุขัลลิกานุโยคคือการหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข
๒. อัตตกิลมถานุโยคคือการประกอบความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเองการบีบคั้นทรมานตนให้เดือดร้อน๖๔
ประเภทของมิจฉาทิฏฐิ
ประเภทของมิจฉาทิฏฐิในพระพุทธศาสนานั้นได้มีการแบ่งไว้หลายประเภทโดยใช้ลักษณะทางด้านจำนวนข้อธรรมเป็นหลักเกณฑ์หลักในการจัดแบ่งคือทิฏฐิ๒ทิฏฐิ๓ทิฏฐิ๖ทิฏฐิ๑๐ทิฏฐิ๑๖ทิฏฐิ๒๖และทิฏฐิ๖๒ดังนี้
ทิฏฐิ๒คือความเห็นความเห็นผิดแบ่งเป็น๒คือ
๑. สัสสตทิฏฐิคือความเห็นว่าเที่ยงความเห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยงยั่งยืนคงอยู่ตลอดไป
๒. อุจเฉททิฏฐิคือความเห็นว่าขาดสูญความเห็นว่ามีอัตตาและโลกซึ่งจักพินาศขาดสูญหมดสิ้นไป๖๕
ทิฏฐิ๓คือความเห็นความเห็นผิดแบ่งเป็น๓คือ
๑. อกิริยทิฏฐิคือความเห็นว่าไม่เป็นอันทำเห็นว่าการกระทำไม่มีผล
๒. อเหตุกทิฏฐิคือความเห็นไม่มีเหตุเห็นว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีเหตุปัจจัย
๓. นัตถิกทิฏฐิคือความเห็นว่าไม่มีเห็นว่าไม่มีการกระทำหรือสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักได้๖๖
ติตถายตนะ๓คือแดนเกิดลัทธิชุมนุมหรือประมวลแห่งลัทธิมี๓ประการคือ
๑. ปุพเพกตเหตุวาทคือลัทธิกรรมเก่าเป็นพวกที่ถือว่าสิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบจะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตามมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตามล้วนเป็นเพราะกรรมที่ได้ทำไว้ในปางก่อน
๒. อิสสรนิมมานเหตุวาทคือลัทธิพระเป็นเจ้าเป็นพวกที่ถือว่าสิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบจะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตามมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตามล้วนเป็นเพราะการบันดาลของเทพผู้ยิ่งใหญ่
๓. อเหตุอปัจจัยวาทลัทธิเสี่ยงโชคเป็นพวกที่ถือว่าสิ่งใดก็ตามที่ได้ประสบจะเป็นสุขก็ตามทุกข์ก็ตามมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตามล้วนหาเหตุปัจจัยมิได้คือถึงคราวก็เป็นไปเอง๖๗ ทิฏฐิเหล่านี้พระพุทธศาสนากล่าวว่าเป็นแนวคิดที่ไม่มีเหตุผลมักถูกใช้อ้างถึงสืบๆกันมาจัดอยู่ในประเภท “อกิริยทิฏฐิ” คือเป็นแนวคิดที่ไม่เชื่อผลของกรรมที่ถูกต้องเป็นการอ้างผลของกรรมอย่างเลื่อนลอยหากเชื่อถือแล้วจะก่อให้เกิดโทษคือไม่เกิดฉันทะและความพยายามที่จะทำสิ่งที่ควรทำและเว้นสิ่งที่ไม่ควรทำและทิฏฐิเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดทัศนะต่อเหตุเกิดสุขทุกข์๓ประการคือเชื่อว่าสุขทุกข์เกิดขึ้นเพราะกรรมเก่าสุขทุกข์เกิดขึ้นเพราะเทพเจ้าบันดาลและสุขทุกข์เกิดขึ้นเองโดยไม่มีเหตุพระพุทธเจ้าตรัสว่าทิฏฐิเกี่ยวกับเหตุเกิดสุขทุกข์๓ประการข้างต้นนั้น
เป็นทิฏฐิที่พวกเดียรถีย์อ้างสืบต่อกันมาเมื่อบุคคลใดมีทิฏฐิดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วบุคคลนั้นย่อมรู้ไม่ได้ว่ากิจใดที่ตนควรหรือไม่ควรจะกระทำเมื่อรู้ไม่ได้เช่นนี้แล้วย่อมไร้สติไร้หลักยึดจะมีธรรมอันชอบเฉพาะตนไม่ได้เลยทิฏฐิเหล่านั้นเป็นทิฏฐิที่ผิดเป็นอกิริยทิฏฐิดังพระพุทธดำรัสว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลายลัทธิของเดียรถีย์๓อย่างนี้ถูกบัณฑิตไต่ถามซักไซ้ไล่เลียงเข้าย่อมอ้างลัทธิสืบๆมาตั้งอยู่ในอกิริยทิฐิ๓อย่างคือ๑. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้ว่าสุขทุกข์หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้นล้วนแต่มีกรรมที่ได้ทำไว้แต่ก่อนเป็นเหตุ๒. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้ว่าสุขทุกข์หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้นล้วนแต่
มีการสร้างสรรของอิสรชนเป็นเหตุ๓. มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้ว่าสุขทุกข์หรืออทุกขมสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลเสวยนั้นล้วนแต่หาเหตุหาปัจจัยมิได้. . . ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เมื่อบุคคลยึดถือการสร้างสรรของอิสรชนไว้โดยความเป็นแก่นสารความพอใจหรือความพยายามว่ากิจนี้ควรทำหรือว่ากิจนี้ไม่ควรทำย่อมจะมีไม่ได้ก็เมื่อไม่ได้กรณียกิจและอกรณียกิจโดยจริงจังมั่นคงดังนี้สมณวาทะที่ชอบธรรมเฉพาะตนย่อมจะสำเร็จไม่ได้แก่ผู้มีสติฟั่นเฟือนไร้เครื่องป้องกัน๖๘
ทิฏฐิ๖เป็นลัทธิของศาสดาทั้ง๖ซึ่งเกิดร่วมสมัยพุทธกาลได้แก่ปูรณกัสสปะมักขลิโคศาลอชิตเกสกัมพลปกุธกัจจายนะนิครนถ์นาฏบุตรและสญชัยเวลัฏฐบุตรในสามัญญผลสูตรได้กล่าวถึงแต่ละท่านด้วยข้อความอย่างเดียวกันในตตถสูตรว่า “เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเป็นคณาจารย์มีชื่อเสียงมีเกียรติยศเป็นเจ้าลัทธิชนส่วนมากยกย่องว่าดีเป็นคนเก่าแก่บวชมานานมีอายุล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ” ๖๙แสดงให้เห็นว่าศาสดาทั้ง๖คนเป็นผู้มีชื่อเสียงมากและเป็นที่เคารพนับถือของคนในยุคนั้นเคียงคู่กับพระพุทธศาสนาเราเรียนรู้ทิฏฐิหรือลัทธิเหล่านั้นตามที่ปรากฏใน
พระไตรปิฎกซึ่งมีมาในสามัญญผลสูตรเป็นเรื่องที่พระเจ้าอชาตศัตรูได้กราบทูลต่อพระพุทธเจ้ตามที่ได้รับฟังมาจากศาสดาแต่ละท่านโดยตรงและบางส่วนจากทัศนะการโต้ตอบระหว่างลูกศิษย์กับพระพุทธเจ้าบ้างพุทธสาวกบ้างซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่ปรากฏมีเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสสนทนากับเจ้าลัทธิทั้ง๖โดยตรงสักครั้งเดียวแต่สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนก็คือทิฏฐิของครูทั้ง๖มีแนวคิดที่แยกตัวออกมาจากความเชื่อในคัมภีร์พระเวทอย่างเด็ดขาดอาจกล่าวได้ว่าทิฏฐิเหล่านี้ได้ยืนยันแนวคิดที่อยู่คนละฝากฝั่งกับความเชื่อดั้งเดิมของพวกพราหมณ์มีเนื้อหาดังนี้
๑. ปูรณกัสสปะเป็นผู้มีทิฏฐิว่าเมื่อบุคคลทำบุญหรือทำบาปเองหรือใช้ผู้อื่นให้ทำบุญหรือทำบาปก็ไม่มีผลของการทำบุญหรือทำบาปนั้นแก่เขาปูรณกัสสปะมีความเชื่อว่าจิตมีสภาพไม่เกาะเกี่ยวกับการกระทำทางกายเมื่อบุคคลทำกรรมดีหรือชั่วก็ตามกรรมนั้นจะไม่มีผลใดๆต่อจิตเลยแม้แต่น้อยดังทัศนะว่า “เมื่อบุคคลทำเองใช้ให้ผู้อื่นทำตัดเองใช้ให้ผู้อื่นตัดเบียดเบียนเองใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียนทำให้เขาเศร้าโศกเองใช้ให้ผู้อื่นทำเขาให้เขาเศร้าโศกทำให้เขาลำบากเองใช้ให้ผู้อื่นทำให้เขาลำบากดิ้นรนเองทำให้เขาดิ้นรนฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ตัดที่ต่อปล้นไม่ให้เหลือทำโจรกรรมในเรือนหลังเดียวซุ่มอยู่ที่ทางเปลี่ยวทำชู้ภริยาเขาพูดเท็จผู้ทำไม่ชื่อว่าทำบาปแม้หากผู้ใดจะใช้จักรซึ่งมีคมโดยรอบเหมือนมีดโกนสังหารเหล่าสัตว์ปฐพีนี้ให้เป็นลานเป็นกองมังสะ
เดียวกันบาปที่มีการกระทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขาไม่มีบาปมาถึงเขาแม้หากบุคคลจะไปยังฝั่งขวาแห่งแม่น้ำคงคาฆ่าเองใช้ให้ผู้อื่นฆ่าตัดเองใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียนเองใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียนบาปที่มีการกระทำเช่นนั้นเป็นเหตุย่อมไม่มีแก่เขาไม่มีบาปมาถึงเขา” ๗๐ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท
“อกิริยวาท” คือเป็นแนวคิดที่ไม่เชื่อผลของกระทำทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตามจะไม่ส่งผลใดๆต่อบุคคลผู้กระทำกรรมเลย
๒. มักขลิโคศาลเป็นผู้มีทิฏฐิว่าความเป็นอยู่หรือเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยย่อมเป็นไปเองไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำให้เป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่งได้แม้การที่จะบรรลุถึงความบริสุทธิ์พ้นทุกข์สิ้นเชิงในวัฏสงสารนี้ก็เป็นไปเองมิใช่ด้วยการกระทำใดๆเป็นเหตุดังทัศนะว่า“ความเป็นไปในชีวิตของสัตว์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ไม่มีเหตุปัจจัยให้เป็นไปเช่นนั้นสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อนาถาไม่อาจช่วยตัวเองและผู้อื่นได้ไม่อาจถึงความหลุดพ้นได้ด้วยความพยายามของตนเองการประพฤติพรหมจรรย์หรือการกระทำตบะย่อมไร้ผลทั้งคนพาลและบัณฑิตมีความเท่าเทียมกันคือจะต้องท่องเที่ยวเร่ร่อนไปตามกฎที่แน่นอนและจะถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้เองเหมือนกลุ่มด้ายที่บุคคลขว้างไปย่อมคลี่คลายหมดไปเอง” ๗๑และว่า “ครูมักขลิโคสาลได้กล่าวกะหม่อมฉันว่าดูกรมหาบพิตรไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยเพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายหาเหตุมิได้หาปัจจัยมิได้ย่อมเศร้าหมองไม่เหตุไม่มีปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์แห่งสัตว์ทั้งหลายสัตว์ทั้งหลายหาเหตุมิได้หาปัจจัยมิได้ย่อมบริสุทธิ์ไม่มีการกระทำของตนเองไม่มีการกระทำของตนเองไม่มีการกระทำของผู้อื่นไม่มีการกระทำของบุรุษไม่มีกำลังไม่มีความเพียรไม่มีเรี่ยวแรงของบุรุษไม่มีความบากบั่นของบุรุษสัตว์ทั้งปวงปาณะทั้ง
ปวงภูตะทั้งปวงล้วนไม่มีอำนาจไม่มีกำลังไม่มีความเพียรย่อมเสวยสุขเสวยทุกข์ในอภิชาตทั้งหกเท่านั้น” ๗๒ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “นัตถิกวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อในความไม่มีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง
๓. อชิตเกสกัมพลเป็นผู้มีทิฏฐิว่าผลกรรมไม่มีโลกนี้โลกหน้าไม่มีการรู้แจ้งไม่มีบุคคลและสัตว์ไม่มีเป็นเพียงธาตุดินน้ำลมไฟมารวมกันตายแล้วขาดสูญดังทัศนะว่า “ทานไม่มีผลการบูชาไม่มีผลการเซ่นสรวงไม่มีผลผลแห่งวิบากกรรมที่ทำดีทำชั่วไม่มีโลกนี้ไม่มีโลกหน้าไม่มีมารดาบิดาไม่มีสัตว์ผู้ผุดเกิดไม่มีสมณพราหมณ์ผู้ดำเนินชองปฏิบัติชอบซึ่งกระทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งไม่มีในโลกคนเรานี้เป็นแต่ประชุมของมหาภูตทั้ง๔เมื่อทำกาลกิริยาธาตุดินไปตามธาตุดินธาตุน้ำไปตามธาตุน้ำธาตุไฟไปตามธาตุไฟธาตุลมไปตามธาตุลมอินทรีย์ทั้งหลายย่อมเลื่อนลอยไปในอากาศคนทั้งหลายมีเตียงเป็นที่๕จะหามเขาไปร่างกายปรากฏอยู่แค่ป่าช้ากลายเป็นกระดูกมีสีดุจสีนกพิราบการเซ่นสรวงมีเถ้าเป็นที่สุดทานนี้คนเขลาบัญญัติไว้คนบางพวกพูดว่ามีผลๆล้วนเป็นคำเปล่าคำเท็จคำเพ้อเพราะกายสลายทั้งพาลทั้งบัณฑิตย่อมขาดสูญพินาศสิ้นเบื้องหน้าแต่ตายย่อมขาดสูญ” ๗๓ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “อุจเฉทวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งขาดสูญเป็นวัตถุนิยมแบบสุดโต่งเพราะ
เห็นว่าชีวิตเป็นเพียงการรวมตัวของวัตถุและปรากฏการณ์ของวัตถุเท่านั้น
๔. ปกุธกัจจายนะเป็นเจ้าลัทธิของนักวัตถุนิยมมีทิฏฐิว่าสภาวะ๗กองคือกองดินกองน้ำกองไฟกองลมสุขทุกข์ชีวะนี้ไม่มีใครทำหรือเนรมิตมีอยู่ยั่งยืนไม่แปรปรวนไม่มีผลการกระทำใดๆต่อกันแม้การเอามีดตัดศีรษะกันก็ไม่มีผู้ใดฆ่าใครเป็นแต่เอามีดผ่านช่องระหว่างสภาวะ๗กองนี้เท่านั้นดังทัศนะว่า “สภาวะ๗กองเหล่านี้ไม่มีแบบอย่างอันใครทำไม่มีใครนิรมิตไม่มีใครให้นิรมิตเป็นสภาพยั่งยืนตั้งมั่นดุจยอดภูเขาตั้งอยู่มั่นดุจเสาระเนียดสภาวะ๗กองเหล่านั้นไม่หวั่นไหวไม่แปรปรวนไม่เบียดเบียนกันและกันไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์หรือทั้งสุขและทุกข์แก่กันและกันสภาวะ๗กองเป็นไฉนคือกองดินกองน้ำกองไฟกองลมสุขทุกข์ชีวะเป็นที่๗สภาวะทั้ง๗กองนี้ไม่มีใครทำไม่มีแบบอย่างอันใครทำไม่มีใครนิรมิตเป็นสภาพยั่งยืนตั้งมั่นดุจยอดภูเขาตั้งมั่นดุจเสาระเนียดสภาวะ๗กองเหล่านั้นไม่หวั่นไหวไม่แปรปรวนไม่เบียดเบียนกันไม่อาจให้เกิดสุขหรือทุกข์แก่กันและกันผู้ฆ่าเองก็ดีผู้ให้ฆ่าก็ดีผู้ได้ยินก็ดีผู้กล่าวให้ได้ยินก็ดีผู้ทำให้เข้าใจความก็ดีไม่มีในสภาวะ๗กองนั้นเพราะบุคคลจะเอาศาตราอย่างคมตัดศรีษะกันไม่เชื่อว่าใครๆปลงชีวิตใครๆแต่เป็นศาตราสอดไปตามช่องแห่งสภาวะ๗กองเท่านั้น” ๗๔ทิฏฐินี้จัดอยู่ใน๒ประเภทคือประเภท “สัสสตวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าสภาวะทั้ง๗เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่อย่างเที่ยงแท้ถาวรไม่มีการเปลี่ยนแปลงและประเภท “อุจเฉทวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อว่าการกระทำต่างๆไม่มีผลกระทบใดๆต่อสภาวะทั้ง๗นั้นนับเป็นวัตถุนิยมแบบสุดโต่งเช่นกันเพราะเชื่อว่ามีเพียงวัตถุและปรากฏการณ์ของวัตถุทั้ง๗เท่านั้นที่เป็นจริง
๕. นิครนถ์นาฏบุตรเป็นเจ้าลัทธิของพวกนิครนถ์ซึ่งเป็นผู้สังวรแล้วด้วยสังวร๔ประการคือเป็นผู้ห้ามน้ำทั้งปวงเป็นผู้ประกอบด้วยน้ำทั้งปวงเป็นผู้กำจัดด้วยน้ำทั้งปวงเป็นผู้ประพรมด้วยน้ำทั้งปวงจึงเป็นผู้ถึงที่สุดสำรวมและตั้งมั่นแล้วดังทัศนะว่า “พวกนิครนถ์ได้กล่าวกะเราว่านาฎบุตรรู้ธรรมทั้งปวงเห็นธรรมทั้งปวงยืนยันทรรศนะหมดทุกส่วนว่าเมื่อเราเดินไปก็ดียืนก็ดีหลับก็ดีตื่นก็ดีญาณทัศนะปรากฏอยู่ติดต่อเสมอไปนิครนถ์นาฏบุตรนั้นกล่าวอย่างนี้ว่าดูกรนิครนถ์ทั้งหลายผู้เจริญบาปกรรมที่พวกท่านทั้งหลายทำแล้วในกาลก่อนมีอยู่ท่านทั้งหลายจะสลัดบาปกรรมนั้นเสียด้วยปฏิปทาอันประกอบด้วยการกระทำได้ยากอันลำบากนี้ข้อที่ท่านทั้งหลายสำรวมกายวาจาใจบัดนี้เป็นการไม่กระทำบาปกรรมต่อไปนี้เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะเพราะไม่กระทำกรรมใหม่ความไม่ถูกบังคับ (ด้วยกรรม) ต่อไปจึงไม่ถูกบังคับต่อไปความสิ้นกรรมจึงมีเพราะสิ้นกรรมความสิ้นทุกข์จึงมีเพราะสิ้นทุกข์ความเวทนาจึงมีเพราะสิ้นเวทนาจักเป็นอันพวกท่านสลัดทุกข์ได้ทั้งหมด” ๗๕
ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “ปุพเพกตเหตุวาท” คือเป็นแนวคิดที่เชื่อว่า
กรรมเก่าเป็นตัวกำหนดชีวิตปัจจุบันทั้งหมดจึงเน้นวิธีปฏิบัติเพื่อกำจัดกรรมเก่าเป็นแบบ“อัตตกิลมถานุโยค” คือการบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดเพราะเชื่อว่าการไม่สร้างกรรมใหม่เพิ่มก็จะทำให้ดับทุกข์ได้นั่นเอง
๖. สญชัยเวลัฏฐบุตรเป็นเจ้าลัทธิของนักตรรกะคือถ้าถามปัญหาว่าข้อนั้นเป็นอย่างนั้นหรือหากข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นอย่างนั้นก็จะตอบว่าเป็นอย่างนั้นแต่ข้าพเจ้าไม่มีความเห็นตายตัวเช่นนั้นข้าพเจ้ามีความเห็นว่าอย่างนี้ก็มิใช่อย่างนั้นก็มิใช่อย่างอื่นก็มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ดังทัศนะว่า “ถ้ามหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่าโลกหน้ามีอยู่หรือถ้าอาตมภาพมีความเห็นว่ามีก็จะพึงทูลตอบว่ามีความเห็นของอาตมภาพว่าอย่างนี้ก็มิใช่อย่างนั้นก็มิใช่อย่างอื่นก็มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ถ้ามหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่าโลกหน้าไม่มีหรือถ้าอาตมภาพมีความเห็นว่าไม่มีก็จะพึงทูลตอบว่าไม่มี. . . ถ้ามหาบพิตรตรัสถามว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายเกิดก็
มิใช่ไม่เกิดก็มิใช่หรือถ้าอาตมาภาพมีความเห็นว่าเกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็มิใช่ก็จะพึงตอบทูลว่าเกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่อาตมภาพมีความเห็นว่าอย่างนี้ก็มิใช่อย่างนั้นก็มิใช่อย่างอื่นก็มิใช่ไม่มีก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่” ๗๖ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “อมราวิกเขปะ” คือเป็นแนวคิดที่มีวาทะส่ายไปส่ายมาเหมือนปลาไหลไม่มีจุดยืนเป็นของตนเองในปัญหาต่างๆเช่นเมื่อถูกถามเรื่องโลกหน้าเรื่องผลกรรมดีกรรมชั่วหรือเรื่องชีวิตหลังความตายว่ามีอยู่หรือไม่มีก็จะตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมาโดยใช้ความสามารถทางตรรกะโดยไม่พยายามยืนยันในเรื่องเหล่านั้นอย่างจริงจังเพราะเชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆได้ยิ่งสิ่งที่เป็นจริงด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางจะรู้ได้เลยหรือแม้ความรู้อาจจะเป็นแนวทางให้รู้ได้บ้างเพื่อกำจัดอัญญาณคือความไม่รู้แต่ความรู้เช่นนั้นหาใช่เป็น
สิ่งนั้นจริงๆไม่เพราะความจริงแท้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะรับรู้ได้เมื่อไม่สามารถรู้ความจริงสูงสุดได้ว่าเป็นอย่างไรการยืนยันในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงเป็นไปไม่ได้คือการไม่กล่าวยืนยันสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่ามีจริงนั่นเองจัดเป็นอุจเฉททิฏฐิอย่างหนึ่ง
ทิฏฐิ๑๐คือความเชื่อมั่นบางอย่างเกี่ยวกับโลกและชีวิตปรากฏในทิฏฐิ๑๐ปัญหา
ทิฏฐิ๑๐นี้มีชื่อเรียกว่า “อัพยากตปัญหา” คือเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์หมายความ
ว่าพระพุทธศาสนาจะไม่ตอบปัญหาเหล่านี้ได้แก่
๑. เชื่อว่าโลกเที่ยง
๒. เชื่อว่าโลกไม่เที่ยง
๓. เชื่อว่าโลกมีที่สุด
๔. เชื่อว่าโลกไม่มีที่สุด
๕. เชื่อว่าชีพเป็นอันเดียวกันกับสรีระ
๖. เชื่อว่าชีพเป็นคนละอย่างกับสรีระ
๗. เชื่อว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีก
๘. เชื่อว่าสัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีก
๙. เชื่อว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มี
๑๐. เชื่อว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่๗๗
ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “อันตคาหิกทิฏฐิ” คือเป็นแนวคิดที่สมณพราหมณ์นอกพุทธศาสนายึดมั่นอย่างเด็ดขาดเป็นอย่างเดียวว่าในทิฏฐิที่ขัดแย้งกันนั้นมีทิฏฐิเดียวเท่านั้นที่เป็นจริงทิฏฐิอื่นเป็นเท็จเหตุผลที่ทิฏฐิ๑๐เป็นทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่าทิฏฐิเหล่านั้นเป็นโทษ
เป็นไปด้วยความทุกข์ไม่เป็นไปเพื่อละกิเลสเพื่อตรัสรู้เพื่อนิพพานพระองค์ได้ทรงละทิฏฐิเหล่านั้นเสียแล้วไม่ยึดถือแต่ประการใดเลยดังพระพุทธดำรัสว่า “ดูกรโปฏฐปาทะเพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่ประกอบด้วยธรรมไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายเพื่อความคลายกำหนัดเพื่อความดับเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพานเพราะเหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์” ๗๘
ทิฏฐิที่ปรากฏในทิฐิกถามีจำนวน๑๖ประการและมีความถือผิดของทิฏฐิอีก๑๓๐ประการดังคำกล่าวว่า
“ถามว่าทิฐิเท่าไรตอบว่าทิฐิ๑๖ถามว่าความถือผิดแห่งทิฐิเท่าไรตอบว่าความถือผิดแห่งทิฐิ๑๓๐” ๗๙นอกจากนั้นยังมีความอธิบายเพิ่มเติมว่า “ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีตว่านั่นของเราเป็นทิฐิ๑๘ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอดีตความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคตว่านั่นเป็นเราเป็นทิฐิ๔๔ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอนาคตอัตตานุทิฐิมีวัตถุ๒๐ว่านั่นเป็นตัวตนของเราเป็นสักกายทิฐิมีวัตถุ๒๐ทิฐิ๖๒โดยมีสักกายทิฐิเป็นประธานทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต” ๘๐
ทิฏฐิ๑๖มีดังต่อไปนี้
๑. อัสสาททิฏฐิคือทิฏฐิที่หลงไหลยินดี(อัสสาทะ) ในสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขโสมนัส๓๕ประการ
๒. อัตตานุทิฏฐิคือทิฏฐิที่เห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์จำแนกตามความเห็นแต่ละอย่างใน๔ประการคือเห็นว่าขันธ์นั้นเป็นตนเห็นตนว่ามีขันธ์นั้นเห็นขันธ์นั้นในตนเห็นตนในขันธ์นั้นรวมเป็น๒๐ทิฏฐิ
๓. มิจฉาทิฏฐิคือทิฏฐิที่เห็นว่าสิ่งนั้นๆไม่มีรวม๑๐ประการเช่นเดียวกับในทิฏฐิ๒๖และอชิตเกสกัมพลในทิฏฐิของศาสดาทั้ง๖
๔. สักกายทิฏฐิคือทิฏฐิที่เห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์จำแนกตามความเห็นแต่ละอย่างใน๔ประการคือเห็นว่าขันธ์นั้นเป็นตนเห็นตนว่ามีขันธ์นั้นเห็นขันธ์นั้นในตนเห็นตนในขันธ์นั้นรวมเป็น๒๐ประการเหมือนกับข้อ๒อัตตานุทิฏฐิ
๕. สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุคือทิฏฐิที่เห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์ด้วยความเห็นแต่ละอย่างใน๓ประการคือเห็นตนว่ามีขันธ์นั้นเห็นขันธ์นั้นในตนเห็นตนในขันธ์นั้นรวม๑๕ประการ
๖. อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุคือทิฏฐิที่เห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์ว่าเป็นตนรวม๕ประการ
๗. อันตคาหิกทิฏฐิคือทิฏฐิที่มีความเห็นอันเป็นที่สุด (ยุติ) ตายตัวลงไปว่าทิฏฐินี้เท่านั้นจริงทิฏฐิอื่นไม่จริงใน๑๐ประการซึ่งเมื่อจำแนกตามขันธ์๕และกสิน๕ได้เป็น๕๐ประการ
๘. ปุพพันตานุทิฏฐิคือทิฏฐิที่มีความเห็นเกี่ยวกับขันธ์ส่วนอดีตรวม๑๘ประการอย่างเดียวกับปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิในทิฏฐิ๖๒
๙. อปรันตานุทิฏฐิคือทิฏฐิที่มีความเห็นเกี่ยวกับขันธ์ส่วนอนาคตรวม๔๔ประการอย่างเดียวกับอปรันตกัปปิกทิฏฐิในทิฏฐิ๖๒
๑๐. สังโยชนิกาทิฏฐิคือทิฏฐิที่เป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ๑๘ประการ
๑๑. ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราคือทิฏฐิที่สำคัญตนว่านั่นเป็นเรา๑๘ประการ
๑๒. ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเราคือทิฏฐิที่สำคัญตนว่านั่นของเรา๑๘ประการ
๑๓. ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะคือทิฏฐิว่าด้วยตนซึ่งเห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์จำแนกตามความเห็นแต่ละอย่างใน๔ประการคือเห็นว่าขันธ์นั้นเป็นตนเห็นตนว่ามีขันธ์นั้นเห็นขันธ์นั้นในตนเห็นตนในขันธ์นั้นรวมได้เป็น๒๐ประการเหมือนกับข้อ๒อัตตานุทิฏฐิ
๑๔. ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะคือทิฏฐิว่าด้วยโลกได้แก่การเห็นว่าโลกเที่ยงหรือไม่โลกมีที่สุดหรือไม่รวม๘ประการ
๑๕. ภวทิฏฐิคือทิฏฐิที่เชื่อว่ามีสภาวะของความมีความเป็น (ภพ) ยึดติดอยู่กับความมีความเป็น
๑๖. วิภวทิฏฐิคือทิฏฐิที่เชื่อว่าไม่มีสภาวะของความมีความเป็นปฏิเสธความมีความเป็น๘๑
ทิฏฐิ๒๖ปรากฏในทิฏฐิสังยุตประกอบด้วยพระสูตร๒๖พระสูตรพระสูตรเหล่านี้กล่าวว่าเพราะเหตุที่มีขันธ์๕และไปยึดมั่นในขันธ์๕จึงทำให้เกิดมีทิฏฐิขึ้นได้แก่
๑. สรรพสิ่งคงอยู่ยั่งยืนอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
๒. นั่นของเรานั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา
๓. ตนกับโลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อตายแล้วจะคงอยู่ยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง
๔. เราและของเราไม่มีข้อ๒ถึงข้อ๔เหมือนทิฏฐิที่มีขันธ์๕เป็นเหตุ
๕. ผลกรรมไม่มีโลกนี้โลกหน้าไม่มีมารดาบิดาไม่มีการรู้แจ้งไม่มีบุคคลไม่มีเป็นเพียงธาตุดินน้ำลมไฟมารวมกันตายแล้วขาดสูญเช่นเดียวกับทิฏฐิ๑๖และทิฏฐิของอชิตะเกสกัมพล
๖. เมื่อบุคคลทำบุญหรือทำบาปเองหรือใช้ผู้อื่นให้ทำบุญหรือทำบาปก็ไม่มีผลของการทำบุญหรือทำบาปนั้นแก่เขาเช่นเดียวกับทิฏฐิของปูรณะกัสสปะ
๗. ความเป็นอยู่หรือเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยย่อมเป็นไปเองและไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้เช่นเดียวกับทิฏฐิของมักขลิโคศาล
๘. สภาวะ๗กองคือกองดินกองน้ำกองไฟกองลมสุขทุกข์ชีวะนี้ไม่มีใครทำหรือเนรมิตมีอยู่ยั่งยืนไม่แปรปรวนไม่มีผลการกระทำใดๆต่อกันแม้เอามีดตัดศีรษะก็ไม่เป็นการฆ่าเป็นแต่เอามีดผ่านช่องว่างระหว่าง๗กองนี้เท่านั้นทุกสิ่งเป็นอยู่และเป็นไปเองการบรรลุถึงความบริสุทธิ์พ้นทุกข์สิ้นเชิงก็เป็นไปเองในวัฏสงสารนี้มิใช่ด้วยการกระทำใดๆเช่นเดียวกับทิฏฐิของปกุธะกัจจายนะ
๙. โลกเที่ยง
๑๐. โลกไม่เที่ยง
๑๑. โลกมีที่สุด
๑๒. โลกไม่มีที่สุด
๑๓. ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน
๑๔. ชีพกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน
๑๕. สัตว์ตายแล้วเกิดอีก
๑๖. สัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีก
๑๗. สัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มี
๑๘. สัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่
๑๙. อัตตาที่มีรูปตายแล้วไม่สูญ
๒๐. อัตตาที่ไม่มีรูปตายแล้วไม่สูญ
๒๑. อัตตาที่มีรูปและที่ไม่มีรูปตายแล้วไม่สูญ
๒๒. อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ตายแล้วไม่สูญ
๒๓. อัตตาที่มีสุขโดยส่วนเดียวตายแล้วไม่สูญ
๒๔. อัตตาที่มีทุกข์โดยส่วนเดียวตายแล้วไม่สูญ
๒๕. อัตตาที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ตายแล้วไม่สูญ
๒๖. อัตตาที่ไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุขตายแล้วไม่สูญ๘๒
จะเห็นได้ว่าทิฎฐิ๑๖และทิฏฐิ๒๖นั้นก็มีนัยเดียวกับทิฏฐิที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดต่างแต่เป็นการรวบรวมทิฏฐิขึ้นมาเรียบเรียงให้เป็นหมวดหมู่และเพิ่มเติมรายละเอียดให้มากขึ้น
ทิฏฐิ๖๒เป็นแนวคิดที่อรรถาธิบายเรื่องทิฏฐิทั้งหมดในพระพุทธศาสนามีการกล่าวไว้โดยละเอียดมีจำนวนถึง๖๒ทิฏฐิเป็นทิฏฐิที่มนุษย์ทั้งหลายยึดถือกันอยู่ในสมัยพุทธกาลซึ่งจำแนกตามประเภทและที่มาของทิฏฐิได้๖๒ทิฏฐิปรากฏในพรหมชาลสูตรซึ่งเป็นสูตรที่กล่าวปรารถเหตุการณ์กล่าวโต้แย้งกันของปริพพาชกชื่อสุปปิยะกับลูกศิษย์ชื่อพรหมทัตมาณพหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องศีล๓ชั้นคือจูฬศีลมัชฌิมศีลและมหาศีลแล้วก็ทรงแสดงทิฏฐิ๖๒ประการของนักบวชสมณพราหมณ์ในครั้งนั้นทรงอุปมาว่าเหมือนตาข่ายครอบงำความเชื่อของมนุษย์ให้ต้องเวียนวนอยู่ในวัฎฎสังสารไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนปลาที่ติดแหของชาวประมงดัง
พระพุทธดำรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งพวกที่ยึดที่สุดเบื้องต้นก็มียึดที่สุดเบื้องปลายก็มีพวกที่ยึดทั้งที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายคือเห็นคล้อยตามทั้งที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายก็มี(พวกเขา) ปรารภที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายพูดจาแสดงความเห็นกันต่างๆนาๆสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นถูกครอบไว้ภายในตาข่ายด้วยทิฏฐิ๖๒เหล่านี้อาศัยอยู่ในตาข่ายนี้ดำผุดๆโผล่ๆอยู่เปรียบเหมือนชาวประมงผู้ขยันและลูกมือของชาวประมงเอาตาข่าย (แห) มีตาละเอียดทอดลงสู่ห้วงน้ำเล็กๆคิดว่าสัตว์ในห้วงน้ำตัวโตทุกชนิดจะ
ติดอยู่ภายในตาข่ายดำผุดๆโผล่ๆอยู่ในตาข่ายนี้” ๘๓
ทิฏฐิ๖๒จัดเป็น๒กลุ่มใหญ่ๆคือ
๑. ปุพพันตกัปปินะคือทิฏฐิที่ว่าด้วยความเป็นมาหรือจุดกำเนิดของสรรพสิ่งมี๑๘ประเภท
๒. อปรันตกัปปินะคือทิฏฐิที่ว่าด้วยเป้าหมายหรือจุดสิ้นสุดของสรรพสิ่งมี๔๔ประเภท
กลุ่มปุพพันตกัปปินะแบ่งออกเป็น๕กลุ่มหลักคือ
๑) สัสสตวาทะกลุ่มมีทิฏฐิว่าเที่ยงมี๔ประเภทคือ
๑.๑) ทิฏฐิว่าตัวตนและโลกเที่ยงเพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่๑-๑๐๐,๐๐๐ชาติ
๑.๒) ทิฏฐิว่าตัวตนและโลกเที่ยงเพราะระลึกชาติได้เป็นกัปป์ๆตั้งแต่๑-๑๐กัป
๑.๓) ทิฏฐิว่าตัวตนและโลกเที่ยงเพราะระลึกชาติได้มากัปตั้งแต่๑๐-๔๐กัป
๑.๔) ทิฏฐิของนักเดาโดยใช้ความคิดคาดคะเนว่าโลกเที่ยง
๒) เอกัจจสัสสติกะกลุ่มมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยงมี๔ประเภทคือ
๒.๑) ทิฏฐิว่าพระพรหมเที่ยงแต่มนุษย์ที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง
๒.๒) ทิฏฐิว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน
(ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง
๒.๓) ทิฏฐิว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น (มโนปโทสิกา)ไม่เที่ยง
๒.๔) ทิฏฐิของนักเดาโดยใช้ความคิดคาดคะเนว่าตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยงตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง
๓) อันตานันติกะกลุ่มมีทิฏฐิว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุดมี๔ประเภทคือ
๓.๑) ทิฏฐิว่าโลกมีที่สุด
๓.๒) ทิฏฐิว่าโลกไม่มีที่สุด
๓.๓) ทิฏฐิว่าโลกมีที่สุดเฉพาะด้านบนกับด้านล่างส่วนด้านกว้างหรือด้านขวางไม่มีที่สุด
๓.๔) ทิฏฐิของนักเดาโดยใช้ความคิดคาดคะเนว่าโลกไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่
๔) อมราวิกเขปิกะกลุ่มมีทิฏฐิพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหลมี๔ประเภทคือ
๔.๑) ทิฏฐิของกลุ่มที่เกรงว่าจะพูดปดจึงพูดปฏิเสธว่าอย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างนั้นก็ไม่ใช่อย่างอื่นก็ไม่ใช่มิใช่(อะไร) ก็ไม่ใช่
๔.๒) ทิฏฐิของกลุ่มที่เกรงว่าจะยึดถือจึงพูดปฏิเสธเหมือนกลุ่มแรก
๔.๓) ทิฏฐิของกลุ่มที่เกรงว่าจะถูกซักถามจึงพูดปฏิเสธเหมือนกลุ่มแรก
๔.๔) ทิฏฐิของกลุ่มที่โง่เขลาจึงพูดปฏิเสธเหมือนกลุ่มแรกและไม่ยอบรับหรือยืนยันอะไรเลย
๕) อธิจจสมุปปันนะกลุ่มมีทิฏฐิว่าสรรพสิ่งมีขึ้นเองไม่มีเหตุมี๒ประเภทคือ
๕.๑) ทิฏฐิว่าสรรพสิ่งมีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุเพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์
๕.๒) ทิฏฐิของนักเดาโดยใช้ความคิดคาดคะเนว่าสรรพสิ่งมีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุพวกอปรันตกัปปินะแบ่งเป็น๕ประเภทคือ
๑) สัญญีวาทะกลุ่มที่มีทิฏฐิว่ามีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) มี๑๖ประเภทคือ
๑.๑) ตนมีรูป
๑.๒) ตนไม่มีรูป
๑.๓) ตนทั้งมีรูปและไม่มีรูป
๑.๔) ตนทั้งมีรูปก็ไม่ใช่และไม่มีรูปก็ไม่ใช่
๑.๕) ตนมีที่สุด
๑.๖) ตนไม่มีที่สุด
๑.๗) ตนทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด
๑.๘) ตนทั้งมีที่สุดก็ไม่ใช่ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่
๑.๙) ตนมีสัญญาเป็นอันเดียวกัน
๑.๑๐) ตนมีสัญญาต่างกัน
๑.๑๑) ตนมีสัญญาเล็กน้อย
๑.๑๒) ตนมีสัญญาหาประมาณไม่ได้
๑.๑๓) ตนมีสุขโดยส่วนเดียว
๑.๑๔) ตนมีทุกข์โดยส่วนเดียว
๑.๑๕) ตนมีทั้งสุขและทุกข์
๑.๑๖) ตนไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
๒) อสัญญีวาทะกลุ่มที่มีทิฏฐิว่าไม่มีสัญญา (ไม่มีความจำได้หมายรู้) มี๘ประเภทคือทิฏฐิว่าตั้งแต่ข้อ๑ถึงข้อ๘ในกลุ่มที่๑ทั้ง๘ประเภทนี้ตายไปแล้วก็ไม่มีสัญญาคือไม่มีความจำได้หมายรู้
๓) เนวสัญญีนาสัญญีวาทะกลุ่มที่มีทิฏฐิว่ามีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่มี๘ประเภทคือทฤษฎีว่าตั้งแต่ข้อ๑ถึงข้อ๘ในกลุ่มที่๑ทั้ง๘ประเภทนี้ตายไปแล้วมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่
ทั้ง๓กลุ่มนี้รวมเรียกว่าอุทธมาฆตนิกาคือพวกที่มีความเห็นเกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้วจะเป็นอย่างไร
๔) อุจเฉทวาทะกลุ่มที่มีทิฏฐิว่าขาดสูญมี๗ประเภทคือ
๔.๑) ตนที่เป็นของมนุษย์และสัตว์
๔.๒) ตนที่เป็นของทิพย์มีรูปกินอาหารหยาบ
๔.๓) ตนที่เป็นของทิพย์มีรูปสำเร็จจากใจ
๔.๔) ตนที่เป็นอากาสานัญจายตนะ
๔.๕) ตนที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ
๔.๖) ตนที่เป็นอากิญจัญญายตนะ
๔.๗) ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ทั้ง๗ประการนี้มีความเชื่อว่าเมื่อสิ้นชีพแล้วขาดสูญไม่เกิดอีก
๕) ทิฏฐิธัมมนิพพานกลุ่มที่มีทิฏฐิที่เห็นสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบันมี๕ประเภทคือ
๕.๑) ทิฏฐิว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณ๕เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน
๕.๒) ถึง๕.๕) ทิฏฐิว่าการเพียบพร้อมด้วยฌานที่๑ที่๒ที่๓ที่๔เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน
ในที่สุดแห่งพระสูตรพระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปโดยใช้กระบวนการปฏิจจสมุปบาทว่าสมณพราหมณ์ทุกพวกที่มีทิฏฐิ๖๒ประการนี้ย่อมได้เสวยอารมณ์เพราะอายตนะ๖เพราะเหตุที่เสวยอารมณ์จึงเกิดตัณหาเพราะเหตุที่มีตัณหาจึงมีความยึดมั่นถือมั่นเพราะเหตุที่มีความยึดมั่นถือมั่นจึงมีภพเพราะเหตุที่มีภพจึงชาติเพราะเหตุที่มีชาติจึงมีความตายความเศร้าโศกความไม่สบายกายไม่สบายใจและความคับแค้นใจสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมติดอยู่ในข่ายความเห็นทั้ง๖๒
เหมือนปลาติดข่ายส่วนตถาคตเป็นผู้ละตัณหาอันนำไปสู่ภพได้แล้วกายจึงดำรงอยู่ตราบใดก็มีผู้แลเห็นเมื่อกายทำลายไปแล้วก็ไม่มีผู้แลเห็น
โดยสรุปทิฏฐิดังที่กล่าวมาแล้วนั้นสามารถจัดแบ่งได้เป็น๒กลุ่มโดยแบ่งออกเป็นสองข้างแห่งความสุดโต่งคือกลุ่มทิฏฐิที่มีความเชื่อในความมีอยู่เป็นอยู่และกลุ่มทิฏฐิที่มีความเชื่อในความไม่มีอยู่ไม่เป็นอยู่ซึ่งในระหว่างทิฏฐิสุดโต่งทั้งสองข้างนั้นพระพุทธศาสนาได้ประกาศแนวคิดทางสายกลางเป็นสัมมาทิฏฐิมีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในการประกาศแนวคิดทางสายกลางคือเรื่องเล่าว่าติมพรุกขะได้ทูลถามพระพุทธเจ้าในปัญหาว่าสุขและทุกข์เกิดขึ้นเพราะใครกระทำทีละข้อว่า
๑. สุขและทุกข์ตนกระทำเอง
๒. สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้
๓. สุขและทุกข์ตนกระทำเองด้วยผู้อื่นกระทำให้ด้วย
๔. สุขและทุกข์ตนเองกระทำก็มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ก็มิใช่
พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบแต่ละข้อนั้นว่าอย่ากล่าวอย่างนั้นและเมื่อติมพรุกขะทูลขอให้พระองค์อธิบายเรื่องสุขและทุกข์พระองค์ตรัสว่าเราไม่กล่าวว่าสุขและทุกข์ตนกระทำเองและเราก็ไม่กล่าวว่าสุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้เราแสดงธรรมโดยสายกลางว่าทุกข์ทั้งมวลเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยต่างๆเริ่มด้วยอวิชชาต่อเนื่องกันไปเป็นเหตุเมื่อดับปัจจัยอันเป็นเหตุได้แล้วทุกข์ทั้งมวลก็จะดับไป๘๔เช่นเดียวกับในอเจลกัสสปสูตรอเจลกัสสปได้ทูลถามพระพุทธเจ้าในปัญหาว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะใครกระทำทำนองเดียวกับที่ติมพรุกขกะได้ทูลถามซึ่งก็ได้รับคำตอบอย่างเดียวกันและได้รับคำอธิบายจากพระองค์ด้วยว่าการถือว่าทุกข์ตนกระทำเองนั้นเป็นสัสสตทิฏฐิและการที่
ถือว่าทุกข์ผู้อื่นกระทำให้นั้นเป็นอุจเฉททิฏฐิ๘๕ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสถึงกระบวนการของการเกิดทุกข์ในลักษณะกระบวนการที่เป็นหลักปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตาโดยไม่ระบุเจาะจงไปว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะตนเองหรือบุคคลอื่นกระทำคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นแนวคิดใหม่และเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปยากที่จะเข้าใจเพราะเป็นคำสอนที่หลุดพ้นออกจากการยึดติดทางความเชื่อแบบดั้งเดิมที่ผูกพันอยู่กับความมีอยู่เป็นอยู่ของเทพเจ้าและความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของมนุษย์ในขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องกระบวนการของการเกิดทุกข์และดับทุกข์แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อในเรื่องความมีอยู่ความเป็นอยู่ของเทพเจ้าและตัวตนและอีกกลุ่มหนึ่งยังมีความเชื่อเลยไปถึงความไม่อยู่ไม่เป็นอยู่ของสรรพสิ่งคือปฏิเสธภาวะทุกอย่างว่าไม่มีจริงดังนั้นเราอาจสามารถจัดแบ่งกลุ่มทิฏฐิได้๒แนวคิดหลักๆคือ
๑. ทิฏฐิว่าด้วยความมีความเป็นเป็นความเชื่อที่ยอบรับว่ามีสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่จริงคือความงมงายด้วยการยึดถือผิดด้วยความติดยึดอยู่ในภพเป็นทิฏฐิที่เชื่อว่ามีภพหรือสภาวะของความมีความเป็นเรียกว่าภวทิฏฐิคือชอบที่จะบันเทิงอยู่ในภพไม่น้อมไปในธรรมเพื่อความดับภพมีความเชื่อในชีวิตปัจจุบันเป็นกามสุขัลลิกานุโยคและความเชื่อในชีวิตหลังความตายเป็นสัสตตทิฏฐิโดยยังยึดติดในความเชื่อเรื่องภพภูมิต่างๆเช่นสวรรค์และพรหมโลก
๒. ทิฏฐิว่าด้วยความไม่มีความไม่เป็นเป็นความเชื่อปฏิเสธว่าไม่มีสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่จริงคือความงมงายด้วยการยึดถือผิดในความไม่มีจริงเป็นความเชื่อที่แล่นเลยความเป็นอนัตตาไปเป็นทิฏฐิที่เชื่อว่าไม่มีภพหรือสภาวะของความมีความเป็นที่แท้จริงเรียกว่าวิภวทิฏฐิโดยได้พัฒนามาจากความเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดคือวัฏฏสังสารโดยเชื่อว่าบุคคลจะบริสุทธิ์ได้เองโดยไม่มีเหตุปัจจัยเป็นอกิริยทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิและในขณะเดียวกันบางกลุ่มก็หลงเชื่อในเหตุปัจจัยที่ไม่ถูกต้องทำให้ยึดถือการปฏิบัติที่ผิดทางด้วยอัตตกิลมถานุโยคคือการประพฤติทรมานตนให้ลำบากเพราะความเชื่อว่าเป็นทางหลุดพ้นจากการเกิดอีกผู้ใดยึดถือทิฏฐิ๒อย่างนี้ย่อมไม่บรรลุถึงความดับทุกข์ผู้ยึดถือทิฏฐิใดย่อมมีสัญญาวิปริตเพราะทิฏฐินั้นผู้เห็นธรรมย่อมเห็นความเป็นจริงของการเกิดและการดับไปด้วยหลักปฏิจจสมุปบาทย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายและเพื่อดับความเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขานั้นดังพระพุทธดำรัสว่า “ดูกรกัจจานะโลกนี้โดยมากอาศัยส่วน๒อย่างคือความมี๑ความไม่มี๑ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้วความไม่มีในโลกย่อมไม่มีเมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้วความมีในโลกย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส (ความยึดมั่น) แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึงไม่ถือมั่นไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้นอันเป็นอภินิเวสและอนุสัยอันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่าอัตตาของเราดังนี้ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละเมื่อบังเกิดขึ้นย่อมบังเกิดขึ้นทุกข์เมื่อดับย่อมดับพระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลยด้วยเหตุเพียงเท่านี้แลกัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ. . . ส่วนสุดข้อที่๑นี้ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ส่วนสุดข้อที่๒นี้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลางไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง๒นั้นว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ . . . ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือสังขารจึงดับเพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ . . . ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้” ๘๖
ในการศึกษาครั้งนี้สามารถจัดแบ่งลักษณะของมิจฉาทิฏฐิได้๔ประเภทและสามารถสรุปได้ใน๒หลักคือ
๑. ทิฏฐิเชิงหลักการได้แก่สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ
๒. ทิฏฐิเชิงปฏิบัติการได้แก่กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค
ซึ่งผลจากการศึกษาจะนำไปสู่การจัดประเภทของมิจฉาทิฏฐิของพุทธสาวกก่อนการบรรลุธรรม
……………………………….
รวมเชิงอรรถ
๑ S. Radhakrishnan, Indian Philosophy, Vol.One, (Delhi : Oxford University Press, 1929), p.59.
๒ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, พิมพ์ครั้งที่๓, (กรุงเทพฯ : ศยาม,๒๕๓๗), หน้า ๑๒๑.
๓ วราพร ศรีสุพรรณ, การสร้างสรรค์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนการปฏิบัติอุตสาหกรรม, (กรุงเทพฯ :เสมาธรรม,๒๕๔๒), หน้า ๗๓.
๔ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, หน้า ๑๑๒.
๕ ธีรยุทธ บุญมี, ความหลากหลายของชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม, (กรุงเทพฯ : สายธาร,๒๕๔๖), หน้า ๑๔๒.
๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๓.
๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๒.
๘ กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย, อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง, พิมพ์ครั้งที่๓, (กรุงเทพฯ : ศยาม,๒๕๔๒),หน้า ๕.
๙ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, หน้า ๑๑๘.
๑๐ วราพร ศรีสุพรรณ, การสร้างสรรค์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนการปฏิบัติอุตสาหกรรม, หน้า ๑๓.
๑๑ กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย, อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง, หน้า ๕.
๑๒ ธีรยุทธ บุญมี, ความหลากหลายของชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม, หน้า ๒๐๑.
๑๓ อ้างแล้ว, หน้า ๒๐๑.
๑๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๐๑ - ๒๐๒.
๑๕ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, หน้า ๑๒๗.
๑๖ กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย, อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง, หน้า ๖.
๑๗ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, หน้า ๑๔๒.
๑๘ สุนทร ณ รังสี, ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ, พิมพ์ครั้งที่๓, (กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๑๙.
๑๙ สุวรรณ เพชรนิล, พุทธปรัชญาเบื้องต้น, (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๖), หน้า ๒๖.
๒๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๖.
๒๑ ธีรยุทธ บุญมี, ความหลากหลายของชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม, หน้า ๒๐๓ – ๒๐๔
๒๒ พินเยนทรนาถ เชาธุรี, แปลโดย สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย, พุทธสถานในอินเดียโบราณ,(กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๔), หน้า ๗.
๒๓ วิ.ม. (ไทย) ๕/๒๓/๒๗.
๒๔ พินเยนทรนาถ เชาธุรี, แปลโดย สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย, พุทธสถานในอินเดียโบราณ,หน้า ๑๗.
๒๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘ – ๑๙.
๒๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๐.
๓๑ T. W. Rhys Davids and William Stede, Pali – English Dictionary, (New Delhi : MunshiramManoharlal Publishers Pvt Ltd.,2001), p.321.
๓๒ Damiem Keown, Dictionary of Buddhism, (New York : Oxford UniversityPress,2003),p.70.
๓๓ Cambridge Advanced Learner’s Dictionary, (London : Cambridge University Press, 2003),p.1418.
๓๔ อภิ.ธา. (ไทย) ๓๔/๘๗๐/๒๙๘.
๓๕ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๕๘/๑๖๕.
๓๖ อภิ.ธา. (ไทย) ๓๔/๘๗๑/๒๙๙.
๓๗ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒๙๕-๓๐๓/๑๓๗-๑๓๙.
๓๘ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๙/๓๔๘ ; ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๔๙/๑๒๓ .
๓๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๖๒/๒๘๖ ; ๔๗๕/๓๔๒ ; ม.มู(ไทย) ๑๒/๑๐๔/๗๕.
๔๐ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๔๖๙/๓๓๗ ; ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๐๔/๗๖.
๔๑ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๒/๕๒๖.
๔๒ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๘๕/๕๒๓ ; องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๑๖๕/๒๘๗ ; ๑๖๘-๑๘๑/๒๙๕-๓๐๐.
๔๓ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๓๔๙/๙๐ ; องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๑๓/๑๘ ; อภิ.วิ.๓๕/๙๗๖-๗/๕๐๙.
๔๔ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๕๐๕/๓๓๗ ; อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๓๔/๕๓๐.
๔๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๗/๒๖๖ ; องฺ.สตฺตก. (ไทย). ๒๓/๑๑/๘ ; อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๐๕/๕๑๗.
๔๖ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๒๖/๕๒๘.
๔๗ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๒๙/๕๒๘.
๔๘ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๐๔/๑๓๙.
๔๙ องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๙๒/๑๘๓.
๕๐ ที.สี. (ไทย) ๙/๑/๑.
๕๑ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘/๒๒.
๕๒ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๗๗๔/๔๑๖.
๕๓ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๗๗๗/๔๑๗.
๕๔ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๗๘๒/๔๑๙.
๕๕ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๓๔๖/๑๗๘.
๕๖ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๗๙๐/๔๒๓.
๖๐ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๘๐.
๖๑ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๑๙๓/๔๔.
๖๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๓๔๖-๓๖๕/๑๗๘-๑๘๙.
๖๓ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๐๕/๑๔๐.
๖๔ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๓/๑๘ ; สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘.
๖๕ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๑๗๙-๑๘๐-๑๒๐.
๖๖ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๐๕/๑๑๑.
๖๗ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๐๑/๒๒๒ ; อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๙๔๐/๔๙๖.
๖๘ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๐๑/๑๙๖ - ๑๙๗.
๖๙ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๑/๖๑.
๗๐ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๔/๖๗
๗๔ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๙/๗๖.
๗๕ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๑๙/๑๘๕.
๗๖ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๙/๗๗.
๗๗ ที.สี. (ไทย) ๘/๒๙๒/๒๖๙.
๗๘ ที.สี. (ไทย) ๘/๒๙๒/๒๗๐.
๗๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒๙๔/๑๓๗.
๘๐ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๕๙/๑๖๕.
๘๑ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๐๖-๓๕๕/๑๔๐-๑๖๓.
๘๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๔๑๗-๔๖๘/๒๑๒-๒๔๕.
๘๓ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๐/๕๗-๕๘.
๘๔ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๕๔/๒๑.
๘๕ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๔๙/๑๙.
๘๖ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๔๒-๔๔/๑๖-๑๗.
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี