โครงการธรรมศึกษาวิจัย
: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก
อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา
ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑
๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
หลักพัฒนาการพูดส่งเสริมพระพุทธศาสนา
หลักพัฒนาการพูด
1. อ่านหนังสือได้ฟังหรือพบประโยควลีคำกลอน หรือคำขวัญที่ดีมีคุณค่า ควรจดบันทึกไว้เป็นข้อมูล
2. จัดลำดับความคิดที่จะพูดให้สอดคล้องกัน
3. พูดจากหัวใจที่จริงใจ ด้วยความตั้งใจ
4. วิเคราะห์หรือหยั่งสถานการณ์การพูดการฟังในแต่ละครั้ง
5. ก่อนพูด ควรเตรียมบุคลิกภาพ และเนื้อหาให้พร้อม
6. เตรียมเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยในการพูดให้พร้อม
7. ต้องพูดให้ได้เหมือนกับการเขียน และพูดให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด
8. ระลึกอยู่เสมอว่าการพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
9. กำหนดและลำดับเรื่องไว้ในใจ และควรจำให้แม่นยำ
ความหมาย
|
|
ปากเป็นเอก เลขเป็นโทโบราณว่า หนังสือตรีมีปัญญาไม่เสียหลาย ถึงรู้มากไม่มีปากลำบากตาย มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการ ถึงเป็นครู รู้วิชาปัญญามาก ไม่รู้จักใช้ปากให้จัดจ้านเหมือนเต่าฝัง นั่งซื่อฮื้อรำคาญ วิชาชาญมากเปล่าไม่เข้าที (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) “ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด” หรือ “มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการ” (ทองขาว พ่วงรอดพันธุ์, 2532 : 13-14) |
ความหมายของการพูด
การพูดเป็นพฤติกรรมทางภาษาที่ควบคู่ไปกับการฟังเพื่อการสื่อความหมายระหว่างมนุษย์เป็นการเปล่งเสียงออกมาเป็นภาษาเพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิดความรู้สึกหรือความต้องการของผู้พูดไปยังผู้ฟัง โดยใช้ถ้อยคำน้ำเสียงและอากัปกิริยา จนเป็นที่เข้าใจกันได้
การพูดที่ดี คือ การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง รวมทั้งกิริยาอาการต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามจรรยามารยาท ประเพณีนิยมของสังคม เพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึก ความต้องการ ทัศนคติ และ ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ให้ผู้ฟังได้รับรู้และก่อให้เกิดการตอบสนองตรงตามที่ผู้พูดต้องการ
การพูดจึงเป็นการสื่อสารสองทาง คือ มีทั้งผู้พูดและผู้ฟัง การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์“ศาสตร์” หมายถึงการพูดจะต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ ที่ใช้สอน ถ่ายทอด ปฏิบัติฝึกฝน เช่นเดียวกับหลักวิชาแขนงอื่นๆ ส่วน“ศิลป์” หมายถึง การพูดเป็นเรื่องของความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคล นอกจากนี้การพูดยังจัดเป็นทักษะและวิชาชีพอีกประการหนึ่ง ซึ่งสามารถขยายความได้ดังนี้
- ที่ว่าเป็นศาสตร์ เพราะ เป็นวิชาที่มีหลักเกณฑ์ มีทฤษฎีให้เรียนรู้และถ่ายทอดกันได้ เช่น หลักเกณฑ์การออกเสียงจัดเป็นสัทศาสตร์การแสดงกิริยาอาการจัดเป็นจริยศาสตร์ และการติดต่อสื่อสารจัดเป็นสังคมศาสตร์ เป็นต้น
- ที่ว่าเป็นศิลป์ เพราะ ต้องนำหลักเกณฑ์ไปปฏิบัติให้เกิดความไพเราะสวยงาม เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ฟัง การศึกษาแต่หลักเกณฑ์หรือทฤษฎีเพียงอย่างเดียวจึงไม่ สามารถที่จะช่วยให้ผู้ศึกษาวิชาการพูดได้รับประโยชน์จากการพูดมากเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องนำไปปฏิบัติ โดยเพิ่มเทคนิคและกลวิธีต่างๆ ที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความพอใจ
- ที่ว่าเป็นทักษะ เพราะ การพูดต้องอาศัยการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญจึงจะใช้ประโยชน์ได้ดี ยิ่งชำนาญมากเท่าใดก็ยิ่งพูดดีขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะเรียนรู้ทฤษฎีและมีศิลปะในการพูดเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว แต่ถ้าขาดการฝึกฝนก็จะเอาดีไม่ได้ ตรงกับสุภาษิตที่กล่าวว่า“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่kมือคลำ และสิบมือคลำไม่เท่าทำเอง”
- ที่ว่าเป็นวิชาชีพ เพราะ ทุกๆ อาชีพใช้ภาษาพูดเป็นสื่อในการติดต่อสื่อสาร ถ้าพูดดีเป็นศรีสง่าตนเอง ประกอบอาชีพใดๆ ก็มีแต่ความเจริญก้าวหน้า แต่ถ้าพูดไม่ดีจะมีแต่ความเสื่อมและเกิดอันตรายแก่ตนเองเช่นกัน ดังสุภาษิตที่กล่าวว่า“พูดดีเป็นศรีแก่ปาก”
การพูด มีผู้ให้คำนิยามไว้มากมาย พอสรุปได้ดังนี้
ประภาศรี สีหอำไพ และคณะ(2537 : 4) กล่าวว่า การพูดเป็นวิธีสื่อสารชนิดหนึ่งของทักษะการส่งสาร ซึ่งสามารถฝึกหัดให้มีประสิทธิภาพได้ โดยผู้พูดสามารถ ส่งรหัสของสารโดยใช้ภาษา ถ้อยคำ และท่าทาง เป็นสื่อส่งสารไปให้ ผู้ฟังสามารถถอดรหัสจนเข้าใจความหมายของสารได้
พันธุ์ทิพา หลาบเลิศบุญ และคณะ(2542 : 23) กล่าวว่า การพูด คือ การสื่อความหมายซึ่งกันและกันในสังคม โดยการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น เสียง ภาษา อากัปกิริยาท่าทาง เพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิดเห็น และความรู้สึกของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง
ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฎจันทรเกษม ให้คำนิยามไว้ว่า การพูด หมายถึง การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และอากัปกิริยาเพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึก และความต้องการของผู้พูดให้ผู้ฟังรับรู้และเกิดการตอบสนอง
กล่าวโดยสรุป“การพูด” คือ การที่มนุษย์เปล่งเสียงเป็นถ้อยคำภาษาออกมา เพื่อแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการของผู้พูดไปให้ ผู้ฟังได้ยินและเข้าใจโดยอาศัยภาษาน้ำเสียง อากัปกิริยาท่าทางเป็นสื่อ และมีการตอบสนองจากผู้ฟัง
ประเภทของการพูด
มี2 ประเภท คือ
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ(Informal)
2. การพูดอย่างเป็นทางการ(Formal)
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ(Informal) คือ การพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้อง มิตรสหาย คนสนิทและไม่เป็นพิธีการ ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่ต้องเตรียมตัวมาก่อน แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
1.1 การพูดทั่วไป เช่น การพูดกับญาติพี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่มีโอกาสพบปะพูดจากันเสมอในชีวิตประจำวัน
1.2 การสนทนา คือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน การสนทนาอาจทำได้ตั้งแต่ไม่เป็นทางการจนถึงเป็นทางการ
2. การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal) ได้แก่ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตอง เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อจุดมุ่งหมายต่างกัน เป็นการพูดที่มีแบบแผนเป็นพิธีการ ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถ ศิลปะในการพูดและบุคลิกภาพในการพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมีการเตรียมตัวก่อนและฝึกฝนเป็นอย่างดี ภาษาต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล รูปแบบก่อนพูดอย่างเป็นทางการแบ่งออกเป็น4 รูปแบบ คือ
2.1 การพูดโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“การพูดโดยกะทันหัน” การพูดแบบนี้ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ ประสบการณ์ ความรู้และความชำนาญที่มีอยู่เดิม
2.2 การพูดโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การพูดแบบมีโน๊ตย่อ” ผู้พูดต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไร ที่ไหน ใครฟัง จึงสามารถ เตรียมเนื้อเรื่อง เตรียมอุปกรณ์ประกอบการพูดและทำโน๊ตย่อหรือ โครงเรื่องที่จะพูดมาดูได้ในขณะที่พูด
2.3 การพูดจากความจำ เรียกว่า“การพูดแบบท่องจำ” การพูดแบบนี้เหมาะสมกับผู้พูดที่มีความจำดี และเป็นเรื่องที่ไม่ยาวนัก ผู้พูดต้องมีเวลาในการนำเรื่องไปอ่าน ท่องจำให้ได้ทั้งหมดโดยจดจำประเด็นสำคัญให้ได้
2.4 การพูดโดยการอ่านจากต้นฉบับ เป็นการพูดตามต้นฉบับที่ตระเตรียมไว้ให้ครบถ้วน วิธีนี้จึงดูเหมือนเป็นการอ่านจากต้นฉบับ แต่ผู้พูดจะต้องใช้สายตามองดูผู้ฟังมากกว่าต้นฉบับ จึงมักใช้ในการพูดที่เป็นพิธีการ เช่น กล่าวสุนทรพจน์ คำปราศรัย แถลงการณ์ เป็นต้น
หากแบ่งอย่างกว้างๆ สามารถแบ่งได้เป็น2 ประเภท คือ
1. การพูดที่จำแนกตามจำนวนผู้ฟัง ได้แก่
1.1 การพูดระหว่างบุคคล ซึ่งอาจมีเพียง2 คน หรือในกลุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นหน้ากัน เช่น การสนทนา การเล่าเรื่อง การแนะนำตัว การตอบข้อซักถาม การสัมภาษณ์ เป็นต้น
1.2 การพูดในที่ประชุมชน เป็นการพูดที่มีผู้ฟังเป็นจำนวนมากจึงต้องมีการเตรียมใจ เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านบุคลิกภาพและเนื้อเรื่องที่จะนำเสนอ เช่นการสัมมนา การโต้วาที การให้โอวาท การกล่าวแสดงสุนทรพจน์ เป็นต้น
2. การพูดที่จำแนกตามประเภทของการพูด ได้แก่
2.1 การพูดโดยฉับพลัน เป็นการพูดโดยไม่รู้ตัวมาก่อนแต่มีผู้เชิญให้พูดอย่างกะทันหัน จึงมีผู้เรียกการพูดแบบนี้ว่า“การพูดแบบกลอนสด” ผู้พูดจึงต้องอาศัยพรสวรรค์ ไหวพริบและการช่างสังเกตจึงจะทำให้การพูดลุล่วงไปด้วยดี เช่น การพูดอวยพรในงานมงคลสมรส ได้รับให้กล่าวขอบคุณวิทยากรอย่างกะทันหัน เป็นต้น
2.2 การพูดโดยท่องจำ เป็นการพูดที่ผู้พูดรู้ตัวมาก่อนและมีการ เตรียมตัวทั้งทางด้านเนื้อหา บุคลิกภาพ เช่น การกล่าวต้อนรับผู้มาเยือน การกล่าวอำลา การกล่าวให้โอวาท เป็นต้น สิ่งสำคัญของการพูดแบบนี้คือ ต้องพูดให้เป็นธรรมชาติไม่ใช่พูดแบบท่องจำ
2.3 การพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ การพูดแบบนี้ผู้พูดจะพูดจากต้นฉบับที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจจะเตรียมเองหรือให้ผู้อื่นเตรียมให้ ผู้พูดจึงควรมีการซ้อมอ่านมาก่อนเพื่อป้องกันการผิดพลาด
2.4 การพูดโดยมีบันทึก เป็นการพูดในที่ประชุมชนที่นิยมใช้กันมาก และได้ผลดีกว่าแบบอื่นๆ แต่ผู้พูดต้องศึกษาค้นคว้าและเตรียมตัวล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี ทำความเข้าใจเนื้อหาที่จะพูดให้ถ่องแท้ มีการจดบันทึกเฉพาะข้อความที่สำคัญๆ เช่น หัวข้อสำคัญ ตัวอย่าง สถิติ สำนวน คำคม รวมทั้งชื่อสกุลของบุคคลสำคัญที่นำมาอ้างถึงด้วย เป็นต้น
นภดล จันทร์เพ็ญ(2539 : 59) ได้แบ่งการพูดออกเป็น2 ประเภท คือ
1. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ(Informal) คือการพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง ไม่เป็นพิธีการ มีจำนวนผู้ฟังไม่ มากนัก แบ่งออกเป็น2 ประเภท คือ
1.1 การพูดทั่วไป คือ การพูดกับญาติพี่น้อง เพื่อนสนิทมิตรสหายที่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันเสมอๆ ในชีวิตประจำวันการพูดแบบนี้ไม่ต้องมีการเตรียมตัว
1.2 การสนทนา เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน โดยมีผู้ร่วมสนทนาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป การสนทนาอาจทำได้ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับคู่สนทนาจึงควรมีลักษณะดังนี้
1.2.1 มีความรู้รอบตัวและมีปฏิภาณไหวพริบ
1. 2.2 เป็นผู้ฟังที่ดี
1.2.3 มีอารมณ์ขัน ร่าเริง แจ่มใส
1.2.4 ใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
1.2.5 ให้ความสนใจและเข้าใจคู่สนทนา
1.2.6 มีความจริงใจและให้เกียรติคู่สนทนา
1.2.7 สามารถนำผู้อื่นเข้าร่วมสนทนาได้
1.2.8 พูดเรื่องที่คู่สนทนารู้และสนใจ
1.2.9 มีศิลปะในการแสดงความคิดเห็นขัดแย้งได้อย่างนุ่มนวล
1.2.10 รู้จักยกย่องคู่สนทนาอย่างพอเหมาะพอดี
1.2.11 มีความสุภาพอ่อนโยนทั้งคำพูดและกิริยาอาการ
1.2.12 มีศิลปะในการกล่าวคำปฏิเสธ
2. การพูดอย่างเป็นทางการ(Formal) คือ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตองเป็นแบบแผน และส่วนใหญ่เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ และเพื่อ จุดมุ่งหมายต่างกัน ภาษาที่ใช้ต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เช่น การปาฐกถา การอภิปราย การโต้วาที การกล่าวสุนทรพจน์ เป็นต้น
ในการพูดอย่างเป็นทางการหรือการพูดในที่ชุมชน ผะอบ โปษะกฤษณะ (2535 : 120) ได้แบ่งขั้นตอนการพูดออกเป็น3 ขั้นตอน คือ
1. ก่อนพูด คือ ขั้นเตรียมตัวเพื่อการพูดและฝึกพูด
2. ขณะพูด คือ การปฏิบัติการพูดและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
3. หลังพูด คือ การประเมินผลการพูด อาจจะประเมินด้วนตนเองและผู้อื่นก็ได้
ความสำคัญของการพูด
การพูดเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่สุดสำหรับบุคคลทุกอาชีพ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นนักวิชาการ นักขาย นักบริหาร ทหาร นักการเมือง พ่อค้า แม่ค้า และอาชีพอื่นๆ ทุกอาชีพ สังคมไทยรวมทั้งสังคมต่างประเทศ ต่างก็เล็งเห็นความสำคัญของการพูด โดยเฉพาะในอาณาจักรโรมันได้เปิดสอนวิชาการพูดมาก่อนคริสต์ศาสนา ประมาณ300-450 ปี โดยมีการฝึกพูด การใช้ถ้อยคำอย่างหรูหรา พูดอย่างมีอำนาจ หรือพูดอย่างมีศิลปะ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดแบบใดก็ตามต่างมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อโน้มน้าวใจผู้ฟังให้คล้อยตามในเรื่องที่ตนพูด
การพูดจึงเปรียบเสมือนบันไดสำคัญขั้นแรกของมนุษย์ในการสมาคมและเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้ การพูดมีความสำคัญต่อมนุษย์หลายประการ เช่น
1. การพูดเป็นการสื่อสารสองทาง(Two-way Communication) การสื่อสารด้วยการพูดสร้างความเข้าใจระหว่างบุคคลได้ง่ายกว่าการสื่อสารรูปแบบอื่น การพูดจึงเป็นการสื่อสารที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพสูง
2. การพูดเป็นเครื่องมือของการสมาคม ส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน เพราะเป็นเครื่องแสดงถึงความฉลาด อุปนิสัยใจคอของผู้พูดตลอดจนความมีไมตรีจิตต่อกัน นอกจากนี้การพูดยังเป็นทั้งเครื่องมือการสร้างมิตรภาพอีกด้วย
3. การพูดเป็นเครื่องมือประสานประโยชน์ให้แก่สังคม ปัจจุบันมีการใช้การพูดให้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจการค้า การศึกษา ศาสนา การรักษาสันติภาพ และอื่นๆ เพื่อเป็นตัวประสานประโยชน์ของสังคมในทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
4. การพูดเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ดังนั้นการพูดจึงเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจระดับบุคคล ระดับกลุ่ม จนถึงระดับชาติ
นอกจากนี้แล้ว ความสำคัญของการพูดยังมีดังต่อไปนี้
1. เป็นทักษะทางภาษาที่ใช้สะดวก เข้าใจง่ายกว่าการเขียนซึ่งเป็นทักษะที่ใช้ส่งสารเหมือนกัน
2. เป็นเครื่องมือในการสมาคม ทำให้เกิดความสำเร็จในชีวิต เป็นเครื่องแสดงออกถึงความโง่ความฉลาดอุปนิสัยของผู้พูด อารมณ์ ความเป็นมิตรและความเป็นศัตรูต่อกัน
3. การพูดทำให้การดำเนินงานในวงการต่างๆ ดำเนินลุล่วงไปด้วยดี
4. การพูดเป็นวิชาการที่จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียน
5. การพูดช่วยทำให้การงานหรืออาชีพเด่นได้
จุดมุ่งหมายของการพูด
ในการพูดแต่ละครั้ง ผู้พูดต้องกำหนดจุดมุ่งหมายว่าต้องการจะให้ผู้ฟังได้รับ สิ่งใด จะพูดเรื่องอะไร เพื่ออะไร และพูดอย่างไร ทั้งยังต้องคำนึงถึงผู้ฟังด้วย การพูดที่มีความมุ่งหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวได้ตรงกับความต้องการของผู้พูด ความมุ่งหมายโดยทั่วไปของการพูด มีดังนี้
1. เพื่อแจ้งให้ทราบ เป็นการพูดที่แจ้งข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยทั่วไปแล้วจะใช้กับการพูดเชิงวิชาการ กึ่งวิชาการ หรือการเล่าเรื่องทั่วๆ ไป เช่น การบรรยาย การปาฐกถา การอธิบาย การสาธิต การชี้แจง การกล่าวรายงาน การเล่าเรื่อง เป็นต้น
2. เพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการพูดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ฟังให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของผู้พูด โดยให้ผู้ฟังเห็นถึงประโยชน์หรือโทษของสิ่งที่พูด และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ฟังให้กระทำหรือเลิกกระทำสิ่งนั้น เช่น การพูดหาเสียง การโฆษณา การพูดชักชวน การพูดร้องขอวิงวอน การพูดโต้แย้ง การพูดวิจารณ์ เป็นต้น การพูดประเภทนี้ผู้พูดต้องใช้ทั้งเหตุและผล ข้อมูลอ้างอิง หลักจิตวิทยา และวาทศิลป์จึงจะสามารถทำให้ผู้ฟังเชื่อและเปลี่ยนพฤติกรรมได้
3. เพื่อจรรโลงใจ เป็นการพูดสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ฟัง ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการยกระดับจิตใจผู้ฟังให้สูงขึ้น เช่น การพูดเรื่องตลกขบขัน การพูดทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่ให้ความบันเทิง การสนทนาธรรม การพูดในโอกาสต่างๆ อาทิ การกล่าวอวยพร งานวันเกิด งานมงคลสมรส เป็นต้น
4. เพื่อค้นหาคำตอบ เป็นการพูดเพื่อขจัดข้อสงสัยของผู้พูด ในชีวิตประจำวันเรามักจะพบกับอุปสรรคหรือปัญหาต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งเราอาจจะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ จึงต้องสอบถามหรือปรึกษาจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ เช่น การสอบถามข้อมูลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การสอบถามเส้นทางการปรึกษาปัญหาชีวิตและสุขภาพ เป็นต้น
นอกจากนี้ทัศนีย์ ศุภเมธี(2526 : 35–36) ได้ให้จุดมุ่งหมายของการพูดไว้ดังนี้
1. การพูดเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ผู้พูดต้องเสนอ เรื่องราวที่เป็นจริงมีรายละเอียดพอสมควร หรือมีความคิดเห็นของผู้พูดสอดแทรกไปด้วย เพื่อให้ผู้ฟังได้รับรู้และเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน เช่น การบรรยายของวิทยากร การอบรมสั่งสอนของครูอาจารย์ เป็นต้น
2. การพูดเพื่อแสดงความคิดเห็น ผู้พูดต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ดี และสามารถแสดงเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ผู้ฟังเข้าใจถึงแนวความคิดของผู้พูดได้ เช่น การอภิปราย การโต้วาที เป็นต้น
3. การพูดเพื่อจรรโลงใจ เป็นการพูดให้ผู้ฟังเกิดความสนุกเพลิดเพลิน นอกจากนี้การพูดประเภทนี้ยังเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถยกระดับจิตใจของผู้ฟังให้สูงขึ้นได้ด้วย มิใช่เพียงสนุกสนานเท่านั้น สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้พูดบรรลุความมุ่งหมายได้คือ ต้องมีกลวิธีในการเสนอเรื่องและความสามารถในการใช้ภาษา ตลอดจนแสดงท่าทางอย่างสอดคล้องกัน เช่น การพูดเรื่องตลกในวงสนทนา การแสดงของคณะตลกต่างๆ การพูดเรื่องที่สอนคติเตือนใจ เป็นต้น
4. การพูดเพื่อโน้มน้าวใจผู้ฟัง เป็นการพูดที่ผู้พูดต้องมีความสามารถและระมัดระวังเป็นพิเศษว่าจะพูดอย่างไร จึงจะทำให้ผู้ฟังเกิดการยอมรับความคิดและการกระทำของผู้พูด การพูดแบบนี้ผู้พูดต้องสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้ฟังและต้องพูดให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตาม บางทีอาจเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมที่มีอยู่เดิมของ ผู้ฟังได้ด้วย
อวยชัย ผกามาศ ได้กล่าวถึงความมุ่งหมายของการพูดไว้ว่า การพูดแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นการพูดเดี่ยวหรือพูดเป็นกลุ่มย่อมมีความมุ่งหมายแตกต่างกันออกไปตามกาลเทศะและบุคคล สามารถประมวลได้ดังนี้
1. พูดเพื่อบอกเล่าข้อเท็จจริง ข้อนี้มุ่งให้ผู้ฟังได้รับความรู้สาระจากเรื่องที่พูดให้มากที่สุด ดังนั้นผู้พูดต้องมีการเตรียมตัวมาดีพอสมควรใช้สำนวนภาษาที่น่าสนใจเหมาะสมกับผู้ฟัง เช่น การกล่าวรายงาน การกล่าวปราศรัย การกล่าวสุนทรพจน์ การบรรยาย การอธิบาย เป็นต้น
2. พูดเพื่อความบันเทิง ข้อนี้มุ่งให้ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นสำคัญพูดให้ตรงเป้าหมาย อย่าเยิ่นเย้อหรือเนิ่นนานจนเกินไปใช้สีหน้ากิริยาท่าทางเสียงและสำนวนภาษาที่สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เช่น การเล่าเรื่องในประเภทต่างๆ
3. พูดเพื่อจูงใจหรือโน้มน้าวใจ ข้อนี้มุ่งให้ผู้ฟังมีเจตคติที่ดี เปลี่ยนแนวคิดเดิมหรือความคิดเก่าๆ และปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะในที่สุดเพราะผู้ฟังมีความรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ ผู้พูดต้องใช้ศิลปะการพูดและลีลาการพูด น้ำเสียงกิริยาอาการต่างๆ เพื่อประกอบการพูดจนผู้ฟังคล้อยตามได้ เช่น การพูดเชิญชวนบริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นต้น
หลักการพูดโดยทั่วไป
1. ศึกษาเกี่ยวกับผู้ฟังและสิ่งแวดล้อม
2. เลือกเรื่องและจัดเนื้อเรื่องที่พูด
3. เตรียมตัวผู้พูด
1. ศึกษาเกี่ยวกับผู้ฟังและสิ่งแวดล้อม มีรายละเอียดดังนี้
1.1 ศึกษาผู้ฟังว่าอยู่ในวัยใด เพศใด การศึกษาระดับใด อาชีพอะไร
1.2 ศึกษาผู้ฟังว่ามีเจตคติ อารมณ์ และรสนิยมอย่างไร
1.3 ศึกษาสภาพแวดล้อม เช่น สถานที่ที่จะพูด ช่วงเวลา
2. เลือกเรื่องและจัดเนื้อเรื่องที่พูด
2.1 การเลือกเรื่อง ควรเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้ฟังเป็น
เรื่องที่แปลกใหม่
2.2 การจัดเนื้อเรื่อง เริ่มจาก คำนำ ต้องดึงดูดความสนใจ ไม่กล่าวถ่อมตัว แก้ตัว หรือกล่าวถึงความเป็นมาของเรื่องไกลเกินไป ควรเป็นใจความเพียง 2 – 3 ประโยค ส่วนเนื้อเรื่องต้องเป็นข้อเท็จจริง หลักฐาน เหตุผล และตัวอย่างที่ชัดเจน การสรุปไม่ใช่การย่อเรื่องที่พูดแล้ว แต่เป็นการเน้นประเด็นสำคัญด้วยถ้อยคำสำนวนที่เด่นเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความประทับใจ
3. เตรียมตัวผู้พูด
ผู้พูดที่ไม่มีประสบการณ์ในการพูดในที่ประชุมชนมาก่อนมักตื่นเต้น ประหม่า เสียงสั่น ท่าทางเคอะเขิน อันเป็นลักษณะของการขาดความมั่นใจใน ตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การพูดล้มเหลว ผู้พูดจึงควรเตรียมตัวและฝึกฝนการพูดอยู่ตลอดเวลา เพื่อความมั่นใจในตนเองนอกจากนี้ยังต้องมีการเตรียมตัวดังนี้
การเตรียมบุคลิกภาพ
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมบุคลิกภาพที่ดีของผู้พูด มีดังนี้
1. การแต่งกาย
1.1 เหมาะสมกับตัวเอง
1.2 เหมาะสมกับกาลเทศะ
1.3 เหมาะสมกับวัยและสมัยนิยม
1.4 สะอาดและเป็นระเบียบ
2. การใช้เสียง
2.1 มีความดัง – ค่อย พอเหมาะที่ผู้ฟังจะได้ยินทั่วไป
2.2 มีความนุ่มนวล แจ่มใส ชัดเจน ไม่แหบเครือ
2.3 ออกเสียง ร ล ควบกล้ำ ได้ชัดเจน
2.4 หลีกเลี่ยงการใช้เสียงระดับเดียวกันตลอดเวลา ควรมีการเน้นน้ำเสียงบ้าง
2.5 ไม่ควรใช้เสียงที่เปล่งออกมาโดยไร้
ความหมายเช่นอ่าอ้าเอ่อเอ้อหรือเสียงที่เปล่งออกมาจากความเคยชินเช่น ก็ แล้วก็แบบแบบว่า นะครับครับ นะคะ นะฮะ เป็นต้น
3. ภาษา
3.1 ใช้ข้อความหรือประโยคที่สั้น เข้าใจง่าย(ง่าย งาม ชัดเจน)
3.2 ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักภาษาไทย
3.3 ใช้ภาษาสนทนาที่สุภาพ ไม่เป็นภาษาเขียนหรือภาษาราชการ แต่ไม่ใช่ภาษาตลาด
3.4 หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาสแลง สบถ คำหยาบ คำภาษาต่างประเทศโดยไม่จำเป็น ศัพท์ทางวิชาการที่ไม่เหมาะสมกับผู้ฟัง รวมทั้งคำที่ไม่สุภาพจนเกินไป เช่น ศรีษะแม่เท้า แมวรับประทานปลา
3.5 ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส
4. ท่วงทีและอากัปกิริยาที่เหมาะสม สามารถช่วยเสริมสร้างการพูดได้ดังนี้
4.1 ช่วยในการสื่อความหมายให้ผู้ฟังเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้พูดได้ดียิ่งขึ้น
4.2 เรียกร้องความสนใจจากผู้ฟัง
4.3 ช่วยผ่อนคลายความเคร่งเครียดของผู้พูด
4.4 ทำให้การพูดเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น
5. การทรงตัว
5.1 ท่าเดิน เช่น เดินขึ้นเวที เดินในขณะพูด เดินกลับมายังที่เดิม ต้องเดินตัวตรง ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป เมื่อถึงที่จะพูดควรหยุดสักครู่ กวาดสายตาให้ทั่วกลุ่มผู้ฟังแล้วจึงเริ่มพูด
5.2 ท่ายืน เท้าทั้งคู่ควรชิดกันพองาม ให้น้ำหนักตัวลงที่เท้าทั้งสอง ไม่ยืนเอียง ไม่เท้าโต๊ะไม่ยืนแอ่นหน้าแอ่นหลังโคลงตัวไปมาไม่ยืนเหมือนหุ่น หรือยืนท่านางแบบ
6. การใช้มือประกอบการพูด
6.1 ใช้ให้ตรงความหมายที่พูด
6.2 ไม่ใช้ซ้ำซาก
7. การใช้สายตา
7.1 ควรมองผู้ฟังให้ทั่วถึง อย่ามองจุดเดียว
7.2 ถ้ากลุ่มผู้ฟังกลุ่มใหญ่ ค่อยๆ กวาดสายตาไปยังผู้ฟังกลุ่มต่างๆ
7.3 ควรมองสบตาไม่ใช่จ้องหรือหลบตา
7.4 ไม่มองข้ามศีรษะผู้ฟัง ไม่มองเพดาน พื้นห้อง หรือมองออกไปนอกห้องตลอดเวลา
8. การแสดงสีหน้า
8.1 แสดงสีหน้าให้สอดคล้องตามเรื่องที่พูด แต่ไม่แสดงมากเกินไปจนเหมือนเล่นละคร
8.2 ไม่ยิ้มหรือบึ้งมากเกินไป
8.3 ไม่ยักคิ้วหลิ่วตา กระพริบตาจนบ่อยครั้ง
9. ปฏิภาณไหวพริบ
ขณะที่พูดอยู่อาจมีปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้น ปัญหาที่ไม่คาดคิดนี้ ผู้พูดจะต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ เพื่อแก้ไขปัญหาในการพูดให้ราบรื่นด้วยดี
10. การลำดับหัวข้อเรื่อง
คือ รายละเอียดในการวางโครงเรื่อง เป็นการจัดสาระสำคัญของข้อความทั้งหมดให้สอดคล้องและเป็นระเบียบต่อเนื่องกันไป ช่วยให้ผู้พูดและผู้ฟังไม่สับสน
11. การดำเนินเรื่องตามความมุ่งหมาย
ผู้พูดควรคำนึกถึงจุดมุ่งหมายที่ได้วางไว้ เช่น พูดเพื่อให้ความรู้ พูดเพื่อชักจูงใจ หรือพูดเพื่อความบันเทิง พยายามดำเนินเรื่องสู่จุดมุ่งหมายนั้นๆ
ปัญหาเกี่ยวกับการพูด
1. การออกเสียง บางคนออกเสียงค่อยไป บางคนออกเสียงภาษาไทยกลาง (มาตรฐาน) ไม่ชัดเจน สำเนียงจะออกมาเป็นภาษาถิ่นที่ตนเคยชิน หรืออวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงบกพร่อง เช่น ฟันหัก ลิ้นไก่สั่น ปากแหว่ง
2. ออกเสียงภาษาไทยผิดเพี้ยนไป เพราะความนิยมว่าเป็นสิ่งโก้เก๋ เช่น ออกเสียงภาษาไทยเป็นสำเนียงฝรั่ง เช่น ยากส์ มันส์ ฟังแล้วเหมือนพูดภาษาไทยไม่ชัด พูดภาษาไทยคำปนภาษาต่างประเทศคำ มีเสียงเสียดแทรกเหมือนภาษาฝรั่ง เป็นต้น
3. ใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องตามหลักภาษา เช่น คำราชาศัพท์ บุพบท ลักษณะนาม และการใช้ถ้อยคำสำนวนให้ถูกต้อง เช่น
คำบุพบท: ครูเป็นบุคคลสำคัญต่อเด็ก
แก้ไขเป็นครูเป็นบุคคลสำคัญสำหรับเด็ก
ลักษณะนาม: 3 ตำรวจ, 5 โจร
แก้ไขเป็น ตำรวจ3 นาย, โจร5 คน
(คำว่า ตำรวจ และ โจร ไม่ใช่ลักษณะนาม แต่เป็นคำนาม)
4. การใช้คำและสำนวนต่างประเทศ เช่น
สมศรีเตรียมแพ็คกระเป๋าไปช้อปปิ้งที่สิงคโปร์
เจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้มากเกินไป
การประเมินผลการพูด
ภายหลังเสร็จสิ้นการพูดแล้ว ควรมีการประเมินผล เพื่อเป็นการปรับปรุงการพูดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการประเมิน3 ทาง ได้แก่
1. การประเมินผลการพูดนี้ผู้พูดอาจทำเองแต่ต้องมีจิตใจเป็นกลางไม่เข้าข้างตัวเองโดยสังเกตจากปฏิกิริยาตอบสนองจากผู้ฟังเป็นหลัก
2. การประเมินอีกทางหนึ่งคือให้ผู้ฟังเป็นผู้ประเมินอาจขอร้องผู้ใกล้ชิดช่วยประเมินด้วยวาจาหรือให้ผู้ฟังกรอกแบบฟอร์มประเมินผลตามที่เตรียมไว้และแจกให้ผู้ฟังก่อนการพูด
3. การประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิหรืออาจารย์ผู้ชำนาญการเฉพาะ
การประเมินผลทั้ง 3 ทางนี้ ต้องพิจารณาจากขั้นการเตรียมตัวการกำหนดจุดมุ่งหมายการวางโครงเรื่องการเสนอเรื่องและขั้นตอนการพูดคือการใช้ถ้อยคำภาษาสีหน้า สายตาอากัปกิริยาน้ำเสียงเป็นต้นการประเมินผลเช่นนี้จะช่วยให้ผู้พูดได้ทราบข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขการพูดในโอกาสต่อไป
ทดสอบเรื่อง การพูด
1. การพูดหมายถึงอะไร
A. ? การที่มนุษย์เปล่งเสียงเป็นถ้อยคำภาษาออกมาเพื่อแสดงความรู้ ความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการของผู้พูดไปให้ผู้ฟังได้ยินและเข้าใจ โดยอาศัยภาษา น้ำเสียง อากัปกิริยาท่าทางเป็นสื่อและมีการตอบสนองจากผู้ฟัง
B. ? การพูดเป็นวิธีสื่อสารชนิดหนึ่งของทักษะการส่งสารซึ่งสามารถฝึกหัดให้มีประสิทธิภาพได้ โดยผู้พูดสามารถ ส่งรหัสของสารโดยใช้ภาษาถ้อยคำ และท่าทาง เป็นสื่อส่งสารไปให้ผู้ฟังสามารถถอดรหัสจนเข้าใจความหมายของสารได้
C. ? การสื่อความหมายซึ่งกันและกันในสังคมโดยการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น เสียง ภาษา อากัปกิริยา ท่าทางเพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิดเห็น และความรู้สึกของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง
D. ? การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง และอากัปกิริยาเพื่อถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความรู้สึกและความต้องการของผู้พูดให้ผู้ฟังรับรู้และเกิดการตอบสนอง
E. ? มีทั้งผู้พูดและผู้ฟังการพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ “ศาสตร์” หมายถึงการพูดจะต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ ที่ใช้สอน ถ่ายทอด ปฏิบัติ ฝึกฝนเช่นเดียวกับหลักวิชาแขนงอื่นๆ ส่วน “ศิลป์” หมายถึงการพูดเป็นเรื่องของความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคลนอกจากนี้การพูดยังจัดเป็นทักษะและวิชาชีพอีกประการหนึ่ง
2. จุดมุ่งหมายของการพูดโดยทั่วไปมีอะไรบ้าง
A. ? เพื่อถ่ายทอดความรู้ เพื่อโน้มน้าวใจเพื่อจรรโลงใจ และเพื่อแสดงความคิดเห็น
B. ? เพื่อแจ้งให้ทราบ เพื่อโน้มน้าวใจเพื่อจรรโลงใจ และ เพื่อค้นหาคำตอบ
C. ? เพื่อแสดงความคิดเห็น เพื่อโน้มน้าวใจเพื่อความบันเทิง และ เพื่อค้นหาคำตอบ
D. ? เพื่อค้นหาคำตอบ เพื่อจรรโลงใจเพื่อความบันเทิง และ เพื่อบอกเล่าข้อเท็จจริง
E. ? เพื่อบอกเล่าข้อเท็จจริงเพื่อความบันเทิง เพื่อแสดงความคิดเห็น และ เพื่อโน้มน้าวใจ
3. การประเมินผลการพูดมีกี่วิธี อะไรบ้าง
A. ? 2 วิธี คือ จากแบบประเมิน และจากผู้ฟังโดยตรง
B. ? 2 วิธี คือ จากแบบประเมิน และจากเพื่อนสนิท
C. ? 3 วิธี คือ จากแบบประเมิน จากผู้ใกล้ชิดที่ประเมินด้วยวาจาหรือแบบสอบถามและจากผู้ทรงคุณวุฒิ
D. ? 3 วิธี คือ จากแบบประเมิน จากผู้ฟังที่เราไม่รู้จัก และจากผู้ทรงคุณวุฒิ
E. ? ประเมินได้ทั้ง 2 วิธี และ 3 วิธี
กฎสี่ข้อที่ทำให้การสนทนาน่าสนใจมากยิ่งขึ้น
กฎเหล่านี้คิดขึ้นโดย Herbert Grice.ประเด็นสำคัญก็คือ
“คนที่มีส่วนในการสนทนาควรจะปรับตัวเองให้เข้ากับกฎต่อไปนี้เพื่อให้การแลกเปลี่ยนเป็นไปในทางที่ควรจะเป็น “.
1. กฎของปริมาณ “อย่าใส่เนื้อหามากเกินไปและก็อย่าตัดเนื้อหาจนน้อยเกินไป”.
2. กฎของคุณภาพ “อย่าพูดสิ่งที่คุณคิดเอาเองว่ามันคือสิ่งผิดหรือพูดสิ่งที่คุณพิสูจน์ไม่ได้”.
3. กฎของความสัมพันธ์Rule of relationship. “ตรงประเด็น”.
4. กฎของการมีมารยาท
ความรู้พื้นฐาน และหลักการพูด
- บทบาท และหน้าที่ของผู้พูด
- รูปแบบของการพูด
- การพูดเพื่อสร้างภาพลักษณ์
- วัตถุประสงค์ในการพูด
- การวิเคราะห์ผู้ฟัง
ทักษะพื้นฐานในการพูด / ฝึกปฏิบัติ
- การใช้ไมโครโฟน
- การใช้เสียงในบรรยากาศต่าง ๆ
- ลักษณะท่าทาง การยืน การเดิน การใช้สายตา การใช้มือ การเคลื่อนไหว
- บุคลิกภาพของผู้พูด
- การกล่าวทักทาย
- การพูดในโอกาสต่าง ๆ
- การศึกษาข้อมูล ขั้นตอน และวางแผนการพูด
- ข้อพึงหลีกเลี่ยงในการกล่าวขึ้นต้น และหลักในการกล่าวขึ้นต้น
- สิ่งสำคัญสำหรับการพูด
- การสรุป และวิธีสรุปให้เกิดความประทับใจ
การใช้ไหวพริบปฏิภาณในการพูด / ฝึกปฏิบัติ
- เทคนิคในการดึงความสนใจ
- การพูดภายใต้สถานการณ์ที่กำหนด
- การสร้างความประทับใจ
- ปัจจัยที่ช่วยให้การพูดสัมฤทธิ์ผล
เทคนิคการพูดเพื่อสร้างบรรยากาศ / ฝึกปฏิบัติ
- การพูดอย่างเป็นทางการ(ในพิธีการ)
- การเล่าเรื่องที่มีผลต่อความรู้สึก อารมณ์
- การเล่าเรื่องจากจินตนาการ
ฝึกปฏิบัติการพูดบนเวทีในโอกาสต่าง ๆ
- การกล่าวต้อนรับ - การกล่าวเปิดงาน
- การกล่าวอวยพร - การกล่าวให้โอวาท
- การกล่าวรายงาน - การกล่าวขอบคุณ
- การพูดในที่สาธารณะ
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี