๕) ทิฏฐิธัมมนิพพานกลุ่มที่มีทิฏฐิที่เห็นสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบันมี๕ประเภทคือ

๕.๑) ทิฏฐิว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณ๕เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน

๕.๒) ถึง๕.๕) ทิฏฐิว่าการเพียบพร้อมด้วยฌานที่๑ที่๒ที่๓ที่๔เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน

ในที่สุดแห่งพระสูตรพระพุทธเจ้าได้ตรัสสรุปโดยใช้กระบวนการปฏิจจสมุปบาทว่าสมณพราหมณ์ทุกพวกที่มีทิฏฐิ๖๒ประการนี้ย่อมได้เสวยอารมณ์เพราะอายตนะ๖เพราะเหตุที่เสวยอารมณ์จึงเกิดตัณหาเพราะเหตุที่มีตัณหาจึงมีความยึดมั่นถือมั่นเพราะเหตุที่มีความยึดมั่นถือมั่นจึงมีภพเพราะเหตุที่มีภพจึงชาติเพราะเหตุที่มีชาติจึงมีความตายความเศร้าโศกความไม่สบายกายไม่สบายใจและความคับแค้นใจสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมติดอยู่ในข่ายความเห็นทั้ง๖๒

เหมือนปลาติดข่ายส่วนตถาคตเป็นผู้ละตัณหาอันนำไปสู่ภพได้แล้วกายจึงดำรงอยู่ตราบใดก็มีผู้แลเห็นเมื่อกายทำลายไปแล้วก็ไม่มีผู้แลเห็น

โดยสรุปทิฏฐิดังที่กล่าวมาแล้วนั้นสามารถจัดแบ่งได้เป็น๒กลุ่มโดยแบ่งออกเป็นสองข้างแห่งความสุดโต่งคือกลุ่มทิฏฐิที่มีความเชื่อในความมีอยู่เป็นอยู่และกลุ่มทิฏฐิที่มีความเชื่อในความไม่มีอยู่ไม่เป็นอยู่ซึ่งในระหว่างทิฏฐิสุดโต่งทั้งสองข้างนั้นพระพุทธศาสนาได้ประกาศแนวคิดทางสายกลางเป็นสัมมาทิฏฐิมีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนในการประกาศแนวคิดทางสายกลางคือเรื่องเล่าว่าติมพรุกขะได้ทูลถามพระพุทธเจ้าในปัญหาว่าสุขและทุกข์เกิดขึ้นเพราะใครกระทำทีละข้อว่า

๑. สุขและทุกข์ตนกระทำเอง

๒. สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้

๓. สุขและทุกข์ตนกระทำเองด้วยผู้อื่นกระทำให้ด้วย

๔. สุขและทุกข์ตนเองกระทำก็มิใช่ผู้อื่นกระทำให้ก็มิใช่

พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบแต่ละข้อนั้นว่าอย่ากล่าวอย่างนั้นและเมื่อติมพรุกขะทูลขอให้พระองค์อธิบายเรื่องสุขและทุกข์พระองค์ตรัสว่าเราไม่กล่าวว่าสุขและทุกข์ตนกระทำเองและเราก็ไม่กล่าวว่าสุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้เราแสดงธรรมโดยสายกลางว่าทุกข์ทั้งมวลเกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยต่างๆเริ่มด้วยอวิชชาต่อเนื่องกันไปเป็นเหตุเมื่อดับปัจจัยอันเป็นเหตุได้แล้วทุกข์ทั้งมวลก็จะดับไป๘๔เช่นเดียวกับในอเจลกัสสปสูตรอเจลกัสสปได้ทูลถามพระพุทธเจ้าในปัญหาว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะใครกระทำทำนองเดียวกับที่ติมพรุกขกะได้ทูลถามซึ่งก็ได้รับคำตอบอย่างเดียวกันและได้รับคำอธิบายจากพระองค์ด้วยว่าการถือว่าทุกข์ตนกระทำเองนั้นเป็นสัสสตทิฏฐิและการที่

ถือว่าทุกข์ผู้อื่นกระทำให้นั้นเป็นอุจเฉททิฏฐิ๘๕ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสถึงกระบวนการของการเกิดทุกข์ในลักษณะกระบวนการที่เป็นหลักปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปัจจยตาโดยไม่ระบุเจาะจงไปว่าทุกข์เกิดขึ้นเพราะตนเองหรือบุคคลอื่นกระทำคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นแนวคิดใหม่และเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปยากที่จะเข้าใจเพราะเป็นคำสอนที่หลุดพ้นออกจากการยึดติดทางความเชื่อแบบดั้งเดิมที่ผูกพันอยู่กับความมีอยู่เป็นอยู่ของเทพเจ้าและความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของมนุษย์ในขณะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องกระบวนการของการเกิดทุกข์และดับทุกข์แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อในเรื่องความมีอยู่ความเป็นอยู่ของเทพเจ้าและตัวตนและอีกกลุ่มหนึ่งยังมีความเชื่อเลยไปถึงความไม่อยู่ไม่เป็นอยู่ของสรรพสิ่งคือปฏิเสธภาวะทุกอย่างว่าไม่มีจริงดังนั้นเราอาจสามารถจัดแบ่งกลุ่มทิฏฐิได้๒แนวคิดหลักๆคือ

๑. ทิฏฐิว่าด้วยความมีความเป็นเป็นความเชื่อที่ยอบรับว่ามีสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่จริงคือความงมงายด้วยการยึดถือผิดด้วยความติดยึดอยู่ในภพเป็นทิฏฐิที่เชื่อว่ามีภพหรือสภาวะของความมีความเป็นเรียกว่าภวทิฏฐิคือชอบที่จะบันเทิงอยู่ในภพไม่น้อมไปในธรรมเพื่อความดับภพมีความเชื่อในชีวิตปัจจุบันเป็นกามสุขัลลิกานุโยคและความเชื่อในชีวิตหลังความตายเป็นสัสตตทิฏฐิโดยยังยึดติดในความเชื่อเรื่องภพภูมิต่างๆเช่นสวรรค์และพรหมโลก

๒. ทิฏฐิว่าด้วยความไม่มีความไม่เป็นเป็นความเชื่อปฏิเสธว่าไม่มีสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่จริงคือความงมงายด้วยการยึดถือผิดในความไม่มีจริงเป็นความเชื่อที่แล่นเลยความเป็นอนัตตาไปเป็นทิฏฐิที่เชื่อว่าไม่มีภพหรือสภาวะของความมีความเป็นที่แท้จริงเรียกว่าวิภวทิฏฐิโดยได้พัฒนามาจากความเชื่อในการเวียนว่ายตายเกิดคือวัฏฏสังสารโดยเชื่อว่าบุคคลจะบริสุทธิ์ได้เองโดยไม่มีเหตุปัจจัยเป็นอกิริยทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิและในขณะเดียวกันบางกลุ่มก็หลงเชื่อในเหตุปัจจัยที่ไม่ถูกต้องทำให้ยึดถือการปฏิบัติที่ผิดทางด้วยอัตตกิลมถานุโยคคือการประพฤติทรมานตนให้ลำบากเพราะความเชื่อว่าเป็นทางหลุดพ้นจากการเกิดอีกผู้ใดยึดถือทิฏฐิ๒อย่างนี้ย่อมไม่บรรลุถึงความดับทุกข์ผู้ยึดถือทิฏฐิใดย่อมมีสัญญาวิปริตเพราะทิฏฐินั้นผู้เห็นธรรมย่อมเห็นความเป็นจริงของการเกิดและการดับไปด้วยหลักปฏิจจสมุปบาทย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายและเพื่อดับความเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขานั้นดังพระพุทธดำรัสว่า “ดูกรกัจจานะโลกนี้โดยมากอาศัยส่วน๒อย่างคือความมี๑ความไม่มี๑ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้วความไม่มีในโลกย่อมไม่มีเมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้วความมีในโลกย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส (ความยึดมั่น) แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึงไม่ถือมั่นไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้นอันเป็นอภินิเวสและอนุสัยอันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่าอัตตาของเราดังนี้ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละเมื่อบังเกิดขึ้นย่อมบังเกิดขึ้นทุกข์เมื่อดับย่อมดับพระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลยด้วยเหตุเพียงเท่านี้แลกัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ. . . ส่วนสุดข้อที่๑นี้ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ส่วนสุดข้อที่๒นี้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลางไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง๒นั้นว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ . . . ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือสังขารจึงดับเพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ . . . ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้” ๘๖

ในการศึกษาครั้งนี้สามารถจัดแบ่งลักษณะของมิจฉาทิฏฐิได้๔ประเภทและสามารถสรุปได้ใน๒หลักคือ

๑. ทิฏฐิเชิงหลักการได้แก่สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ

๒. ทิฏฐิเชิงปฏิบัติการได้แก่กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค

ซึ่งผลจากการศึกษาจะนำไปสู่การจัดประเภทของมิจฉาทิฏฐิของพุทธสาวกก่อนการบรรลุธรรม

……………………………….

รวมเชิงอรรถ

๑ S. Radhakrishnan, Indian Philosophy, Vol.One, (Delhi : Oxford University Press, 1929), p.59.

๒ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, พิมพ์ครั้งที่๓, (กรุงเทพฯ : ศยาม,๒๕๓๗), หน้า ๑๒๑.

๓ วราพร ศรีสุพรรณ, การสร้างสรรค์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนการปฏิบัติอุตสาหกรรม, (กรุงเทพฯ :เสมาธรรม,๒๕๔๒), หน้า ๗๓.

๔ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, หน้า ๑๑๒.

๕ ธีรยุทธ บุญมี, ความหลากหลายของชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม, (กรุงเทพฯ : สายธาร,๒๕๔๖), หน้า ๑๔๒.

๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๓.

๗ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๒.

๘ กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย, อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง, พิมพ์ครั้งที่๓, (กรุงเทพฯ : ศยาม,๒๕๔๒),หน้า ๕.

๙ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, หน้า ๑๑๘.

๑๐ วราพร ศรีสุพรรณ, การสร้างสรรค์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก่อนการปฏิบัติอุตสาหกรรม, หน้า ๑๓.

๑๑ กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย, อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง, หน้า ๕.

๑๒ ธีรยุทธ บุญมี, ความหลากหลายของชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม, หน้า ๒๐๑.

๑๓ อ้างแล้ว, หน้า ๒๐๑.

๑๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๐๑ - ๒๐๒.

๑๕ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, หน้า ๑๒๗.

๑๖ กรุณา - เรืองอุไร กุศลาสัย, อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง, หน้า ๖.

๑๗ ยวาหะลาล เนห์รู, แปลโดย กรุณา กุศลาสัย, พบถิ่นอินเดีย, หน้า ๑๔๒.

๑๘ สุนทร ณ รังสี, ปรัชญาอินเดีย ประวัติและลัทธิ, พิมพ์ครั้งที่๓, (กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๕), หน้า ๑๙.

๑๙ สุวรรณ เพชรนิล, พุทธปรัชญาเบื้องต้น, (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๖), หน้า ๒๖.

๒๐ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๖.

๒๑ ธีรยุทธ บุญมี, ความหลากหลายของชีวิต ความหลากหลายทางวัฒนธรรม, หน้า ๒๐๓ – ๒๐๔

๒๒ พินเยนทรนาถ เชาธุรี, แปลโดย สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย, พุทธสถานในอินเดียโบราณ,(กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย,๒๕๔๔), หน้า ๗.

๒๓ วิ.ม. (ไทย) ๕/๒๓/๒๗.

๒๔ พินเยนทรนาถ เชาธุรี, แปลโดย สภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย, พุทธสถานในอินเดียโบราณ,หน้า ๑๗.

๒๕ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๘ – ๑๙.

๒๖ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๐.

๓๑ T. W. Rhys Davids and William Stede, Pali – English Dictionary, (New Delhi : MunshiramManoharlal Publishers Pvt Ltd.,2001), p.321.

๓๒ Damiem Keown, Dictionary of Buddhism, (New York : Oxford UniversityPress,2003),p.70.

๓๓ Cambridge Advanced Learner’s Dictionary, (London : Cambridge University Press, 2003),p.1418.

๓๔ อภิ.ธา. (ไทย) ๓๔/๘๗๐/๒๙๘.

๓๕ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๕๘/๑๖๕.

๓๖ อภิ.ธา. (ไทย) ๓๔/๘๗๑/๒๙๙.

๓๗ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒๙๕-๓๐๓/๑๓๗-๑๓๙.

๓๘ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๙๙/๓๔๘ ; ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๔๙/๑๒๓ .

๓๙ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๖๒/๒๘๖ ; ๔๗๕/๓๔๒ ; ม.มู(ไทย) ๑๒/๑๐๔/๗๕.

๔๐ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๔๖๙/๓๓๗ ; ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๐๔/๗๖.

๔๑ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๒/๕๒๖.

๔๒ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๘๕/๕๒๓ ; องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๑๖๕/๒๘๗ ; ๑๖๘-๑๘๑/๒๙๕-๓๐๐.

๔๓ สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๓๔๙/๙๐ ; องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๑๓/๑๘ ; อภิ.วิ.๓๕/๙๗๖-๗/๕๐๙.

๔๔ ขุ.ม. (ไทย) ๒๙/๕๐๕/๓๓๗ ; อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๓๔/๕๓๐.

๔๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๓๗/๒๖๖ ; องฺ.สตฺตก. (ไทย). ๒๓/๑๑/๘ ; อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๐๕/๕๑๗.

๔๖ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๒๖/๕๒๘.

๔๗ อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๑๐๒๙/๕๒๘.

๔๘ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๐๔/๑๓๙.

๔๙ องฺ.ทสก. (ไทย) ๒๔/๙๒/๑๘๓.

๕๐ ที.สี. (ไทย) ๙/๑/๑.

๕๑ ม.อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘/๒๒.

๕๒ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๗๗๔/๔๑๖.

๕๓ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๗๗๗/๔๑๗.

๕๔ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๗๘๒/๔๑๙.

๕๕ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๓๔๖/๑๗๘.

๕๖ สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๗๙๐/๔๒๓.

๖๐ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, หน้า ๘๐.

๖๑ องฺ.เอกก. (ไทย) ๒๐/๑๙๓/๔๔.

๖๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๓๔๖-๓๖๕/๑๗๘-๑๘๙.

๖๓ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๐๕/๑๔๐.

๖๔ วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๓/๑๘ ; สํ.ม. (ไทย) ๑๙/๑๖๖๔/๕๒๘.

๖๕ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๑๗๙-๑๘๐-๑๒๐.

๖๖ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๑๐๕/๑๑๑.

๖๗ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๐๑/๒๒๒ ; อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๙๔๐/๔๙๖.

๖๘ องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๕๐๑/๑๙๖ - ๑๙๗.

๖๙ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๑/๖๑.

๗๐ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๔/๖๗

๗๔ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๙/๗๖.

๗๕ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๒๑๙/๑๘๕.

๗๖ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๙/๗๗.

๗๗ ที.สี. (ไทย) ๘/๒๙๒/๒๖๙.

๗๘ ที.สี. (ไทย) ๘/๒๙๒/๒๗๐.

๗๙ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๒๙๔/๑๓๗.

๘๐ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๕๙/๑๖๕.

๘๑ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๓๐๖-๓๕๕/๑๔๐-๑๖๓.

๘๒ สํ.ข. (ไทย) ๑๗/๔๑๗-๔๖๘/๒๑๒-๒๔๕.

๘๓ ที.สี. (ไทย) ๙/๙๐/๕๗-๕๘.

๘๔ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๕๔/๒๑.

๘๕ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๔๙/๑๙.

๘๖ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๔๒-๔๔/๑๖-๑๗.

  ประวัติผู้รวบรวมและเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี