ความสำคัญ
ความสำคัญของการพูด
การพูดเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญที่สุดสำหรับบุคคลทุกอาชีพ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นนักวิชาการ นักขาย นักบริหาร ทหาร นักการเมือง พ่อค้า แม่ค้า และอาชีพอื่นๆ ทุกอาชีพ สังคมไทยรวมทั้งสังคมต่างประเทศ ต่างก็เล็งเห็นความสำคัญของการพูด โดยเฉพาะในอาณาจักรโรมันได้เปิดสอนวิชาการพูดมาก่อนคริสต์ศาสนา ประมาณ300-450 ปี โดยมีการฝึกพูด การใช้ถ้อยคำอย่างหรูหรา พูดอย่างมีอำนาจ หรือพูดอย่างมีศิลปะ เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นการพูดแบบใดก็ตามต่างมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ คือ เพื่อโน้มน้าวใจผู้ฟังให้คล้อยตามในเรื่องที่ตนพูด
การพูดจึงเปรียบเสมือนบันไดสำคัญขั้นแรกของมนุษย์ในการสมาคมและเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้ การพูดมีความสำคัญต่อมนุษย์หลายประการ เช่น
1. การพูดเป็นการสื่อสารสองทาง(Two-way Communication) การสื่อสารด้วยการพูดสร้างความเข้าใจระหว่างบุคคลได้ง่ายกว่าการสื่อสารรูปแบบอื่น การพูดจึงเป็นการสื่อสารที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพสูง
2. การพูดเป็นเครื่องมือของการสมาคม ส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จในชีวิตและหน้าที่การงาน เพราะเป็นเครื่องแสดงถึงความฉลาด อุปนิสัยใจคอของผู้พูดตลอดจนความมีไมตรีจิตต่อกัน นอกจากนี้การพูดยังเป็นทั้งเครื่องมือการสร้างมิตรภาพอีกด้วย
3. การพูดเป็นเครื่องมือประสานประโยชน์ให้แก่สังคม ปัจจุบันมีการใช้การพูดให้เป็นประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจการค้า การศึกษา ศาสนา การรักษาสันติภาพ และอื่นๆ เพื่อเป็นตัวประสานประโยชน์ของสังคมในทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน
4. การพูดเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนคติซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ดังนั้นการพูดจึงเป็นเครื่องมือสร้างความเข้าใจระดับบุคคล ระดับกลุ่ม จนถึงระดับชาติ
นอกจากนี้แล้ว ความสำคัญของการพูดยังมีดังต่อไปนี้
1. เป็นทักษะทางภาษาที่ใช้สะดวก เข้าใจง่ายกว่าการเขียนซึ่งเป็นทักษะที่ใช้ส่งสารเหมือนกัน
2. เป็นเครื่องมือในการสมาคม ทำให้เกิดความสำเร็จในชีวิต เป็นเครื่องแสดงออกถึงความโง่ความฉลาดอุปนิสัยของผู้พูด อารมณ์ ความเป็นมิตรและความเป็นศัตรูต่อกัน
3. การพูดทำให้การดำเนินงานในวงการต่างๆ ดำเนินลุล่วงไปด้วยดี
4. การพูดเป็นวิชาการที่จำเป็นต้องศึกษาเล่าเรียน
5. การพูดช่วยทำให้การงานหรืออาชีพเด่นได้
จุดมุ่งหมาย
จุดมุ่งหมายของการพูด
ในการพูดแต่ละครั้ง ผู้พูดต้องกำหนดจุดมุ่งหมายว่าต้องการจะให้ผู้ฟังได้รับ สิ่งใด จะพูดเรื่องอะไร เพื่ออะไร และพูดอย่างไร ทั้งยังต้องคำนึงถึงผู้ฟังด้วย การพูดที่มีความมุ่งหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวได้ตรงกับความต้องการของผู้พูด ความมุ่งหมายโดยทั่วไปของการพูด มีดังนี้
1. เพื่อแจ้งให้ทราบ เป็นการพูดที่แจ้งข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยทั่วไปแล้วจะใช้กับการพูดเชิงวิชาการ กึ่งวิชาการ หรือการเล่าเรื่องทั่วๆ ไป เช่น การบรรยาย การปาฐกถา การอธิบาย การสาธิต การชี้แจง การกล่าวรายงาน การเล่าเรื่อง เป็นต้น
2. เพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการพูดเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ฟังให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของผู้พูด โดยให้ผู้ฟังเห็นถึงประโยชน์หรือโทษของสิ่งที่พูด และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ฟังให้กระทำหรือเลิกกระทำสิ่งนั้น เช่น การพูดหาเสียง การโฆษณา การพูดชักชวน การพูดร้องขอวิงวอน การพูดโต้แย้ง การพูดวิจารณ์ เป็นต้น การพูดประเภทนี้ผู้พูดต้องใช้ทั้งเหตุและผล ข้อมูลอ้างอิง หลักจิตวิทยา และวาทศิลป์จึงจะสามารถทำให้ผู้ฟังเชื่อและเปลี่ยนพฤติกรรมได้
3. เพื่อจรรโลงใจ เป็นการพูดสร้างความเพลิดเพลินให้แก่ผู้ฟัง ขณะเดียวกันก็อาจเป็นการยกระดับจิตใจผู้ฟังให้สูงขึ้น เช่น การพูดเรื่องตลกขบขัน การพูดทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ที่ให้ความบันเทิง การสนทนาธรรม การพูดในโอกาสต่างๆ อาทิ การกล่าวอวยพร งานวันเกิด งานมงคลสมรส เป็นต้น
4. เพื่อค้นหาคำตอบ เป็นการพูดเพื่อขจัดข้อสงสัยของผู้พูด ในชีวิตประจำวันเรามักจะพบกับอุปสรรคหรือปัญหาต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งเราอาจจะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองไม่ได้ จึงต้องสอบถามหรือปรึกษาจากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ เช่น การสอบถามข้อมูลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การสอบถามเส้นทางการปรึกษาปัญหาชีวิตและสุขภาพ เป็นต้น
นอกจากนี้ทัศนีย์ ศุภเมธี(2526 : 35–36) ได้ให้จุดมุ่งหมายของการพูดไว้ดังนี้
1. การพูดเพื่อถ่ายทอดความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ผู้พูดต้องเสนอ เรื่องราวที่เป็นจริงมีรายละเอียดพอสมควร หรือมีความคิดเห็นของผู้พูดสอดแทรกไปด้วย เพื่อให้ผู้ฟังได้รับรู้และเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน เช่น การบรรยายของวิทยากร การอบรมสั่งสอนของครูอาจารย์ เป็นต้น
2. การพูดเพื่อแสดงความคิดเห็น ผู้พูดต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ดี และสามารถแสดงเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ผู้ฟังเข้าใจถึงแนวความคิดของผู้พูดได้ เช่น การอภิปราย การโต้วาที เป็นต้น
3. การพูดเพื่อจรรโลงใจ เป็นการพูดให้ผู้ฟังเกิดความสนุกเพลิดเพลิน นอกจากนี้การพูดประเภทนี้ยังเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถยกระดับจิตใจของผู้ฟังให้สูงขึ้นได้ด้วย มิใช่เพียงสนุกสนานเท่านั้น สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้พูดบรรลุความมุ่งหมายได้คือ ต้องมีกลวิธีในการเสนอเรื่องและความสามารถในการใช้ภาษา ตลอดจนแสดงท่าทางอย่างสอดคล้องกัน เช่น การพูดเรื่องตลกในวงสนทนา การแสดงของคณะตลกต่างๆ การพูดเรื่องที่สอนคติเตือนใจ เป็นต้น
4. การพูดเพื่อโน้มน้าวใจผู้ฟัง เป็นการพูดที่ผู้พูดต้องมีความสามารถและระมัดระวังเป็นพิเศษว่าจะพูดอย่างไร จึงจะทำให้ผู้ฟังเกิดการยอมรับความคิดและการกระทำของผู้พูด การพูดแบบนี้ผู้พูดต้องสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้ฟังและต้องพูดให้ผู้ฟังเห็นคล้อยตาม บางทีอาจเปลี่ยนความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมที่มีอยู่เดิมของ ผู้ฟังได้ด้วย
อวยชัย ผกามาศ ได้กล่าวถึงความมุ่งหมายของการพูดไว้ว่า การพูดแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นการพูดเดี่ยวหรือพูดเป็นกลุ่มย่อมมีความมุ่งหมายแตกต่างกันออกไปตามกาลเทศะและบุคคล สามารถประมวลได้ดังนี้
1. พูดเพื่อบอกเล่าข้อเท็จจริง ข้อนี้มุ่งให้ผู้ฟังได้รับความรู้สาระจากเรื่องที่พูดให้มากที่สุด ดังนั้นผู้พูดต้องมีการเตรียมตัวมาดีพอสมควรใช้สำนวนภาษาที่น่าสนใจเหมาะสมกับผู้ฟัง เช่น การกล่าวรายงาน การกล่าวปราศรัย การกล่าวสุนทรพจน์ การบรรยาย การอธิบาย เป็นต้น
2. พูดเพื่อความบันเทิง ข้อนี้มุ่งให้ได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินเป็นสำคัญพูดให้ตรงเป้าหมาย อย่าเยิ่นเย้อหรือเนิ่นนานจนเกินไปใช้สีหน้ากิริยาท่าทางเสียงและสำนวนภาษาที่สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เช่น การเล่าเรื่องในประเภทต่างๆ
3. พูดเพื่อจูงใจหรือโน้มน้าวใจ ข้อนี้มุ่งให้ผู้ฟังมีเจตคติที่ดี เปลี่ยนแนวคิดเดิมหรือความคิดเก่าๆ และปฏิบัติตามคำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะในที่สุดเพราะผู้ฟังมีความรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ ผู้พูดต้องใช้ศิลปะการพูดและลีลาการพูด น้ำเสียงกิริยาอาการต่างๆ เพื่อประกอบการพูดจนผู้ฟังคล้อยตามได้ เช่น การพูดเชิญชวนบริจาคทรัพย์เพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นต้น
หลักการพูด
หลักการพูดโดยทั่วไป
1. ศึกษาเกี่ยวกับผู้ฟังและสิ่งแวดล้อม
2. เลือกเรื่องและจัดเนื้อเรื่องที่พูด
3. เตรียมตัวผู้พูด
1. ศึกษาเกี่ยวกับผู้ฟังและสิ่งแวดล้อม มีรายละเอียดดังนี้
1.1 ศึกษาผู้ฟังว่าอยู่ในวัยใด เพศใด การศึกษาระดับใด อาชีพอะไร
1.2 ศึกษาผู้ฟังว่ามีเจตคติ อารมณ์ และรสนิยมอย่างไร
1.3 ศึกษาสภาพแวดล้อม เช่น สถานที่ที่จะพูด ช่วงเวลา
2. เลือกเรื่องและจัดเนื้อเรื่องที่พูด
2.1 การเลือกเรื่อง ควรเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้ฟังเป็น
เรื่องที่แปลกใหม่
2.2 การจัดเนื้อเรื่อง เริ่มจาก คำนำ ต้องดึงดูดความสนใจ ไม่กล่าวถ่อมตัว แก้ตัว หรือกล่าวถึงความเป็นมาของเรื่องไกลเกินไป ควรเป็นใจความเพียง 2 – 3 ประโยค ส่วนเนื้อเรื่องต้องเป็นข้อเท็จจริง หลักฐาน เหตุผล และตัวอย่างที่ชัดเจน การสรุปไม่ใช่การย่อเรื่องที่พูดแล้ว แต่เป็นการเน้นประเด็นสำคัญด้วยถ้อยคำสำนวนที่เด่นเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความประทับใจ
3. เตรียมตัวผู้พูด
ผู้พูดที่ไม่มีประสบการณ์ในการพูดในที่ประชุมชนมาก่อนมักตื่นเต้น ประหม่า เสียงสั่น ท่าทางเคอะเขิน อันเป็นลักษณะของการขาดความมั่นใจใน ตนเอง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การพูดล้มเหลว ผู้พูดจึงควรเตรียมตัวและฝึกฝนการพูดอยู่ตลอดเวลา เพื่อความมั่นใจในตนเองนอกจากนี้ยังต้องมีการเตรียมตัวดังนี้
การเตรียมบุคลิกภาพ
ข้อแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมบุคลิกภาพที่ดีของผู้พูด มีดังนี้
1. การแต่งกาย
1.1 เหมาะสมกับตัวเอง
1.2 เหมาะสมกับกาลเทศะ
1.3 เหมาะสมกับวัยและสมัยนิยม
1.4 สะอาดและเป็นระเบียบ
2. การใช้เสียง
2.1 มีความดัง – ค่อย พอเหมาะที่ผู้ฟังจะได้ยินทั่วไป
2.2 มีความนุ่มนวล แจ่มใส ชัดเจน ไม่แหบเครือ
2.3 ออกเสียง ร ล ควบกล้ำ ได้ชัดเจน
2.4 หลีกเลี่ยงการใช้เสียงระดับเดียวกันตลอดเวลา ควรมีการเน้นน้ำเสียงบ้าง
2.5 ไม่ควรใช้เสียงที่เปล่งออกมาโดยไร้
ความหมายเช่นอ่าอ้าเอ่อเอ้อหรือเสียงที่เปล่งออกมาจากความเคยชินเช่น ก็ แล้วก็แบบแบบว่า นะครับครับ นะคะ นะฮะ เป็นต้น
3. ภาษา
3.1 ใช้ข้อความหรือประโยคที่สั้น เข้าใจง่าย(ง่าย งาม ชัดเจน)
3.2 ใช้ภาษาถูกต้องตามหลักภาษาไทย
3.3 ใช้ภาษาสนทนาที่สุภาพ ไม่เป็นภาษาเขียนหรือภาษาราชการ แต่ไม่ใช่ภาษาตลาด
3.4 หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาสแลง สบถ คำหยาบ คำภาษาต่างประเทศโดยไม่จำเป็น ศัพท์ทางวิชาการที่ไม่เหมาะสมกับผู้ฟัง รวมทั้งคำที่ไม่สุภาพจนเกินไป เช่น ศรีษะแม่เท้า แมวรับประทานปลา
3.5 ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับบุคคลและโอกาส
4. ท่วงทีและอากัปกิริยาที่เหมาะสม สามารถช่วยเสริมสร้างการพูดได้ดังนี้
4.1 ช่วยในการสื่อความหมายให้ผู้ฟังเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้พูดได้ดียิ่งขึ้น
4.2 เรียกร้องความสนใจจากผู้ฟัง
4.3 ช่วยผ่อนคลายความเคร่งเครียดของผู้พูด
4.4 ทำให้การพูดเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น
5. การทรงตัว
5.1 ท่าเดิน เช่น เดินขึ้นเวที เดินในขณะพูด เดินกลับมายังที่เดิม ต้องเดินตัวตรง ไม่ช้าไม่เร็วเกินไป เมื่อถึงที่จะพูดควรหยุดสักครู่ กวาดสายตาให้ทั่วกลุ่มผู้ฟังแล้วจึงเริ่มพูด
5.2 ท่ายืน เท้าทั้งคู่ควรชิดกันพองาม ให้น้ำหนักตัวลงที่เท้าทั้งสอง ไม่ยืนเอียง ไม่เท้าโต๊ะไม่ยืนแอ่นหน้าแอ่นหลังโคลงตัวไปมาไม่ยืนเหมือนหุ่น หรือยืนท่านางแบบ
6. การใช้มือประกอบการพูด
6.1 ใช้ให้ตรงความหมายที่พูด
6.2 ไม่ใช้ซ้ำซาก
7. การใช้สายตา
7.1 ควรมองผู้ฟังให้ทั่วถึง อย่ามองจุดเดียว
7.2 ถ้ากลุ่มผู้ฟังกลุ่มใหญ่ ค่อยๆ กวาดสายตาไปยังผู้ฟังกลุ่มต่างๆ
7.3 ควรมองสบตาไม่ใช่จ้องหรือหลบตา
7.4 ไม่มองข้ามศีรษะผู้ฟัง ไม่มองเพดาน พื้นห้อง หรือมองออกไปนอกห้องตลอดเวลา
8. การแสดงสีหน้า
8.1 แสดงสีหน้าให้สอดคล้องตามเรื่องที่พูด แต่ไม่แสดงมากเกินไปจนเหมือนเล่นละคร
8.2 ไม่ยิ้มหรือบึ้งมากเกินไป
8.3 ไม่ยักคิ้วหลิ่วตา กระพริบตาจนบ่อยครั้ง
9. ปฏิภาณไหวพริบ
ขณะที่พูดอยู่อาจมีปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้น ปัญหาที่ไม่คาดคิดนี้ ผู้พูดจะต้องใช้ปฏิภาณไหวพริบ เพื่อแก้ไขปัญหาในการพูดให้ราบรื่นด้วยดี
10. การลำดับหัวข้อเรื่อง
คือ รายละเอียดในการวางโครงเรื่อง เป็นการจัดสาระสำคัญของข้อความทั้งหมดให้สอดคล้องและเป็นระเบียบต่อเนื่องกันไป ช่วยให้ผู้พูดและผู้ฟังไม่สับสน
11. การดำเนินเรื่องตามความมุ่งหมาย
ผู้พูดควรคำนึกถึงจุดมุ่งหมายที่ได้วางไว้ เช่น พูดเพื่อให้ความรู้ พูดเพื่อชักจูงใจ หรือพูดเพื่อความบันเทิง พยายามดำเนินเรื่องสู่จุดมุ่งหมายนั้นๆ
ปัญหาเกี่ยวกับการพูด
ปัญหาเกี่ยวกับการพูด
1. การออกเสียง บางคนออกเสียงค่อยไป บางคนออกเสียงภาษาไทยกลาง (มาตรฐาน) ไม่ชัดเจน สำเนียงจะออกมาเป็นภาษาถิ่นที่ตนเคยชิน หรืออวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงบกพร่อง เช่น ฟันหัก ลิ้นไก่สั่น ปากแหว่ง
2. ออกเสียงภาษาไทยผิดเพี้ยนไป เพราะความนิยมว่าเป็นสิ่งโก้เก๋ เช่น ออกเสียงภาษาไทยเป็นสำเนียงฝรั่ง เช่น ยากส์ มันส์ ฟังแล้วเหมือนพูดภาษาไทยไม่ชัด พูดภาษาไทยคำปนภาษาต่างประเทศคำ มีเสียงเสียดแทรกเหมือนภาษาฝรั่ง เป็นต้น
3. ใช้ภาษาไทยไม่ถูกต้องตามหลักภาษา เช่น คำราชาศัพท์ บุพบท ลักษณะนาม และการใช้ถ้อยคำสำนวนให้ถูกต้อง เช่น
คำบุพบท: ครูเป็นบุคคลสำคัญต่อเด็ก
แก้ไขเป็นครูเป็นบุคคลสำคัญสำหรับเด็ก
ลักษณะนาม: 3 ตำรวจ, 5 โจร
แก้ไขเป็น ตำรวจ3 นาย, โจร5 คน
(คำว่า ตำรวจ และ โจร ไม่ใช่ลักษณะนาม แต่เป็นคำนาม)
4. การใช้คำและสำนวนต่างประเทศ เช่น
สมศรีเตรียมแพ็คกระเป๋าไปช้อปปิ้งที่สิงคโปร์
เจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้มากเกินไป
การประเมินผล
การประเมินผลการพูด
ภายหลังเสร็จสิ้นการพูดแล้ว ควรมีการประเมินผล เพื่อเป็นการปรับปรุงการพูดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีการประเมิน3 ทาง ได้แก่
1. การประเมินผลการพูดนี้ผู้พูดอาจทำเองแต่ต้องมีจิตใจเป็นกลางไม่เข้าข้างตัวเองโดยสังเกตจากปฏิกิริยาตอบสนองจากผู้ฟังเป็นหลัก
2. การประเมินอีกทางหนึ่งคือให้ผู้ฟังเป็นผู้ประเมินอาจขอร้องผู้ใกล้ชิดช่วยประเมินด้วยวาจาหรือให้ผู้ฟังกรอกแบบฟอร์มประเมินผลตามที่เตรียมไว้และแจกให้ผู้ฟังก่อนการพูด
3. การประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิหรืออาจารย์ผู้ชำนาญการเฉพาะ
การประเมินผลทั้ง 3 ทางนี้ ต้องพิจารณาจากขั้นการเตรียมตัวการกำหนดจุดมุ่งหมายการวางโครงเรื่องการเสนอเรื่องและขั้นตอนการพูดคือการใช้ถ้อยคำภาษาสีหน้า สายตาอากัปกิริยาน้ำเสียงเป็นต้นการประเมินผลเช่นนี้จะช่วยให้ผู้พูดได้ทราบข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อจะได้ปรับปรุงแก้ไขการพูดในโอกาสต่อไป