คำถามเกิดขึ้นว่า  การเดินตามรอยพระพุทธเจ้าหรือตามรอยพระอรหันตสาวกนั้นที่ถูกต้องนั้น  จะต้องกระทำอย่างไร

  คำตอบก็คือ  เราต้องโยนิโสนมสิการในหลักธรรมของพระพุทธองค์โดยเฉพาะพุทธพจน์ที่ว่า “สัพเพ  ธัมมา  นาลัง  อภินิเวสาย  จนกระทั่งสามารถละถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ๓ อย่าง[1]คือ 

๑)  กายเนื้อ 

๒)  กายทิพย์อันเกิดจาการเจริญภาวนา  และหรือ

๓)  กายที่สำเร็จขึ้นด้วยตัวสัญญา  คือกายที่ถือกันว่าเป็นตัวที่เป็นผู้รู้สึกสมปฤดีหรือตัวทำให้หมดสมปฤดี (ได้แก่สิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าใจหรือวิญญาณนั่นเอง) เสียได้โดยสิ้นเชิง 

จึงจะถือว่าเป็นการเดินตามรอยพระพุทธเจ้าหรือตามรอยพระอรหันต์

  ท่านพุทธทาสอธิบายขยายความว่า  ที่พระพุทธเจ้าปฏิเสธ “อัตตา”  และให้ละอัตตาที่กล่าวข้างต้นเสียนั้น  เพราะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงปฏิจจสมุปปันน-ธรรม  หาได้มีตัวตนอะไรไม่  การเที่จิตมีอวิชชาข้าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตาตัวตนนั้นเป็นสาเหตุแห่งทุกข์  เหตุนี้ พระพุทธองค์จึงให้ละเสีย

  เมื่อกระทำได้ดังนี้  กรณีก็ไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องของโลกหน้า เรื่องของโลกอื่น และไม่ต้องพิจารณาว่าตายแล้วเกิดอีกหรือไม่  เพราะถือว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบล้ว  กิจอันพึงต้องกระทำได้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว  ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกแล้ว

  พระเทพโสภณเมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระเมธีธรรมาภรณ์  ได้กล่าวถึงแนวคิด/ความเห็นในเรื่องอัตตานี้ของท่านพุทธทาส[2]ไว้ชัดเจนมาก  สามารสรุปได้ว่า

  การเกิดของอัตตา ตัวฉันของฉันนั้น  เกิดขึ้นตามหลักปฏิจจสมุปบาท(DEPENDENT  ORIGINATION)  หมายถึงการอาศัยกันเกิดขึ้น  เพราะมีสิ่งนั้นสิ่งนี้จึงเกิด 

  ท่านพุทธทาสอธิบายว่าอัตตาสมมติเกิดขึ้นอย่างไร

  อัตตาหรือตัวกูของกูที่เกิดดับ ๆ ๆ ๆ แต่ละครั้งนั้น  ท่านถือว่าเป็นชาติหนึ่ง

  คำว่า “ชาติ” ในภาษาธรรม  หมายถึงการเกิดขึ้นของตัวกูแต่ละครั้ง  การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ในขณะจิตหนึ่ง ๆ ถือเป็น “ชาติ” หนึ่ง  นี่คือการเกิดของอัตตาเชิงประจักษ์(EMPIRICAL  EGO)

  ในขณะเกิดตัวกูของกูตัวฉันของฉันขึ้นโดยอาศัยปฏิจจสมุปบาทนี้  มีกระบวนการอย่างไรบ้าง

  ท่านพุทธทาสอธิบายว่า  การเกิดของอัตตาสมมติ เริ่มจากผัสสะที่มีอวิชาเป็นพื้นฐาน  อวิชชาคือความไม่เข้าใจว่าเราเป็นสิ่งที่ไร้อัตตาตัวตน

  ตัวกูของกูเริ่มจากผัสสะ  ผัสสะหมายถึงการที่จิตกระทบ หรือรับรู้สิ่งที่ถูกรู้  ซึ่งอาจเป็นสิ่งภายนอกหรือเป็นสิ่งที่เราคิดเราฝันเราจินตนาการขึ้นมา มันมีการกระทบกัน เช่น  ตาเราเห็นรูป  จิตรับรู้ 

  ผัสสะคือการกระทบกันระหว่างอายตนะภายในคือดวงตา  อายตนะภายนอกคือรูป  กับจักขุวิญญาณ 

  ผัสสะนำไปสู่อะไร  คำตอบก็คือ  ผัสสะจะนำไปสู่เวทนา เช่น ความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ ฯลฯ  แต่จะต้องเข้าใจว่าขณะนั้นมีสัญญาคือความจำได้หมายรู้เกิดขึ้นแล้ว เป็นรูปที่เคยเห็นมาก่อน  และมีสังขารอยู่แล้ว  หมายความว่ามีแนวโน้มอยู่ในใจอยู่แล้วว่าชอบหรือไม่ขอบรูปที่เห็นนั้น

  เมื่อจิตหรือวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว  จะมีสัญญา เวทนา และสังขาร  เกิดร่วมกัน  พอจิตรับรู้อารมณ์ก็เกิดผัสสะขึ้นกระทบกัน  เกิดเวทนา-พอใจ หรือไม่พอใจตามมาทันที

  ถ้าเกิดเวทนาพอใจหรือชอบขึ้นมา  เวทนาจะนำไปสู่สิ่งที่เรียกกันว่า  อยากได้มาเป็นของฉันคือตัณหา

  ตัณหานี้ก็นำไปสู่ความยึดมั่นถือมั่น จัดเป็นอุปาทาน

  อุปาทานนี้แหละคือตัวกูของกู

  อัตตวาทุปาทาน -  การยึดมั่น ในภาวะว่ามีตัวกูของกู

  เมื่อเกิดอุปาทานยึดมั่น  ก็เกิดเป็นตัวเราผู้อยากได้รูปนั้นมาเป็นของเรา

นี่คือ ภพ  ซึ่งแปลว่าความมีความเป็นเกิดมีขึ้น

การเกิดขึ้นเมื่อสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว จัดเป็ชาติ  เกิดเป็นตัวฉันของฉันที่สมบูรณ์ขึ้นมาทันที

  เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นของอัตตาเชิงประจักษ์หรือตัวตนสมมติเมื่อเกิดเป็นชาติ

การศึกษาวิเคราะห็ปัญหาเรื่องตายแล้วเกิดใหม่หรือไม่

  โดยที่เรื่องของกระบวนการเกิดใหม่[3]เป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับประเด็นที่เป็นปัญหานี้โดยตรง  ในชั้นนี้เห็นสมควรศึกษาแนวคิดของพระเทพโสภณเมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์เป็นพระเมธีธรรมาภรณ์ ซึ่งมีความเห็นเกี่ยวกับกระบวนการเกิดใหม่ค่อนข้างชัดเจนว่า 

เมื่อเราเกิดใหม่ในภพภูมิต่อไปนั้น อะไรในตัวเราไปเกิดใหม่ 

  คำตอบก็คือ จิตหรือวิญญาณเกิดใหม่

  เราต้องเข้าใจว่า จิตหรือวิญญาณที่เกิดไปในภพภูมิก่อน กับจิตหรือวิญญาณที่ไปเกิดใหม่ไม่ใช่ดวงเดียวกัน

  ความเชื่อที่ว่า พอคนเราตายลง  วิญญาณหรือกายทิพย์  จะออกจากร่างล่องลอยไปหาภพภูมิเกิดใหม่  พบที่เหมาะ ๆ เมื่อใด ก็ถือปฏิสนธิเกิดใหม่เมื่อนั้น  ประหนึ่งว่าวิญญาณมีความคงที่เที่ยงแท้ตลอดกาล  ความเชื่อเช่นนั้นผิดจากหลักคำสอนในพุทธศาสนา

  ทั้งนี้  เพราะพุทธศาสนาเน้นเรื่องไตรลักษณ์ คือ อนิจจังทุกขัง อนัตตา  การที่บอกว่าวิญญาณเที่ยงแท้(นิจจัง)  และมีตัวตน(อัตตา)ถาวร  จึงขัดกับหลักคำสอนเรื่องไตรลักษณ์

  คำสอนที่ถูกต้องในพุทธศาสนาก็คือ  เมื่อคนเราตายลง  เขาจะเกิดใหม่ทันทีในภพภูมิใดก็ได้  ที่เหมาะกับกรรมที่เขาระลึกถึงก่อนดับจิต  จิตที่ดับในภพภูมิก่อน  กับจิตที่เกิดใหม่ในภพภูมิต่อมา  ไม่ใช่จิตดวงเดียวกัน 

  จิตในชาติก่อนกับจิตที่เกิดใหม่ในชาติต่อมา  จะเป็นจิตเดียวกันก็ไม่ใช่  จะต่างกันก็ไม่เชิง  ขออธิบายเพิ่มเติม ดังนี้

  ในขณะที่คนเราในชีวิตอยู่ในปัจจุบัน  จิตของเรา เกิด-ดับ ทุกขณะจิต

  จิตเกิด-ดับ ๑ ขณะ  เรียกว่าจิต ๑ ดวง

  จิตแต่ละดวงมี ๓ขณะย่อย  คือเกิดขึ้น(อุปปาทะ)  ตั้งอยู่(ทิฐิ)  ดับไป(ภังคะ)

จิตแต่ละดวงเมื่อเกิดขึ้นแล้ว  จะดำรงอยู่ชั่วเวลาสั้นมาก  แล้วก็ดับไป

  ก่อนจะดับไป(ภังคะ)  จิตได้ส่งผลกรรมที่เก็บสะสมไว้ไปเป็นปัจจัยให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้น(อุปปาทะ)

  ดังนั้น  จิตดวงใหม่เกิดขึ้นเพราะอาศัยพลังกรรมของดวงจิตดวงก่อนหน้าที่เพิ่งดับไปและดวงจิตที่เกิดตามมานี้  ก็ตั้งอยู่ชั่วขณะแล้วดับไปก่อนจะดับจิตนี้ก็ส่งปัจจัยต่อเนื่องให้ดวงจิตดวงใหม่เกิดขึ้นอีก  คือ

อุปปาทะ + ฐิติ + ภังคะ  อุปปาทะ + ฐิติ + ภังคะ  อุปปาทะ + ฐิติ + ภังคะ

  จิตเกิดดับต่อเนื่องกันเป็นสายโซ่อย่างนี้  ท่านเรียกว่า  กระแสจิต(วิญญาณโสตะ

  ภาวะที่จิตเกิดสืบต่อกันเป็นกระแส  ท่านเรียกว่า  สันตติ

  แม้จิตจะเกิดดับทุกขณะ  แต่ผลกรรมก็ไม่สูญหายไปพร้อมกับการดับของจิตแต่ละดวง  เพราะจิตจะส่งทอดผลกรรม  ให้จิตดวงใหม่เก็บรักษาต่อไปก่อนที่ตัวเองจะดับลง

  จิตดวงใหม่จึงเป็นทายาทรับมรดกกรรมของจิตดวงที่เพิ่งดับไป

  ความจำและประสบการณ์  ก็จะถูกส่งทอดต่อเนื่องกันไปอย่างนี้

  จิตดวงเก่าที่เพิ่งดับไป กับจิตดวงใหม่ที่เกิดตามมา  จะเป็นอันเดียวกันก็ไม่ใช่  จะแตกต่างกันก็ไม่เชิง( น  จ  โส  น  จ  อัญโญ)

  ที่ว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน  เพราะจิตดวงเก่าได้ดับไปแล้ว  และมีจิตดวงใหม่เกิดขึ้นแทนที่

  ที่ว่าไม่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  ก็เพราะจิตดวงใหม่รับผลกรรมและประสบการณ์ เป็นมรดกทั้งหมดมาจากจิตดวงก่อนและจิตดวงใหม่ที่เกิดขึ้นตามมานั้น  ก็ส่งมรดกให้จิตดวงต่อ ๆ มา รับช่วงกันไป

  จิตล้าน ๆ ดวงในกระแสจิตของชีวิตหนึ่ง เกิดดับๆ ๆๆ …  ติดต่อ และสืบเนื่องกันไปอย่างนี้   

  ฉะนั้น  ในชีวิตหนึ่ง ๆ  จิตเกิดดับนับครั้งไม่ถ้วน  และคนเราก็เกิดและตายนับครั้งไม่ถ้วน  ในชั่วชีวิตเดี๋ยวนี้แหละ  จิตเกิด ๑ ขณะ  ก็เท่ากับเราเกิด ๑ ครั้ง  จิตดับ ๑ ขณะ  ก็เท่ากับเราตาย ๑ ครั้ง

  เนื่องจากจิตของเราเกิดดับทุกขณะ  คนเราจึงชื่อว่าเกิดและตายตามจำนวนครั้งของการเกิดดับของจิต  ความตายชั่วขณะนี้  ท่านเรียกว่า  ขณิกมรณะ 

  ในวันหนึ่ง ๆ คนเราจึงเกิดและตายแบบขณิกมรณะนี้หลายร้อยครั้ง  เกิดแล้วก็ตาย  ตายแล้วก็เกิดที่กล่าวทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการเกิดดับในปัจจุบันชาติ

  มีคำถามเกิดขึ้นว่า  แล้วที่อธิบายมาทั้งหมดนี้มีความเกี่ยวพันกับการตายแล้วเกิดในภพชาติอย่างไรต่อไป

  คำตอบก็คือ  เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกันอยู่  กล่าวคือ

  เมื่อจิตตายแล้วก็เกิดเพียงชั่วขณะเดียวด้วยวิธีการเช่นใด  จิตตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติก็ด้วยวิธีการเช่นนั้น

  อันที่จริงนั้นสภาวะที่จิตตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติก็มีลักษณะการเช่นเดียวกับสภาวะที่เกิดดับในชั่วชีวิตเดียว

  ความแตกต่างมีอยู่ประการเดียวตรงที่ว่า  การตายแล้วเกิดแบบขณิกมรณะ  จำกัดอาณาบริเวณอยู่ในร่างกายเดียว  แต่การตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ  เป็นการทิ้งร่างกายในภพภูมินี้  แล้วถือกำเนิดในภพภูมิหน้า

  ที่กล่าวว่า  สภาวะที่ตายแล้วเกิดใหม่แบบข้ามภพข้ามชาติ  มีกระบวนการไม่ต่างจากการเกิดดับของจิตในชีวิตประจำวันของเรานั้น  หมายความว่า  จิตดวงสุดท้ายในชาตินี้ เรียกว่า“จุติจิต”  เพราะเป็นจิตที่เคลื่อนย้ายภพ(จุติ) ออกจากร่างกายที่ปราศจากลมหายใจ

ขณะที่จุติจิตดับลง มันได้ส่งพลังกรรมและผลรวมของประสบการณ์ในชาตินี้ไปก่อให้เกิดจิตดวงใหม่ขึ้นในร่างกายใหม่ของชาติหน้า

  จิตที่เกิดใหม่ในร่างกายใหม่เรียกว่า  ปฏิสนธิจิต  หมายถึงจิตที่เชื่อมโยง(ปฏิสนธิ)ระหว่างชาตินี้กับชาติหน้า

  ในกรณีนี้จุติจิตที่ดับในชาตินี้  กับปฏิสนธิจิตที่เกิดใหม่ในชาติหน้า  จึงไม่ใช่จิตดวงเดียวกัน

  เพราะจุติจิตดับไปแล้วเหลือแต่เพียงพลังกรรมที่ถูกส่งทอดไปเป็นมรดกให้ปฏิสนธิจิตเก็บรักษาต่อไป

  แต่จุติจิตกับปฏิสนธิจิตก็ไม่แตกต่างกันชนิดแยกขาดจากกัน

  ทั้งนี้  เพราะปฏิสนธิจิตรับมรดกกรรมทุกอย่างมาจากจุติจิต  และเก็บรักษาไว้เป็นอนุสัยสันดานสืบต่อไป  ปฏิสนธิจิตกับจุติจิตจึงเป็นอันเดียวกันก็ไม่ใช่  จะแตกต่างกันก็ไม่เชิง

  เพราะฉะนั้น  ใครที่ถือว่าจุติจิตกับปฏิสนธิจิตเป็นจิตดวงเดียวกัน  คนนั้นกำลังยึดถือทัศนะว่าจิตเป็น “อัตตา”  ซึ่งเป็นทัศนะที่ขัดแย้งกับทฤษฎี “อนัตตา”  ของพุทธศาสนา 

  กล่าวโดยสรุป  ไม่ใช่จุติจิตที่ไปเกิดใหม่  หากแต่เป็นปฏิสนธิจิต  สิ่งที่ถูกลำเลียงส่งจากชาตินี้ไปสู่ชาติหน้า คือ  “พลังกรรม” 

  นักปราชญ์บางท่านถึงกับกล่าวว่า  ในคำสอนของพุทธศาสนาเรื่องการเกิดใหม่นั้น  ไม่มีจิตหรือวิญญาณที่ข้ามภพข้ามชาติไปเกิดใหม่  จะมีก็แต่วิบากกรรมหรือพลังกรรมเท่านั้นที่ถูกส่งข้ามภพข้ามชาติ

  พุทธศาสนาเรียกพลังกรรมที่ถูกส่งข้ามภพข้ามชาติเพื่อก่อกำเนิดปฏิสนธิในชาติหน้าว่าเป็น “ชนกกรรม” คือกรรมที่เป็นตัวนำให้เกิด 

  เมื่อใดพลังกรรมนี้ถูกทำลายไป  เงื่อนไขของการเกิดใหม่ก็ถูกทำลายสะบั้น  สิ้นกรรมก็สิ้นชาติ  ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

  นั่นคือสภาวะของผู้บรรลุนิพพาน 

  นิพพานคือการดับภพดับชาติไม่มีเหลือเชื้อ(อเสสภวนิโรธ)

  ดังนั้น  พระอรหันต์ผู้เข้าถึงนิพพานจึงเปล่งอุทานว่า  ขีณา  ชาติ  วุสิตัง  พรหมจริยัง  กะตัง  กะระณียัง  นาปะรัง  อิตถัตตายะ  แปลว่า  ชาติสิ้นแล้ว  พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว  กิจที่ควรทำได้ทำแล้ว  ไม่มีอะไรที่ทำให้เวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้อีก

  พระอรหันต์ตัดกรรมได้  จึงสามารถยุติกระบวนการเวียนว่ายตายเกิด

  ส่วนปุถุชนผู้ถูกตัณหาชักพาให้ทำกรรม  ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารต่อไปตามแรงส่งของกรรม

  สิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจในประการต่อมาก็คือว่า  ชีวิตมนุษย์นั้นเริ่มต้นกันที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร 

  คำตอบในเรื่องนี้  ท่านพระธรรมปิฎก(ป.อ.  ปยุตโต)  ได้กรุณาอธิบายไว้ในหนังสือ  ชื่อทำแท้งตัดสินอย่างไร  ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร ฯ[4]  พอสรุปสาระสำคัญได้ว่า

  คำว่า “ชีวิตมนุษย์  บาลีใช้คำว่า  “มนุสสะวิคคะหัง”[5]

  ชีวิตมนุษย์คืออย่างไร  ได้แก่ “จิตที่เป็นปฐม”  คือวิญญาณแรกซึ่งปรากฏในครรภ์มารดา  จนกระทั่งถึงมรณะ  ในระหว่างนี้ชื่อว่าเป “มนุสสวิคคะหัง”

  เป็นอันว่าคำจำกัดความของ  “มนุสสวิคคะหัง”  ท่านถือว่าเป็นชีวิตมนุษย์ตั้งแต่จิตแรกในท้องของมารดาจนถึงตาย

  มีปัญหาต่อไปว่า “จิตแรก” หรือ “วิญญาณอันเป็นปฐม”  หรือ “ปฐมจิต”  นั้นคือจิตตอนไหน

  คำตอบก็คือ  “จิตที่เป็นปฐม” ได้แก่  “ปฏสนธิจิต”  หรือ จิตที่ปฏิสนธิ” นั่นเอง

  ปฏิสนธิจิตในที่นี้  หมายถึงปฏิสนธิของสัตว์ที่มีขันธ์ ๕  ซึ่งได้แก่  รูป  เวทนา  สัญญา

สังขาร และวิญญาณเพราะฉะนั้น  จิตแรกนี้จึงประกอบด้วย “อรูปขันธ์” ทั้ง ๓ คือ  เวทนา  สัญญา  และสังขาร ที่เกิดร่วมกับปฐมจิต  กับทั้ง “กลลรูป”[6] ที่เกิดพร้อมกับปฐมจิตด้วยเช่นกัน

  เป็นอันว่าบอกไว้ครบถ้วนแล้ว ทั้งด้านจิตใจและด้านร่างกาย คือ

ก.  ทางด้านจิตใจ หรือนามธรรม ได้แก่

๑)  ปฐมจิต

๒)  อรูปขันธทั้ง ๓ ที่เกิดร่วมกับปฐมจิตนั้น

  และ  ข.  ส่วนทางด้านร่างกาย หรือรูปธรรม  ก็บอกว่า “และกลลรูป  ที่เกิดพร้อมด้วยปฐมจิต” “กลลรูป” นี้คือหยาดน้ำใส  เป็นหยดที่เล็กเหมือเกิน  เหมือนอย่างเอาขนจามรีซึ่งเป็นขนที่ละเอียดมากเส้นหนึ่ง  จุ่มน้ำมันงา  แล้วสลัดเจ็ดครั้ง  ส่วนที่เหลือติดอยู่นั้น  เป็นขนาดของกลละ

    “กลละ”  หมายถึงชีวิตในฝ่ายรูปธรรมเมื่อเริ่มกำเนิด ๗ วันแรก

  ต่อจากกลละนี้  ในสัปดาห์ที่ ๒ ก็เป็น “อัมพุทะ”

  ต่อจากอัมพุทะ  ในสัปดาห์ที่ ๓  ก็เป็น “เปสิ”  มีลักษณะเป็นเมือกข้น

  ต่อจากเปสิ  ในสัปดาห์ที่ ๔ ก็เป็นก้อน เรียกว่า “ฆนะ”

  ต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ ๕ ก็เหมือนมีส่วนงอกออกเป็นปุ่มห้าปุ่ม เรียกว่า “ปัญจสาขา”

  หลังจากนั้นก็จะมีผมมีขนมีเล็บกันต่อไป 

  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นเรื่องของส่วนที่เรียกว่าพระวินัย

  ทีนีมาดูส่วนของพระสูตรบ้าง  เพื่อจะโยงหาเนื้อความที่สัมพันธ์กันอันจะช่วยให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

  มีพระสูตรที่ตรัสถึงเรื่องกำเนิดของชีวิตมนุษย์  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  เพราะการประชุมพร้อมแห่งองค์ประกอบ ๓ ประการ  ย่อมมีการหยั่งลงแห่งครรภ์

  การหยั่งลงในครรภ์  หมายความว่า  มีการเกิดขึ้นของสัตว์ที่เกิดในท้องมารดา

  พระพุทธพจน์กล่าวต่อไปว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  เมื่อใดบิดามารดาร่วมกัน ๑  มารดาอยู่ในฤดู(ช่วงเวลาไข่สุก) ๑  และคันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่แล้ว ๑ 

  เพราะองค์ประชุมประกอบ ๓ ประการอย่างนี้  ก็มีการก้าวลงแห่งครรภ์[7] 

  หมายความว่า  องค์ประกอบฝ่ายมารดากับบิดามาประจวบกัน ๑  และมารดาก็อยู่ในระยะที่มีไข่สุก ๑  อีกทั้งคันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่ ๑  นี้เป็นจุดเริ่มต้นกำเนิดชีวิต

  มีข้อสงสัยว่า “คันธัพพะ” คืออะไร

  คันธัพพะนี้  ไม่มีอธิบายไว้ในพระไตรปิฎก  พระไตรปิฎกให้แต่ตัวศัพท์ไว้

  คำอธิบายมาปรากฏในอรรถกถาซึ่งบอกว่า “คันธัพพะ  คือสัตว์ที่เข้าไปที่นั้น

  อรรถกถาใช้คำบาลีว่า  “ตัตรูปะคะสัตโต”  แปลว่าสัตว์ผู้เข้าไปที่นั้น 

หมายความว่า  “คันธัพพะ” คือ  สัตว์ผู้ไปเกิด  ซึ่งตอนนั้นถือได้

ว่าอยู่ในภพก่อน  วิญญาณหรือจิตสุดท้ายจะมุ่งหน้ามาสู่กำเนิด  โดยมึ “คตินิมิต” เป็นตัวนำ

  อธิบายว่า  เวลาคนจะตาย  ท่านบอกว่าจะมี “กรรมนิมิต”  อันได้แก่ภาพของกรรม คือ  ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ตนได้กระทำไว้ในอดีตของชีวิตมาฉายให้เห็น 

กรรมนิมิต คือภาพตัวแทนของสิ่งที่ตนได้กระทำมา  เมื่อ “กรรมนิมิต” ผ่านไปแล้ว  ก็มี “คตินิมิต” เป็นไปตามกรรม ที่เป็นตัวนำให้ไปเกิด

กรรมนั้นแสดงออกโดยมีคตินิมิตเป็นเครื่องหมาย

แล้วกรรมก็เป็นตัวชักพาไป

วิญญาณเก่าดับไป  วิญญาณใหม่เกิดขึ้น  สืบต่อกรรมที่สะสมไว้

และวิญญาณนั้นชื่อว่าเป็น “คันธัพพะ”

  ฉะนั้น  คำว่า “คันธัพพะ” ตามมติของอรรถกถา ก็หมายถึงตัวสัตว์ที่ไปเกิด เป็นศัพท์ที่เรียกคลุม ๆ  เพราะถ้าจะเรียกจิตเป็นวิญญาณ  ก็จะเป็นการพูดศัพท์ลึกแบบอภิธรรมมากไป  จึงพูดเป็นตัวสัตว์หยาบ ๆ ไปเลย  หมายถึงผู้ที่จะไปเกิด  อรรถกถาแสดงความหมายไว้อย่างนั้น

  อรรถกถาจารย์ที่อธิบายท่านเรียกว่า  “อุปปัชชะนะกะสัตโต”  แปลว่า  สัตว์ผู้เกิดขึ้น  ผู้เกิด  หรือผู้ถือกำเนิด เป็นอันว่า  มติของคัมภีร์ทั้งหลายแสดงไว้ชัดแล้วว่า  “คันธัพพะ”  ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการเกิดของคน  ก็หมายถึงคนที่จะมาเกิด  หรือสัตว์ที่มาเกิดในกรณีนั้น     

  อนึ่ง  โดยที่คันธัพพะเป็นส่วนของรูปธรรม  ฉะนั้นเวลาเราพูดถึงคันธัพพะ เราจะไม่พูดถึงปฐมจิต  เพราะเป็นการพูดถึงสัตว์ทั้งตัวที่มีปฐมจิตรวมอยู่ด้วยแล้ว  เพราะพุทธศาสนามองความจริงว่า  ในทางนามธรรม เริ่มแต่มีปฐมจิต  คือปฏิสนธิวิญญาณ  ในทางรูปธรรม เริ่มแต่กลลรูป 

ฉะนั้น  คันธัพพะจึงเป็นคำที่ครอบคลุม  เป็นคำพูดตามสำนวนพระสูตรที่ใช้คำพูด

ตามภาษาสามัญ  เรียกคนทั้งตัว  แทนที่จะพูดถึงจิตที่เป็นสภาวะแบบอภิธรรม

  ที่ต้องพยามพูดซ้ำหรือพูดเน้นในเรื่องนี้  ก็เพราะว่าเป็นความจำเป็น  ด้วยเหตุที่คนไทยส่วนใหญยังพากันเข้าใจผิด  คิดว่าวิญญาณหลังตายนั้นออกจากร่างแล้วไปเกิดได้อีกในภพชาติใหม่  เหมือนอย้างที่เราเคยได้ยินได้ฟังมามาว่า  เมื่อเผาศพไปแล้ว วิญญาณยังไปแสดงให้ปรากฏแก่ญาติมิตรได้อีก  หรือพูดว่าวิญญาณมาเข้าคนนั้นคนนี้

  คนโดยมากเข้าใจว่า  วิญญาณทั้งหลายเกิดเองได้  ราวกับว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  เกิดขึ้นได้โดยเหนือเหตุผลใด ๆ โดยมิต้องอาศัยเหตุปัจจัย  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ปราศจากเหตุผล  และพระสัมมามสัมพุทธเจ้ามิได้สอนดังนี้

  ใคร่ขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้  เพื่อเป็นการตอกย้ำว่า  สรรพสิ่งทั้งหลายในโลก  ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นย่อมไม่เที่ยง  ไม่มอะไรเลยที่จะยืนหยัดคงทนอยู่ได้เลยแม้แต่น้อย  แม้เรื่องของจิตหรือวิญญาณก็เช่นกัน  ย่อมเกิดดับอยู่ตลอดเวลาดังได้นำความเห็นของอรรถกถาจารย์ที่ถือว่าเป็นนักปราชญ์มาแสดงมาแล้วตั้งแต่ตอนต้น

  การเกิดดับของจิตวิญญาณจักต้องอาศัยเหตุปัจจัย  หากเราไม่ยึดหลักกอดหลักอันนี้ไว้  ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นอย่างมากมายดังกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล

ทรงแสดงหลักพระศาสนา  ไม่มีวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิด[8]

  สาติ !  จริงหรือ  ตามที่ได้ยินว่าเธิมีทิฏฐิอันลามกเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า  “เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรม  ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า  วิญญาณนี้นี่แหละย่อมแล่นไป  ย่อมท่องเที่ยวไป  หาใช่สิ่งอื่นไม่  ดังนี้ ?

  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรม  ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วเช่นนั้นว่า  วิญญาณนี้นี่และย่อมแล่นไป  ย่อมท่องเที่ยวไป  หาใช่สิ่งอื่นไม่  ดังนี้”.

  สาติ !  วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร ?

  “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !  นั่นคือสภาพที่เป็นผู้พูด  ผู้รู้สึก(ต่อเวทนา)  ซึ่งเสวยวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ท.  ในภพนั้น ๆ”.

  โมฆบุรุษ !  เธอรู้ทั่วถึงธรรมที่เราแสดงแล้วอย่างนี้ เมื่อแสดงแก่ใครเล่า

  โมฆบุรุษ !  เรากล่าววิญญาณว่า  เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม(สิ่งที่อาศัยปัจจัยแล้วเกิดขึ้น)  โดยปริยายเป็นอันมาก;  ถ้าเว้นจากปัจจัยแล้ว  ความเกิดแห่งวิญญาณมิได้มี  ดังนี้มิใช่หรือ

  โมฆบุรุษ !  เมื่อเป็นอย่างนั้น  เธอชื่อว่า  ย่อมกล่าวตู่เราด้วยถ้อยคำที่ตนเองถือเอาผิดด้วย  ย่อมขุดตนเองด้วย  ย่อมประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากด้วย;  โมฆบุรุษ !  ข้อนี้แหละ  จักเป็นไปเพื่อความทุกข์  ไม่เกื้อกูลแก่เธอตลอดกาลนาน  ดังนี้.

  ครั้งนั้น  พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุ ท.  แล้วตรัสว่า  :-

  ภิกษุ ท. !  พวกเธอจสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร  :  ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตรนี้  ยังจะพอนับว่าเป็นพระเป็นสงฆ์ในธรรมวินัยนี้ได้บ้างไหม ?

  “จเป็นได้อย่างไร พระเจ้าข้า !  หามิได้เลย  พระเจ้าข้า !”

  (เมื่อภิกษุ ท. ทูลอย่างนี้แล้ว  ภิกษุสาติผู้เกวัฏฏบุตร ก็เงียบเสียง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่มีปฏภาณ นิ่งอยู่  พระผ็มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นดังนั้นแล้ว  ได้ตรัสว่า

  โมฆบุรุษ !  เธอจักปรากฏด้วยทิฏฐิอันลามกนั้นของตนเองแล;  เราจักสอบถามภิกษุ ท. ในที่นี้.  (แล้วทรงสอบถามภิกษุ ท.  จนเป็นที่ปรากฏว่า  พระองค์มิได้ทรงแสดงธรรมดังที่สาติภิกษุกล่าว  แล้วทรงแสดงการเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ  โดยอาการแห่งปฏิจจสมุปบาท ครบทั้ง ๖ อายตนะ).

  พระพุทธพจน์นี้  แสดงให้เห็นว่า  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงติเตียนภิกษุสาติมากมายประการใด  คนโยมากเชื่อกันว่า  วิญญาณมิได้อาศัยปัจจัยเกิด  วิญญาณล่องลองไปเกิดอีกในชาติหน้าได้ และที่น่าสงสาร !  บุคคลเหล่านั้นเห็นว่าความเชื่อเรื่องเหล่านี้แม้จะผิดพลาดก็เป็น

เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น  เพราถึงอย่างไรก็เชื่องชาติหน้าอยู่แล้ว

  ความจริงเรื่องความเชื่อที่ผิดพลาดนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อย  ถ้าพิจารณากันให้ละเอียดแล้วจะพบว่า  ความผิดนี้มิใช่จะเกิดขึ้นมาแต่เพียงชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น  ยังจะติดตัวต่อไปถึงชาติหน้าและชาติต่อ ๆ ไปด้วย  จึงไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างที่เข้าใจ

  นอกจากนี้  มองในแง่ของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน  ซึ่งจะต้องผ่านญาณปัญญาไปเป็นลำดับ ๆ  ในที่สัดจะต้องเข้าไปรู้ความจริงของขันธ์ ๕ หรือรูปนาม  แล้วจะต้องประจักษ์ในขันธ์ ๕ หรือรูปนามนั้นว่า  ล้วนเป้ฯอนิจจัง  ทุกขัง และอนัตตา  คือเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน คน สัตว์  ทั้งบังคับบัญชาก็ไม่ได้ด้วย

  ถ้าผู้ใดมิได้ศึกษาให้เข้าใจในเหตุผลตามสภาวธรรม  มีความเชื่อแฝงอยู่ในจิตใจอย่างมั่นคงว่า  จิตหรือวิญญาณนั้นเป็นอมตะ  เป็นของเที่ยง  เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้เอง  โดยมิได้อาศัยเหตุปัจจัย  ครั้นเมื่อสิ้นชีวิตลง  จิตหรือวิญญาณก็จะล่องลอยไปเกิดใหม่ได้

  ความเข้าใจผิดที่แนบแน่นอยู่ภายในจิตใจเช่นนี้  ก็ย่อมจะขวางกั้นปัญญามิให้เกิดขึ้นมา  ไม่เห็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ก็เป็นอันว่ารไม่มีหวังที่จะก้าวเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ได้เลย  เหมือนพระภิกษุสาติที่กล่าวข้างต้น

  พระภิกษุ  คือผู้เห็นภัยในวัฏฎฏะก็ไมไมีความหมายอะไรเลย  เพราะจะเดินทางไปในทิศที่ตรงกันข้ามกับมรรคผล  ทั้งในชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไปด้วย 

  ย้อนกลับมาพิจารณาประเด็นเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่

  ข้อเท็จจริงในรื่องนี้ฟังเป็นยุติว่าอย่างไร อ่านแล้วพิจารณาให้เข้าถึง ถ้าสงสัยให้ลองมาสอบถามเพื่อเข้าถึงธรรมกันเสวนาได้ที่โทร 0882278734

  ประวัติผู้รวบรวมและเขียน

ชื่อสกุล    นายธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี



[1] พระธรรมโกศาจารย์(พุทธทาสภิกขุ), อนัตตาของพระพุทธเจ้า,  อ้างแล้ว, เชิงออรถที่ ๑๔,  น. ๕๓–๕๖.

[2] พระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร ธัมมจิตโต), เปรียบเทียบแนวคิด พุทธทาส – ซาตร์, (กรุงเทพมหานคร  : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๓) น. ๗๙ - ๘๕.

[3] พระเมธีธรรมาภรณ์, กรรมและการเวียนว่ายตายเกิด,  อ้างแล้ว, เชิงอรรถที่ ๑๔,  น. ๖๐–๖๔.

[4] พระธรรมปิฎก (ป.อ.  ปยุตโต),  ทำแท้ง ตัดสินอย่างไร  ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร  การทำแท้งในทัศนะพุทธศาสนา, (กรุงเทพมหานคร : มูนิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๗).  น. ๔–๓๐.

[5] วินย.  ๑/๑๘๑/๑๓๗.

[6] วินย. อ.  ๑/๑๗๒/๔๗๕.

[7] ม.มู. ๑๒/๔๕๒/๔๘๗.

[8]บาลี  มหาตัณหาสังขยสูตร  มู.ม. ๑๒/๔๗๕/๔๔๒.  ตรัสแก่ภิกษุสาติเกวัฏฏบุตร  ที่เชตวนาราม  ใกล้เมืองสาวัตถี