นรกสวรรค์มีจริงหรือ ? 

ธีรวัส  บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา

มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ธรรมศึกษาวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้าเพื่อเป็นหลักฐานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรวิจัยคัมภีร์พระพุทธศาสนา มูลนิธิเบญจนิกาย พุทธศักราช  ๒๕๕๐  พิมพ์ครั้งที่ ๑  ๕๐๐ เล่ม

เพื่อเป็นธรรมทานไม่สงวนลิขสิทธิ์

คำนำ

การศึกษา  นรกสวรรค์มีจริงหรือ ?

  ผู้ศึกษาได้ทราบถึงความจริงในหลักธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้ สร้างความลึกซึ้งการจะเข้าถึงธรรมได้อย่างดี เพราะใน  มีการแสดงเปรียบเทียบความจริงกับสิ่งปรากฏให้รู้ได้ เพื่อให้การศึกษา  นรกสวรรค์มีจริงหรือ ?เป็นอย่างเข้าใจ ผู้เขียนจึงสกัดเนื้อธรรม และภาษาให้เข้าถึงธรรมได้อย่างง่ายๆและไม่เสียเนื้อความ อันที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์นี้ สามารถสร้างเข้าใจได้อย่างง่ายขึ้น

  หนังสือนี้เชื่อว่าจะยังคุณประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน ด้วยผลแห่งกุศลที่ประสงค์จะดำรงพระสัทธรรมให้ดำรงคงมั่นในอยู่จิตใจชาวพุทธ สร้างเสริมปัญญาเป็นบารมี จงเป็นบุญญาบารมีให้บิดามารดาครูอาจารย์ญาติพี่น้องตลอดจนสหายธรรมทุกท่านเป็นผู้ดำรงคงมั่น ในสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และให้ศาสนาแห่งพระบรมศาสดาดำรงคงอยู่ตลอดกาลนาน เป็นแสงสว่างนำพาชีวิตของสรรพสัตว์ออกจากห้วงมหรรณพภพสงสารพ้นกองทุกข์กองโศกกองกิเลสเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต ด้วยทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคนเทอญ

ธีรเมธี

ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี

มหาบัณฑิตพุทธศาสนามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

บทที่  ๑

ความเชื่อเรื่องนรกสวรรค์

  ปายาสิราชัญญสูตร  เป็นพระสูตรหนึ่งในมหาวรรค ทีฆนิกายสูตร พระสุตตันตปิฎกเนื้อหาของพระสูตรสามารถสรุปได้ว่า  เป็นเรื่องที่พระกุมารกัสสัปปะโต้ตอบกับเจ้าปายาสิ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่เชื่อในเรื่องนรกสวรรค์  หลังจากที่ตนได้ทดลองพิสูจน์ตามกรรมวิธีต่าง ๆ ของตนแล้ว  แต่พระกุมารกัสสัปปะยกเหตุผลมาชี้แจงจนสามารถทำให้เจ้าปายาสิ  ละทิ้งความเห็นผิดของตนในที่สุด  พระสูตรนี้มีประเด็นที่สำคัญ สมควรหยิบยกขึ้นพิจารณาว่า  เรื่องนรกสวรรค์ที่เจ้าปายาสิกลับความเห็นของตน จากเชื่อว่าตายแล้วไม่เกิด  ตายแล้วสูญเปล่า  นรกสวรรค์ไม่มีจริง  เป็นเชื่อว่าตายแล้วกลับมาเกิดอีก นรกสวรรค์มีจริง ตามพระสูตรนี้นั้น  สามารถฟังเป็นยุติได้ว่าโลกนี้มีนรกสวรรค์จริงหรือไม่ เพียงใด

  เกี่ยวกับเรื่องนี้  มีประเด็นเบื้องต้นที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อน เพื่อเป็นประโยนหรือเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์ประเด็นเรื่องทิฏฐิของเจ้าปายาสิ  ได้แก่

  (๑)  เรื่องการเกิดใหม่และเรื่องนรกสวรรค์ในพระไตรปิฎก

  (๒) เรื่องรูปแบบพุทธวจนะที่มีในพระไตรปิฎก

  (๓)  เรื่องวิภัชชวาท-ขณิกวาท  ฆนิกวาท-สัสสตวาท  และเอกังสิกธรรม  อเนกังสิกธรรม

  (๔)  เรื่องอนัตตาในพุทธศาสนา

เรื่องการเกิดใหม่และเรื่องนรกสวรรค์ในพระไตรปิฎก

 

แยกพิจารณาเป็น ๒ ประเด็น คือ

  ๑)  ปัญหาเรื่องการเกิดใหม่  พุทธศาสนามีมติว่าการเกิดภพชาติพิจารณาตามหลักของปฏิจจสมุปบาท  ตลอดสาย ทั้งสายสมุทยวารและสายนิโรธวารแล้ว  เป็นการเกิดดับสายเดียวรวด  ฉะนั้น  การเกิดดับเป็นเรื่องของปฏิจจสมุปปันนธรรม  ไม่ใช่เรื่องของการเกิดข้ามภพข้ามชาติ  การเกิดใหม่ การตกนรกขึ้นสวรรค์เป็นเรื่องของชีวิตจริง เกิดที่นี่ เกิดในชาตินี้ เป็นเรื่องของการเกิดดับที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ซึ่งเกิดขึ้นในขณะจิตหนึ่ง ๆ  พุทธศาสนาดั้งเดิมจะไม่กล่าวถึงเรื่องการเกิดข้ามภพข้ามชาติ เกิดคร่อมทั้ง ๓ ชาติ โดยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดับทุกข์ เป็นเรื่องอจินไตย ไม่อาจหาข้อยุติได้

เรื่องเกิดก็ดี  ชราก็ดี  พยาธิก็ดี และมรณะก็ดี  เป็นเรื่องของการปรุงแต่งของขันธ์ ไม่มีตัวตน เป็นอนัตตา  ที่เห็นเป็นตัวเป็นตนเพราะอุปาทานขันธ์ ที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น[1] 

  ปัญหานี้เป็นปัญหาคาบเกี่ยวกับมติสัสสตทิฏฐิ และมติอุจเฉททิฏฐิ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งคู่  ทั้งยังขัดกับหลักเรื่องอนัตตาโดยตรง  เพราะถ้ามองว่าเกิดคร่อมกัน ๓ ชาติได้ จะกลายเป็นเรื่องมีอัตตา ไป  ขัดกับหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้พบความจริงที่ว่า 

ที่แท้ไม่มีคนเกิดคนตาย เพราะไม่มีคน มีแต่สังขาร(ธรรม)ที่เกิดดับตามธรรมดาเท่านั้น  พระพุทธองค์ไม่ทรงตอบคำถามเรื่องเกิดใหม่ ตายแล้ววิญญาณไปไหน เพราะไม่ใช่เรื่องของการดับทุกข์ พระองค์ทรงสอนเฉพาะแต่เรื่องทุกข์ กับความดับสนิทแห่งทุกข์ “ภิกษุ ท.!  ในกาลก่อนก็ตาม  ในบัดนี้ก็ตาม  เราบัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องความทุกข์  และความดับสนิทไม่มีเหลือของความทุกข์ เท่านั้น[2] 

แต่ถ้าเข้าใจว่ามีอัตตาไปเกิดใหม่อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีพระพุทธเจ้า ไม่จำเป็นต้องมี

พุทธศาสนา  เพราะศาสนาอื่นก็สอนกันอย่างนี้ ทั้งนั้น

  มีข้อสังเกตว่า  เกี่ยวกับเรื่องการเกิดใหม่นี้ ถ้าศึกษาพุธจริยาให้เข้าใจโดยถ่องแท้แล้ว

การถ่ายทอดคำสอนของพระองค์  พระองค์จะตรัสสอนมิให้กระทบกับความเชื่อ/ทิฏฐิของผู้ใดเรื่องตายแล้วเกิดอีกจะไม่ทรงยืนยัน  และจะไม่ตรัสให้เขาไปยึดถือ  พระองค์จะพูดตัดประเด็นด้วยการพูดเรื่องการแก้ไขเยียวยาทุกข์เป็นสำคัญ  หากจะมีการพูดพาดพิงบ้างก็เป็นเรื่องของการพูดคล้อยตามตามความเชื่อเดิมของคนคนนั้น  เพื่อประโยชน์ให้เกิดความเข้าใจในธรรมะของพระองค์เสียมากกว่า  การพูดพาดพิงในลักษณะนี้มิใช่เป็นการชี้ประเด็นเรื่องการเกิดใหม่[3]  เหตุนี้ คนที่มีมติในเรื่องสัสสตทิฏฐิ จึงทึกทักเอาว่า  การที่พระองค์ไม่ปฏิเสธก็มีผลเท่ากับยอมรับทิฏฐิเดิมของผู้ถามด้วย  เราคงต้องระมัดระวังจุดนี้กันให้มาก

  ๒)  ปัญหาเรื่องนรกสวรรค์ ามีจริงหรือไม่นี้  ไม่พบว่าพระไตรปิฎก กล่าวยืนยันว่ามีจริง  ปัญหานี้พระไตรปิฎกกล่าวบรรยายเรื่องชาติก่อน ชาติหน้า นรกสวรรค์ ไว้น้อยมาก  ลักษณะของการกล่าว ก็เป็นเพียงการกล่าวถึงพาดพิงเท่านั้น  ส่วนใหญ่มักเป็นการกล่าวตบท้ายต่อจากพูดถึงผลของกรรมชั่ว  และหรืออานิสงส์ของกรรมดี  ด้วยถ้อยคำว่า “เมื่อกายแตกทำลายภายหลังมรณะ ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก”  หรือ “เข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์” พระสูตรเน้นคำสอนของกรรมไม่ดำไม่ขาวและผลในชีวิตในชาตินี้เป็นสำคัญ  ส่วนผลหลังตายนั้นมักกล่าวปิดท้ายให้ครบถ้วนสมมูรณ์เท่านั้น  ตัวพระสูตรมิได้มุ่งยืนยันถึงความมีหรือไม่มีของนรกสวรรค์  รายละเอียดเรื่องนรกสวรรค์มักมีกล่าวไว้ในคัมภีร์ของอรรถกถาจารย์รุ่นหลังเป็นส่วนใหญ่[4] 

  มีคำถามว่า  กรณีสมมติว่านรกสวรรค์มีจริงนั้น ตัวพระไตรปิฎกเองกล่าวหรือไม่ว่า  นรกสวรรค์อยู่ส่วนไหนของจักรวาล  คำตอบก็คือ พระไตรปิฎกไม่มีกล่าวไว้  พระไตรปิฎกกล่าวแต่เรื่องของหมื่นโลกธาตุ คือ จักรวาล  ในลักษณะว่าสวรรค์อยู่บนฟ้า  นรกอยู่ใต้ดิน  มีเขาสุเนรุ เป็นจุดศูนย์กลางนั้น  เห็นว่า การพูดถึงเรื่องดังกล่าวเป็นคติที่มาจากพราหมณ์มากกว่า[5]

  กล่าวโดยสรุปเรื่องนรกสวรรค์นี้ พระไตรปิฎกไม่กล่าวยืนว่ามีหรือไม่มี

  มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า  ปัญหานี้เป็นปัญหาอจินไตย  จึงไม่ควรใช้เวลาให้สิ้นเปลืองไปกับเรื่องเหล่านี้ เพราะถึงอย่างไรก็หาข้อยุติอะไรไม่ได้  และเรื่องนี้การพูดก็ขอให้พูดด้วยความระมัดระวัง  เพราะชอบพูดในลักษณะยืนยันว่าเป็นพุทธวจนะ  เท่ากับกล่าวตู่พระพุทธเจ้าโดยตรง

เรื่องนี้ความสำคัญอยู่ที่แนวคิดว่า  เรื่องของกรรมวาทีนั้น  ที่ถูกต้องแล้วเราต้อโยนิโสมนสิการเรื่องกรรมไม่ดำไม่ขาว คือ ต้องปฏิบัติให้จิตอยู่เหนือเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องบุญเรื่องบาป ว่าไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น  เพราะเป็นอุปาทานสร้างตัวตนของผู้พูดโดยไม่รู้ตัว 

นอกจากนี้ เรื่องของนรกสวรรค์นี้เราต้องปฏิบัติตาม เจริญรอยตามพระพุทธองค์ ที่

ทรงเห็นนรกและสวรรค์ที่ผัสสายนตะหก[6]  เราต้องอบรมจิตของเราให้มีสติสัมปชัญญะอยู่ในกายตลอดเวลา ทั้งเวลาตื่นและเวลานอนหลับ  เราจึงจะล่วงพ้นทุกข์ตามที่เราตั้งความปรารถนาไว้ได้

เรื่องรูปแบบพระพุทธวจนะที่มีในพระไตรปิฎก

  โดยที่ปายาสิราชัญญสูตร นี้เป็นพระสูตรที่ได้รับการยกย่องในความสามารถของพระเถระ พระกุมารกัสสัปปะ ที่หาเหตุผลมาหักล้างฝ่ายที่คัดค้านได้อย่างคมคาย  มีอุบายการตอบคล้ายกับมิลินทปัญหามาก  คมชัดแจ่มแจ้งด้วยอุปมา  เป็นต้นแบบของมิลินทปัญหาโดยตรง  สมควรได้รับการวิเคราะห์ศึกษาให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น  สำหรับการวิเคราะห์ประเด็นนี้จะแสดงไว้ในบทที่ ๓  อันเป็นบทสรุป  ในชั้นนี้ใคร่กล่าวทำความเข้าใจเบื้องต้นไว้แต่เพียงว่า 

พุทธวจนะที่สังคีติกาจารย์ร้อยกรองปรากฏในพระไตรปิฎกนั้นเรียกว่า “นวังคสัตถุ

สาสน์” หรือ “สัตถุสาสน์ ๙ ประการ”[7]  คือ

  ๑)  สุตตะ  คำสอนประเภทร้อยแก้วล้วน  อรรถกถาอธิบายว่า  ได้แก่อุภโตภิวังค์(ปาฏิโมกข์ทั้งสองฝ่าย) ขันธกะ ปริวาร นิเทศ และพระสูตรในสุตตนิบาต รวมทั้งสูตรอื่น ๆ ที่ไม่มีชื่อกำกับว่า “สูตร” ด้วย

  ๒)  เคยยะ  คำสอนประเภทร้อยแก้วผสมร้อยกรอง หมายเอาพระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด  โดยเฉพาะสคาถวรรค สังยุตตนิกาย

  ๓)  เวยยากรณะ  คำสอนประเภทที่เป็นอรรถาธิบายโดยละเอียด เป็นร้อยแก้วล้วน ๆ เช่น อภิธรรมปิฏก  พระสูตรที่ไม่มีคาถา  และพุทธพจน์อื่นที่ไม่นับเข้าในองค์ ๘ ข้อที่เหลือ

  ๔)  คาถา  คำสอนประเภทร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วน ในสุตตนิบาตที่ไม่มีชื่อกำกับว่า “สูตร”

  ๕)  อุทาน  คำสอนประเภทที่เปล่งขึ้นจากแรงบรรดาลใจของพระพุทธเจ้า และพระสาวก  ส่วนมากจะเป็นบทร้อยกรอง

  ๖)  อิติวุตตกะ  คำสออนประเภทคำอ้างอิง ที่ยกข้อความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มาอ้างเป็นตอน ๆ ได้แก่  พระสูตรสั้น ๆ ๑๑๐ สูตรที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “วุตตัง เหตัง ภควตา”

  ๗)  ชาตกะ(ชาดก)  คำสอนประเภทนิทานชาดก หรือเรื่องราวในชาติปางก่อนของพระพุทธเจ้า ขณะเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่

  ๘)  อัพภูตธรรม  คำสอนประเภทเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า  และพระสาวกทั้งหลาย  เช่น พระพุทธองค์สมัยอยู่ในพระครรภ์พระนางสิริมหามายา  นั่งสมาธิผินพระพักตร์ออกมาทางด้านหน้าพระอุทร ไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินครรภ์ เหมือนทารกธรรมดาทั่วไป  นี้เป็นเรื่องอัศจรรย์เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์ เป็นต้น

  ๙)  เวทัลละ  คำสอนประเภทคำถาม-คำตอบ  เวทัลละ แปลว่า  ได้ความรู้ ความปลื้มใจ  หมายถึงผู้ถายได้ความรู้และความปลื้มใจ แล้วก็ถามต่อไปเรื่อย ๆ

  ในการศึกษาอธิบายวิเคราะห์ปายาสิราชัญญสูตรในเรื่องนี้ ซึ่งจะนำไปกล่าวต่อไปข้างหน้านั้น  จะกล่าวถึงเฉพาะการเปรียบเทียบสำนวนอุปมาอุปไมยในเรื่องเดียวกันหรือเรื่องทำนองเดียวกัน ระหว่างพระสูตรนี้กับมิลินทปัญหา 

เรื่องวิภัชชวารท-ขณิกวาท ฆนิกวาท-สัสสตวาท 

และ เอกังสิกธรรม  อเนกังสิกธรรม

  ขณิกวาท  แปลว่าลัทธิที่พูดว่าทุกอย่างเป็นไปชั่วขณะ  ส่วนคำว่าฆนิกวาทแปลว่า ลัทธิที่พูดว่าทุกอย่างเป็นก้อน เป็นตัว เป็นตน

  หัวข้อที่ว่า วิภัชชวาท-ขณิกวาท นี้คู่หนึ่ง  กับ ฆนิกวาท-สัสสตวาท นี้อีกคู่หนึ่ง นั้น  เห็นสมควรทำความเข้าใจโดยนำมาเปรียบเทียบว่า  สำหรับคู่แรกนั้น เป็นพุทธศาสนา  เป็นสัมมาทิฏฐิ  ส่วนคู่หลังมิใช่พุทธศาสนาและตรงกันข้าม คือเป็นมิจฉาทิฏฐิ  ทั้งนี้เพื่อให้เข้าใจง่าย เข้าใจชัด  แล้วไม่เอาปนกันให้ยุ่งไปหมด

  อธิบายความหมายพอเป็นเลา ๆ ว่า  วิภัชชวาท แปลว่า  ลัทธิที่บอกว่าทุกอย่างแบ่งแยกออกไปได้ คือไม่ใช่ตัวตนตัวเดียวก้อนเดียว : แล้ว ขณิกวาท แปลว่า  ลัทธิที่บอกว่าทุกอย่างเป็นไปเพียงชั่วขณะ ๆ ฝ่ายพุทธศาสนามีหลักอย่างนี้

  ทีนี้ฝ่ายมิจฉาทิฏฐิมีหลักว่า  ฆนิกวาท – ลัทธิที่บอกว่า เป็นก้อน เป็นตัวตน เป็นก้อน ก้อนหนึ่ง  ไม่แบ่งแยก  แล้ว สัสสตวาท -  ลัทธิที่บกอกว่า  เที่ยงแท้แน่นอน ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรหมด

  กล่าวโดยสรุป  วิภัชชวาท-ขณิกวาท เป็นพระพุทธศาสนา,  ฆนิกวาท-สัสสตวาท ไม่ใช่พุทธศาสนา

  แต่คนเรากลับถือกันมากที่สุด  คือ ลัทธิฆนิกวาท-สัสสตวาทนี้เอง  กล่าวคือ  คนเราส่วนมากถือเอาฆนิกวาท และสัสสตวาท ไว้โดยไม่รู้สึกตัว เป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว  มันจะเป็นอย่างนี้ทั้ง

นั้น คือคนเราจะรู้สึกว่าตัวกูเป็นตัวกู เป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นตัวเป็นตน ถาวร ตายแล้วก็ยังไม่ตาย ยังมีไปเกิดอีกๆ ๆ ๆ… เที่ยงแท้ถาวร  คนเราจะรู้สึกเสียอย่างนี้มากกว่าอย่างแรกซึ่งเป็นศาสนาพุทธ[8] 

  อนึ่ง  ขอทำความเข้าใจไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า 

  ๑.  ความจริงวิภัชชวาทไม่ใช่วิธีคิดโดยตรง  แต่เป็นวิธีพูดหรือการแสดงหลักการแห่งคำสอนแบบหนึ่ง  เป็นคำสำคัญคำหนึ่งที่ใช้แสดงระบบความคิดที่เป็นแบบของพุทธศาสนา  และวิธีคิดแบบวิภัชชวาท นี้ มีความหมายครอบคลุมถึงวิธีคิดแบบต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วหลายอย่าง  การกล่าวถึงวิธีคิดแบบวิภัชชวาท นอกจากทำให้รู้จักวิธีคิดแง่อื่น ๆ เพิ่มขึ้นแล้ว  ยังจะช่วยให้เข้าใจวิธีคิดบางอย่างที่จะกล่าวต่อไปข้างหน้าอีกด้วย  วิภัชชวาทเป็นคำเรียกพุทธศาสนา เป็นคำเรียกพระนามของพระพุทธเจ้า  ซึ่งใช้อ้างกันมาในประวัติพุทธศาสนาว่า  ในคราวสังคายนาครั้งที่ ๓  พระเจ้าอโศกมหาราชตรัสถามพระโมกคัลลีบุตรติสสเถระ ประธานสงฆ์ในการสังคายนาครั้งนั้นว่า  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีวาทอย่างไร  พระเถรทูลตอบว่า

“มหาบพิตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นวิภัชชวาที”[9]

  คำว่า “วาท” เป็นไวพจน์แห่งกันและกันของคำว่า ทิฏฐิ  ทิฐิ หรือทฤษฎี  เช่น  สัพพัตถิกวาท คือ สัพพัตถิกทิฏฐิ,  นัตถิกวาท คือ นัตถิกทิฏฐิ,  สัสสตวาท คือ สัสสตทิฏฐิ,  อุจเฉทวาท คืออุจเฉททิฏฐิ,  อเหตุกวาท คือ อเหตุกทิฏฐิ  เป็นต้น 

  เพื่อให้เกิดความเข้าใจความหมายของวิภัชชวาทชัดเจนยิ่งขึ้น  ใคร่แยกพิจารณาเป็น ๒ ประการ  ได้แก่

  ๑.๑  พิจารณาตามพยัญชนะ  คำว่า “วิภัชชวาท”มาจาก  วิภัชช + วาท “วืภัชช”  แปลว่า  แยกแยะ แบ่งออก จำแนก หรือแจกแจง  มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “วิเคราะห์”ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  ส่วนคำว่า “วาท”  แปลว่า  การกล่าว การพูด การแสดงคำสอน  เพราะฉะนั้น “วิภัชชวาท”  จึงแปลว่า  การพูดแยกแยะ การพูดจำแนก หรือพูดแจกแจง  หรือแสคงคำสอนแบบวิเคราะห็[10]  ประการหนึ่ง  อีกประการหนึ่ง  คำสอนของพระพุทธเจ้า  ทรงแสดงทั้ง  “เอกังสิกธรรม” – ธรรมที่แสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว  และ “อเนกกังสิกธรรม” – ธรรมที่ไม่แสดงบัญญัติโดยส่วนเดียว[11] 

  สำหรับข้อพิจารณาว่า  กรณีเช่นใดที่เข้าข่ายเป็นวิภัชชวาท และกรณีใดเป็นเอกังสิกธรรมและอเนกังสิกธรรม นั้น  จักได้กล่าวรายละเอียดในชั้นนำไปเปรียบเทียบรูปแบบการแสดงธรรมรวมตลอดถึงเนื้อหาตามที่ปรากฏในปายาสิราชัญญสูตร ในบทสรุปหรือบทวิเคราะห์โดยละเอียด  เพื่อชี้ให้เห็นว่าการหักล้างความเห็นหรือทิฏฐิของเจ้าปายาสิเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์ ตามที่ปรากฏในพระสูตรนั้น  เป็นเรื่องสมเหตุสมผลควรรับฟังหรือไม่ เพียงใด  ต่อไป

 

เรื่องอนัตตาในพระพุทธศาสนา[12]

  เรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นประเด็นสุดท้ายนั้น ได้แก่เรื่องอนัตตาในพุทธศาสนา  หลักอนัตตานั้นเป็นเรื่องเดียวที่แสดงความแตกต่างของศาสนาพุทธกับมติอื่น ๆ

  กล่าวโดยสรุปให้สั้นที่สุดแล้ว  มติทั้งหลายในโลกนี้แบ่งเป็นสองพวก  คือ พวกที่ว่ามีอัตตาหรืออาตมัน  กับพวกที่ว่า ไม่มีอัตตาหรืออาตมันเลย

  พวกที่มีอัตตายั่งยืน เป็นพวกสัสสตทิฏฐิ หรือ  ETERNAL  SOUL – VIEW  คือมีความเห็นว่ามีสิ่งที่เที่ยงยั่งยืน  พวกนี้ถือเอาสิ่งที่เป็นอสังขตะ คือไม่เกิด ไม่ดับ ไม่มีอะไรปรุงแต่ง  คงเป็นอยู่เองตลอดอนันตกาลว่า  เป็นตัวอัตตาที่แท้จริง หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่าอาตมันนั่นเอง  เพราะมติเหล่านี้  เพ่งหาอาตมันในสิ่งที่ไม่รู้จักทุกข์ โดยทั้งรู้ ๆ อยู่ว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นทุกข์  เพราะฉะนั้น  อาตมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่เกิด แก่ ตาย เป็นอย่างน้อย

  ส่วนพวกที่ไม่มีอัตตาเสียเลยนั้น  เป๊นพวกอุจเฉททิฏฐิ  ได้แก่พวกที่ปฏิเสธโดยประการทั้งปวง  หรือที่เรียกว่า  NIHILISM  มตินี้ไม่ยอมรับว่ามีอะไรดังที่เขาเรียกกัน  เป็นอันว่า

ปฏิเสธทั้งอัตตาและอนัตตา  เมื่อถือว่า “นิพพาน” หรือ “สภาพอันเป็นแดนที่ดับของความทุกข์ทั้งปวงไม่มีเสียแล้ว  ปัญหาว่านิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตาก็พลอยตั้งไม่ได้ตามไปด้วย  เพราะไม่มีสิ่งเป็นเช่นที่ว่า  มีแต่สิ่งที่ขาดศูนย์ไป ไม่มีอะไร

  ส่วนศาสนาพุทธ  ไม่ยอมรับว่ามีอัตตาที่เที่ยงที่ยั่งยืนเหมือนพวกสัสสตทิฏฐิ  สิ่งที่เป็นอสังขตธรรมนั้น แม้จะไม่เกิดไม่ดับ เป็นสิ่งที่มีอยู่เที่ยงแท้ถาวรก็จริง  แต่ก็หาใช่อัตตาไม่  ไม่มีอัตตาเช่นนั้น  มีแต่สภาพอันเป็นความดับหรือเป็นที่ดับของโลกียธรรม  หรือสังขตธรรมทั้งหลายเท่านั้นอง  ไม่ใช่อัตตาหรือตัวเราคงอยู่ตลอดอนันตกาล  อย่างที่พวกแรกยึดถือ

  ด้วยเหตุนี้  พุทธศาสนาจึงไม่ใช่มติที่เป็นสัสสตทิฏฐิ  หรือกล่าวย้ำอีกอย่างหนึ่งก็ว่า  พุทธศาสนาไม่มีอัตตาที่เที่ยงแท้ถาวร  สิ่งที่เที่ยงที่ถาวรมีจริง  แต่หาใช่อัตตาไม่  เป็นเพียงสภาพอันเป็นที่ดับ  หรือภาวะหลังจากที่ดับไปแล้วของสิ่งที่ไม่เที่ยงไม่ถาวรทั้งหลายเท่านั้น  และเรียกสิ่งนี้ว่า “นิพพาน” หรือ “อสังขตธรรม”  ซึ่งหาใช่อัตตาไม่

  อีกด้านหนึ่ง  พุทธศาสนามิได้ปฏิเสธว่า “ไม่มีอะไรเลย” เช่นพวกนัตถิกทิฏฐิ  หรือ

NIHILISTIC VIEW  และทั้งไม่ถือว่าคนเราตายแล้วขาดศูนย์เหมือนพวกอุจเฉททิฏฐิ หรือ ANNIHILATION – VIEW  พุทธศาสนาถือหลักตายตัวลงไปว่า

  (๑)  สิ่งทั้งหลายนั้น  ถ้าสิ่งใดเป็นพวกที่เกิดมาแต่เหตุ หรือมีเหตุมีปัจจัย  สิ่งนั้นจะคงมีอยู่ตลอดเวลาที่ปัจจัยหรือเหตุนั้น ๆ ยังมีอยู่  แต่ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง  เปลี่ยนแปลงไปตามความเปลี่ยนของปัจจัยนั้น ๆ เสมอไป  แม้ที่เรียกว่าตายนั้นเล่า  ถ้ามีเหตุปัจจัยสำหรับให้ปรากฏหรือเกิดใหม่ยังมีอยู่  ก็ต้องกลับหรือปรากฏอีก  ถ้าหมดปัจจัย  ก็จะดับสนิทไป  แต่ศาสนาพุทธไม่นิยมถือว่า ตายหรือ เกิด  เพราะเป็นเพียงอาการที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น  หาใช่เกิดหรือตายเอาตามความพอใจไม่   

(๒)  แต่ถ้าสิ่งใดเป็นพวกที่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย สิ่งนั้นย่อมมีอยู่เองโดยไม่ต้องเกิดขึ้น

และไม่มีวันดับไป  และเที่ยงถาวรด้วย  เช่นที่พระองค์ตรัสว่านิพพานมีอยู่  ได้แก่สภาพความมีอยู่แห่งความที่ปราศจากสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัย  และสิ่งที่เกิดมาจากเหตุปัจจัยนั้นเสีย  กล่าวง่าย ๆ ก็คือว่า  เมื่อเอาสิ่งทั้งปวงที่เป็นเหตุและผลออกไปให้หมดแล้ว  อะไรเหลืออยู่  นั่นแหละคือสิ่งที่ไม่ใช่เหตุไม่ใช่ผล  เป็นสิ่งที่ปราศจากเหตุและผลโดยสิ้นเชิง  และเป็นแดนที่ดับของสิ่งที่เป็นเหตุและผลทั้งหลาย  หมายความว่า  เมื่อสิ่งที่เป็นเหตุหรือผลก็ตาม  ขึ้นมาถึงแดนนี้แล้ว  ต้องดับไปหมดไม่มีเหลือ  แต่สภาพอันเป็นแดนทึ่ดับนี้ ยังคงอยู่ตลอดอนันตกาล  เป็นแดนที่ดับของทุกข์ทั้งมวล  เพราะว่าทุกข์ทั้งมวลเป็นพวกผล  หรือจัดไว้ในฐานเป็นพวกผล  เกิดมาแต่เหตุ  คือ  กิเลส เช่น อวิชชา เป็นต้น  เมื่อนิพพานเป็นที่ดับของสิ่ง ทั้งที่เป็นเหตุและเป็นผล  ดังนี้แล้ว  ก็แปลว่านิพพานคือแดน หรือสภาพที่ดับของกิเลส  และทุกข์ทั้งสิ้น  นั้นเอง

  โดยนัยนี้  เป็นอันว่าพุทธศาสนายอมรับว่า  มีสิ่งที่เที่ยงถาวร คือสิ่งที่ปราศจากเหตุ และทั้งมิใช่ผลด้วย แต่มิได้เป็นอัตตาหรืออาตมัน  และยังมีสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร  คือส่งที่มีเหตุทั้งหลาย ได้แก่กิเลส กรรมดี กรรมชั่ว สุข ทุกข์  และรูปวัตถุทั้งหลายที่เนื่องอยู่ด้วยกัน  แต่ว่าสิ่งจำพวกหลังนี้  มีอยู่อย่างโยกโคลง  คือเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เท่านั้น 

พุทธศาสนาจึงไม่ใช่นัตถิกทิฏฐิ หรืออุจเฉททิฏฐิ  

  รวมความสั้น ๆ  อีกครั้งหนึ่งว่า

  พุทธศาสนาไม่ใช่สัสสตทิฏฐิ  เพราะมิได้ถือว่ามีอัตตาที่เที่ยงที่ถาวร

  พุทธศาสนาไม่ใช่อุจเฉททิฏฐิ  เพราะถือว่าสิ่งที่มีเหตุปัจจัยต้องแล้วแต่เหตุปัจจัยนั้น ๆ  ส่วนสภาพที่ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย ย่อมมีอยู่ตลอดอนันตกาล

  พุทธศาสนาไม่ใช่นัตถิกทิฏฐิ ก็เพราะว่า  ถือว่าสิ่งนั้น ๆ มีอยู่โดยอาการสองประเภทดังกล่าวมาแล้ว  คือประเภทหนึ่งมีอยู่อย่างโยกโคลง ไม่เที่ยงถาวร  เรียกว่าสังขตธรรม  อีกประเภทหนึ่งมีอยู่อย่างมั่นคง เที่ยงแท้ถาวร  เรียกว่าอสังขตธรรม   

-----------------



[1] บาลี มหาตัณหาสังขยสูตร มู.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๒ ตรัสแก่ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร ที่เชตวนาราม ใกล้เมืองสาวัตถี พระสูตรนี้บอกไว้ชัดเจนว่า ไม่มีวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิด

[2] บาลี  อลคัททูปมสูตร มู.ม. ๑๒/๒๗๘/๒๘๖  ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน.

[3] พุทธทาสภิกขุ, พุทธจริยา,(กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิธรรมทานไชยา), น. ๓๒๔–๓๒๘.

[4]พระเทพเวที, พุทธธรรม,(กรุงเทพมหานคร :  มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๒), น.๑๙๘–๒๐๕.

[5] พระธรรมปิฎก, นรก-สวรรค์ ในพระไตรปิฎก ในหนังสือกรรมและนรกสวรรค์ สำหรับคนรุ่นใหม่, (กรุงเทพมหานคร : พระบุญรอด สุปสันโน พิมพ์เป็นธรรมทาน, ๒๕๓๗), น. ๑๓๐.

[6] บาลี สฬา.สํ. ๑๘/๑๕๘, ๑๕๙/๒๑๔,๒๑๕.  ตรัสแก่ภิกษุ ท..

[7] เสถียรพงษ์ วรรณปก, คำบรรยายพระไตรปิฎก, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๓), น. ๔-๕.

[8]พุทธทาสภิกขุ, สันทัสเสตัพพธรรม, (กรุงเทพมหานคร :  มูลนิธิธรรมทานไชยยา, ๒๕๓๘), น. ๓๒๕–๓๒๗.

[9] พระเทพเวที, พุทธธรรม, อ้างแล้ว, น. ๗๐๙.

[10] พระเทพเวที, พุทธธรรม, อ้างแล้ว, น. ๗๐๙.

[11] บาลี โปฏฐปาทสูตร  สี.ท. ๙/๒๓๕/๑๙๗.  ตรัสแก่โปฏฐปาทปริพาชกที่เชตวัน ใกล้เมืองสาวัตตถี.

[12] พระธรรมโกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ), อนัตตาของพระพุทธเจ้า, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพระดุลยพากย์สุวมัณฑ์ฯ, ๒๕๔๒),  น. ๓๓ - ๓๘.