โครงการธรรมศึกษาวิจัย

หลักพัฒนาการพูดส่งเสริมพระพุทธศาสนา

: ศึกษาจากคัมภีร์พระไตรปิฎก

อรรถกถา ฎีกาตลอดจนคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์คัมภีร์

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนา

ตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย  พุทธศักราช  ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑

๕๐๐ เล่ม เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

หลักพัฒนาการพูดส่งเสริมพระพุทธศาสนา

หลักพัฒนาการพูด

  1. อ่านหนังสือได้ฟังหรือพบประโยควลีคำกลอน  หรือคำขวัญที่ดีมีคุณค่า ควรจดบันทึกไว้เป็นข้อมูล

  2.  จัดลำดับความคิดที่จะพูดให้สอดคล้องกัน

  3.  พูดจากหัวใจที่จริงใจ ด้วยความตั้งใจ

  4.  วิเคราะห์หรือหยั่งสถานการณ์การพูดการฟังในแต่ละครั้ง

  5.  ก่อนพูด ควรเตรียมบุคลิกภาพ  และเนื้อหาให้พร้อม

  6.  เตรียมเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยในการพูดให้พร้อม

  7.  ต้องพูดให้ได้เหมือนกับการเขียน และพูดให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด

  8.  ระลึกอยู่เสมอว่าการพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

   9.  กำหนดและลำดับเรื่องไว้ในใจ  และควรจำให้แม่นยำ

  ความหมาย 


ปากเป็นเอก เลขเป็นโทโบราณว่า

หนังสือตรีมีปัญญาไม่เสียหลาย

ถึงรู้มากไม่มีปากลำบากตาย

มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการ

ถึงเป็นครู รู้วิชาปัญญามาก

ไม่รู้จักใช้ปากให้จัดจ้าน

เหมือนเต่าฝัง   นั่งซื่อฮื้อรำคาญ

วิชาชาญมากเปล่าไม่เข้าที

  (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

“ความรู้ท่วมหัว  เอาตัวไม่รอด”  หรือ

“มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการ”

 (ทองขาว  พ่วงรอดพันธุ์,  2532  :  13-14)

ความหมายของการพูด

  การพูดเป็นพฤติกรรมทางภาษาที่ควบคู่ไปกับการฟังเพื่อการสื่อความหมายระหว่างมนุษย์เป็นการเปล่งเสียงออกมาเป็นภาษาเพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิดความรู้สึกหรือความต้องการของผู้พูดไปยังผู้ฟัง  โดยใช้ถ้อยคำน้ำเสียงและอากัปกิริยา  จนเป็นที่เข้าใจกันได้

  การพูดที่ดี  คือ การใช้ถ้อยคำ  น้ำเสียง  รวมทั้งกิริยาอาการต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้องตามจรรยามารยาท ประเพณีนิยมของสังคม เพื่อถ่ายทอดความคิด  ความรู้  ความรู้สึก  ความต้องการ  ทัศนคติ  และ  ประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ให้ผู้ฟังได้รับรู้และก่อให้เกิดการตอบสนองตรงตามที่ผู้พูดต้องการ

  การพูดจึงเป็นการสื่อสารสองทาง  คือ  มีทั้งผู้พูดและผู้ฟัง การพูดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์“ศาสตร์” หมายถึงการพูดจะต้องมีหลักเกณฑ์และวิธีการต่างๆ ที่ใช้สอน  ถ่ายทอด ปฏิบัติฝึกฝน  เช่นเดียวกับหลักวิชาแขนงอื่นๆ  ส่วน“ศิลป์”  หมายถึง การพูดเป็นเรื่องของความสามารถพิเศษเฉพาะบุคคล นอกจากนี้การพูดยังจัดเป็นทักษะและวิชาชีพอีกประการหนึ่ง ซึ่งสามารถขยายความได้ดังนี้

  - ที่ว่าเป็นศาสตร์ เพราะ  เป็นวิชาที่มีหลักเกณฑ์  มีทฤษฎีให้เรียนรู้และถ่ายทอดกันได้  เช่น หลักเกณฑ์การออกเสียงจัดเป็นสัทศาสตร์การแสดงกิริยาอาการจัดเป็นจริยศาสตร์ และการติดต่อสื่อสารจัดเป็นสังคมศาสตร์  เป็นต้น

  -  ที่ว่าเป็นศิลป์ เพราะ  ต้องนำหลักเกณฑ์ไปปฏิบัติให้เกิดความไพเราะสวยงาม เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ฟัง  การศึกษาแต่หลักเกณฑ์หรือทฤษฎีเพียงอย่างเดียวจึงไม่ สามารถที่จะช่วยให้ผู้ศึกษาวิชาการพูดได้รับประโยชน์จากการพูดมากเท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องนำไปปฏิบัติ  โดยเพิ่มเทคนิคและกลวิธีต่างๆ ที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความพอใจ

  -  ที่ว่าเป็นทักษะ เพราะ  การพูดต้องอาศัยการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญจึงจะใช้ประโยชน์ได้ดี ยิ่งชำนาญมากเท่าใดก็ยิ่งพูดดีขึ้นเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะเรียนรู้ทฤษฎีและมีศิลปะในการพูดเป็นทุนเดิมอยู่ก่อนแล้ว แต่ถ้าขาดการฝึกฝนก็จะเอาดีไม่ได้  ตรงกับสุภาษิตที่กล่าวว่า“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น  สิบตาเห็นไม่เท่kมือคลำ และสิบมือคลำไม่เท่าทำเอง”

  -  ที่ว่าเป็นวิชาชีพ เพราะ  ทุกๆ อาชีพใช้ภาษาพูดเป็นสื่อในการติดต่อสื่อสาร  ถ้าพูดดีเป็นศรีสง่าตนเอง ประกอบอาชีพใดๆ ก็มีแต่ความเจริญก้าวหน้า แต่ถ้าพูดไม่ดีจะมีแต่ความเสื่อมและเกิดอันตรายแก่ตนเองเช่นกัน ดังสุภาษิตที่กล่าวว่า“พูดดีเป็นศรีแก่ปาก”

การพูด  มีผู้ให้คำนิยามไว้มากมาย  พอสรุปได้ดังนี้

   ประภาศรี  สีหอำไพ  และคณะ(2537 : 4)  กล่าวว่า  การพูดเป็นวิธีสื่อสารชนิดหนึ่งของทักษะการส่งสาร ซึ่งสามารถฝึกหัดให้มีประสิทธิภาพได้ โดยผู้พูดสามารถ  ส่งรหัสของสารโดยใช้ภาษา ถ้อยคำ  และท่าทาง  เป็นสื่อส่งสารไปให้  ผู้ฟังสามารถถอดรหัสจนเข้าใจความหมายของสารได้

  พันธุ์ทิพา  หลาบเลิศบุญ  และคณะ(2542 : 23)  กล่าวว่า  การพูด คือ การสื่อความหมายซึ่งกันและกันในสังคม โดยการใช้สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น เสียง ภาษา  อากัปกิริยาท่าทาง เพื่อถ่ายทอดความรู้ความคิดเห็น และความรู้สึกของผู้พูดไปสู่ผู้ฟัง

  ภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันราชภัฎจันทรเกษม ให้คำนิยามไว้ว่า  การพูด  หมายถึง  การใช้ถ้อยคำ  น้ำเสียง และอากัปกิริยาเพื่อถ่ายทอดความคิด  ความรู้  ความรู้สึก และความต้องการของผู้พูดให้ผู้ฟังรับรู้และเกิดการตอบสนอง

  กล่าวโดยสรุป“การพูด” คือ การที่มนุษย์เปล่งเสียงเป็นถ้อยคำภาษาออกมา  เพื่อแสดงความรู้  ความคิด ความรู้สึก  หรือความต้องการของผู้พูดไปให้ ผู้ฟังได้ยินและเข้าใจโดยอาศัยภาษาน้ำเสียง อากัปกิริยาท่าทางเป็นสื่อ  และมีการตอบสนองจากผู้ฟัง

ประเภทของการพูด

  มี2  ประเภท  คือ

  1.  การพูดอย่างไม่เป็นทางการ(Informal)

  2.  การพูดอย่างเป็นทางการ(Formal)

  1.  การพูดอย่างไม่เป็นทางการ(Informal) คือ การพูดในชีวิตประจำวัน  เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้อง  มิตรสหาย คนสนิทและไม่เป็นพิธีการ  ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่ต้องเตรียมตัวมาก่อน แบ่งออกเป็น   2  แบบ  ได้แก่

  1.1  การพูดทั่วไป  เช่น  การพูดกับญาติพี่น้องเพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่มีโอกาสพบปะพูดจากันเสมอในชีวิตประจำวัน

  1.2  การสนทนา  คือ  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน การสนทนาอาจทำได้ตั้งแต่ไม่เป็นทางการจนถึงเป็นทางการ

  2.  การพูดอย่างเป็นทางการ (Formal) ได้แก่ การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตอง เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ  และเพื่อจุดมุ่งหมายต่างกัน เป็นการพูดที่มีแบบแผนเป็นพิธีการ  ต้องอาศัยความรู้  ความสามารถ ศิลปะในการพูดและบุคลิกภาพในการพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องมีการเตรียมตัวก่อนและฝึกฝนเป็นอย่างดี  ภาษาต้องสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล รูปแบบก่อนพูดอย่างเป็นทางการแบ่งออกเป็น4  รูปแบบ  คือ

  2.1  การพูดโดยไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้า  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า“การพูดโดยกะทันหัน”  การพูดแบบนี้ต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ  ประสบการณ์  ความรู้และความชำนาญที่มีอยู่เดิม

 2.2  การพูดโดยมีการเตรียมตัวล่วงหน้า เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “การพูดแบบมีโน๊ตย่อ”  ผู้พูดต้องรู้ล่วงหน้าว่าจะพูดเรื่องอะไร  ที่ไหน  ใครฟัง จึงสามารถ  เตรียมเนื้อเรื่อง เตรียมอุปกรณ์ประกอบการพูดและทำโน๊ตย่อหรือ  โครงเรื่องที่จะพูดมาดูได้ในขณะที่พูด

 2.3  การพูดจากความจำ  เรียกว่า“การพูดแบบท่องจำ”  การพูดแบบนี้เหมาะสมกับผู้พูดที่มีความจำดี  และเป็นเรื่องที่ไม่ยาวนัก ผู้พูดต้องมีเวลาในการนำเรื่องไปอ่าน ท่องจำให้ได้ทั้งหมดโดยจดจำประเด็นสำคัญให้ได้

  2.4  การพูดโดยการอ่านจากต้นฉบับ เป็นการพูดตามต้นฉบับที่ตระเตรียมไว้ให้ครบถ้วน วิธีนี้จึงดูเหมือนเป็นการอ่านจากต้นฉบับ  แต่ผู้พูดจะต้องใช้สายตามองดูผู้ฟังมากกว่าต้นฉบับ จึงมักใช้ในการพูดที่เป็นพิธีการ  เช่น  กล่าวสุนทรพจน์ คำปราศรัย  แถลงการณ์  เป็นต้น

   หากแบ่งอย่างกว้างๆ สามารถแบ่งได้เป็น2  ประเภท  คือ

  1.  การพูดที่จำแนกตามจำนวนผู้ฟัง  ได้แก่

  1.1  การพูดระหว่างบุคคล ซึ่งอาจมีเพียง2  คน  หรือในกลุ่มเล็กๆ ที่มองเห็นหน้ากัน เช่น  การสนทนา  การเล่าเรื่อง  การแนะนำตัว   การตอบข้อซักถาม   การสัมภาษณ์ เป็นต้น

   1.2  การพูดในที่ประชุมชน เป็นการพูดที่มีผู้ฟังเป็นจำนวนมากจึงต้องมีการเตรียมใจ  เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านบุคลิกภาพและเนื้อเรื่องที่จะนำเสนอ  เช่นการสัมมนา  การโต้วาที การให้โอวาท  การกล่าวแสดงสุนทรพจน์  เป็นต้น

  2.  การพูดที่จำแนกตามประเภทของการพูด  ได้แก่

  2.1 การพูดโดยฉับพลัน เป็นการพูดโดยไม่รู้ตัวมาก่อนแต่มีผู้เชิญให้พูดอย่างกะทันหัน จึงมีผู้เรียกการพูดแบบนี้ว่า“การพูดแบบกลอนสด”  ผู้พูดจึงต้องอาศัยพรสวรรค์ ไหวพริบและการช่างสังเกตจึงจะทำให้การพูดลุล่วงไปด้วยดี เช่น  การพูดอวยพรในงานมงคลสมรส ได้รับให้กล่าวขอบคุณวิทยากรอย่างกะทันหัน  เป็นต้น

  2.2  การพูดโดยท่องจำ เป็นการพูดที่ผู้พูดรู้ตัวมาก่อนและมีการ  เตรียมตัวทั้งทางด้านเนื้อหา  บุคลิกภาพ  เช่น การกล่าวต้อนรับผู้มาเยือน  การกล่าวอำลา  การกล่าวให้โอวาท  เป็นต้น สิ่งสำคัญของการพูดแบบนี้คือ  ต้องพูดให้เป็นธรรมชาติไม่ใช่พูดแบบท่องจำ

  2.3  การพูดโดยอ่านจากต้นฉบับ การพูดแบบนี้ผู้พูดจะพูดจากต้นฉบับที่เตรียมไว้ล่วงหน้า  ซึ่งอาจจะเตรียมเองหรือให้ผู้อื่นเตรียมให้ ผู้พูดจึงควรมีการซ้อมอ่านมาก่อนเพื่อป้องกันการผิดพลาด

  2.4  การพูดโดยมีบันทึก เป็นการพูดในที่ประชุมชนที่นิยมใช้กันมาก  และได้ผลดีกว่าแบบอื่นๆ แต่ผู้พูดต้องศึกษาค้นคว้าและเตรียมตัวล่วงหน้ามาเป็นอย่างดี    ทำความเข้าใจเนื้อหาที่จะพูดให้ถ่องแท้  มีการจดบันทึกเฉพาะข้อความที่สำคัญๆ เช่น หัวข้อสำคัญ  ตัวอย่าง  สถิติ  สำนวน  คำคม รวมทั้งชื่อสกุลของบุคคลสำคัญที่นำมาอ้างถึงด้วย  เป็นต้น

  นภดล  จันทร์เพ็ญ(2539 : 59)  ได้แบ่งการพูดออกเป็น2  ประเภท  คือ

  1.  การพูดอย่างไม่เป็นทางการ(Informal)  คือการพูดในชีวิตประจำวัน เป็นการสนทนากันตามปกติในหมู่ญาติพี่น้องเพื่อนฝูง  ไม่เป็นพิธีการ มีจำนวนผู้ฟังไม่  มากนัก  แบ่งออกเป็น2  ประเภท คือ

  1.1  การพูดทั่วไป  คือ การพูดกับญาติพี่น้อง  เพื่อนสนิทมิตรสหายที่มีโอกาสพบปะพูดคุยกันเสมอๆ ในชีวิตประจำวันการพูดแบบนี้ไม่ต้องมีการเตรียมตัว

 1.2  การสนทนา เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในสิ่งที่ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสนใจร่วมกัน โดยมีผู้ร่วมสนทนาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป  การสนทนาอาจทำได้ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจให้กับคู่สนทนาจึงควรมีลักษณะดังนี้

   1.2.1  มีความรู้รอบตัวและมีปฏิภาณไหวพริบ

       1. 2.2  เป็นผู้ฟังที่ดี

       1.2.3  มีอารมณ์ขัน ร่าเริง  แจ่มใส

       1.2.4  ใจกว้าง  ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

       1.2.5  ให้ความสนใจและเข้าใจคู่สนทนา

       1.2.6  มีความจริงใจและให้เกียรติคู่สนทนา

       1.2.7  สามารถนำผู้อื่นเข้าร่วมสนทนาได้

       1.2.8  พูดเรื่องที่คู่สนทนารู้และสนใจ

       1.2.9  มีศิลปะในการแสดงความคิดเห็นขัดแย้งได้อย่างนุ่มนวล

       1.2.10 รู้จักยกย่องคู่สนทนาอย่างพอเหมาะพอดี

       1.2.11 มีความสุภาพอ่อนโยนทั้งคำพูดและกิริยาอาการ

       1.2.12 มีศิลปะในการกล่าวคำปฏิเสธ

  2.  การพูดอย่างเป็นทางการ(Formal)  คือ  การพูดหรือสนทนากันอย่างมีพิธีรีตองเป็นแบบแผน และส่วนใหญ่เป็นการพูดต่อหน้าชุมชนในโอกาสต่างๆ  และเพื่อ จุดมุ่งหมายต่างกัน  ภาษาที่ใช้ต้องสุภาพ  เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล  เช่น  การปาฐกถา  การอภิปราย การโต้วาที  การกล่าวสุนทรพจน์ เป็นต้น

ในการพูดอย่างเป็นทางการหรือการพูดในที่ชุมชน ผะอบ โปษะกฤษณะ  (2535 : 120)  ได้แบ่งขั้นตอนการพูดออกเป็น3  ขั้นตอน  คือ

  1.  ก่อนพูด  คือ ขั้นเตรียมตัวเพื่อการพูดและฝึกพูด

  2.  ขณะพูด  คือ  การปฏิบัติการพูดและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

   3.  หลังพูด  คือ การประเมินผลการพูด อาจจะประเมินด้วนตนเองและผู้อื่นก็ได้