บทที่ ๒

ปายาสิราชัญญสูตร

  เนื้อความสำคัญของพระสูตรนี้  เป็นเรื่องเกี่ยวกับมิจฉาทิฏฐิของเจ้าปายาสิผู้นับถือลัทธินัตถิกวาทะว่า  ไม่มีโลกอื่นหรือโลกหน้า  ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด  คือ คนเราเกิดหนเดียว ตายแล้วสูญ  ไม่มีผลบุญผลกรรมที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ไปเกิดในชาติหน้าภพหน้า  ฉะนั้น  จึงถือว่าการให้ทาน  หรือยัญทั้งหลายไม่มีผลใด ๆ ทั้งหมด

  นี้ตรงกับทรรศนะทางวัตถุนิยม(MATERIALISM)ของปรัชญาตะวันตก และตรงกับปรัญาจารวากของอินเดีย

  ท่านกุมารกัสสปะสามารถถอนทิฏฐิของเจ้าปายาสินี้ได้  และทำให้เจ้าปายาสิตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ  ทรงบริจาคทานตามขั้นตอน  คือ จากของเลวจนถึงของดี  แต่เพราะมิได้บริจาคด้วยพระองค์เอง  จึงส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นต่ำสุด คือ ชั้นจาตุมมหาราช

  โดยที่ปายาสิกราชัญญสูตรนี้  เป็นกรณีเรื่องตายแล้วเกิดหรือไม่โดยตรง  ฉะนั้น รายงานฉบับนี้จึงจะสรุปข้อเท็จจริงเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงเป็นสำคัญ  ข้อเท็จจริงอื่นหากกรณีมีความจำเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นพูด  ก็จะนำมากล่าวเป็นรายกรณี ๆ ไปตามที่เห็นสมควร

สาระสำคัญของปายาสิราชัญญสูตร[1]

  ๑.  ที่มาของชื่อ  :  ปายาสิราชัญญสูตร  แปลว่า  พระสูตรว่าด้วยเจ้าปายาสิ  ราชัญญโญ  เป็นการตั้งชื่อตามบุคคลในเนื้อหาของพระสูตร

  ๒.  ที่มาของพระสูตร  :  พระสูตรนี้  ท่านกุมารกัสสปเถระ แสดงแก่เจ้าปายาสิ ผู้ครองเมืองเสตัพยนคร  ขณะพักอยู่ที่ป่าไม้สีเสียด ทางทิศเหนือของเสตัพยนคร แคว้นโกศล  เพื่อทำลายมิจฉาทิฏฐิหรือความเห็นผิดของพระเจ้าปายาสิ

  ๓.  รูปแบบของพระสูตร  :  เป็นแบบบรรยายโวหาร “แบบโต้วาทะ” มีอุปมาอุปไมยประกอบ

  ๔.  ใจความสำคัญของพระสูตร  :  ผู้ที่เชื่อว่าคนเราตายแล้วสูญมีอยู่ทุกยุคสมัยในอินเดียโบราณ  กลุ่มนักคิดชื่อว่า “จารวาก”  เป็นพวกที่ถือมติ  “อุจเฉททิฏฐิ”  คือเชื่อว่าตายแล้วสูญ

  ในพระไตรปิฎก  พระสูตรที่ชื่อว่า ปายาสิราชัญญสูตรนี้นั้น  บันทึกรายการโต้วาทะ

ระหว่างพระกุมารกัสสปเถระ กับเจ้ายาปาสิ  ในประเด็นเรื่อง “ตายแล้วเกิดหรือไม่”  ในพระสูตรนี้ เจ้าปายาสิยึดถือทัศนะของจารวากที่ว่า “ตายแล้วสูญ”

  เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วไม่นาน  เจ้าเมืองเสตัพยนครชื่อว่าเจ้าปายาสิ  ได้ไปสนทนาธรรมกับพระกุมารกัสสปะ  ตอนหนึ่ง

เจ้าปายาสิถามว่า  “โลกหน้ามีจริงหรือไม่”

  พระเถระตอบว่า  “มีจริง”

  เจ้าปายาสิไม่เชื่อพร้อมกับกล่าวโต้แย้งว่า  “ข้าพเจ้ามีญาติมิตรผู้ทำกรรมชั่วเอาไว้  เมื่อเขาจวนจะตายข้าพเจ้าสั่งพวกเขาว่า  ถ้าพวกท่านตายไปตกนรก จงรีบกลับมาส่งข่าวให้เราทราบด้วยว่านรกมีจริง  ปรากฏว่าพอพวกนั้นตายแล้วก็เงียบหายไปเลย  ไม่มีสักรายเดียวที่กลับมาส่งข่าวว่า นรกมี

รูปลักษณะเช่นไร  ข้อนี้แสดงว่า โลกหน้าไม่มีจริง คนเราตายแล้วก็สูญเท่านั้น”

  พระกุมารกัสสปเถระกล่าวหักล้างด้วยการยกอุปมาเปรียบเทียบให้ฟังว่า  “เปรียบเหมือนโจรทำความผิดคดีอุกฉกรรจ์ถูกตำรวจจับได้แล้วนำตัวไปยังหลักประหารชีวิต  ถ้าโจรนั้นขอให้ตำรวจผ่อนผันปล่อยเขากลับไปต่างจังหวัด เพื่อแจ้งข่าวร้ายแก่ญาติมิตรของเขา  ตำรวจจะยอมปล่อยตัวโจรหรือไม่

  เจ้าปายาสิตอบว่า  “ตำรวจไม่ปล่อยแน่”

  พระเถระจึงกล่าวสรุปว่า  “ข้อนี้ฉันใด  สัตว์ที่ตกนรกก็ฉันนั้นเหมือนกัน  พวกเขารับทัณฑ์ทรมานในนรกอยู่ ย่อมไม่ได้รับอนุญาตจากนายนิรยบาลให้ลามาแจ้งข่าวนรกแก่ท่านเป็นแน่”เจ้าปายาสิไม่เห็นพ้องด้วย จึงกล่าวโต้แย้งข้อสรุปของพระเถระว่า  “ข้าพเจ้าพบสมณ-

๑๒

พรามหณ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบ  แน่ใจว่าท่านเหล่านั้นจะไปเกิดในสวรรค์  เมื่อท่านเหล่านั้นใกล้จะสิ้นชีวิต ข้าพเจ้าขอร้องว่า  ถ้าพวกท่านไปเกิดในสวรรค์  ขอนิมนต์กลับมาบอกข้าพเจ้าด้วยว่าสวรรค์มีจริง  ท่านเหล่านั้นก็รับปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ  หลังจากตายไปแล้วก็ไม่มีสักท่านเดียวที่จะกลับมาบอกข่าว  ข้อนี้แสดงว่า  สวรรค์ไม่มีจริง  คนเราตายแล้วสูญไปเลย

  พระกุมารกัสสปเถระจึงยกอุปมาเปรียบเทียบหักล้างข้อโต้แย้งเจ้าปายาสิที่กล่าวข้างต้นว่า  “สมมติว่าชายคนหนึ่งตกลงไปในหลุมอุจจาระจนมิดศีรษะ  มีคนจับตัวเขาดึงพ้นจากหลุมมาได้  เขาอาบน้ำชำระร่างกาย  แล้วพักผ่อนสบายอยู่บนปราสาท  ขอถามว่า ชายผู้นั้นจะยอมตกลงไปในหลุมอุจจาระอีกหรือไม่” 

  เมื่อเจ้าปายาสิตอบว่า “ไม่ยอมแน่ ๆ”  พระกุมารกัสสปเถระก็อธิบายขยายความต่อไปว่า  “พวกที่ไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ก็เช่นกัน  พวกเขาเสวยสุขเพลิดเพลินบนสวรรค์แล้วมองโลกมนุษญ์เหมือนหลุมอุจจาระ ย่อมไม่อยากกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อแจ้งข่าวสวรรค์แก่ท่าน 

  ยิ่งไปกว่านั้นวันเวลาในสวรรค์ก็ยาวนานกว่าวันเวลาในโลกมนุษย์  กล่าวคือ ร้อยปีของโลกมนุษย์เท่ากับหนึ่งวันหนึ่งคืนของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถ้าคนที่ท่านรู้จักไปเกิดในสวรรค์ชั้นนี้  ตั้งใจว่าเสวยสุขอยู่ในสวรรค์สักสามราตรีแล้วค่อยลงมาส่งข่าวแก่ท่านว่ามีสวรรค์อยู่จริง  เทวดาเหล่านั้นจะลงมาบอกข่าวได้ทันการณ์หรือไม่”

  ต่อข้อถามดังกล่าว  เจ้าปายาสิตอบว่า “ไม่หรอก เพราะข้าพเจ้าคงตายไปตั้งนานแล้ว  เนื่องจากสามราตรีบนสวรรค์เท่ากับสามร้อยปีบนโลกมนุษย์”  พร้อมกันนั้นก็กล่าวโต้แย้งว่า

“แต่ใครกันเล่าที่บอกว่า สวรรค์ชั้นดาวดึงส์มีอยู่จริง และเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนถึงเพียงนั้น”

  เกี่ยวกับข้อสังเกตข้อนี้นั้น พระเถระยกอุปมาขึ้นเปรียบเทียบอีกว่า  “คนที่ตาบอดแต่กำเนิด มองอะไรไม่เห็นเลยจึงกล่าวว่า  สีขาว สีแดงไม่มี พระอาทิตย์ไม่มี ผู้ที่เห็นสีขาว สีแดงก็ไม่มี  การที่เขากล่าวเช่นนั้น จะชื่อว่าถูกต้องหรือไม่

  เจ้าปายาสิตอบว่า “ไม่ถูกต้อง” 

  พระเถระอธิบายต่อไปว่า  “การที่ท่านปฏิเสธเรื่องสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ก็เหมือนกัน  สมณพราหมณ์ที่อาศัยเสนาสนะป่าอันสงัด ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียร  จนได้ตาทิพย์  สามารถมองเห็นโลกนี้โลกหน้า  ทั้งหมู่สัตว์ที่ผุดเกิด(โอปปาติกะ)  ด้วยตา

๑๓

ทิพย์  วิเศษกว่าตาเนื้อของมนุษย์  ดังนั้น เรื่องโลกหน้าเป็นสิ่งที่พึงเห็นได้ด้วยตาทิพย์  และไม่เป็นสิ่งที่พึงเห็นได้ด้วยตาเนื้ออย่างที่ท่านเข้าใจ

  เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้  พบว่า  จุดสำคัญข้อหนึ่งที่พระกุมารกัสสปเถระนำมาใช้ก็คือ “การอ้างตาทิพย์”  เป็นเครื่องยันยันมีความมีอยู่ของโลกหน้าและนรกสวรรค์ 

  ความรู้ที่ได้จากตาทิพย์เป็นความรู้พิเศษ(อภิญญา)  ซึ่งคนธรรมดาทั่วไปไม่อาจมีส่วนร่วม  ท่านผู้มีตาทิพย์(มีอภิญญา)จะหมดความสงสัยเรื่องความมีอยู่ของโลกหน้า หรือจิตวิญญาณ  แต่สำหรับผู้ไม่มีประสบกาณ์ทางศาสนาในระดับตาทิพย์ย่อมมีความสงสัยในเรื่องโลกหน้าหรือนรกสวรรค์เป็นธรรมดา  ดังเช่นที่ปรากฏแก่เจ้าปายาสินี้ เป็นต้น

  ขอย้อนกลับมาเข้าเรื่องเดิมที่ค้างไว้

  เนื่องจากเจ้าปายาสิไม่ได้ตาทิพย์  จึงไม่เชื่อพระกุมารกัสสปเถระ  และได้ตั้งคำถามอันแหลมคมถามพระเถระว่า  “ถ้าสมณพราหมณ์ผู้มีตาทิพย์เห็นว่า  สวรรค์เป็นถิ่นที่น่าอภิรมย์กว่าโลกมนุษย์ ไฉนท่านเหล่านั้นจึงไม่ชิงฆ่าตัวตาย เพื่อรีบไปเกิดเสวยสุขบนสวรรค์วิมานเล่า  เท่าที่พบมา ท่านเหล่านั้นล้วนรักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น  นี่แสดงว่าโลกหน้าไม่มีจริง”

  พระเถระตอบว่า “การฆ่าตัวตายเท่ากับใจเร็วด่วนได้เหมือนกับผู้หญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์แก่  อยากรู้ว่าเด็กในครรภ์เป็นหญิงหรือชาย  ก็เอามีดผ่าท้องดู  เธอทำลายชีวิตของตนเองและเด็กในครรภ์ เพราะความโง่เขลาเบาปัญญา  สมณพราหมณ์ผู้มีศีลย่อมไม่ชิงสุกก่อนห่ามเช่นนั้น  ท่านเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ต่อไปยาวนานเพียงไร ก็มีโอกาสทำบุญมากเพียงนั้น  ด้วยการสงเคราะห์ชาวโลกยิ่ง ๆ ขึ้นไป  เหมือนหญิงที่ฉลาดรักษาครรภ์ของตนให้ครบ ๑๐ เดือน ฉะนั้น 

  แม้กระนั้นเจ้าปายาสิก็ไม่เชื่อ  กล่าวว่า  “ที่ท่านพูดมาก็จริงอยู่หรอก  แต่ถึงอย่างไรข้าพเจ้าก็ยังเชื่อว่า  ไม่มีโลกหน้า  ไม่มีจิตวิญญาณไปเกิดใหม่  ไม่มีผลกรรมดีกรรมชั่ว

  พระกุมารกัสสปเถระอธิบายต่อด้วยอุปมาอีกหลายข้อ  มีอุปมาที่น่าสนใจข้อหนึ่งคือ

คืออุปมาเรื่องการเป่าสังข์ ซึ่งพระกุมารกัสสปเถระยกขึ้นสนับสนุนความเห็นของตนที่ว่า  มนุษย์มีจิตวิญญาณซึ่งสามารถไปหาภพภูมิเกิดใหม่ได้ในโลกหน้า  เป็นเหตุให้เจ้าปายาสิหมดปัญญาโต้ตอบ  ยอมแพ้ในที่สุด

ข้ออุปมาดังกล่าวมีรายละเอียดว่า  เรื่องของจิตวิญญาณไปเกิดภพใหม่นั้น  อุปมา

เหมือนคนเป่าสังข์คนหนึ่ง  ถือสังข์ไปยังชนบทชายแดนแห่งหนึ่ง  เป่าสังข์ขึ้น ๓ ครั้ง  แล้ววางสังข์ไว้บนพื้นดิน  ชาวบ้านได้ยินเสียงสงข์ก็ชอบใจ  พวกเขาไม่เคยเห็นสังข์มาก่อน  จึงถามว่าเสียงอะไร

  คนเป่าสังข์ตอบว่าเป็นเสียงสังข์

  ชาวบ้านอยากฟังเสียงสังข์อีก  แต่ไม่รู้วิธีทำให้มันมีเสียง  จึงจังสังข์คว่ำบ้าง หงายบ้าง เคาะบ้าง ตีบ้าง  สังข์ก็ไม่ดังสักที

  คนเป่าสังข์ทนรำคาญไม่ไหว จึงหยิบสังข์ขึ้นมา  พร้อมกับสาธิตวิธีเป่าให้ชาวบ้านดูด้วยการเป่าสังข์ ๓ ครั้ง แล้วเดินจากไป

  ชาวบ้านเห็นดังนั้น จึงได้บทสรุปว่า  การที่สังข์จะส่งเสียงดังได้ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ ประการคือ

  (๑)  คนเป่า 

  (๒)  ความพยายามเป่า  และ

  (๓)  ลมจากปากของคนเป่า

  ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยทั้ง ๓ ประการนี้แล้ว  สังข์ย่อมส่งเสียงดังไม่ได้  ฉันใดกลับกันก็ฉันนั้น  ร่างกายของคนเราก็เช่นกัน  ต้องอาศัยเหตุ ๓ ประการ คือ

  (๑)  อายุ

  (๒)  ไออุ่นหรืออุณหภูมิ  และ

  (๓)  วิญญาณ

  ร่างกายของคนเราจึงสามารถยืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้น ได้  เห็นได้ คิดได้ ทำได้  ถ้าไม่มีเหตุ ๓ ประการนี้  ร่างกายทำอะไรไม่ได้

บทสรุปของพระกุมารกัสสปเถระ[2]

 

บทสรุปของพระกุมารกัสสปเถระก็คือ  มนุษย์มีจิตวิญญาณซึ่งสามารถไปหาภพภูมิ

เกิดใหม่ได้ในโลกหน้า 

  บทสรุปนี้ทำให้พุทธศาสนามีจุดยืนต่างจากนักวัตถุนิยมที่เห็นว่าจิตคือผีใน

เครื่องจักรเมื่อนักวัตถุนิยมค้นหาจิตไม่พบด้วยประสาทสัมผัส  เขาก็สรุปว่าจิตไม่มีจริง  แต่พุทธศาสนาเห็นว่าจิตวิญญาณมีจริง  และการจุติปฏิสนธิของจิตวิญญาณเหล่านั้นเป็นสิ่งที่อาจเห็นได้ด้วยตาทิพย์  ดังที่พระพุทธเจ้าทรงมีจตูปปาตญาณ  คือการหยั่งรู้จุติและอุบัติของวิญญาณต่าง ๆ บางครั้งเราไม่อาจพิสูจน์เรื่องนี้ได้เพราะยังไม่มีตาทิพย์  เราจึงฝากศรัทธาไว่กับคำสอนของพระพุทธเจ้า และพระอริยสงฆ์อื่น ๆ ที่ท่านพบเห็นด้วยตาทิพย์ของท่าน  แล้วประกาศสั่งสอนเรื่องโลกหน้าศรัทธาทำนองนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตถาคตโพธิสัทธา  จัดเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของศาสนา

บทที่  ๓

บทสรุปปัญหาว่าคนเราตายแล้วจะกลับมาเกิดอีกหรือไม่

  ปัญหาว่าตายแล้วเกิดหรือไม่นี้  เรื่องนรกสวรรค์  เรื่องโลกหน้า  ตามที่เป็นปัญหาในปายาสิราชัญญสูตรนี้  ถือว่าเป็นปัญหาหลักของพระสูตรนี้  และโดยสภาพของเรื่องถือว่าเรื่องอจินไตย  แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด  เป็นเรื่องที่ไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด  เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรรมและการให้ผลของกรรมหลังตายโดยตรง

อจินไตยในพุทธศาสนามี ๔ อย่าง[3]คือ   

๑)  พุทธวิสัย(พระกำลังความสามารถ  พระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้า)

  ๒)  ฌานวิสัย(เรื่องความสามารถของผู้ได้ฌาน)

  ๓)  กัมมวิปากวิสัย(เรื่องกรรมและการให้ผลของกรรม)

  ๔)  โลกจินตา(คิดเรื่องโลก)

  ฉะนั้น  การศึกษาวิเคราะห์ปัญหานี้  จึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง  มิฉะนั้น จะพลัดหลงเข้าไปสู่มิจฉาทิฏฐิได้โดยไม่รู้สึกตัว  และท้ายที่สุดของเรื่องนี้คงจะหาข้อยุติหรือคำตอบอะไรไม่ได้โดยเด็ดขาด 

อย่างไรก็ตาม  เพื่อความชัดเจน และเอทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกัน  ในการศึกษา

วิเคราะห์เรื่องนี้ เห็นสมควรพิเคราะห์รวมกัน  ทั้งเรื่องของนรกสวรรค์ และเรื่องคนเราตายแล้วเกิดหรือไม่ และเรื่องวิญาณ  เพราะเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกัน มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกันมาก  การพูดแยกทึละประเด็นทีละเรื่องอาจทำให้สับสนได้ 

แนวคิด/ความเห็นในทางตำรา ที่สำคัญ ๆ ก็มี  อาทิ

  ๑.  เรื่องของนรกสวรรค์ ซึ่งพระธรรมปิฎก(ป.อ. ปยุตโต)ได้เขียนเล่าไว้ในหนังสือกรรมและนรกสวรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่[4]  ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับปายาสิราชัญญสูตรว่า 

  กรณีของนรกสวรรค์พิจารณาได้หลายแง่  แง่หนึ่งก็คือว่า คนเรามีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับนรกสวรรค์อย่างที่ได้รับรู้สั่งสมกันมาเหมือนเรานี่แหละ  ในสังคมนี้รับรู้กันอย่างนี้  มีประเพณีสืบทอดกันมาอย่างนี้  มันก็เลยฝังอยู่ในจิตใต้สำนึก  ฉะนั้น  กรณีของคนที่เข้าใจว่าตายไปแล้ว ๓ วัน

แล้วฟื้นขึ้นมาใหม่  แล้วก็เล่าว่าแกไปเที่ยวนรกสวรรค์มา  อธิบายว่าไปเห็นมาอย่างนั้น อย่างนี้  ก่อนฟื้นขึ้นมาหมอเองก็ได้ตรวจเช็คตามหลักวิชาแพทย์แผนใหม่แล้วลงความเห็นว่าแกตายแล้ว  กรณีตามตัวอย่างนี้ พระธรรมปิฎกเห็นว่าคนคนนั้นแกยังไม่ตายจริง  กรณีหมอลงความเห็นว่าตายแล้ว หมอก็ว่าไปตามหลักวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมา ถ้ามีสภาพร่างกายอย่างนี้ ๆ เกิดขึ้นก็เรียกว่าตายแล้ว  แต่เรื่องของธรรมชาตินั้นอาจจะมีอะไร ๆ เป็นข้อยกเว้น ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนลึกลับกว่านั้นอีก  จนวิทยาศาสตร์ก้าวล่วงเข้าไปไม่ถึงก็ได้  และไม่ได้พิสูจน์ลึกซึ้งอะไรไปถึงขั้นนั้น  ทีนี้  พอแกเข้าสู่สภาพจิตอย่างนี้ หมดความรู้สึกตัว ก็เหมือนกับฝันไป  จิตก็พาไปท่องเที่ยว(ปรุงแต่งไปตามจิตใต้สำนึกที่ปลูกฝังหรือสั่งสมมานาน)ไปในภาพความทรงจำที่ได้สร้างขึ้นนั้น คือสร้างเอง เที่ยวไปเอง มันก็เกิดภาพอย่างนั้นขึ้นมาได้ 

  เรื่องนรกสวรรค์นี้ เราคนธรรมดายังพิสูจน์ไม่ได้  ก็เหมือนอย่างคนที่เข้าใจว่าตายไปแล้ว ๓ วัน แล้วฟื้นขึ้นมาเล่าเรื่องนรกสวรรค์ นั้น  เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ด้วยจิตของเขาเอง  คนอื่นไม่อาจไปรู้ไปเห็นด้วย  ความยากอยู่ตรงนี้  จะพิสูจน์เรื่องนรกสวรรค์ด้วยจิตคนอื่นนั้นก็รู้ไม่ได้อยู่ดี  จะพิสูจน์ด้วยจิตของตนเองด้วยการทดลองตาย สภาพธรรมชาติไม่เปิดช่องให้ทำได้  เรื่องของเรื่องจึงต้องหยุดแค่คลื่นสมองเท่านั้น

  พระธรรมปิฎกเล่าต่อไปว่า  เมื่อเร็ว ๆ นี้มีนักวิทยาศาสตร์พยามใช้วิธีการพิสูจน์ว่าคนเราตายแล้ววิญญาณจะไปเกิดใหม่หรือไม่  ทดลองทำเป็นห้องกระจกปิดทึบ  เอาคนจะตายแล้วไปใส่ไว้ 

แล้วก็พยายามดู ช่วยกันสังเกตว่าคนเราพอตายแล้วจะมีปรากฏการณ์อะไรขึ้น  ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้ใหม่อะไรเลย  ในพระไตรปิฎกก็มี สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว  ก็คือเรื่องที่เจ้าปายาสิต้องการพิสูจน์เรื่อง

ตายแล้วจะเกิดอีกหรือไม่  เจ้าปายาสิก็ใช้วิธีการวิทยาศาสตร์เหมือนกัน แต่ว่าเครื่องมือไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน  เจ้าปายาสิพยายามใช้อุปกรณ์เท่าที่มีในสมัยนั้น  คือแทนที่ท่านจะใช้ห้องกระจกท่านก็ใช้ตุ่มน้ำแทน  เอานักโทษประหารเข้าไปใส่ตุ่ม แล้วก็ปิดฝาให้มิดชิด แล้วก็ยาจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่มีรูรั่วเป็นทางออกได้  หลังนักโทษตายแล้ว ก็ไม่เห็นอะไรเกิดขึ้น  ผลที่สุดเจ้าปายาสิก็สรุปออกมาว่า  ตายแล้วเกิดไม่มีจริง  ตายแล้วก็สูญหมดไป  แต่เสร็จแล้วก็มาพบสนทนากับพระกุมารกัสสปเถระ ๆ ชี้แจงเรื่องนี้จนกระทั่งเจ้าปายาสิกลับความเห็นเดิมดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว

  สำหรับปัญหาว่านรกสวรรค์ภายหลังการตายมีจริงหรือไม่  พระธรรมปิฎกเล่าไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า  ในพระไตรปิฎกมีการพูดเรื่องนี้ไว้ ๓ ระดับ

  ระดับที่ ๑  คือเรื่องนรกสวรรค์ที่เราพูดกันทั่ว ๆ ไปว่า  หลังจากชาตินี้  ตายไปแล้วไปรับโทษหรือรับผลกรรมในทางที่ดีและไม่ดี  ถ้ารับผลกรรมดีก็ไปสวรรค์  ถ้ารับผลกรรมชั่วก็ไปเกิดในนรก  ซึ่งเมื่ออ่านพระไตรปิฎกแล้วตีความตามตัวอักษร ก็คงต้องบอกว่ามี  เรื่องทำนองนี้หาอ่านได้ทั่วไป  ส่วนใหญ่มักกล่าวสรุปปิดท้าย  ในแง่สวรรค์ก็บอกว่า  เบื้องหน้าแต่ตายกายทำลายขันธ์ล่วงลับดับชีพไปแล้ว ก็จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์  ไม่มีคำบรรยาย เอ่ยถึงรายละเอียดแล้วก็จบกันแค่นั้น  นี่เป็นเรื่องของฝ่ายดี  ในทำนองกลับกัน ฝ่ายนรกก็จะกล่าวว่า  เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ก็จะเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก  ไม่ได้บรรยายว่านรกสวรรค์เป็นอย่างไร  นรกสวรรค์ตายนัยนี้เป็นคำปิดท้ายแสดงผลของกรรมดีกรรมชั่ว  ที่มีรายละเอียดก็พอมีอยู่บ้างแต่ไม่มาก  ซึ่งเรื่องอย่างนี้ต้องดูเจตนารมณ์ของคำสอนว่ามุ่งชี้ถึงกรรมในภพภูมิของปัจจุบันชาติและเพื่อให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก็บอกผลของกรรมไว้ด้วยหรือว่าคำสอนเป็นการมุ่งให้คำตอบยืนยันเรื่องตายแล้วเกิดอีกหรือไม่  คนอ่าน ๆ แล้วต้องใช้ปัญญาคิดตีความเอาเอง 

  ระดับที่ ๒  เป็นเรื่องของนรกสวรรค์ในปัจจุบันชาติ ที่เรียกว่า “สวรรค์ในอกนรกในใจ”  เป็นเรื่องเกี่ยวพันกับการทำกรรมดีกรรมชั่ว  เป็น  เรื่องของการสั่งสมกรรมดีกรรมชั่วที่ทำไว้ เป็นประสบการณ์เฉพาะตัว  บาลีใช้คำว่า “วิปฏิสาร”  กรณีทำกรรมชั่วไว้เรารู้สึกเดือดร้อนใจ  ความวิปฏิสารนี่แหละเป็นสภาพจิตที่เป็นทุกข์นับเป็นนรก  เป็น “กุกกุจจะ” ในนิวรณธรรม  ซึ่งเป็นกิเลสที่

เข้าครอบงำจิต เกิดความไม่สบายใจ กังวลใจ รำคาญใจไม่สบาย เดือดร้อนว่าสิ่งที่ดีเรายังไม่ได้กระทำ  ได้แต่ทำสิ่งที่ชั่วที่ไม่ดี ฯลฯ  ในทางตรงกันข้าม ถ้าทำกรรมดีก็เกิดความปราโมทย์  มีปีติ  มีความเปรมใจ สุขใจ  มีความสุข สภาพจิตใจอย่างนี้อยู่ในระดับสวรรค์

  เรื่องวิปฏิสาร เรื่องปีติปราโมทย์ในการทำกรรมดีกรรมชั่วนี้  มีกล่าวในพระไตรปิฎกมากมาย  เพียงแต่พระไตรปิฎกไม่เรียกว่านรกสวรรค์เท่านั้นเอง

  เป็นอันว่านรกสวรรค์ในแง่นี้เป็นเรื่องระดับจิตที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ปัจจุบัน  เป็นเรื่องที่มีในชาตินี้  และนรกสวรรค์ในชาติหน้าก็สืบเนื่องไปจากที่สภาพจิต ภูมิจิต ชั้นของจิต

ระดับของจิตที่มีในชาตินี้ จิตของคนเราอยู่ในระดับไหน  ถึงเวลาตาย  ถ้าระดับจิตเป็นนรกก็ไปนรก  ถ้าระดับจิตเป็นสวรรค์ก็ไปสวรรค์

  พูดง่าย ๆ ว่าเราพร้อมที่จะไปนรกสวรรค์ได้ตั้งแต่ปัจจุบัน  หรืออีกนัยหนึ่งคนที่จะไปนรกคือคนที่อยู่ในระดับจิตเป็นนรกอยู่แล้วในชาตินี้  คนที่จะไปสวรรค์ก็มีระดับจิต ภูมิจิตในระดับสวรรค์อยู่แล้ว  ไม่มีความจำเป็นต้องไปพูดพิจารณาเรื่องนรกสวรรค์ในลักษณะข้ามภพข้ามชาติด้วยซ้ำไป

  ฉะนั้น  การกำหนดท่าทีต่อกรรมดำกรรมขาว  กรรมไม่ดำไม่ขาว  จึงเป็นเรื่องที่มีสาระสำคัญ  เป็นแก่นสารของชีวิต  ที่ทุก ๆ คนต้องให้ความสนใจเป็นกรณีพิเศษ มิฉะนั้น  อาจพลัดหลงเข้า

ไปสู่มิจฉาทิฏฐิก็ได้

  ระดับที่ ๓  เป็นเรื่องที่พระพุทธศาสนาให้น้ำหนักความสำคัญมากที่สุด  ได้แก่เรื่องของผัสสะ  มองในแง่วิชาการก่อน  เรื่องวิจารณ์ไว้ทีหลัง  คือการปรุงแต่งสร้างนรกสวรรค์ของเราเองตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน  เป็นเรื่องที่คนเรายังไม่รู้อริยสัจ ๔ ยังไม่แทงตลอดในเรื่องของสัจจธรรม  จิตของคนเราจึงปรุงแต่งเรื่องนรกสวรรค์ตลอดเวลา  จิตควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ได้  เพราะสติสัมปชัญญะตามไม่ทัน  จึงไม่สามารถกั้นจิตมิให้ปรุงแต่งได้  เป็นการปรุงแต่งด้วยกิเลส  จิตเราขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดทั้งวัน  เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวไม่ทุกข์ไม่สุข เดี๋ยวจิตใจขุ่นมัว เดี๋ยวจิตใจฟุ้งซ่าน  ฯลฯ  นรกสวรรค์จึงเกิดขึ้นทันใจทันตาเห็นอยู่ตลอดเวลา  หากเราสร้างพื้นภูมิจิตไว้ด้วยการสั่งสมไปในทางที่ทำให้เกิดกิเลสมาก เป็นเหตุให้จิตใจมีความทุกข์ร้อนเศร้าหมองบ่อย ๆ  เท่ากับเราสร้างนรกของเราเรื่อยไป  ไปอยู่ที่ไหนมันก็ไม่สบาย เพราะกิเลสบังตาบังปัญญา มีแต่ความทุกข์มากมาย  ตรงนี้เป็นนรกชัดเจนมาก  ส่วนสวรรค์ก็เป็นเรื่องตรงกันข้าม คงไม่ต้องอธิบาย รู้จักดีอยู่แล้ว

  ถ้าเป็นอย่างนี้แล้ว  เราคงไม่ต้องคิดเลยไปถึงนรกสวรรค์ในโลกหน้า  เพราะสภาพของนรกสวรรค์ที่กำลังประสบอยู่เป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญมากกว่า  เพราะเราได้รับผลของนรกสวรรค์อยู่ตลอดเวลา

  ฉะนั้น  พระพุทธองค์จึงให้เอาใจใส่และกำจัดนรกสวรรค์ที่เกิดจากผัสสะที่มีอยู่ตลอดเวลา  ด้วยการยกระดับจิตขึ้นไป สร้างสมพื้นจิตใจไว้ในทางที่ดี  มีเมตตา  ความเสียสละ  สร้างปัญญาไว้ให้มาก  ใจเราดีมีความสบาย  เราก็สร้างสวรรค์ได้เสมอ  นี้เป็นขั้นต้น  ในขั้นสูงต่อไปก็คือ  อบรมจิตให้มีสติสัมปชัญญะอยู่กับกายตลอดเวลา  เมื่ออารมณ์มากระทบก็รู้เท่าทัน  จิตไม่ปรุงแต่งและรู้จักปล่อยวาง  มีปัญญารู้เท่าทันตามสภาวความเป็นจริงของสิ่งต่าง ๆ  ทำให้เข้าใจโลกและชีวิตดี  สามารถวางท่าทีที่ถูกต้องต่ออารมณ์ที่มากระทบ  ในกรณีอย่างนี้ เป็นเรื่องเลยจากนรกสวรรค์ไปแล้ว  ตามรูปเรื่องเป็นเรื่องของความดับเย็น เป็นเรื่องของนิพพานชั่วคราวเสียมากว่า

  เรื่องนรกสวรรค์ในระดับที่ ๓ นี้  มีปรากฏอยู่ในพระไตรปีฎก  เรียกว่า “ฉผัสสายต-

นิกนรก”  หรือ “ฉผัสสายตนิกสวรรค์”  แล้วแต่ว่าเป็นฝ่ายนรกหรือสวรรค์  อันนี้มีมาในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๘ ข้อ ๒๑๔ หน้า ๑๕๘ แล้วมีอีกหลายแห่งคล้าย ๆ กัน  เป็นเรื่องนรกก็คือ “มหาปริฬาหนรก”  อยู่ในเล่ม ๑๙ ข้อ ๑๗๓๑ หน้า ๕๖๒  สาระสำคัญท่านบอกว่า  นรกสวรรค์ที่ว่านั้นไม่สำคัญเท่า  นรกสวรรค์ที่เราได้รับอยู่ในปัจจุบัน  ที่เราปรุงแต่งด้วยอายตนะทั้ง ๖  โดยพื้นจิตของเราสร้างขึ้นมา

  นี่เป็นนรกสวรรค์ระดับที่ ๓ ที่พระพุทธศาสนาเน้นให้ความสำคัญมาก  คำว่า “ฉผัสสายตนะ” แปลว่าอายตนะทั้ง ๖  ก็หมายความว่า  นรกที่เกิดที่อายตนะรับรู้ทั้ง ๖  หรือสวรรค์ที่เกิดที่อายตนะรับรู้ทั้ง ๖ นั่นเอง  สาระของเรื่องนรกสวรรค์  เป็นเรื่องของการรับอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาเท่านั้นเอง  เราไปสวรรค์ตามที่พูดกันไว้ในทางวรรณคดี เช่นเรื่องไตรภูมิพระร่วง ก็ได้สิ่งที่รับรู้คืออารมณ์ของตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ ได้เห็นสิ่งที่สวยงาม  ได้ยินเสียงดนตรีทิพย์ไพเราะเสนาะทางจมูกได้กลิ่นหอมหวล  ลิ้นได้รับรสที่ดีวิเศษ  กายสัมผัสสิ่งนุ่มนวล  ก็เป็นเรื่องของอายตนะทั้งนั้นหรือไปนรกก็ได้รับความทรมาน  ได้เห็นได้ยินแต่สิ่งที่ไม่ดี  จนกระทั่งร่างกายถูกบีบคั้นต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องของอายตนะทั้งนั้น

  สรุปความได้ว่า  ถ้าว่ากันตามหลักการ เรารู้จักนรกสวรรค์ทั้ง ๓ ระดับ  ตัวแก่นแท้ของนรกสวรรค์อยู่ที่ระดับที่ ๓ นี้นี่เอง  กล่าวคือ

  นรกสวรรค์ ระดับที่ ๑  หลังจากตาย  เป็นเรื่องไกลตัว ยังไม่ได้รับ  ปัจจุบันเรายังไม่รู้สึก  แล้วโดยสภาพแล้วยังเป็นสิ่งที่เนื่องไปจากปัจจุบันด้วย  อยู่ไกลตัว ถูกกิเลสปิดบังตาไว้อย่างมิดชิด

  นรกสวรรค์  ระดับที่ ๒  สวรรค์ในอกนรกในใจ  ขึ้นอยู่กับชีวิตที่สร้างภูมิระดับจิตในปัจจุบัน 

  นรกสวรรค์  ระดับที่ ๓  เป็นนรกสวรรค์ที่ละเอียดอ่อน  เป็นไปอยู่ประจำตลอดเวลาที่รับอารมณ์ในชีวิตประจำวัน  ถ้าสติสัมปชัญญะตามไม่ทัน  จิตก็จะปรุงแต่งสร้าง

อุปาทาน  สร้างตัวตน ของตน เรื่อยไป  เป็นการปรุงแต่งด้วยกิเลส  เราจึงมีความทุกข์มากมาย  เป็นนรกสวรรค์ที่แท้จริง 

  ๒.  ในเรื่องนรกสวรรค์นี้  ท่านพุทธทาส  ได้เขียนไว้ในหนังสือ  ก  ข  ก  กา  ของการศึกษาพุทธศาสนา[5]  ไว้น่าสนใจมาก  สามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 

  เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องชาติหน้า เรื่องกรรมเก่านี้  มีอะไร ๆ ที่เข้าใจไขว้เขวกันอยู่มาก

เช่นว่าพระพุทธเจ้า  บางคนเข้าใจเอาเองว่า  พระพุทธเจ้าปฏิเสธเรื่องนี้  ที่จริงท่านไม่ได้ปฏิเสธ  เรื่องชาติหน้า เรื่องนรก สวรรค์  แต่พระพุทธเจ้าท่านทิ้งปัญหาไว้  โดยบอกว่ารอไว้ก่อนยังไม่จำเป็นมาพูดกันเรื่องดับทุกข์ก่อน  ถ้าดับทุกข์ที่นี่ได้  ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึงเรื่องชาติหน้า  เพราะว่าเราไปทำอะไรกับมันไม่ได้  ยิ่งชาติที่แล้วมาด้วยแล้ว  เรายิ่งทำอะไรกับมันไม่ได้ใหญ่  แล้วเราจะพูดให้เสียเวลาทำไม  เรื่องทุกข์ที่ทุกคนกำลังประสบอยู่ในชาตินี้เท่นนั้นที่เราเข้าไปควบคุมมันได้  จัดการกกับมันได้ถ้าทำให้ถูกต้อง  ถ้าที่นี่ทำถูกต้องแล้ว  ชาติหน้าก็ถูกต้อง  ไม่ตกนรกโลกหน้าโลกไหนอีก  พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีหรือรับว่ามี  แต่มันเป็นสิ่งที่ขึ้นกับเหตุปัจจัยที่เราทำกันเดี๋ยวนี้  ที่นี่  ในชาตินี้  ปัญหาที่เราต้องดูต้องถามตัวเองว่าเดี๋ยวนี้เรามีความทุกข์หรือไม่?  ไฟกำลังไหม้หัวอยู่หรือไม่?  ถ้ามีให้จัดการกับเรื่องนี้ก่อน  เรื่องชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์ก็หมดปัญหาไปเอง

  ท่านพุทธทาส  กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า  เราอย่าไปเสียเวลากับเรื่องที่เรายังทำอะไรไม่ได้  เรามาใช้เวลามาจัดการกับเรื่องที่เราควบคุมมันได้  ควบคุมมันไว้ก่อน คือ ร่างกาย จิตใจ ความคิด ความเห็น ความรู้ ความเชื่อนี้  เรารีบทำสิ่งให้ถูกต้อง  แล้วเรื่องนรกสวรรค์ เรื่องโลกหน้า เรื่องชาติหน้า ก็จะหมดปัญหาไปโดยปริยาย สรุปว่าว่าท่าพุทธทาสสอนเราให้เดินตามพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ทั้งปวง  เรื่องของนรกสวรรค์ท่านให้แขวนปัญหาไว้  ดับทุกข์ที่สุมหัวอยู่ให้ได้ก่อน  เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด  อย่างอื่นค่อยว่ากัน 

  คำถามเกิดขึ้นว่า  การเดินตามรอยพระพุทธเจ้าหรือตามรอยพระอรหันตสาวกนั้นที่ถูกต้องนั้น  จะต้องกระทำอย่างไร

  คำตอบก็คือ  เราต้องโยนิโสนมสิการในหลักธรรมของพระพุทธองค์โดยเฉพาะพุทธพจน์ที่ว่า “สัพเพ  ธัมมา  นาลัง  อภินิเวสาย  จนกระทั่งสามารถละถอดถอนความยึดมั่นถือมั่นในอัตตา ๓ อย่าง[6]