ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช ๒๕๕๐ พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕๐๐ เล่ม
เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์
คำนำ
การศึกษา นรกสวรรค์มีจริงหรือ ?
ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้ เพื่อให้การศึกษา นรกสวรรค์มีจริงหรือ ?เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น
หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ
ธีรเมธี
ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
บทที่ ๑
ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์
ปายาสิราชัญญสูตร เป็นพระสูตรหนึ่งในมหาวรรค ทีฆนิกายสูตร พระสุตตันตปิฎกเนื้อหาของพระสูตรสามารถสรุปได้ว่า เป็นเรื่องที่พระกุมารกัสสัปปะโต้ตอบกับเจ้าปายาสิ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องนรกสวรรค์ หลังจากที่ตนได้ทดลองพิสูจน์ตามกรรมวิธีต่าง ๆ ของตนแล้ว แต่พระกุมารกัสสัปปะยกเหตุผลมาชี้แจงจนสามารถทำให้เจ้าปายาสิ ละทิ้งความเห็นผิดของตนในที่สุด พระสูตรนี้มีประเด็นที่สำคัญ สมควรหยิบยกขึ้นพิจารณาว่า เรื่องนรกสวรรค์ที่เจ้าปายาสิกลับความเห็นของตน จากเชื่อว่าตายแล้วไม่เกิด ตายแล้วสูญเปล่า นรกสวรรค์ไม่มีจริง เป็นเชื่อว่าตายแล้วกลับมาเกิดอีก นรกสวรรค์มีจริง ตามพระสูตรนี้นั้น สามารถฟังเป็นยุติได้ว่าโลกนี้มีนรกสวรรค์จริงหรือไม่ เพียงใด
เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีประเด็นเบื้องต้นที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อน เพื่อเป็นประโยนหรือเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ประเด็นเรื่องทิฏฐิของเจ้าปายาสิ ได้แก่
(๑) เรื่องการเกิดใหม่และเรื่องนรกสวรรค์ในพระไตรปิฎก
(๒) เรื่องรูปแบบพุทธวจนะที่มีในพระไตรปิฎก
(๓) เรื่องวิภัชชวาท-ขณิกวาท ฆนิกวาท-สัสสตวาท และเอกังสิกธรรม อเนกังสิกธรรม
(๔) เรื่องอนัตตาในพุทธศาสนา
เรื่องการเกิดใหม่และเรื่องนรกสวรรค์ในพระไตรปิฎก
แยกพิจารณาเป็น ๒ ประเด็น คือ
๑) ปัญหาเรื่องการเกิดใหม่ พุทธศาสนามีมติว่าการเกิดภพชาติพิจารณาตามหลักของปฏิจจสมุปบาท ตลอดสาย ทั้งสายสมุทยวารและสายนิโรธวารแล้ว เป็นการเกิดดับสายเดียวรวด ฉะนั้น การเกิดดับเป็นเรื่องของปฏิจจสมุปปันนธรรม ไม่ใช่เรื่องของการเกิดข้ามภพข้ามชาติ การเกิดใหม่ การตกนรกขึ้นสวรรค์เป็นเรื่องของชีวิตจริง เกิดที่นี่ เกิดในชาตินี้ เป็นเรื่องของการเกิดดับที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะจิตหนึ่ง ๆ พุทธศาสนาดั้งเดิมจะไม่กล่าวถึงเรื่องการเกิดข้ามภพข้ามชาติ เกิดคร่อมทั้ง ๓ ชาติ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดับทุกข์ เป็นเรื่องอจินไตย ไม่อาจหาข้อยุติได้
เรื่องเกิดก็ดี ชราก็ดี พยาธิก็ดี และมรณะก็ดี เป็นเรื่องของการปรุงแต่งของขันธ์ ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา ที่เห็นเป็นตัวเป็นตนเพราะอุปาทานขันธ์ ที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น[1]
ปัญหานี้เป็นปัญหาคาบเกี่ยวกับมติสัสสตทิฏฐิ และมติอุจเฉททิฏฐิ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งคู่ ทั้งยังขัดกับหลักเรื่องอนัตตาโดยตรง เพราะถ้ามองว่าเกิดคร่อมกัน ๓ ชาติได้ จะกลายเป็นเรื่องมีอัตตา ไป ขัดกับหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้พบความจริงที่ว่า
ที่แท้ไม่มีคนเกิดคนตาย เพราะไม่มีคน มีแต่สังขาร(ธรรม)ที่เกิดดับตามธรรมดาเท่านั้น พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบคำถามเรื่องเกิดใหม่ ตายแล้ววิญญาณไปไหน เพราะไม่ใช่เรื่องของการดับทุกข์ พระองค์ทรงสอนเฉพาะแต่เรื่องทุกข์ กับความดับสนิทแห่งทุกข์ “ภิกษุ ท.! ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราบัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องความทุกข์ และความดับสนิทไม่มีเหลือของความทุกข์ เท่านั้น”[2]
แต่ถ้าเข้าใจว่ามีอัตตาไปเกิดใหม่อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีพระพุทธเจ้า ไม่จำเป็นต้องมี
พุทธศาสนา เพราะศาสนาอื่นก็สอนกันอย่างนี้ ทั้งนั้น
มีข้อสังเกตว่า เกี่ยวกับเรื่องการเกิดใหม่นี้ ถ้าศึกษาพุธจริยาให้เข้าใจโดยถ่องแท้แล้ว
การถ่ายทอดคำสอนของพระองค์ พระองค์จะตรัสสอนมิให้กระทบกับความเชื่อ/ทิฏฐิของผู้ใดเรื่องตายแล้วเกิดอีกจะไม่ทรงยืนยัน และจะไม่ตรัสให้เขาไปยึดถือ พระองค์จะพูดตัดประเด็นด้วยการพูดเรื่องการแก้ไขเยียวยาทุกข์เป็นสำคัญ หากจะมีการพูดพาดพิงบ้างก็เป็นเรื่องของการพูดคล้อยตามตามความเชื่อเดิมของคนคนนั้น เพื่อประโยชน์ให้เกิดความเข้าใจในธรรมะของพระองค์เสียมากกว่า การพูดพาดพิงในลักษณะนี้มิใช่เป็นการชี้ประเด็นเรื่องการเกิดใหม่[3] เหตุนี้ คนที่มีมติในเรื่องสัสสตทิฏฐิ จึงทึกทักเอาว่า การที่พระองค์ไม่ปฏิเสธก็มีผลเท่ากับยอมรับทิฏฐิเดิมของผู้ถามด้วย เราคงต้องระมัดระวังจุดนี้กันให้มาก
๒) ปัญหาเรื่องนรกสวรรค์ ามีจริงหรือไม่นี้ ไม่พบว่าพระไตรปิฎก กล่าวยืนยันว่ามีจริง ปัญหานี้พระไตรปิฎกกล่าวบรรยายเรื่องชาติก่อน ชาติหน้า นรกสวรรค์ ไว้น้อยมาก ลักษณะของการกล่าว ก็เป็นเพียงการกล่าวถึงพาดพิงเท่านั้น ส่วนใหญ่มักเป็นการกล่าวตบท้ายต่อจากพูดถึงผลของกรรมชั่ว และหรืออานิสงส์ของกรรมดี ด้วยถ้อยคำว่า “เมื่อกายแตกทำลายภายหลังมรณะ ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก” หรือ “เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์” พระสูตรเน้นคำสอนของกรรมไม่ดำไม่ขาวและผลในชีวิตในชาตินี้เป็นสำคัญ ส่วนผลหลังตายนั้นมักกล่าวปิดท้ายให้ครบถ้วนสมมูรณ์เท่านั้น ตัวพระสูตรมิได้มุ่งยืนยันถึงความมีหรือไม่มีของนรกสวรรค์ รายละเอียดเรื่องนรกสวรรค์มักมีกล่าวไว้ในคัมภีร์ของอรรถกถาจารย์รุ่นหลังเป็นส่วนใหญ่[4]
มีคำถามว่า กรณีสมมติว่านรกสวรรค์มีจริงนั้น ตัวพระไตรปิฎกเองกล่าวหรือไม่ว่า นรกสวรรค์อยู่ส่วนไหนของจักรวาล คำตอบก็คือ พระไตรปิฎกไม่มีกล่าวไว้ พระไตรปิฎกกล่าวแต่เรื่องของหมื่นโลกธาตุ คือ จักรวาล ในลักษณะว่าสวรรค์อยู่บนฟ้า นรกอยู่ใต้ดิน มีเขาสุเนรุ เป็นจุดศูนย์กลางนั้น เห็นว่า การพูดถึงเรื่องดังกล่าวเป็นคติที่มาจากพราหมณ์มากกว่า[5]
กล่าวโดยสรุปเรื่องนรกสวรรค์นี้ พระไตรปิฎกไม่กล่าวยืนว่ามีหรือไม่มี
มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาอจินไตย จึงไม่ควรใช้เวลาให้สิ้นเปลืองไปกับเรื่องเหล่านี้ เพราะถึงอย่างไรก็หาข้อยุติอะไรไม่ได้ และเรื่องนี้การพูดก็ขอให้พูดด้วยความระมัดระวัง เพราะชอบพูดในลักษณะยืนยันว่าเป็นพุทธวจนะ เท่ากับกล่าวตู่พระพุทธเจ้าโดยตรง
เรื่องนี้ความสำคัญอยู่ที่แนวคิดว่า เรื่องของกรรมวาทีนั้น ที่ถูกต้องแล้วเราต้อโยนิโสมนสิการเรื่องกรรมไม่ดำไม่ขาว คือ ต้องปฏิบัติให้จิตอยู่เหนือเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องบุญเรื่องบาป ว่าไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เพราะเป็นอุปาทานสร้างตัวตนของผู้พูดโดยไม่รู้ตัว
นอกจากนี้ เรื่องของนรกสวรรค์นี้เราต้องปฏิบัติตาม เจริญรอยตามพระพุทธองค์ ที่
ทรงเห็นนรกและสวรรค์ที่ผัสสายนตะหก[6] เราต้องอบรมจิตของเราให้มีสติสัมปชัญญะอยู่ในกายตลอดเวลา ทั้งเวลาตื่นและเวลานอนหลับ เราจึงจะล่วงพ้นทุกข์ตามที่เราตั้งความปรารถนาไว้ได้
เรื่องรูปแบบพระพุทธวจนะที่มีในพระไตรปิฎก
โดยที่ปายาสิราชัญญสูตร นี้เป็นพระสูตรที่ได้รับการยกย่องในความสามารถของพระเถระ พระกุมารกัสสัปปะ ที่หาเหตุผลมาหักล้างฝ่ายที่คัดค้านได้อย่างคมคาย มีอุบายการตอบคล้ายกับมิลินทปัญหามาก คมชัดแจ่มแจ้งด้วยอุปมา เป็นต้นแบบของมิลินทปัญหาโดยตรง สมควรได้รับการวิเคราะห์ศึกษาให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น สำหรับการวิเคราะห์ประเด็นนี้จะแสดงไว้ในบทที่ ๓ อันเป็นบทสรุป ในชั้นนี้ใคร่กล่าวทำความเข้าใจเบื้องต้นไว้แต่เพียงว่า
พุทธวจนะที่สังคีติกาจารย์ร้อยกรองปรากฏในพระไตรปิฎกนั้นเรียกว่า “นวังคสัตถุ
สาสน์” หรือ “สัตถุสาสน์ ๙ ประการ”[7] คือ
๑) สุตตะ คำสอนประเภทร้อยแก้วล้วน อรรถกถาอธิบายว่า ได้แก่อุภโตภิวังค์(ปาฏิโมกข์ทั้งสองฝ่าย) ขันธกะ ปริวาร นิเทศ และพระสูตรในสุตตนิบาต รวมทั้งสูตรอื่น ๆ ที่ไม่มีชื่อกำกับว่า “สูตร” ด้วย
๒) เคยยะ คำสอนประเภทร้อยแก้วผสมร้อยกรอง หมายเอาพระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด โดยเฉพาะสคาถวรรค สังยุตตนิกาย
๓) เวยยากรณะ คำสอนประเภทที่เป็นอรรถาธิบายโดยละเอียด เป็นร้อยแก้วล้วน ๆ เช่น อภิธรรมปิฏก พระสูตรที่ไม่มีคาถา และพุทธพจน์อื่นที่ไม่นับเข้าในองค์ ๘ ข้อที่เหลือ
๔) คาถา คำสอนประเภทร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วน ในสุตตนิบาตที่ไม่มีชื่อกำกับว่า “สูตร”
๕) อุทาน คำสอนประเภทที่เปล่งขึ้นจากแรงบรรดาลใจของพระพุทธเจ้า และพระสาวก ส่วนมากจะเป็นบทร้อยกรอง
๖) อิติวุตตกะ คำสออนประเภทคำอ้างอิง ที่ยกข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มาอ้างเป็นตอน ๆ ได้แก่ พระสูตรสั้น ๆ ๑๑๐ สูตรที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “วุตตัง เหตัง ภควตา”
๗) ชาตกะ(ชาดก) คำสอนประเภทนิทานชาดก หรือเรื่องราวในชาติปางก่อนของพระพุทธเจ้า ขณะเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่
๘) อัพภูตธรรม คำสอนประเภทเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย เช่น พระพุทธองค์สมัยอยู่ในพระครรภ์พระนางสิริมหามายา นั่งสมาธิผินพระพักตร์ออกมาทางด้านหน้าพระอุทร ไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินครรภ์ เหมือนทารกธรรมดาทั่วไป นี้เป็นเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ เป็นต้น
๙) เวทัลละ คำสอนประเภทคำถาม-คำตอบ เวทัลละ แปลว่า ได้ความรู้ ความปลื้มใจ หมายถึงผู้ถายได้ความรู้และความปลื้มใจ แล้วก็ถามต่อไปเรื่อย ๆ
ในการศึกษาอธิบายวิเคราะห์ปายาสิราชัญญสูตรในเรื่องนี้ ซึ่งจะนำไปกล่าวต่อไปข้างหน้านั้น จะกล่าวถึงเฉพาะการเปรียบเทียบสำนวนอุปมาอุปไมยในเรื่องเดียวกันหรือเรื่องทำนองเดียวกัน ระหว่างพระสูตรนี้กับมิลินทปัญหา
เรื่องวิภัชชวารท-ขณิกวาท ฆนิกวาท-สัสสตวาท
และ เอกังสิกธรรม อเนกังสิกธรรม
ขณิกวาท แปลว่าลัทธิที่พูดว่าทุกอย่างเป็นไปชั่วขณะ ส่วนคำว่าฆนิกวาทแปลว่า ลัทธิที่พูดว่าทุกอย่างเป็นก้อน เป็นตัว เป็นตน
หัวข้อที่ว่า วิภัชชวาท-ขณิกวาท นี้คู่หนึ่ง กับ ฆนิกวาท-สัสสตวาท นี้อีกคู่หนึ่ง นั้น เห็นสมควรทำความเข้าใจโดยนำมาเปรียบเทียบว่า สำหรับคู่แรกนั้น เป็นพุทธศาสนา เป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนคู่หลังมิใช่พุทธศาสนาและตรงกันข้าม คือเป็นมิจฉาทิฏฐิ ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจง่าย เข้าใจชัด แล้วไม่เอาปนกันให้ยุ่งไปหมด
อธิบายความหมายพอเป็นเลา ๆ ว่า วิภัชชวาท แปลว่า ลัทธิที่บอกว่าทุกอย่างแบ่งแยกออกไปได้ คือไม่ใช่ตัวตนตัวเดียวก้อนเดียว : แล้ว ขณิกวาท แปลว่า ลัทธิที่บอกว่าทุกอย่างเป็นไปเพียงชั่วขณะ ๆ ฝ่ายพุทธศาสนามีหลักอย่างนี้
ทีนี้ฝ่ายมิจฉาทิฏฐิมีหลักว่า ฆนิกวาท – ลัทธิที่บอกว่า เป็นก้อน เป็นตัวตน เป็นก้อน ก้อนหนึ่ง ไม่แบ่งแยก แล้ว สัสสตวาท - ลัทธิที่บกอกว่า เที่ยงแท้แน่นอน ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรหมด
กล่าวโดยสรุป วิภัชชวาท-ขณิกวาท เป็นพระพุทธศาสนา, ฆนิกวาท-สัสสตวาท ไม่ใช่พุทธศาสนา
แต่คนเรากลับถือกันมากที่สุด คือ ลัทธิฆนิกวาท-สัสสตวาทนี้เอง กล่าวคือ คนเราส่วนมากถือเอาฆนิกวาท และสัสสตวาท ไว้โดยไม่รู้สึกตัว เป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว มันจะเป็นอย่างนี้ทั้ง
นั้น คือคนเราจะรู้สึกว่าตัวกูเป็นตัวกู เป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นตัวเป็นตน ถาวร ตายแล้วก็ยังไม่ตาย ยังมีไปเกิดอีกๆ ๆ ๆ… เที่ยงแท้ถาวร คนเราจะรู้สึกเสียอย่างนี้มากกว่าอย่างแรกซึ่งเป็นศาสนาพุทธ[8]
อนึ่ง ขอทำความเข้าใจไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า
๑. ความจริงวิภัชชวาทไม่ใช่วิธีคิดโดยตรง แต่เป็นวิธีพูดหรือการแสดงหลักการแห่งคำสอนแบบหนึ่ง เป็นคำสำคัญคำหนึ่งที่ใช้แสดงระบบความคิดที่เป็นแบบของพุทธศาสนา และวิธีคิดแบบวิภัชชวาท นี้ มีความหมายครอบคลุมถึงวิธีคิดแบบต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วหลายอย่าง การกล่าวถึงวิธีคิดแบบวิภัชชวาท นอกจากทำให้รู้จักวิธีคิดแง่อื่น ๆ เพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะช่วยให้เข้าใจวิธีคิดบางอย่างที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้าอีกด้วย วิภัชชวาทเป็นคำเรียกพุทธศาสนา เป็นคำเรียกพระนามของพระพุทธเจ้า ซึ่งใช้อ้างกันมาในประวัติพุทธศาสนาว่า ในคราวสังคายนาครั้งที่ ๓ พระเจ้าอโศกมหาราชตรัสถามพระโมกคัลลีบุตรติสสเถระ ประธานสงฆ์ในการสังคายนาครั้งนั้นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีวาทอย่างไร พระเถรทูลตอบว่า
“มหาบพิตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นวิภัชชวาที”[9]
คำว่า “วาท” เป็นไวพจน์แห่งกันและกันของคำว่า ทิฏฐิ ทิฐิ หรือทฤษฎี เช่น สัพพัตถิกวาท คือ สัพพัตถิกทิฏฐิ, นัตถิกวาท คือ นัตถิกทิฏฐิ, สัสสตวาท คือ สัสสตทิฏฐิ, อุจเฉทวาท คืออุจเฉททิฏฐิ, อเหตุกวาท คือ อเหตุกทิฏฐิ เป็นต้น
เพื่อให้เกิดความเข้าใจความหมายของวิภัชชวาทชัดเจนยิ่งขึ้น ใคร่แยกพิจารณาเป็น ๒ ประการ ได้แก่
๑.๑ พิจารณาตามพยัญชนะ คำว่า “วิภัชชวาท”มาจาก วิภัชช + วาท “วืภัชช” แปลว่า แยกแยะ แบ่งออก จำแนก หรือแจกแจง มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “วิเคราะห์”ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนคำว่า “วาท” แปลว่า การกล่าว การพูด การแสดงคำสอน เพราะฉะนั้น “วิภัชชวาท” จึงแปลว่า การพูดแยกแยะ การพูดจำแนก หรือพูดแจกแจง หรือแสคงคำสอนแบบวิเคราะห็[10] ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง คำสอนของพระพุทธเจ้า ทรงแสดงทั้ง “เอกังสิกธรรม” – ธรรมที่แสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว และ “อเนกกังสิกธรรม” – ธรรมที่ไม่แสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว[11]
สำหรับข้อพิจารณาว่า กรณีเช่นใดที่เข้าข่ายเป็นวิภัชชวาท และกรณีใดเป็นเอกังสิกธรรมและอเนกังสิกธรรม นั้น จักได้กล่าวรายละเอียดในชั้นนำไปเปรียบเทียบรูปแบบการแสดงธรรมรวมตลอดถึงเนื้อหาตามที่ปรากฏในปายาสิราชัญญสูตร ในบทสรุปหรือบทวิเคราะห์โดยละเอียด เพื่อชี้ให้เห็นว่าการหักล้างความเห็นหรือทิฏฐิของเจ้าปายาสิเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์ ตามที่ปรากฏในพระสูตรนั้น เป็นเรื่องสมเหตุสมผลควรรับฟังหรือไม่ เพียงใด ต่อไป
เรื่องอนัตตาในพระพุทธศาสนา[12]
เรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นประเด็นสุดท้ายนั้น ได้แก่เรื่องอนัตตาในพุทธศาสนา หลักอนัตตานั้นเป็นเรื่องเดียวที่แสดงความแตกต่างของศาสนาพุทธกับมติอื่น ๆ
กล่าวโดยสรุปให้สั้นที่สุดแล้ว มติทั้งหลายในโลกนี้แบ่งเป็นสองพวก คือ พวกที่ว่ามีอัตตาหรืออาตมัน กับพวกที่ว่า ไม่มีอัตตาหรืออาตมันเลย
พวกที่มีอัตตายั่งยืน เป็นพวกสัสสตทิฏฐิ หรือ ETERNAL SOUL – VIEW คือมีความเห็นว่ามีสิ่งที่เที่ยงยั่งยืน พวกนี้ถือเอาสิ่งที่เป็นอสังขตะ คือไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มีอะไรปรุงแต่ง คงเป็นอยู่เองตลอดอนันตกาลว่า เป็นตัวอัตตาที่แท้จริง หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่าอาตมันนั่นเอง เพราะมติเหล่านี้ เพ่งหาอาตมันในสิ่งที่ไม่รู้จักทุกข์ โดยทั้งรู้ ๆ อยู่ว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น อาตมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่เกิด แก่ ตาย เป็นอย่างน้อย
ส่วนพวกที่ไม่มีอัตตาเสียเลยนั้น เป๊นพวกอุจเฉททิฏฐิ ได้แก่พวกที่ปฏิเสธโดยประการทั้งปวง หรือที่เรียกว่า NIHILISM มตินี้ไม่ยอมรับว่ามีอะไรดังที่เขาเรียกกัน เป็นอันว่า
ปฏิเสธทั้งอัตตาและอนัตตา เมื่อถือว่า “นิพพาน” หรือ “สภาพอันเป็นแดนที่ดับของความทุกข์ทั้งปวงไม่มีเสียแล้ว ปัญหาว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาก็พลอยตั้งไม่ได้ตามไปด้วย เพราะไม่มีสิ่งเป็นเช่นที่ว่า มีแต่สิ่งที่ขาดศูนย์ไป ไม่มีอะไร
ส่วนศาสนาพุทธ ไม่ยอมรับว่ามีอัตตาที่เที่ยงที่ยั่งยืนเหมือนพวกสัสสตทิฏฐิ สิ่งที่เป็นอสังขตธรรมนั้น แม้จะไม่เกิดไม่ดับ เป็นสิ่งที่มีอยู่เที่ยงแท้ถาวรก็จริง แต่ก็หาใช่อัตตาไม่ ไม่มีอัตตาเช่นนั้น มีแต่สภาพอันเป็นความดับหรือเป็นที่ดับของโลกียธรรม หรือสังขตธรรมทั้งหลายเท่านั้นอง ไม่ใช่อัตตาหรือตัวเราคงอยู่ตลอดอนันตกาล อย่างที่พวกแรกยึดถือ
ด้วยเหตุนี้ พุทธศาสนาจึงไม่ใช่มติที่เป็นสัสสตทิฏฐิ หรือกล่าวย้ำอีกอย่างหนึ่งก็ว่า พุทธศาสนาไม่มีอัตตาที่เที่ยงแท้ถาวร สิ่งที่เที่ยงที่ถาวรมีจริง แต่หาใช่อัตตาไม่ เป็นเพียงสภาพอันเป็นที่ดับ หรือภาวะหลังจากที่ดับไปแล้วของสิ่งที่ไม่เที่ยงไม่ถาวรทั้งหลายเท่านั้น และเรียกสิ่งนี้ว่า “นิพพาน” หรือ “อสังขตธรรม” ซึ่งหาใช่อัตตาไม่
อีกด้านหนึ่ง พุทธศาสนามิได้ปฏิเสธว่า “ไม่มีอะไรเลย” เช่นพวกนัตถิกทิฏฐิ หรือ
NIHILISTIC VIEW และทั้งไม่ถือว่าคนเราตายแล้วขาดศูนย์เหมือนพวกอุจเฉททิฏฐิ หรือ ANNIHILATION – VIEW พุทธศาสนาถือหลักตายตัวลงไปว่า
(๑) สิ่งทั้งหลายนั้น ถ้าสิ่งใดเป็นพวกที่เกิดมาแต่เหตุ หรือมีเหตุมีปัจจัย สิ่งนั้นจะคงมีอยู่ตลอดเวลาที่ปัจจัยหรือเหตุนั้น ๆ ยังมีอยู่ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนของปัจจัยนั้น ๆ เสมอไป แม้ที่เรียกว่าตายนั้นเล่า ถ้ามีเหตุปัจจัยสำหรับให้ปรากฏหรือเกิดใหม่ยังมีอยู่ ก็ต้องกลับหรือปรากฏอีก ถ้าหมดปัจจัย ก็จะดับสนิทไป แต่ศาสนาพุทธไม่นิยมถือว่า “ตาย” หรือ “เกิด” เพราะเป็นเพียงอาการที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น หาใช่เกิดหรือตายเอาตามความพอใจไม่
(๒) แต่ถ้าสิ่งใดเป็นพวกที่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สิ่งนั้นย่อมมีอยู่เองโดยไม่ต้องเกิดขึ้น
และไม่มีวันดับไป และเที่ยงถาวรด้วย เช่นที่พระองค์ตรัสว่านิพพานมีอยู่ ได้แก่สภาพความมีอยู่แห่งความที่ปราศจากสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย และสิ่งที่เกิดมาจากเหตุปัจจัยนั้นเสีย กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่า เมื่อเอาสิ่งทั้งปวงที่เป็นเหตุและผลออกไปให้หมดแล้ว อะไรเหลืออยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ผล เป็นสิ่งที่ปราศจากเหตุและผลโดยสิ้นเชิง และเป็นแดนที่ดับของสิ่งที่เป็นเหตุและผลทั้งหลาย หมายความว่า เมื่อสิ่งที่เป็นเหตุหรือผลก็ตาม ขึ้นมาถึงแดนนี้แล้ว ต้องดับไปหมดไม่มีเหลือ แต่สภาพอันเป็นแดนทึ่ดับนี้ ยังคงอยู่ตลอดอนันตกาล เป็นแดนที่ดับของทุกข์ทั้งมวล เพราะว่าทุกข์ทั้งมวลเป็นพวกผล หรือจัดไว้ในฐานเป็นพวกผล เกิดมาแต่เหตุ คือ กิเลส เช่น อวิชชา เป็นต้น เมื่อนิพพานเป็นที่ดับของสิ่ง ทั้งที่เป็นเหตุและเป็นผล ดังนี้แล้ว ก็แปลว่านิพพานคือแดน หรือสภาพที่ดับของกิเลส และทุกข์ทั้งสิ้น นั้นเอง
โดยนัยนี้ เป็นอันว่าพุทธศาสนายอมรับว่า มีสิ่งที่เที่ยงถาวร คือสิ่งที่ปราศจากเหตุ และทั้งมิใช่ผลด้วย แต่มิได้เป็นอัตตาหรืออาตมัน และยังมีสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร คือส่งที่มีเหตุทั้งหลาย ได้แก่กิเลส กรรมดี กรรมชั่ว สุข ทุกข์ และรูปวัตถุทั้งหลายที่เนื่องอยู่ด้วยกัน แต่ว่าสิ่งจำพวกหลังนี้ มีอยู่อย่างโยกโคลง คือเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เท่านั้น
พุทธศาสนาจึงไม่ใช่นัตถิกทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ
รวมความสั้น ๆ อีกครั้งหนึ่งว่า
พุทธศาสนาไม่ใช่สัสสตทิฏฐิ เพราะมิได้ถือว่ามีอัตตาที่เที่ยงที่ถาวร
พุทธศาสนาไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ เพราะถือว่าสิ่งที่มีเหตุปัจจัยต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยนั้น ๆ ส่วนสภาพที่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ย่อมมีอยู่ตลอดอนันตกาล
พุทธศาสนาไม่ใช่นัตถิกทิฏฐิ ก็เพราะว่า ถือว่าสิ่งนั้น ๆ มีอยู่โดยอาการสองประเภทดังกล่าวมาแล้ว คือประเภทหนึ่งมีอยู่อย่างโยกโคลง ไม่เที่ยงถาวร เรียกว่าสังขตธรรม อีกประเภทหนึ่งมีอยู่อย่างมั่นคง เที่ยงแท้ถาวร เรียกว่าอสังขตธรรม
-----------------
[1] บาลี มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๒ ตรัสแก่ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร ที่เชตวนาราม ใกล้เมืองสาวัตถี พระสูตรนี้บอกไว้ชัดเจนว่า ไม่มีวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิด
[2] บาลี อลคัททูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๗๘/๒๘๖ ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.
[3] พุทธทาสภิกขุ, พุทธจริยา,(กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิธรรมทานไชยา), น. ๓๒๔–๓๒๘.
[4]พระเทพเวที, พุทธธรรม,(กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒), น.๑๙๘–๒๐๕.
[5] พระธรรมปิฎก, นรก-สวรรค์ ในพระไตรปิฎก ในหนังสือกรรมและนรกสวรรค์ สำหรับคนรุ่นใหม่, (กรุงเทพมหานคร : พระบุญรอด สุปสันโน พิมพ์เป็นธรรมทาน, ๒๕๓๗), น. ๑๓๐.
[6] บาลี สฬา.สํ. ๑๘/๑๕๘, ๑๕๙/๒๑๔,๒๑๕. ตรัสแก่ภิกษุ ท..
[7] เสถียรพงษ์ วรรณปก, คำบรรยายพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๓), น. ๔-๕.
[8]พุทธทาสภิกขุ, สันทัสเสตัพพธรรม, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิธรรมทานไชยยา, ๒๕๓๘), น. ๓๒๕–๓๒๗.
[9] พระเทพเวที, พุทธธรรม, อ้างแล้ว, น. ๗๐๙.
[10] พระเทพเวที, พุทธธรรม, อ้างแล้ว, น. ๗๐๙.
[11] บาลี โปฏฐปาทสูตร สี.ท. ๙/๒๓๕/๑๙๗. ตรัสแก่โปฏฐปาทปริพาชกที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตตถี.
[12] พระธรรมโกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ), อนัตตาของพระพุทธเจ้า, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพระดุลยพากย์สุวมัณฑ์ฯ, ๒๕๔๒), น. ๓๓ - ๓๘.
บทที่ ๒
ปายาสิราชัญญสูตร
เนื้อความสำคัญของพระสูตรนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับมิจฉาทิฏฐิของเจ้าปายาสิผู้นับถือลัทธินัตถิกวาทะว่า ไม่มีโลกอื่นหรือโลกหน้า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด คือ คนเราเกิดหนเดียว ตายแล้วสูญ ไม่มีผลบุญผลกรรมที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดในชาติหน้าภพหน้า ฉะนั้น จึงถือว่าการให้ทาน หรือยัญทั้งหลายไม่มีผลใด ๆ ทั้งหมด
นี้ตรงกับทรรศนะทางวัตถุนิยม(MATERIALISM)ของปรัชญาตะวันตก และตรงกับปรัญาจารวากของอินเดีย
ท่านกุมารกัสสปะสามารถถอนทิฏฐิของเจ้าปายาสินี้ได้ และทำให้เจ้าปายาสิตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ ทรงบริจาคทานตามขั้นตอน คือ จากของเลวจนถึงของดี แต่เพราะมิได้บริจาคด้วยพระองค์เอง จึงส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่ำสุด คือ ชั้นจาตุมมหาราช
โดยที่ปายาสิกราชัญญสูตรนี้ เป็นกรณีเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่โดยตรง ฉะนั้น รายงานฉบับนี้จึงจะสรุปข้อเท็จจริงเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงอื่นหากกรณีมีความจำเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นพูด ก็จะนำมากล่าวเป็นรายกรณี ๆ ไปตามที่เห็นสมควร
สาระสำคัญของปายาสิราชัญญสูตร[1]
๑. ที่มาของชื่อ : ปายาสิราชัญญสูตร แปลว่า พระสูตรว่าด้วยเจ้าปายาสิ ราชัญญโญ เป็นการตั้งชื่อตามบุคคลในเนื้อหาของพระสูตร
๒. ที่มาของพระสูตร : พระสูตรนี้ ท่านกุมารกัสสปเถระ แสดงแก่เจ้าปายาสิ ผู้ครองเมืองเสตัพยนคร ขณะพักอยู่ที่ป่าไม้สีเสียด ทางทิศเหนือของเสตัพยนคร แคว้นโกศล เพื่อทำลายมิจฉาทิฏฐิหรือความเห็นผิดของพระเจ้าปายาสิ
๓. รูปแบบของพระสูตร : เป็นแบบบรรยายโวหาร “แบบโต้วาทะ” มีอุปมาอุปไมยประกอบ
๔. ใจความสำคัญของพระสูตร : ผู้ที่เชื่อว่าคนเราตายแล้วสูญมีอยู่ทุกยุคสมัยในอินเดียโบราณ กลุ่มนักคิดชื่อว่า “จารวาก” เป็นพวกที่ถือมติ “อุจเฉททิฏฐิ” คือเชื่อว่าตายแล้วสูญ
ในพระไตรปิฎก พระสูตรที่ชื่อว่า ปายาสิราชัญญสูตรนี้นั้น บันทึกรายการโต้วาทะ
ระหว่างพระกุมารกัสสปเถระ กับเจ้ายาปาสิ ในประเด็นเรื่อง “ตายแล้วเกิดหรือไม่” ในพระสูตรนี้ เจ้าปายาสิยึดถือทัศนะของจารวากที่ว่า “ตายแล้วสูญ”
เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วไม่นาน เจ้าเมืองเสตัพยนครชื่อว่าเจ้าปายาสิ ได้ไปสนทนาธรรมกับพระกุมารกัสสปะ ตอนหนึ่ง
เจ้าปายาสิถามว่า “โลกหน้ามีจริงหรือไม่”
พระเถระตอบว่า “มีจริง”
เจ้าปายาสิไม่เชื่อพร้อมกับกล่าวโต้แย้งว่า “ข้าพเจ้ามีญาติมิตรผู้ทำกรรมชั่วเอาไว้ เมื่อเขาจวนจะตายข้าพเจ้าสั่งพวกเขาว่า ถ้าพวกท่านตายไปตกนรก จงรีบกลับมาส่งข่าวให้เราทราบด้วยว่านรกมีจริง ปรากฏว่าพอพวกนั้นตายแล้วก็เงียบหายไปเลย ไม่มีสักรายเดียวที่กลับมาส่งข่าวว่า นรกมี
รูปลักษณะเช่นไร ข้อนี้แสดงว่า โลกหน้าไม่มีจริง คนเราตายแล้วก็สูญเท่านั้น”
พระกุมารกัสสปเถระกล่าวหักล้างด้วยการยกอุปมาเปรียบเทียบให้ฟังว่า “เปรียบเหมือนโจรทำความผิดคดีอุกฉกรรจ์ถูกตำรวจจับได้แล้วนำตัวไปยังหลักประหารชีวิต ถ้าโจรนั้นขอให้ตำรวจผ่อนผันปล่อยเขากลับไปต่างจังหวัด เพื่อแจ้งข่าวร้ายแก่ญาติมิตรของเขา ตำรวจจะยอมปล่อยตัวโจรหรือไม่”
เจ้าปายาสิตอบว่า “ตำรวจไม่ปล่อยแน่”
พระเถระจึงกล่าวสรุปว่า “ข้อนี้ฉันใด สัตว์ที่ตกนรกก็ฉันนั้นเหมือนกัน พวกเขารับทัณฑ์ทรมานในนรกอยู่ ย่อมไม่ได้รับอนุญาตจากนายนิรยบาลให้ลามาแจ้งข่าวนรกแก่ท่านเป็นแน่”เจ้าปายาสิไม่เห็นพ้องด้วย จึงกล่าวโต้แย้งข้อสรุปของพระเถระว่า “ข้าพเจ้าพบสมณ-
๑๒
พรามหณ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ แน่ใจว่าท่านเหล่านั้นจะไปเกิดในสวรรค์ เมื่อท่านเหล่านั้นใกล้จะสิ้นชีวิต ข้าพเจ้าขอร้องว่า ถ้าพวกท่านไปเกิดในสวรรค์ ขอนิมนต์กลับมาบอกข้าพเจ้าด้วยว่าสวรรค์มีจริง ท่านเหล่านั้นก็รับปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ หลังจากตายไปแล้วก็ไม่มีสักท่านเดียวที่จะกลับมาบอกข่าว ข้อนี้แสดงว่า สวรรค์ไม่มีจริง คนเราตายแล้วสูญไปเลย”
พระกุมารกัสสปเถระจึงยกอุปมาเปรียบเทียบหักล้างข้อโต้แย้งเจ้าปายาสิที่กล่าวข้างต้นว่า “สมมติว่าชายคนหนึ่งตกลงไปในหลุมอุจจาระจนมิดศีรษะ มีคนจับตัวเขาดึงพ้นจากหลุมมาได้ เขาอาบน้ำชำระร่างกาย แล้วพักผ่อนสบายอยู่บนปราสาท ขอถามว่า ชายผู้นั้นจะยอมตกลงไปในหลุมอุจจาระอีกหรือไม่”
เมื่อเจ้าปายาสิตอบว่า “ไม่ยอมแน่ ๆ” พระกุมารกัสสปเถระก็อธิบายขยายความต่อไปว่า “พวกที่ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ก็เช่นกัน พวกเขาเสวยสุขเพลิดเพลินบนสวรรค์แล้วมองโลกมนุษญ์เหมือนหลุมอุจจาระ ย่อมไม่อยากกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อแจ้งข่าวสวรรค์แก่ท่าน
ยิ่งไปกว่านั้นวันเวลาในสวรรค์ก็ยาวนานกว่าวันเวลาในโลกมนุษย์ กล่าวคือ ร้อยปีของโลกมนุษย์เท่ากับหนึ่งวันหนึ่งคืนของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้าคนที่ท่านรู้จักไปเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ ตั้งใจว่าเสวยสุขอยู่ในสวรรค์สักสามราตรีแล้วค่อยลงมาส่งข่าวแก่ท่านว่ามีสวรรค์อยู่จริง เทวดาเหล่านั้นจะลงมาบอกข่าวได้ทันการณ์หรือไม่”
ต่อข้อถามดังกล่าว เจ้าปายาสิตอบว่า “ไม่หรอก เพราะข้าพเจ้าคงตายไปตั้งนานแล้ว เนื่องจากสามราตรีบนสวรรค์เท่ากับสามร้อยปีบนโลกมนุษย์” พร้อมกันนั้นก็กล่าวโต้แย้งว่า
“แต่ใครกันเล่าที่บอกว่า สวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีอยู่จริง และเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนถึงเพียงนั้น”
เกี่ยวกับข้อสังเกตข้อนี้นั้น พระเถระยกอุปมาขึ้นเปรียบเทียบอีกว่า “คนที่ตาบอดแต่กำเนิด มองอะไรไม่เห็นเลยจึงกล่าวว่า สีขาว สีแดงไม่มี พระอาทิตย์ไม่มี ผู้ที่เห็นสีขาว สีแดงก็ไม่มี การที่เขากล่าวเช่นนั้น จะชื่อว่าถูกต้องหรือไม่”
เจ้าปายาสิตอบว่า “ไม่ถูกต้อง”
พระเถระอธิบายต่อไปว่า “การที่ท่านปฏิเสธเรื่องสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็เหมือนกัน สมณพราหมณ์ที่อาศัยเสนาสนะป่าอันสงัด ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียร จนได้ตาทิพย์ สามารถมองเห็นโลกนี้โลกหน้า ทั้งหมู่สัตว์ที่ผุดเกิด(โอปปาติกะ) ด้วยตา
๑๓
ทิพย์ วิเศษกว่าตาเนื้อของมนุษย์ ดังนั้น เรื่องโลกหน้าเป็นสิ่งที่พึงเห็นได้ด้วยตาทิพย์ และไม่เป็นสิ่งที่พึงเห็นได้ด้วยตาเนื้ออย่างที่ท่านเข้าใจ”
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ พบว่า จุดสำคัญข้อหนึ่งที่พระกุมารกัสสปเถระนำมาใช้ก็คือ “การอ้างตาทิพย์” เป็นเครื่องยันยันมีความมีอยู่ของโลกหน้าและนรกสวรรค์
ความรู้ที่ได้จากตาทิพย์เป็นความรู้พิเศษ(อภิญญา) ซึ่งคนธรรมดาทั่วไปไม่อาจมีส่วนร่วม ท่านผู้มีตาทิพย์(มีอภิญญา)จะหมดความสงสัยเรื่องความมีอยู่ของโลกหน้า หรือจิตวิญญาณ แต่สำหรับผู้ไม่มีประสบกาณ์ทางศาสนาในระดับตาทิพย์ย่อมมีความสงสัยในเรื่องโลกหน้าหรือนรกสวรรค์เป็นธรรมดา ดังเช่นที่ปรากฏแก่เจ้าปายาสินี้ เป็นต้น
ขอย้อนกลับมาเข้าเรื่องเดิมที่ค้างไว้
เนื่องจากเจ้าปายาสิไม่ได้ตาทิพย์ จึงไม่เชื่อพระกุมารกัสสปเถระ และได้ตั้งคำถามอันแหลมคมถามพระเถระว่า “ถ้าสมณพราหมณ์ผู้มีตาทิพย์เห็นว่า สวรรค์เป็นถิ่นที่น่าอภิรมย์กว่าโลกมนุษย์ ไฉนท่านเหล่านั้นจึงไม่ชิงฆ่าตัวตาย เพื่อรีบไปเกิดเสวยสุขบนสวรรค์วิมานเล่า เท่าที่พบมา ท่านเหล่านั้นล้วนรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น นี่แสดงว่าโลกหน้าไม่มีจริง”
พระเถระตอบว่า “การฆ่าตัวตายเท่ากับใจเร็วด่วนได้เหมือนกับผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์แก่ อยากรู้ว่าเด็กในครรภ์เป็นหญิงหรือชาย ก็เอามีดผ่าท้องดู เธอทำลายชีวิตของตนเองและเด็กในครรภ์ เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา สมณพราหมณ์ผู้มีศีลย่อมไม่ชิงสุกก่อนห่ามเช่นนั้น ท่านเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ต่อไปยาวนานเพียงไร ก็มีโอกาสทำบุญมากเพียงนั้น ด้วยการสงเคราะห์ชาวโลกยิ่ง ๆ ขึ้นไป เหมือนหญิงที่ฉลาดรักษาครรภ์ของตนให้ครบ ๑๐ เดือน ฉะนั้น”
แม้กระนั้นเจ้าปายาสิก็ไม่เชื่อ กล่าวว่า “ที่ท่านพูดมาก็จริงอยู่หรอก แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ยังเชื่อว่า ไม่มีโลกหน้า ไม่มีจิตวิญญาณไปเกิดใหม่ ไม่มีผลกรรมดีกรรมชั่ว”
พระกุมารกัสสปเถระอธิบายต่อด้วยอุปมาอีกหลายข้อ มีอุปมาที่น่าสนใจข้อหนึ่งคือ
คืออุปมาเรื่องการเป่าสังข์ ซึ่งพระกุมารกัสสปเถระยกขึ้นสนับสนุนความเห็นของตนที่ว่า มนุษย์มีจิตวิญญาณซึ่งสามารถไปหาภพภูมิเกิดใหม่ได้ในโลกหน้า เป็นเหตุให้เจ้าปายาสิหมดปัญญาโต้ตอบ ยอมแพ้ในที่สุด
ข้ออุปมาดังกล่าวมีรายละเอียดว่า เรื่องของจิตวิญญาณไปเกิดภพใหม่นั้น อุปมา
เหมือนคนเป่าสังข์คนหนึ่ง ถือสังข์ไปยังชนบทชายแดนแห่งหนึ่ง เป่าสังข์ขึ้น ๓ ครั้ง แล้ววางสังข์ไว้บนพื้นดิน ชาวบ้านได้ยินเสียงสงข์ก็ชอบใจ พวกเขาไม่เคยเห็นสังข์มาก่อน จึงถามว่าเสียงอะไร
คนเป่าสังข์ตอบว่าเป็นเสียงสังข์
ชาวบ้านอยากฟังเสียงสังข์อีก แต่ไม่รู้วิธีทำให้มันมีเสียง จึงจังสังข์คว่ำบ้าง หงายบ้าง เคาะบ้าง ตีบ้าง สังข์ก็ไม่ดังสักที
คนเป่าสังข์ทนรำคาญไม่ไหว จึงหยิบสังข์ขึ้นมา พร้อมกับสาธิตวิธีเป่าให้ชาวบ้านดูด้วยการเป่าสังข์ ๓ ครั้ง แล้วเดินจากไป
ชาวบ้านเห็นดังนั้น จึงได้บทสรุปว่า การที่สังข์จะส่งเสียงดังได้ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ ประการคือ
(๑) คนเป่า
(๒) ความพยายามเป่า และ
(๓) ลมจากปากของคนเป่า
ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยทั้ง ๓ ประการนี้แล้ว สังข์ย่อมส่งเสียงดังไม่ได้ ฉันใดกลับกันก็ฉันนั้น ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน ต้องอาศัยเหตุ ๓ ประการ คือ
(๑) อายุ
(๒) ไออุ่นหรืออุณหภูมิ และ
(๓) วิญญาณ
ร่างกายของคนเราจึงสามารถยืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้น ได้ เห็นได้ คิดได้ ทำได้ ถ้าไม่มีเหตุ ๓ ประการนี้ ร่างกายทำอะไรไม่ได้
บทสรุปของพระกุมารกัสสปเถระ[2]
บทสรุปของพระกุมารกัสสปเถระก็คือ มนุษย์มีจิตวิญญาณซึ่งสามารถไปหาภพภูมิ
เกิดใหม่ได้ในโลกหน้า
บทสรุปนี้ทำให้พุทธศาสนามีจุดยืนต่างจากนักวัตถุนิยมที่เห็นว่าจิตคือผีใน
เครื่องจักรเมื่อนักวัตถุนิยมค้นหาจิตไม่พบด้วยประสาทสัมผัส เขาก็สรุปว่าจิตไม่มีจริง แต่พุทธศาสนาเห็นว่าจิตวิญญาณมีจริง และการจุติปฏิสนธิของจิตวิญญาณเหล่านั้นเป็นสิ่งที่อาจเห็นได้ด้วยตาทิพย์ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงมีจตูปปาตญาณ คือการหยั่งรู้จุติและอุบัติของวิญญาณต่าง ๆ บางครั้งเราไม่อาจพิสูจน์เรื่องนี้ได้เพราะยังไม่มีตาทิพย์ เราจึงฝากศรัทธาไว่กับคำสอนของพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์อื่น ๆ ที่ท่านพบเห็นด้วยตาทิพย์ของท่าน แล้วประกาศสั่งสอนเรื่องโลกหน้าศรัทธาทำนองนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตถาคตโพธิสัทธา จัดเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของศาสนา
บทที่ ๓
บทสรุปปัญหาว่าคนเราตายแล้วจะกลับมาเกิดอีกหรือไม่
ปัญหาว่าตายแล้วเกิดหรือไม่นี้ เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องโลกหน้า ตามที่เป็นปัญหาในปายาสิราชัญญสูตรนี้ ถือว่าเป็นปัญหาหลักของพระสูตรนี้ และโดยสภาพของเรื่องถือว่าเรื่องอจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด เป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรมและการให้ผลของกรรมหลังตายโดยตรง
อจินไตยในพุทธศาสนามี ๔ อย่าง[3]คือ
๑) พุทธวิสัย(พระกำลังความสามารถ พระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้า)
๒) ฌานวิสัย(เรื่องความสามารถของผู้ได้ฌาน)
๓) กัมมวิปากวิสัย(เรื่องกรรมและการให้ผลของกรรม)
๔) โลกจินตา(คิดเรื่องโลก)
ฉะนั้น การศึกษาวิเคราะห์ปัญหานี้ จึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง มิฉะนั้น จะพลัดหลงเข้าไปสู่มิจฉาทิฏฐิได้โดยไม่รู้สึกตัว และท้ายที่สุดของเรื่องนี้คงจะหาข้อยุติหรือคำตอบอะไรไม่ได้โดยเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัดเจน และเอทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน ในการศึกษา
วิเคราะห์เรื่องนี้ เห็นสมควรพิเคราะห์รวมกัน ทั้งเรื่องของนรกสวรรค์ และเรื่องคนเราตายแล้วเกิดหรือไม่ และเรื่องวิญาณ เพราะเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกัน มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกันมาก การพูดแยกทึละประเด็นทีละเรื่องอาจทำให้สับสนได้
แนวคิด/ความเห็นในทางตำรา ที่สำคัญ ๆ ก็มี อาทิ
๑. เรื่องของนรกสวรรค์ ซึ่งพระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต)ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือกรรมและนรกสวรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่[4] ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับปายาสิราชัญญสูตรว่า
กรณีของนรกสวรรค์พิจารณาได้หลายแง่ แง่หนึ่งก็คือว่า คนเรามีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับนรกสวรรค์อย่างที่ได้รับรู้สั่งสมกันมาเหมือนเรานี่แหละ ในสังคมนี้รับรู้กันอย่างนี้ มีประเพณีสืบทอดกันมาอย่างนี้ มันก็เลยฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก ฉะนั้น กรณีของคนที่เข้าใจว่าตายไปแล้ว ๓ วัน
แล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ แล้วก็เล่าว่าแกไปเที่ยวนรกสวรรค์มา อธิบายว่าไปเห็นมาอย่างนั้น อย่างนี้ ก่อนฟื้นขึ้นมาหมอเองก็ได้ตรวจเช็คตามหลักวิชาแพทย์แผนใหม่แล้วลงความเห็นว่าแกตายแล้ว กรณีตามตัวอย่างนี้ พระธรรมปิฎกเห็นว่าคนคนนั้นแกยังไม่ตายจริง กรณีหมอลงความเห็นว่าตายแล้ว หมอก็ว่าไปตามหลักวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมา ถ้ามีสภาพร่างกายอย่างนี้ ๆ เกิดขึ้นก็เรียกว่าตายแล้ว แต่เรื่องของธรรมชาตินั้นอาจจะมีอะไร ๆ เป็นข้อยกเว้น ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนลึกลับกว่านั้นอีก จนวิทยาศาสตร์ก้าวล่วงเข้าไปไม่ถึงก็ได้ และไม่ได้พิสูจน์ลึกซึ้งอะไรไปถึงขั้นนั้น ทีนี้ พอแกเข้าสู่สภาพจิตอย่างนี้ หมดความรู้สึกตัว ก็เหมือนกับฝันไป จิตก็พาไปท่องเที่ยว(ปรุงแต่งไปตามจิตใต้สำนึกที่ปลูกฝังหรือสั่งสมมานาน)ไปในภาพความทรงจำที่ได้สร้างขึ้นนั้น คือสร้างเอง เที่ยวไปเอง มันก็เกิดภาพอย่างนั้นขึ้นมาได้
เรื่องนรกสวรรค์นี้ เราคนธรรมดายังพิสูจน์ไม่ได้ ก็เหมือนอย่างคนที่เข้าใจว่าตายไปแล้ว ๓ วัน แล้วฟื้นขึ้นมาเล่าเรื่องนรกสวรรค์ นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ด้วยจิตของเขาเอง คนอื่นไม่อาจไปรู้ไปเห็นด้วย ความยากอยู่ตรงนี้ จะพิสูจน์เรื่องนรกสวรรค์ด้วยจิตคนอื่นนั้นก็รู้ไม่ได้อยู่ดี จะพิสูจน์ด้วยจิตของตนเองด้วยการทดลองตาย สภาพธรรมชาติไม่เปิดช่องให้ทำได้ เรื่องของเรื่องจึงต้องหยุดแค่คลื่นสมองเท่านั้น
พระธรรมปิฎกเล่าต่อไปว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักวิทยาศาสตร์พยามใช้วิธีการพิสูจน์ว่าคนเราตายแล้ววิญญาณจะไปเกิดใหม่หรือไม่ ทดลองทำเป็นห้องกระจกปิดทึบ เอาคนจะตายแล้วไปใส่ไว้
แล้วก็พยายามดู ช่วยกันสังเกตว่าคนเราพอตายแล้วจะมีปรากฏการณ์อะไรขึ้น ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้ใหม่อะไรเลย ในพระไตรปิฎกก็มี สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว ก็คือเรื่องที่เจ้าปายาสิต้องการพิสูจน์เรื่อง
ตายแล้วจะเกิดอีกหรือไม่ เจ้าปายาสิก็ใช้วิธีการวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่ว่าเครื่องมือไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน เจ้าปายาสิพยายามใช้อุปกรณ์เท่าที่มีในสมัยนั้น คือแทนที่ท่านจะใช้ห้องกระจกท่านก็ใช้ตุ่มน้ำแทน เอานักโทษประหารเข้าไปใส่ตุ่ม แล้วก็ปิดฝาให้มิดชิด แล้วก็ยาจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีรูรั่วเป็นทางออกได้ หลังนักโทษตายแล้ว ก็ไม่เห็นอะไรเกิดขึ้น ผลที่สุดเจ้าปายาสิก็สรุปออกมาว่า ตายแล้วเกิดไม่มีจริง ตายแล้วก็สูญหมดไป แต่เสร็จแล้วก็มาพบสนทนากับพระกุมารกัสสปเถระ ๆ ชี้แจงเรื่องนี้จนกระทั่งเจ้าปายาสิกลับความเห็นเดิมดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว
สำหรับปัญหาว่านรกสวรรค์ภายหลังการตายมีจริงหรือไม่ พระธรรมปิฎกเล่าไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า ในพระไตรปิฎกมีการพูดเรื่องนี้ไว้ ๓ ระดับ
ระดับที่ ๑ คือเรื่องนรกสวรรค์ที่เราพูดกันทั่ว ๆ ไปว่า หลังจากชาตินี้ ตายไปแล้วไปรับโทษหรือรับผลกรรมในทางที่ดีและไม่ดี ถ้ารับผลกรรมดีก็ไปสวรรค์ ถ้ารับผลกรรมชั่วก็ไปเกิดในนรก ซึ่งเมื่ออ่านพระไตรปิฎกแล้วตีความตามตัวอักษร ก็คงต้องบอกว่ามี เรื่องทำนองนี้หาอ่านได้ทั่วไป ส่วนใหญ่มักกล่าวสรุปปิดท้าย ในแง่สวรรค์ก็บอกว่า เบื้องหน้าแต่ตายกายทำลายขันธ์ล่วงลับดับชีพไปแล้ว ก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ไม่มีคำบรรยาย เอ่ยถึงรายละเอียดแล้วก็จบกันแค่นั้น นี่เป็นเรื่องของฝ่ายดี ในทำนองกลับกัน ฝ่ายนรกก็จะกล่าวว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ก็จะเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก ไม่ได้บรรยายว่านรกสวรรค์เป็นอย่างไร นรกสวรรค์ตายนัยนี้เป็นคำปิดท้ายแสดงผลของกรรมดีกรรมชั่ว ที่มีรายละเอียดก็พอมีอยู่บ้างแต่ไม่มาก ซึ่งเรื่องอย่างนี้ต้องดูเจตนารมณ์ของคำสอนว่ามุ่งชี้ถึงกรรมในภพภูมิของปัจจุบันชาติและเพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็บอกผลของกรรมไว้ด้วยหรือว่าคำสอนเป็นการมุ่งให้คำตอบยืนยันเรื่องตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ คนอ่าน ๆ แล้วต้องใช้ปัญญาคิดตีความเอาเอง
ระดับที่ ๒ เป็นเรื่องของนรกสวรรค์ในปัจจุบันชาติ ที่เรียกว่า “สวรรค์ในอกนรกในใจ” เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับการทำกรรมดีกรรมชั่ว เป็น เรื่องของการสั่งสมกรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ เป็นประสบการณ์เฉพาะตัว บาลีใช้คำว่า “วิปฏิสาร” กรณีทำกรรมชั่วไว้เรารู้สึกเดือดร้อนใจ ความวิปฏิสารนี่แหละเป็นสภาพจิตที่เป็นทุกข์นับเป็นนรก เป็น “กุกกุจจะ” ในนิวรณธรรม ซึ่งเป็นกิเลสที่
เข้าครอบงำจิต เกิดความไม่สบายใจ กังวลใจ รำคาญใจไม่สบาย เดือดร้อนว่าสิ่งที่ดีเรายังไม่ได้กระทำ ได้แต่ทำสิ่งที่ชั่วที่ไม่ดี ฯลฯ ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำกรรมดีก็เกิดความปราโมทย์ มีปีติ มีความเปรมใจ สุขใจ มีความสุข สภาพจิตใจอย่างนี้อยู่ในระดับสวรรค์
เรื่องวิปฏิสาร เรื่องปีติปราโมทย์ในการทำกรรมดีกรรมชั่วนี้ มีกล่าวในพระไตรปิฎกมากมาย เพียงแต่พระไตรปิฎกไม่เรียกว่านรกสวรรค์เท่านั้นเอง
เป็นอันว่านรกสวรรค์ในแง่นี้เป็นเรื่องระดับจิตที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ปัจจุบัน เป็นเรื่องที่มีในชาตินี้ และนรกสวรรค์ในชาติหน้าก็สืบเนื่องไปจากที่สภาพจิต ภูมิจิต ชั้นของจิต
ระดับของจิตที่มีในชาตินี้ จิตของคนเราอยู่ในระดับไหน ถึงเวลาตาย ถ้าระดับจิตเป็นนรกก็ไปนรก ถ้าระดับจิตเป็นสวรรค์ก็ไปสวรรค์
พูดง่าย ๆ ว่าเราพร้อมที่จะไปนรกสวรรค์ได้ตั้งแต่ปัจจุบัน หรืออีกนัยหนึ่งคนที่จะไปนรกคือคนที่อยู่ในระดับจิตเป็นนรกอยู่แล้วในชาตินี้ คนที่จะไปสวรรค์ก็มีระดับจิต ภูมิจิตในระดับสวรรค์อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปพูดพิจารณาเรื่องนรกสวรรค์ในลักษณะข้ามภพข้ามชาติด้วยซ้ำไป
ฉะนั้น การกำหนดท่าทีต่อกรรมดำกรรมขาว กรรมไม่ดำไม่ขาว จึงเป็นเรื่องที่มีสาระสำคัญ เป็นแก่นสารของชีวิต ที่ทุก ๆ คนต้องให้ความสนใจเป็นกรณีพิเศษ มิฉะนั้น อาจพลัดหลงเข้า
ไปสู่มิจฉาทิฏฐิก็ได้
ระดับที่ ๓ เป็นเรื่องที่พระพุทธศาสนาให้น้ำหนักความสำคัญมากที่สุด ได้แก่เรื่องของผัสสะ มองในแง่วิชาการก่อน เรื่องวิจารณ์ไว้ทีหลัง คือการปรุงแต่งสร้างนรกสวรรค์ของเราเองตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องที่คนเรายังไม่รู้อริยสัจ ๔ ยังไม่แทงตลอดในเรื่องของสัจจธรรม จิตของคนเราจึงปรุงแต่งเรื่องนรกสวรรค์ตลอดเวลา จิตควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ได้ เพราะสติสัมปชัญญะตามไม่ทัน จึงไม่สามารถกั้นจิตมิให้ปรุงแต่งได้ เป็นการปรุงแต่งด้วยกิเลส จิตเราขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดทั้งวัน เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวไม่ทุกข์ไม่สุข เดี๋ยวจิตใจขุ่นมัว เดี๋ยวจิตใจฟุ้งซ่าน ฯลฯ นรกสวรรค์จึงเกิดขึ้นทันใจทันตาเห็นอยู่ตลอดเวลา หากเราสร้างพื้นภูมิจิตไว้ด้วยการสั่งสมไปในทางที่ทำให้เกิดกิเลสมาก เป็นเหตุให้จิตใจมีความทุกข์ร้อนเศร้าหมองบ่อย ๆ เท่ากับเราสร้างนรกของเราเรื่อยไป ไปอยู่ที่ไหนมันก็ไม่สบาย เพราะกิเลสบังตาบังปัญญา มีแต่ความทุกข์มากมาย ตรงนี้เป็นนรกชัดเจนมาก ส่วนสวรรค์ก็เป็นเรื่องตรงกันข้าม คงไม่ต้องอธิบาย รู้จักดีอยู่แล้ว
ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว เราคงไม่ต้องคิดเลยไปถึงนรกสวรรค์ในโลกหน้า เพราะสภาพของนรกสวรรค์ที่กำลังประสบอยู่เป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญมากกว่า เพราะเราได้รับผลของนรกสวรรค์อยู่ตลอดเวลา
ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงให้เอาใจใส่และกำจัดนรกสวรรค์ที่เกิดจากผัสสะที่มีอยู่ตลอดเวลา ด้วยการยกระดับจิตขึ้นไป สร้างสมพื้นจิตใจไว้ในทางที่ดี มีเมตตา ความเสียสละ สร้างปัญญาไว้ให้มาก ใจเราดีมีความสบาย เราก็สร้างสวรรค์ได้เสมอ นี้เป็นขั้นต้น ในขั้นสูงต่อไปก็คือ อบรมจิตให้มีสติสัมปชัญญะอยู่กับกายตลอดเวลา เมื่ออารมณ์มากระทบก็รู้เท่าทัน จิตไม่ปรุงแต่งและรู้จักปล่อยวาง มีปัญญารู้เท่าทันตามสภาวความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ ทำให้เข้าใจโลกและชีวิตดี สามารถวางท่าทีที่ถูกต้องต่ออารมณ์ที่มากระทบ ในกรณีอย่างนี้ เป็นเรื่องเลยจากนรกสวรรค์ไปแล้ว ตามรูปเรื่องเป็นเรื่องของความดับเย็น เป็นเรื่องของนิพพานชั่วคราวเสียมากว่า
เรื่องนรกสวรรค์ในระดับที่ ๓ นี้ มีปรากฏอยู่ในพระไตรปีฎก เรียกว่า “ฉผัสสายต-
นิกนรก” หรือ “ฉผัสสายตนิกสวรรค์” แล้วแต่ว่าเป็นฝ่ายนรกหรือสวรรค์ อันนี้มีมาในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๘ ข้อ ๒๑๔ หน้า ๑๕๘ แล้วมีอีกหลายแห่งคล้าย ๆ กัน เป็นเรื่องนรกก็คือ “มหาปริฬาหนรก” อยู่ในเล่ม ๑๙ ข้อ ๑๗๓๑ หน้า ๕๖๒ สาระสำคัญท่านบอกว่า นรกสวรรค์ที่ว่านั้นไม่สำคัญเท่า นรกสวรรค์ที่เราได้รับอยู่ในปัจจุบัน ที่เราปรุงแต่งด้วยอายตนะทั้ง ๖ โดยพื้นจิตของเราสร้างขึ้นมา
นี่เป็นนรกสวรรค์ระดับที่ ๓ ที่พระพุทธศาสนาเน้นให้ความสำคัญมาก คำว่า “ฉผัสสายตนะ” แปลว่าอายตนะทั้ง ๖ ก็หมายความว่า นรกที่เกิดที่อายตนะรับรู้ทั้ง ๖ หรือสวรรค์ที่เกิดที่อายตนะรับรู้ทั้ง ๖ นั่นเอง สาระของเรื่องนรกสวรรค์ เป็นเรื่องของการรับอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาเท่านั้นเอง เราไปสวรรค์ตามที่พูดกันไว้ในทางวรรณคดี เช่นเรื่องไตรภูมิพระร่วง ก็ได้สิ่งที่รับรู้คืออารมณ์ของตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ ได้เห็นสิ่งที่สวยงาม ได้ยินเสียงดนตรีทิพย์ไพเราะเสนาะทางจมูกได้กลิ่นหอมหวล ลิ้นได้รับรสที่ดีวิเศษ กายสัมผัสสิ่งนุ่มนวล ก็เป็นเรื่องของอายตนะทั้งนั้นหรือไปนรกก็ได้รับความทรมาน ได้เห็นได้ยินแต่สิ่งที่ไม่ดี จนกระทั่งร่างกายถูกบีบคั้นต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องของอายตนะทั้งนั้น
สรุปความได้ว่า ถ้าว่ากันตามหลักการ เรารู้จักนรกสวรรค์ทั้ง ๓ ระดับ ตัวแก่นแท้ของนรกสวรรค์อยู่ที่ระดับที่ ๓ นี้นี่เอง กล่าวคือ
นรกสวรรค์ ระดับที่ ๑ หลังจากตาย เป็นเรื่องไกลตัว ยังไม่ได้รับ ปัจจุบันเรายังไม่รู้สึก แล้วโดยสภาพแล้วยังเป็นสิ่งที่เนื่องไปจากปัจจุบันด้วย อยู่ไกลตัว ถูกกิเลสปิดบังตาไว้อย่างมิดชิด
นรกสวรรค์ ระดับที่ ๒ สวรรค์ในอกนรกในใจ ขึ้นอยู่กับชีวิตที่สร้างภูมิระดับจิตในปัจจุบัน
นรกสวรรค์ ระดับที่ ๓ เป็นนรกสวรรค์ที่ละเอียดอ่อน เป็นไปอยู่ประจำตลอดเวลาที่รับอารมณ์ในชีวิตประจำวัน ถ้าสติสัมปชัญญะตามไม่ทัน จิตก็จะปรุงแต่งสร้าง
อุปาทาน สร้างตัวตน ของตน เรื่อยไป เป็นการปรุงแต่งด้วยกิเลส เราจึงมีความทุกข์มากมาย เป็นนรกสวรรค์ที่แท้จริง
๒. ในเรื่องนรกสวรรค์นี้ ท่านพุทธทาส ได้เขียนไว้ในหนังสือ ก ข ก กา ของการศึกษาพุทธศาสนา[5] ไว้น่าสนใจมาก สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องชาติหน้า เรื่องกรรมเก่านี้ มีอะไร ๆ ที่เข้าใจไขว้เขวกันอยู่มาก
เช่นว่าพระพุทธเจ้า บางคนเข้าใจเอาเองว่า พระพุทธเจ้าปฏิเสธเรื่องนี้ ที่จริงท่านไม่ได้ปฏิเสธ เรื่องชาติหน้า เรื่องนรก สวรรค์ แต่พระพุทธเจ้าท่านทิ้งปัญหาไว้ โดยบอกว่ารอไว้ก่อนยังไม่จำเป็นมาพูดกันเรื่องดับทุกข์ก่อน ถ้าดับทุกข์ที่นี่ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึงเรื่องชาติหน้า เพราะว่าเราไปทำอะไรกับมันไม่ได้ ยิ่งชาติที่แล้วมาด้วยแล้ว เรายิ่งทำอะไรกับมันไม่ได้ใหญ่ แล้วเราจะพูดให้เสียเวลาทำไม เรื่องทุกข์ที่ทุกคนกำลังประสบอยู่ในชาตินี้เท่นนั้นที่เราเข้าไปควบคุมมันได้ จัดการกกับมันได้ถ้าทำให้ถูกต้อง ถ้าที่นี่ทำถูกต้องแล้ว ชาติหน้าก็ถูกต้อง ไม่ตกนรกโลกหน้าโลกไหนอีก พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีหรือรับว่ามี แต่มันเป็นสิ่งที่ขึ้นกับเหตุปัจจัยที่เราทำกันเดี๋ยวนี้ ที่นี่ ในชาตินี้ ปัญหาที่เราต้องดูต้องถามตัวเองว่าเดี๋ยวนี้เรามีความทุกข์หรือไม่? ไฟกำลังไหม้หัวอยู่หรือไม่? ถ้ามีให้จัดการกับเรื่องนี้ก่อน เรื่องชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์ก็หมดปัญหาไปเอง
ท่านพุทธทาส กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า เราอย่าไปเสียเวลากับเรื่องที่เรายังทำอะไรไม่ได้ เรามาใช้เวลามาจัดการกับเรื่องที่เราควบคุมมันได้ ควบคุมมันไว้ก่อน คือ ร่างกาย จิตใจ ความคิด ความเห็น ความรู้ ความเชื่อนี้ เรารีบทำสิ่งให้ถูกต้อง แล้วเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องโลกหน้า เรื่องชาติหน้า ก็จะหมดปัญหาไปโดยปริยาย สรุปว่าว่าท่าพุทธทาสสอนเราให้เดินตามพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ทั้งปวง เรื่องของนรกสวรรค์ท่านให้แขวนปัญหาไว้ ดับทุกข์ที่สุมหัวอยู่ให้ได้ก่อน เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด อย่างอื่นค่อยว่ากัน
คำถามเกิดขึ้นว่า การเดินตามรอยพระพุทธเจ้าหรือตามรอยพระอรหันตสาวกนั้นที่ถูกต้องนั้น จะต้องกระทำอย่างไร
คำตอบก็คือ เราต้องโยนิโสนมสิการในหลักธรรมของพระพุทธองค์โดยเฉพาะพุทธพจน์ที่ว่า “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสาย” จนกระทั่งสามารถละถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ๓ อย่าง[6]
คำถามเกิดขึ้นว่า การเดินตามรอยพระพุทธเจ้าหรือตามรอยพระอรหันตสาวกนั้นที่ถูกต้องนั้น จะต้องกระทำอย่างไร
คำตอบก็คือ เราต้องโยนิโสนมสิการในหลักธรรมของพระพุทธองค์โดยเฉพาะพุทธพจน์ที่ว่า “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสาย” จนกระทั่งสามารถละถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ๓ อย่าง[1]คือ
๑) กายเนื้อ
๒) กายทิพย์อันเกิดจาการเจริญภาวนา และหรือ
๓) กายที่สำเร็จขึ้นด้วยตัวสัญญา คือกายที่ถือกันว่าเป็นตัวที่เป็นผู้รู้สึกสมปฤดีหรือตัวทำให้หมดสมปฤดี (ได้แก่สิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าใจหรือวิญญาณนั่นเอง) เสียได้โดยสิ้นเชิง
จึงจะถือว่าเป็นการเดินตามรอยพระพุทธเจ้าหรือตามรอยพระอรหันต์
ท่านพุทธทาสอธิบายขยายความว่า ที่พระพุทธเจ้าปฏิเสธ “อัตตา” และให้ละอัตตาที่กล่าวข้างต้นเสียนั้น เพราะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปฏิจจสมุปปันน-ธรรม หาได้มีตัวตนอะไรไม่ การเที่จิตมีอวิชชาข้าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตาตัวตนนั้นเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ เหตุนี้ พระพุทธองค์จึงให้ละเสีย
เมื่อกระทำได้ดังนี้ กรณีก็ไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องของโลกหน้า เรื่องของโลกอื่น และไม่ต้องพิจารณาว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ เพราะถือว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบล้ว กิจอันพึงต้องกระทำได้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกแล้ว
พระเทพโสภณเมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระเมธีธรรมาภรณ์ ได้กล่าวถึงแนวคิด/ความเห็นในเรื่องอัตตานี้ของท่านพุทธทาส[2]ไว้ชัดเจนมาก สามารสรุปได้ว่า
การเกิดของอัตตา ตัวฉันของฉันนั้น เกิดขึ้นตามหลักปฏิจจสมุปบาท(DEPENDENT ORIGINATION) หมายถึงการอาศัยกันเกิดขึ้น เพราะมีสิ่งนั้นสิ่งนี้จึงเกิด
ท่านพุทธทาสอธิบายว่าอัตตาสมมติเกิดขึ้นอย่างไร
อัตตาหรือตัวกูของกูที่เกิดดับ ๆ ๆ ๆ แต่ละครั้งนั้น ท่านถือว่าเป็นชาติหนึ่ง
คำว่า “ชาติ” ในภาษาธรรม หมายถึงการเกิดขึ้นของตัวกูแต่ละครั้ง การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในขณะจิตหนึ่ง ๆ ถือเป็น “ชาติ” หนึ่ง นี่คือการเกิดของอัตตาเชิงประจักษ์(EMPIRICAL EGO)
ในขณะเกิดตัวกูของกูตัวฉันของฉันขึ้นโดยอาศัยปฏิจจสมุปบาทนี้ มีกระบวนการอย่างไรบ้าง
ท่านพุทธทาสอธิบายว่า การเกิดของอัตตาสมมติ เริ่มจากผัสสะที่มีอวิชาเป็นพื้นฐาน อวิชชาคือความไม่เข้าใจว่าเราเป็นสิ่งที่ไร้อัตตาตัวตน
ตัวกูของกูเริ่มจากผัสสะ ผัสสะหมายถึงการที่จิตกระทบ หรือรับรู้สิ่งที่ถูกรู้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งภายนอกหรือเป็นสิ่งที่เราคิดเราฝันเราจินตนาการขึ้นมา มันมีการกระทบกัน เช่น ตาเราเห็นรูป จิตรับรู้
ผัสสะคือการกระทบกันระหว่างอายตนะภายในคือดวงตา อายตนะภายนอกคือรูป กับจักขุวิญญาณ
ผัสสะนำไปสู่อะไร คำตอบก็คือ ผัสสะจะนำไปสู่เวทนา เช่น ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ฯลฯ แต่จะต้องเข้าใจว่าขณะนั้นมีสัญญาคือความจำได้หมายรู้เกิดขึ้นแล้ว เป็นรูปที่เคยเห็นมาก่อน และมีสังขารอยู่แล้ว หมายความว่ามีแนวโน้มอยู่ในใจอยู่แล้วว่าชอบหรือไม่ขอบรูปที่เห็นนั้น
เมื่อจิตหรือวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว จะมีสัญญา เวทนา และสังขาร เกิดร่วมกัน พอจิตรับรู้อารมณ์ก็เกิดผัสสะขึ้นกระทบกัน เกิดเวทนา-พอใจ หรือไม่พอใจตามมาทันที
ถ้าเกิดเวทนาพอใจหรือชอบขึ้นมา เวทนาจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกกันว่า อยากได้มาเป็นของฉันคือตัณหา
ตัณหานี้ก็นำไปสู่ความยึดมั่นถือมั่น จัดเป็นอุปาทาน
อุปาทานนี้แหละคือตัวกูของกู
อัตตวาทุปาทาน - การยึดมั่น ในภาวะว่ามีตัวกูของกู
เมื่อเกิดอุปาทานยึดมั่น ก็เกิดเป็นตัวเราผู้อยากได้รูปนั้นมาเป็นของเรา
นี่คือ ภพ ซึ่งแปลว่าความมีความเป็นเกิดมีขึ้น
การเกิดขึ้นเมื่อสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว จัดเป็ชาติ เกิดเป็นตัวฉันของฉันที่สมบูรณ์ขึ้นมาทันที
เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นของอัตตาเชิงประจักษ์หรือตัวตนสมมติเมื่อเกิดเป็นชาติ
การศึกษาวิเคราะห็ปัญหาเรื่องตายแล้วเกิดใหม่หรือไม่
โดยที่เรื่องของกระบวนการเกิดใหม่[3]เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับประเด็นที่เป็นปัญหานี้โดยตรง ในชั้นนี้เห็นสมควรศึกษาแนวคิดของพระเทพโสภณเมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระเมธีธรรมาภรณ์ ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการเกิดใหม่ค่อนข้างชัดเจนว่า
เมื่อเราเกิดใหม่ในภพภูมิต่อไปนั้น อะไรในตัวเราไปเกิดใหม่
คำตอบก็คือ จิตหรือวิญญาณเกิดใหม่
เราต้องเข้าใจว่า จิตหรือวิญญาณที่เกิดไปในภพภูมิก่อน กับจิตหรือวิญญาณที่ไปเกิดใหม่ไม่ใช่ดวงเดียวกัน
ความเชื่อที่ว่า พอคนเราตายลง วิญญาณหรือกายทิพย์ จะออกจากร่างล่องลอยไปหาภพภูมิเกิดใหม่ พบที่เหมาะ ๆ เมื่อใด ก็ถือปฏิสนธิเกิดใหม่เมื่อนั้น ประหนึ่งว่าวิญญาณมีความคงที่เที่ยงแท้ตลอดกาล ความเชื่อเช่นนั้นผิดจากหลักคำสอนในพุทธศาสนา
ทั้งนี้ เพราะพุทธศาสนาเน้นเรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจังทุกขัง อนัตตา การที่บอกว่าวิญญาณเที่ยงแท้(นิจจัง) และมีตัวตน(อัตตา)ถาวร จึงขัดกับหลักคำสอนเรื่องไตรลักษณ์
คำสอนที่ถูกต้องในพุทธศาสนาก็คือ เมื่อคนเราตายลง เขาจะเกิดใหม่ทันทีในภพภูมิใดก็ได้ ที่เหมาะกับกรรมที่เขาระลึกถึงก่อนดับจิต จิตที่ดับในภพภูมิก่อน กับจิตที่เกิดใหม่ในภพภูมิต่อมา ไม่ใช่จิตดวงเดียวกัน
จิตในชาติก่อนกับจิตที่เกิดใหม่ในชาติต่อมา จะเป็นจิตเดียวกันก็ไม่ใช่ จะต่างกันก็ไม่เชิง ขออธิบายเพิ่มเติม ดังนี้
ในขณะที่คนเราในชีวิตอยู่ในปัจจุบัน จิตของเรา เกิด-ดับ ทุกขณะจิต
จิตเกิด-ดับ ๑ ขณะ เรียกว่าจิต ๑ ดวง
จิตแต่ละดวงมี ๓ขณะย่อย คือเกิดขึ้น(อุปปาทะ) ตั้งอยู่(ทิฐิ) ดับไป(ภังคะ)
จิตแต่ละดวงเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะดำรงอยู่ชั่วเวลาสั้นมาก แล้วก็ดับไป
ก่อนจะดับไป(ภังคะ) จิตได้ส่งผลกรรมที่เก็บสะสมไว้ไปเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น(อุปปาทะ)
ดังนั้น จิตดวงใหม่เกิดขึ้นเพราะอาศัยพลังกรรมของดวงจิตดวงก่อนหน้าที่เพิ่งดับไปและดวงจิตที่เกิดตามมานี้ ก็ตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วดับไปก่อนจะดับจิตนี้ก็ส่งปัจจัยต่อเนื่องให้ดวงจิตดวงใหม่เกิดขึ้นอีก คือ
อุปปาทะ + ฐิติ + ภังคะ อุปปาทะ + ฐิติ + ภังคะ อุปปาทะ + ฐิติ + ภังคะ
จิตเกิดดับต่อเนื่องกันเป็นสายโซ่อย่างนี้ ท่านเรียกว่า กระแสจิต(วิญญาณโสตะ
ภาวะที่จิตเกิดสืบต่อกันเป็นกระแส ท่านเรียกว่า สันตติ
แม้จิตจะเกิดดับทุกขณะ แต่ผลกรรมก็ไม่สูญหายไปพร้อมกับการดับของจิตแต่ละดวง เพราะจิตจะส่งทอดผลกรรม ให้จิตดวงใหม่เก็บรักษาต่อไปก่อนที่ตัวเองจะดับลง
จิตดวงใหม่จึงเป็นทายาทรับมรดกกรรมของจิตดวงที่เพิ่งดับไป
ความจำและประสบการณ์ ก็จะถูกส่งทอดต่อเนื่องกันไปอย่างนี้
จิตดวงเก่าที่เพิ่งดับไป กับจิตดวงใหม่ที่เกิดตามมา จะเป็นอันเดียวกันก็ไม่ใช่ จะแตกต่างกันก็ไม่เชิง( น จ โส น จ อัญโญ)
ที่ว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะจิตดวงเก่าได้ดับไปแล้ว และมีจิตดวงใหม่เกิดขึ้นแทนที่
ที่ว่าไม่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ก็เพราะจิตดวงใหม่รับผลกรรมและประสบการณ์ เป็นมรดกทั้งหมดมาจากจิตดวงก่อนและจิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นตามมานั้น ก็ส่งมรดกให้จิตดวงต่อ ๆ มา รับช่วงกันไป
จิตล้าน ๆ ดวงในกระแสจิตของชีวิตหนึ่ง เกิดดับๆ ๆๆ … ติดต่อ และสืบเนื่องกันไปอย่างนี้
ฉะนั้น ในชีวิตหนึ่ง ๆ จิตเกิดดับนับครั้งไม่ถ้วน และคนเราก็เกิดและตายนับครั้งไม่ถ้วน ในชั่วชีวิตเดี๋ยวนี้แหละ จิตเกิด ๑ ขณะ ก็เท่ากับเราเกิด ๑ ครั้ง จิตดับ ๑ ขณะ ก็เท่ากับเราตาย ๑ ครั้ง
เนื่องจากจิตของเราเกิดดับทุกขณะ คนเราจึงชื่อว่าเกิดและตายตามจำนวนครั้งของการเกิดดับของจิต ความตายชั่วขณะนี้ ท่านเรียกว่า ขณิกมรณะ
ในวันหนึ่ง ๆ คนเราจึงเกิดและตายแบบขณิกมรณะนี้หลายร้อยครั้ง เกิดแล้วก็ตาย ตายแล้วก็เกิดที่กล่าวทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการเกิดดับในปัจจุบันชาติ
มีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วที่อธิบายมาทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวพันกับการตายแล้วเกิดในภพชาติอย่างไรต่อไป
คำตอบก็คือ เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกันอยู่ กล่าวคือ
เมื่อจิตตายแล้วก็เกิดเพียงชั่วขณะเดียวด้วยวิธีการเช่นใด จิตตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติก็ด้วยวิธีการเช่นนั้น
อันที่จริงนั้นสภาวะที่จิตตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติก็มีลักษณะการเช่นเดียวกับสภาวะที่เกิดดับในชั่วชีวิตเดียว
ความแตกต่างมีอยู่ประการเดียวตรงที่ว่า การตายแล้วเกิดแบบขณิกมรณะ จำกัดอาณาบริเวณอยู่ในร่างกายเดียว แต่การตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ เป็นการทิ้งร่างกายในภพภูมินี้ แล้วถือกำเนิดในภพภูมิหน้า
ที่กล่าวว่า สภาวะที่ตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ มีกระบวนการไม่ต่างจากการเกิดดับของจิตในชีวิตประจำวันของเรานั้น หมายความว่า จิตดวงสุดท้ายในชาตินี้ เรียกว่า“จุติจิต” เพราะเป็นจิตที่เคลื่อนย้ายภพ(จุติ) ออกจากร่างกายที่ปราศจากลมหายใจ
ขณะที่จุติจิตดับลง มันได้ส่งพลังกรรมและผลรวมของประสบการณ์ในชาตินี้ไปก่อให้เกิดจิตดวงใหม่ขึ้นในร่างกายใหม่ของชาติหน้า
จิตที่เกิดใหม่ในร่างกายใหม่เรียกว่า ปฏิสนธิจิต หมายถึงจิตที่เชื่อมโยง(ปฏิสนธิ)ระหว่างชาตินี้กับชาติหน้า
ในกรณีนี้จุติจิตที่ดับในชาตินี้ กับปฏิสนธิจิตที่เกิดใหม่ในชาติหน้า จึงไม่ใช่จิตดวงเดียวกัน
เพราะจุติจิตดับไปแล้วเหลือแต่เพียงพลังกรรมที่ถูกส่งทอดไปเป็นมรดกให้ปฏิสนธิจิตเก็บรักษาต่อไป
แต่จุติจิตกับปฏิสนธิจิตก็ไม่แตกต่างกันชนิดแยกขาดจากกัน
ทั้งนี้ เพราะปฏิสนธิจิตรับมรดกกรรมทุกอย่างมาจากจุติจิต และเก็บรักษาไว้เป็นอนุสัยสันดานสืบต่อไป ปฏิสนธิจิตกับจุติจิตจึงเป็นอันเดียวกันก็ไม่ใช่ จะแตกต่างกันก็ไม่เชิง
เพราะฉะนั้น ใครที่ถือว่าจุติจิตกับปฏิสนธิจิตเป็นจิตดวงเดียวกัน คนนั้นกำลังยึดถือทัศนะว่าจิตเป็น “อัตตา” ซึ่งเป็นทัศนะที่ขัดแย้งกับทฤษฎี “อนัตตา” ของพุทธศาสนา
กล่าวโดยสรุป ไม่ใช่จุติจิตที่ไปเกิดใหม่ หากแต่เป็นปฏิสนธิจิต สิ่งที่ถูกลำเลียงส่งจากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้า คือ “พลังกรรม”
นักปราชญ์บางท่านถึงกับกล่าวว่า ในคำสอนของพุทธศาสนาเรื่องการเกิดใหม่นั้น ไม่มีจิตหรือวิญญาณที่ข้ามภพข้ามชาติไปเกิดใหม่ จะมีก็แต่วิบากกรรมหรือพลังกรรมเท่านั้นที่ถูกส่งข้ามภพข้ามชาติ
พุทธศาสนาเรียกพลังกรรมที่ถูกส่งข้ามภพข้ามชาติเพื่อก่อกำเนิดปฏิสนธิในชาติหน้าว่าเป็น “ชนกกรรม” คือกรรมที่เป็นตัวนำให้เกิด
เมื่อใดพลังกรรมนี้ถูกทำลายไป เงื่อนไขของการเกิดใหม่ก็ถูกทำลายสะบั้น สิ้นกรรมก็สิ้นชาติ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป
นั่นคือสภาวะของผู้บรรลุนิพพาน
นิพพานคือการดับภพดับชาติไม่มีเหลือเชื้อ(อเสสภวนิโรธ)
ดังนั้น พระอรหันต์ผู้เข้าถึงนิพพานจึงเปล่งอุทานว่า ขีณา ชาติ วุสิตัง พรหมจริยัง กะตัง กะระณียัง นาปะรัง อิตถัตตายะ แปลว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำแล้ว ไม่มีอะไรที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้อีก
พระอรหันต์ตัดกรรมได้ จึงสามารถยุติกระบวนการเวียนว่ายตายเกิด
ส่วนปุถุชนผู้ถูกตัณหาชักพาให้ทำกรรม ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารต่อไปตามแรงส่งของกรรม
สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจในประการต่อมาก็คือว่า ชีวิตมนุษย์นั้นเริ่มต้นกันที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร
คำตอบในเรื่องนี้ ท่านพระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต) ได้กรุณาอธิบายไว้ในหนังสือ ชื่อทำแท้งตัดสินอย่างไร ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร ฯ[4] พอสรุปสาระสำคัญได้ว่า
คำว่า “ชีวิตมนุษย์ บาลีใช้คำว่า “มนุสสะวิคคะหัง”[5]
ชีวิตมนุษย์คืออย่างไร ได้แก่ “จิตที่เป็นปฐม” คือวิญญาณแรกซึ่งปรากฏในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงมรณะ ในระหว่างนี้ชื่อว่าเป “มนุสสวิคคะหัง”
เป็นอันว่าคำจำกัดความของ “มนุสสวิคคะหัง” ท่านถือว่าเป็นชีวิตมนุษย์ตั้งแต่จิตแรกในท้องของมารดาจนถึงตาย
มีปัญหาต่อไปว่า “จิตแรก” หรือ “วิญญาณอันเป็นปฐม” หรือ “ปฐมจิต” นั้นคือจิตตอนไหน
คำตอบก็คือ “จิตที่เป็นปฐม” ได้แก่ “ปฏสนธิจิต” หรือ จิตที่ปฏิสนธิ” นั่นเอง
ปฏิสนธิจิตในที่นี้ หมายถึงปฏิสนธิของสัตว์ที่มีขันธ์ ๕ ซึ่งได้แก่ รูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณเพราะฉะนั้น จิตแรกนี้จึงประกอบด้วย “อรูปขันธ์” ทั้ง ๓ คือ เวทนา สัญญา และสังขาร ที่เกิดร่วมกับปฐมจิต กับทั้ง “กลลรูป”[6] ที่เกิดพร้อมกับปฐมจิตด้วยเช่นกัน
เป็นอันว่าบอกไว้ครบถ้วนแล้ว ทั้งด้านจิตใจและด้านร่างกาย คือ
ก. ทางด้านจิตใจ หรือนามธรรม ได้แก่
๑) ปฐมจิต
๒) อรูปขันธทั้ง ๓ ที่เกิดร่วมกับปฐมจิตนั้น
และ ข. ส่วนทางด้านร่างกาย หรือรูปธรรม ก็บอกว่า “และกลลรูป ที่เกิดพร้อมด้วยปฐมจิต” “กลลรูป” นี้คือหยาดน้ำใส เป็นหยดที่เล็กเหมือเกิน เหมือนอย่างเอาขนจามรีซึ่งเป็นขนที่ละเอียดมากเส้นหนึ่ง จุ่มน้ำมันงา แล้วสลัดเจ็ดครั้ง ส่วนที่เหลือติดอยู่นั้น เป็นขนาดของกลละ
“กลละ” หมายถึงชีวิตในฝ่ายรูปธรรมเมื่อเริ่มกำเนิด ๗ วันแรก
ต่อจากกลละนี้ ในสัปดาห์ที่ ๒ ก็เป็น “อัมพุทะ”
ต่อจากอัมพุทะ ในสัปดาห์ที่ ๓ ก็เป็น “เปสิ” มีลักษณะเป็นเมือกข้น
ต่อจากเปสิ ในสัปดาห์ที่ ๔ ก็เป็นก้อน เรียกว่า “ฆนะ”
ต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ ๕ ก็เหมือนมีส่วนงอกออกเป็นปุ่มห้าปุ่ม เรียกว่า “ปัญจสาขา”
หลังจากนั้นก็จะมีผมมีขนมีเล็บกันต่อไป
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องของส่วนที่เรียกว่าพระวินัย
ทีนีมาดูส่วนของพระสูตรบ้าง เพื่อจะโยงหาเนื้อความที่สัมพันธ์กันอันจะช่วยให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น
มีพระสูตรที่ตรัสถึงเรื่องกำเนิดของชีวิตมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะการประชุมพร้อมแห่งองค์ประกอบ ๓ ประการ ย่อมมีการหยั่งลงแห่งครรภ์”
การหยั่งลงในครรภ์ หมายความว่า มีการเกิดขึ้นของสัตว์ที่เกิดในท้องมารดา
พระพุทธพจน์กล่าวต่อไปว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดบิดามารดาร่วมกัน ๑ มารดาอยู่ในฤดู(ช่วงเวลาไข่สุก) ๑ และคันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่แล้ว ๑
เพราะองค์ประชุมประกอบ ๓ ประการอย่างนี้ ก็มีการก้าวลงแห่งครรภ์”[7]
หมายความว่า องค์ประกอบฝ่ายมารดากับบิดามาประจวบกัน ๑ และมารดาก็อยู่ในระยะที่มีไข่สุก ๑ อีกทั้งคันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่ ๑ นี้เป็นจุดเริ่มต้นกำเนิดชีวิต
มีข้อสงสัยว่า “คันธัพพะ” คืออะไร
คันธัพพะนี้ ไม่มีอธิบายไว้ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกให้แต่ตัวศัพท์ไว้
คำอธิบายมาปรากฏในอรรถกถาซึ่งบอกว่า “คันธัพพะ คือสัตว์ที่เข้าไปที่นั้น”
อรรถกถาใช้คำบาลีว่า “ตัตรูปะคะสัตโต” แปลว่าสัตว์ผู้เข้าไปที่นั้น
หมายความว่า “คันธัพพะ” คือ สัตว์ผู้ไปเกิด ซึ่งตอนนั้นถือได้
ว่าอยู่ในภพก่อน วิญญาณหรือจิตสุดท้ายจะมุ่งหน้ามาสู่กำเนิด โดยมึ “คตินิมิต” เป็นตัวนำ
อธิบายว่า เวลาคนจะตาย ท่านบอกว่าจะมี “กรรมนิมิต” อันได้แก่ภาพของกรรม คือ ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ตนได้กระทำไว้ในอดีตของชีวิตมาฉายให้เห็น
กรรมนิมิต คือภาพตัวแทนของสิ่งที่ตนได้กระทำมา เมื่อ “กรรมนิมิต” ผ่านไปแล้ว ก็มี “คตินิมิต” เป็นไปตามกรรม ที่เป็นตัวนำให้ไปเกิด
กรรมนั้นแสดงออกโดยมีคตินิมิตเป็นเครื่องหมาย
แล้วกรรมก็เป็นตัวชักพาไป
วิญญาณเก่าดับไป วิญญาณใหม่เกิดขึ้น สืบต่อกรรมที่สะสมไว้
และวิญญาณนั้นชื่อว่าเป็น “คันธัพพะ”
ฉะนั้น คำว่า “คันธัพพะ” ตามมติของอรรถกถา ก็หมายถึงตัวสัตว์ที่ไปเกิด เป็นศัพท์ที่เรียกคลุม ๆ เพราะถ้าจะเรียกจิตเป็นวิญญาณ ก็จะเป็นการพูดศัพท์ลึกแบบอภิธรรมมากไป จึงพูดเป็นตัวสัตว์หยาบ ๆ ไปเลย หมายถึงผู้ที่จะไปเกิด อรรถกถาแสดงความหมายไว้อย่างนั้น
อรรถกถาจารย์ที่อธิบายท่านเรียกว่า “อุปปัชชะนะกะสัตโต” แปลว่า สัตว์ผู้เกิดขึ้น ผู้เกิด หรือผู้ถือกำเนิด เป็นอันว่า มติของคัมภีร์ทั้งหลายแสดงไว้ชัดแล้วว่า “คันธัพพะ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการเกิดของคน ก็หมายถึงคนที่จะมาเกิด หรือสัตว์ที่มาเกิดในกรณีนั้น
อนึ่ง โดยที่คันธัพพะเป็นส่วนของรูปธรรม ฉะนั้นเวลาเราพูดถึงคันธัพพะ เราจะไม่พูดถึงปฐมจิต เพราะเป็นการพูดถึงสัตว์ทั้งตัวที่มีปฐมจิตรวมอยู่ด้วยแล้ว เพราะพุทธศาสนามองความจริงว่า ในทางนามธรรม เริ่มแต่มีปฐมจิต คือปฏิสนธิวิญญาณ ในทางรูปธรรม เริ่มแต่กลลรูป
ฉะนั้น คันธัพพะจึงเป็นคำที่ครอบคลุม เป็นคำพูดตามสำนวนพระสูตรที่ใช้คำพูด
ตามภาษาสามัญ เรียกคนทั้งตัว แทนที่จะพูดถึงจิตที่เป็นสภาวะแบบอภิธรรม
ที่ต้องพยามพูดซ้ำหรือพูดเน้นในเรื่องนี้ ก็เพราะว่าเป็นความจำเป็น ด้วยเหตุที่คนไทยส่วนใหญยังพากันเข้าใจผิด คิดว่าวิญญาณหลังตายนั้นออกจากร่างแล้วไปเกิดได้อีกในภพชาติใหม่ เหมือนอย้างที่เราเคยได้ยินได้ฟังมามาว่า เมื่อเผาศพไปแล้ว วิญญาณยังไปแสดงให้ปรากฏแก่ญาติมิตรได้อีก หรือพูดว่าวิญญาณมาเข้าคนนั้นคนนี้
คนโดยมากเข้าใจว่า วิญญาณทั้งหลายเกิดเองได้ ราวกับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เกิดขึ้นได้โดยเหนือเหตุผลใด ๆ โดยมิต้องอาศัยเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ปราศจากเหตุผล และพระสัมมามสัมพุทธเจ้ามิได้สอนดังนี้
ใคร่ขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ เพื่อเป็นการตอกย้ำว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นย่อมไม่เที่ยง ไม่มอะไรเลยที่จะยืนหยัดคงทนอยู่ได้เลยแม้แต่น้อย แม้เรื่องของจิตหรือวิญญาณก็เช่นกัน ย่อมเกิดดับอยู่ตลอดเวลาดังได้นำความเห็นของอรรถกถาจารย์ที่ถือว่าเป็นนักปราชญ์มาแสดงมาแล้วตั้งแต่ตอนต้น
การเกิดดับของจิตวิญญาณจักต้องอาศัยเหตุปัจจัย หากเราไม่ยึดหลักกอดหลักอันนี้ไว้ ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นอย่างมากมายดังกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล
ทรงแสดงหลักพระศาสนา ไม่มีวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิด[8]
สาติ ! จริงหรือ ตามที่ได้ยินว่าเธิมีทิฏฐิอันลามกเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า วิญญาณนี้นี่แหละย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป หาใช่สิ่งอื่นไม่” ดังนี้ ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วเช่นนั้นว่า วิญญาณนี้นี่และย่อมแล่นไป ย่อมท่องเที่ยวไป หาใช่สิ่งอื่นไม่ ดังนี้”.
สาติ ! วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! นั่นคือสภาพที่เป็นผู้พูด ผู้รู้สึก(ต่อเวทนา) ซึ่งเสวยวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ท. ในภพนั้น ๆ”.
โมฆบุรุษ ! เธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ เมื่อแสดงแก่ใครเล่า
โมฆบุรุษ ! เรากล่าววิญญาณว่า เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม(สิ่งที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น) โดยปริยายเป็นอันมาก; ถ้าเว้นจากปัจจัยแล้ว ความเกิดแห่งวิญญาณมิได้มี ดังนี้มิใช่หรือ
โมฆบุรุษ ! เมื่อเป็นอย่างนั้น เธอชื่อว่า ย่อมกล่าวตู่เราด้วยถ้อยคำที่ตนเองถือเอาผิดด้วย ย่อมขุดตนเองด้วย ย่อมประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากด้วย; โมฆบุรุษ ! ข้อนี้แหละ จักเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน ดังนี้.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ท. แล้วตรัสว่า :-
ภิกษุ ท. ! พวกเธอจสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตรนี้ ยังจะพอนับว่าเป็นพระเป็นสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ได้บ้างไหม ?
“จเป็นได้อย่างไร พระเจ้าข้า ! หามิได้เลย พระเจ้าข้า !”
(เมื่อภิกษุ ท. ทูลอย่างนี้แล้ว ภิกษุสาติผู้เกวัฏฏบุตร ก็เงียบเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีปฏภาณ นิ่งอยู่ พระผ็มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว ได้ตรัสว่า
โมฆบุรุษ ! เธอจักปรากฏด้วยทิฏฐิอันลามกนั้นของตนเองแล; เราจักสอบถามภิกษุ ท. ในที่นี้. (แล้วทรงสอบถามภิกษุ ท. จนเป็นที่ปรากฏว่า พระองค์มิได้ทรงแสดงธรรมดังที่สาติภิกษุกล่าว แล้วทรงแสดงการเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ โดยอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท ครบทั้ง ๖ อายตนะ).
พระพุทธพจน์นี้ แสดงให้เห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงติเตียนภิกษุสาติมากมายประการใด คนโยมากเชื่อกันว่า วิญญาณมิได้อาศัยปัจจัยเกิด วิญญาณล่องลองไปเกิดอีกในชาติหน้าได้ และที่น่าสงสาร ! บุคคลเหล่านั้นเห็นว่าความเชื่อเรื่องเหล่านี้แม้จะผิดพลาดก็เป็น
เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เพราถึงอย่างไรก็เชื่องชาติหน้าอยู่แล้ว
ความจริงเรื่องความเชื่อที่ผิดพลาดนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อย ถ้าพิจารณากันให้ละเอียดแล้วจะพบว่า ความผิดนี้มิใช่จะเกิดขึ้นมาแต่เพียงชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น ยังจะติดตัวต่อไปถึงชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไปด้วย จึงไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างที่เข้าใจ
นอกจากนี้ มองในแง่ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งจะต้องผ่านญาณปัญญาไปเป็นลำดับ ๆ ในที่สัดจะต้องเข้าไปรู้ความจริงของขันธ์ ๕ หรือรูปนาม แล้วจะต้องประจักษ์ในขันธ์ ๕ หรือรูปนามนั้นว่า ล้วนเป้ฯอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา คือเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน คน สัตว์ ทั้งบังคับบัญชาก็ไม่ได้ด้วย
ถ้าผู้ใดมิได้ศึกษาให้เข้าใจในเหตุผลตามสภาวธรรม มีความเชื่อแฝงอยู่ในจิตใจอย่างมั่นคงว่า จิตหรือวิญญาณนั้นเป็นอมตะ เป็นของเที่ยง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้เอง โดยมิได้อาศัยเหตุปัจจัย ครั้นเมื่อสิ้นชีวิตลง จิตหรือวิญญาณก็จะล่องลอยไปเกิดใหม่ได้
ความเข้าใจผิดที่แนบแน่นอยู่ภายในจิตใจเช่นนี้ ก็ย่อมจะขวางกั้นปัญญามิให้เกิดขึ้นมา ไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เป็นอันว่ารไม่มีหวังที่จะก้าวเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ได้เลย เหมือนพระภิกษุสาติที่กล่าวข้างต้น
พระภิกษุ คือผู้เห็นภัยในวัฏฎฏะก็ไมไมีความหมายอะไรเลย เพราะจะเดินทางไปในทิศที่ตรงกันข้ามกับมรรคผล ทั้งในชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไปด้วย
ย้อนกลับมาพิจารณาประเด็นเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่
ข้อเท็จจริงในรื่องนี้ฟังเป็นยุติว่าอย่างไร อ่านแล้วพิจารณาให้เข้าถึง ถ้าสงสัยให้ลองมาสอบถามเพื่อเข้าถึงธรรมกันเสวนาได้ที่โทร 0882278734
ชื่อสกุล นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี
[1] พระธรรมโกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ), อนัตตาของพระพุทธเจ้า, อ้างแล้ว, เชิงออรถที่ ๑๔, น. ๕๓–๕๖.
[2] พระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร ธัมมจิตโต), เปรียบเทียบแนวคิด พุทธทาส – ซาตร์, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓) น. ๗๙ - ๘๕.
[3] พระเมธีธรรมาภรณ์, กรรมและการเวียนว่ายตายเกิด, อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ ๑๔, น. ๖๐–๖๔.
[4] พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต), ทำแท้ง ตัดสินอย่างไร ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร การทำแท้งในทัศนะพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : มูนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๗). น. ๔–๓๐.
[5] วินย. ๑/๑๘๑/๑๓๗.
[6] วินย. อ. ๑/๑๗๒/๔๗๕.
[7] ม.มู. ๑๒/๔๕๒/๔๘๗.
[8]บาลี มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๒. ตรัสแก่ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร ที่เชตวนาราม ใกล้เมืองสาวัตถี.