๖. สญชัยเวลัฏฐบุตรเป็นเจ้าลัทธิของนักตรรกะคือถ้าถามปัญหาว่าข้อนั้นเป็นอย่างนั้นหรือหากข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นอย่างนั้นก็จะตอบว่าเป็นอย่างนั้นแต่ข้าพเจ้าไม่มีความเห็นตายตัวเช่นนั้นข้าพเจ้ามีความเห็นว่าอย่างนี้ก็มิใช่อย่างนั้นก็มิใช่อย่างอื่นก็มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ดังทัศนะว่า “ถ้ามหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่าโลกหน้ามีอยู่หรือถ้าอาตมภาพมีความเห็นว่ามีก็จะพึงทูลตอบว่ามีความเห็นของอาตมภาพว่าอย่างนี้ก็มิใช่อย่างนั้นก็มิใช่อย่างอื่นก็มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่ถ้ามหาบพิตรตรัสถามอาตมภาพว่าโลกหน้าไม่มีหรือถ้าอาตมภาพมีความเห็นว่าไม่มีก็จะพึงทูลตอบว่าไม่มี. . . ถ้ามหาบพิตรตรัสถามว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายเกิดก็
มิใช่ไม่เกิดก็มิใช่หรือถ้าอาตมาภาพมีความเห็นว่าเกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็มิใช่ก็จะพึงตอบทูลว่าเกิดก็ไม่ใช่ไม่เกิดก็ไม่ใช่อาตมภาพมีความเห็นว่าอย่างนี้ก็มิใช่อย่างนั้นก็มิใช่อย่างอื่นก็มิใช่ไม่มีก็มิใช่ มิใช่ไม่ใช่ก็มิใช่” ๗๖ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “อมราวิกเขปะ” คือเป็นแนวคิดที่มีวาทะส่ายไปส่ายมาเหมือนปลาไหลไม่มีจุดยืนเป็นของตนเองในปัญหาต่างๆเช่นเมื่อถูกถามเรื่องโลกหน้าเรื่องผลกรรมดีกรรมชั่วหรือเรื่องชีวิตหลังความตายว่ามีอยู่หรือไม่มีก็จะตอบเลี่ยงไปเลี่ยงมาโดยใช้ความสามารถทางตรรกะโดยไม่พยายามยืนยันในเรื่องเหล่านั้นอย่างจริงจังเพราะเชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถรู้ธรรมชาติที่แท้จริงของสิ่งต่างๆได้ยิ่งสิ่งที่เป็นจริงด้วยแล้วยิ่งไม่มีทางจะรู้ได้เลยหรือแม้ความรู้อาจจะเป็นแนวทางให้รู้ได้บ้างเพื่อกำจัดอัญญาณคือความไม่รู้แต่ความรู้เช่นนั้นหาใช่เป็น
สิ่งนั้นจริงๆไม่เพราะความจริงแท้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความสามารถของมนุษย์ที่จะรับรู้ได้เมื่อไม่สามารถรู้ความจริงสูงสุดได้ว่าเป็นอย่างไรการยืนยันในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจึงเป็นไปไม่ได้คือการไม่กล่าวยืนยันสิ่งหนึ่งสิ่งใดว่ามีจริงนั่นเองจัดเป็นอุจเฉททิฏฐิอย่างหนึ่ง
ทิฏฐิ๑๐คือความเชื่อมั่นบางอย่างเกี่ยวกับโลกและชีวิตปรากฏในทิฏฐิ๑๐ปัญหา
ทิฏฐิ๑๐นี้มีชื่อเรียกว่า “อัพยากตปัญหา” คือเป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์หมายความ
ว่าพระพุทธศาสนาจะไม่ตอบปัญหาเหล่านี้ได้แก่
๑. เชื่อว่าโลกเที่ยง
๒. เชื่อว่าโลกไม่เที่ยง
๓. เชื่อว่าโลกมีที่สุด
๔. เชื่อว่าโลกไม่มีที่สุด
๕. เชื่อว่าชีพเป็นอันเดียวกันกับสรีระ
๖. เชื่อว่าชีพเป็นคนละอย่างกับสรีระ
๗. เชื่อว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีก
๘. เชื่อว่าสัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีก
๙. เชื่อว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มี
๑๐. เชื่อว่าสัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่๗๗
ทิฏฐินี้จัดอยู่ในประเภท “อันตคาหิกทิฏฐิ” คือเป็นแนวคิดที่สมณพราหมณ์นอกพุทธศาสนายึดมั่นอย่างเด็ดขาดเป็นอย่างเดียวว่าในทิฏฐิที่ขัดแย้งกันนั้นมีทิฏฐิเดียวเท่านั้นที่เป็นจริงทิฏฐิอื่นเป็นเท็จเหตุผลที่ทิฏฐิ๑๐เป็นทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่าทิฏฐิเหล่านั้นเป็นโทษ
เป็นไปด้วยความทุกข์ไม่เป็นไปเพื่อละกิเลสเพื่อตรัสรู้เพื่อนิพพานพระองค์ได้ทรงละทิฏฐิเหล่านั้นเสียแล้วไม่ยึดถือแต่ประการใดเลยดังพระพุทธดำรัสว่า “ดูกรโปฏฐปาทะเพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ไม่ประกอบด้วยธรรมไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ไม่เป็นไปเพื่อความหน่ายเพื่อความคลายกำหนัดเพื่อความดับเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพานเพราะเหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์” ๗๘
ทิฏฐิที่ปรากฏในทิฐิกถามีจำนวน๑๖ประการและมีความถือผิดของทิฏฐิอีก๑๓๐ประการดังคำกล่าวว่า
“ถามว่าทิฐิเท่าไรตอบว่าทิฐิ๑๖ถามว่าความถือผิดแห่งทิฐิเท่าไรตอบว่าความถือผิดแห่งทิฐิ๑๓๐” ๗๙นอกจากนั้นยังมีความอธิบายเพิ่มเติมว่า “ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีตว่านั่นของเราเป็นทิฐิ๑๘ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอดีตความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคตว่านั่นเป็นเราเป็นทิฐิ๔๔ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอนาคตอัตตานุทิฐิมีวัตถุ๒๐ว่านั่นเป็นตัวตนของเราเป็นสักกายทิฐิมีวัตถุ๒๐ทิฐิ๖๒โดยมีสักกายทิฐิเป็นประธานทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต” ๘๐
ทิฏฐิ๑๖มีดังต่อไปนี้
๑. อัสสาททิฏฐิคือทิฏฐิที่หลงไหลยินดี(อัสสาทะ) ในสิ่งที่ทำให้เกิดความสุขโสมนัส๓๕ประการ
๒. อัตตานุทิฏฐิคือทิฏฐิที่เห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์จำแนกตามความเห็นแต่ละอย่างใน๔ประการคือเห็นว่าขันธ์นั้นเป็นตนเห็นตนว่ามีขันธ์นั้นเห็นขันธ์นั้นในตนเห็นตนในขันธ์นั้นรวมเป็น๒๐ทิฏฐิ
๓. มิจฉาทิฏฐิคือทิฏฐิที่เห็นว่าสิ่งนั้นๆไม่มีรวม๑๐ประการเช่นเดียวกับในทิฏฐิ๒๖และอชิตเกสกัมพลในทิฏฐิของศาสดาทั้ง๖
๔. สักกายทิฏฐิคือทิฏฐิที่เห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์จำแนกตามความเห็นแต่ละอย่างใน๔ประการคือเห็นว่าขันธ์นั้นเป็นตนเห็นตนว่ามีขันธ์นั้นเห็นขันธ์นั้นในตนเห็นตนในขันธ์นั้นรวมเป็น๒๐ประการเหมือนกับข้อ๒อัตตานุทิฏฐิ
๕. สัสสตทิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุคือทิฏฐิที่เห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์ด้วยความเห็นแต่ละอย่างใน๓ประการคือเห็นตนว่ามีขันธ์นั้นเห็นขันธ์นั้นในตนเห็นตนในขันธ์นั้นรวม๑๕ประการ
๖. อุจเฉททิฏฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุคือทิฏฐิที่เห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์ว่าเป็นตนรวม๕ประการ
๗. อันตคาหิกทิฏฐิคือทิฏฐิที่มีความเห็นอันเป็นที่สุด (ยุติ) ตายตัวลงไปว่าทิฏฐินี้เท่านั้นจริงทิฏฐิอื่นไม่จริงใน๑๐ประการซึ่งเมื่อจำแนกตามขันธ์๕และกสิน๕ได้เป็น๕๐ประการ
๘. ปุพพันตานุทิฏฐิคือทิฏฐิที่มีความเห็นเกี่ยวกับขันธ์ส่วนอดีตรวม๑๘ประการอย่างเดียวกับปุพพันตกัปปิกาทิฏฐิในทิฏฐิ๖๒
๙. อปรันตานุทิฏฐิคือทิฏฐิที่มีความเห็นเกี่ยวกับขันธ์ส่วนอนาคตรวม๔๔ประการอย่างเดียวกับอปรันตกัปปิกทิฏฐิในทิฏฐิ๖๒
๑๐. สังโยชนิกาทิฏฐิคือทิฏฐิที่เป็นเครื่องผูกสัตว์ไว้ในภพ๑๘ประการ
๑๑. ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราคือทิฏฐิที่สำคัญตนว่านั่นเป็นเรา๑๘ประการ
๑๒. ทิฏฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเราคือทิฏฐิที่สำคัญตนว่านั่นของเรา๑๘ประการ
๑๓. ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะคือทิฏฐิว่าด้วยตนซึ่งเห็นขันธ์๕แต่ละขันธ์จำแนกตามความเห็นแต่ละอย่างใน๔ประการคือเห็นว่าขันธ์นั้นเป็นตนเห็นตนว่ามีขันธ์นั้นเห็นขันธ์นั้นในตนเห็นตนในขันธ์นั้นรวมได้เป็น๒๐ประการเหมือนกับข้อ๒อัตตานุทิฏฐิ
๑๔. ทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะคือทิฏฐิว่าด้วยโลกได้แก่การเห็นว่าโลกเที่ยงหรือไม่โลกมีที่สุดหรือไม่รวม๘ประการ
๑๕. ภวทิฏฐิคือทิฏฐิที่เชื่อว่ามีสภาวะของความมีความเป็น (ภพ) ยึดติดอยู่กับความมีความเป็น
๑๖. วิภวทิฏฐิคือทิฏฐิที่เชื่อว่าไม่มีสภาวะของความมีความเป็นปฏิเสธความมีความเป็น๘๑
ทิฏฐิ๒๖ปรากฏในทิฏฐิสังยุตประกอบด้วยพระสูตร๒๖พระสูตรพระสูตรเหล่านี้กล่าวว่าเพราะเหตุที่มีขันธ์๕และไปยึดมั่นในขันธ์๕จึงทำให้เกิดมีทิฏฐิขึ้นได้แก่
๑. สรรพสิ่งคงอยู่ยั่งยืนอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง
๒. นั่นของเรานั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา
๓. ตนกับโลกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเมื่อตายแล้วจะคงอยู่ยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง
๔. เราและของเราไม่มีข้อ๒ถึงข้อ๔เหมือนทิฏฐิที่มีขันธ์๕เป็นเหตุ
๕. ผลกรรมไม่มีโลกนี้โลกหน้าไม่มีมารดาบิดาไม่มีการรู้แจ้งไม่มีบุคคลไม่มีเป็นเพียงธาตุดินน้ำลมไฟมารวมกันตายแล้วขาดสูญเช่นเดียวกับทิฏฐิ๑๖และทิฏฐิของอชิตะเกสกัมพล
๖. เมื่อบุคคลทำบุญหรือทำบาปเองหรือใช้ผู้อื่นให้ทำบุญหรือทำบาปก็ไม่มีผลของการทำบุญหรือทำบาปนั้นแก่เขาเช่นเดียวกับทิฏฐิของปูรณะกัสสปะ
๗. ความเป็นอยู่หรือเป็นไปของสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยย่อมเป็นไปเองและไม่อยู่ในวิสัยที่จะทำให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้เช่นเดียวกับทิฏฐิของมักขลิโคศาล
๘. สภาวะ๗กองคือกองดินกองน้ำกองไฟกองลมสุขทุกข์ชีวะนี้ไม่มีใครทำหรือเนรมิตมีอยู่ยั่งยืนไม่แปรปรวนไม่มีผลการกระทำใดๆต่อกันแม้เอามีดตัดศีรษะก็ไม่เป็นการฆ่าเป็นแต่เอามีดผ่านช่องว่างระหว่าง๗กองนี้เท่านั้นทุกสิ่งเป็นอยู่และเป็นไปเองการบรรลุถึงความบริสุทธิ์พ้นทุกข์สิ้นเชิงก็เป็นไปเองในวัฏสงสารนี้มิใช่ด้วยการกระทำใดๆเช่นเดียวกับทิฏฐิของปกุธะกัจจายนะ
๙. โลกเที่ยง
๑๐. โลกไม่เที่ยง
๑๑. โลกมีที่สุด
๑๒. โลกไม่มีที่สุด
๑๓. ชีพกับสรีระเป็นอันเดียวกัน
๑๔. ชีพกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน
๑๕. สัตว์ตายแล้วเกิดอีก
๑๖. สัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีก
๑๗. สัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็มีไม่เกิดอีกก็มี
๑๘. สัตว์ตายแล้วเกิดอีกก็ไม่ใช่ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่
๑๙. อัตตาที่มีรูปตายแล้วไม่สูญ
๒๐. อัตตาที่ไม่มีรูปตายแล้วไม่สูญ
๒๑. อัตตาที่มีรูปและที่ไม่มีรูปตายแล้วไม่สูญ
๒๒. อัตตาที่มีรูปก็มิใช่ไม่มีรูปก็มิใช่ตายแล้วไม่สูญ
๒๓. อัตตาที่มีสุขโดยส่วนเดียวตายแล้วไม่สูญ
๒๔. อัตตาที่มีทุกข์โดยส่วนเดียวตายแล้วไม่สูญ
๒๕. อัตตาที่มีทั้งสุขทั้งทุกข์ตายแล้วไม่สูญ
๒๖. อัตตาที่ไม่มีทั้งทุกข์ทั้งสุขตายแล้วไม่สูญ๘๒
จะเห็นได้ว่าทิฎฐิ๑๖และทิฏฐิ๒๖นั้นก็มีนัยเดียวกับทิฏฐิที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดต่างแต่เป็นการรวบรวมทิฏฐิขึ้นมาเรียบเรียงให้เป็นหมวดหมู่และเพิ่มเติมรายละเอียดให้มากขึ้น
ทิฏฐิ๖๒เป็นแนวคิดที่อรรถาธิบายเรื่องทิฏฐิทั้งหมดในพระพุทธศาสนามีการกล่าวไว้โดยละเอียดมีจำนวนถึง๖๒ทิฏฐิเป็นทิฏฐิที่มนุษย์ทั้งหลายยึดถือกันอยู่ในสมัยพุทธกาลซึ่งจำแนกตามประเภทและที่มาของทิฏฐิได้๖๒ทิฏฐิปรากฏในพรหมชาลสูตรซึ่งเป็นสูตรที่กล่าวปรารถเหตุการณ์กล่าวโต้แย้งกันของปริพพาชกชื่อสุปปิยะกับลูกศิษย์ชื่อพรหมทัตมาณพหลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรื่องศีล๓ชั้นคือจูฬศีลมัชฌิมศีลและมหาศีลแล้วก็ทรงแสดงทิฏฐิ๖๒ประการของนักบวชสมณพราหมณ์ในครั้งนั้นทรงอุปมาว่าเหมือนตาข่ายครอบงำความเชื่อของมนุษย์ให้ต้องเวียนวนอยู่ในวัฎฎสังสารไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนปลาที่ติดแหของชาวประมงดัง
พระพุทธดำรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งพวกที่ยึดที่สุดเบื้องต้นก็มียึดที่สุดเบื้องปลายก็มีพวกที่ยึดทั้งที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายคือเห็นคล้อยตามทั้งที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายก็มี(พวกเขา) ปรารภที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายพูดจาแสดงความเห็นกันต่างๆนาๆสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นถูกครอบไว้ภายในตาข่ายด้วยทิฏฐิ๖๒เหล่านี้อาศัยอยู่ในตาข่ายนี้ดำผุดๆโผล่ๆอยู่เปรียบเหมือนชาวประมงผู้ขยันและลูกมือของชาวประมงเอาตาข่าย (แห) มีตาละเอียดทอดลงสู่ห้วงน้ำเล็กๆคิดว่าสัตว์ในห้วงน้ำตัวโตทุกชนิดจะ
ติดอยู่ภายในตาข่ายดำผุดๆโผล่ๆอยู่ในตาข่ายนี้” ๘๓
ทิฏฐิ๖๒จัดเป็น๒กลุ่มใหญ่ๆคือ
๑. ปุพพันตกัปปินะคือทิฏฐิที่ว่าด้วยความเป็นมาหรือจุดกำเนิดของสรรพสิ่งมี๑๘ประเภท
๒. อปรันตกัปปินะคือทิฏฐิที่ว่าด้วยเป้าหมายหรือจุดสิ้นสุดของสรรพสิ่งมี๔๔ประเภท
กลุ่มปุพพันตกัปปินะแบ่งออกเป็น๕กลุ่มหลักคือ
๑) สัสสตวาทะกลุ่มมีทิฏฐิว่าเที่ยงมี๔ประเภทคือ
๑.๑) ทิฏฐิว่าตัวตนและโลกเที่ยงเพราะระลึกชาติได้ตั้งแต่๑-๑๐๐,๐๐๐ชาติ
๑.๒) ทิฏฐิว่าตัวตนและโลกเที่ยงเพราะระลึกชาติได้เป็นกัปป์ๆตั้งแต่๑-๑๐กัป
๑.๓) ทิฏฐิว่าตัวตนและโลกเที่ยงเพราะระลึกชาติได้มากัปตั้งแต่๑๐-๔๐กัป
๑.๔) ทิฏฐิของนักเดาโดยใช้ความคิดคาดคะเนว่าโลกเที่ยง
๒) เอกัจจสัสสติกะกลุ่มมีทิฏฐิว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยงมี๔ประเภทคือ
๒.๑) ทิฏฐิว่าพระพรหมเที่ยงแต่มนุษย์ที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง
๒.๒) ทิฏฐิว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน
(ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง
๒.๓) ทิฏฐิว่าเทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น (มโนปโทสิกา)ไม่เที่ยง
๒.๔) ทิฏฐิของนักเดาโดยใช้ความคิดคาดคะเนว่าตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยงตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง
๓) อันตานันติกะกลุ่มมีทิฏฐิว่ามีที่สุดและไม่มีที่สุดมี๔ประเภทคือ
๓.๑) ทิฏฐิว่าโลกมีที่สุด
๓.๒) ทิฏฐิว่าโลกไม่มีที่สุด
๓.๓) ทิฏฐิว่าโลกมีที่สุดเฉพาะด้านบนกับด้านล่างส่วนด้านกว้างหรือด้านขวางไม่มีที่สุด
๓.๔) ทิฏฐิของนักเดาโดยใช้ความคิดคาดคะเนว่าโลกไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่
๔) อมราวิกเขปิกะกลุ่มมีทิฏฐิพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหลมี๔ประเภทคือ
๔.๑) ทิฏฐิของกลุ่มที่เกรงว่าจะพูดปดจึงพูดปฏิเสธว่าอย่างนี้ก็ไม่ใช่อย่างนั้นก็ไม่ใช่อย่างอื่นก็ไม่ใช่มิใช่(อะไร) ก็ไม่ใช่
๔.๒) ทิฏฐิของกลุ่มที่เกรงว่าจะยึดถือจึงพูดปฏิเสธเหมือนกลุ่มแรก
๔.๓) ทิฏฐิของกลุ่มที่เกรงว่าจะถูกซักถามจึงพูดปฏิเสธเหมือนกลุ่มแรก
๔.๔) ทิฏฐิของกลุ่มที่โง่เขลาจึงพูดปฏิเสธเหมือนกลุ่มแรกและไม่ยอบรับหรือยืนยันอะไรเลย
๕) อธิจจสมุปปันนะกลุ่มมีทิฏฐิว่าสรรพสิ่งมีขึ้นเองไม่มีเหตุมี๒ประเภทคือ
๕.๑) ทิฏฐิว่าสรรพสิ่งมีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุเพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์
๕.๒) ทิฏฐิของนักเดาโดยใช้ความคิดคาดคะเนว่าสรรพสิ่งมีขึ้นเองโดยไม่มีเหตุพวกอปรันตกัปปินะแบ่งเป็น๕ประเภทคือ
๑) สัญญีวาทะกลุ่มที่มีทิฏฐิว่ามีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) มี๑๖ประเภทคือ
๑.๑) ตนมีรูป
๑.๒) ตนไม่มีรูป
๑.๓) ตนทั้งมีรูปและไม่มีรูป
๑.๔) ตนทั้งมีรูปก็ไม่ใช่และไม่มีรูปก็ไม่ใช่
๑.๕) ตนมีที่สุด
๑.๖) ตนไม่มีที่สุด
๑.๗) ตนทั้งมีที่สุดทั้งไม่มีที่สุด
๑.๘) ตนทั้งมีที่สุดก็ไม่ใช่ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่
๑.๙) ตนมีสัญญาเป็นอันเดียวกัน
๑.๑๐) ตนมีสัญญาต่างกัน
๑.๑๑) ตนมีสัญญาเล็กน้อย
๑.๑๒) ตนมีสัญญาหาประมาณไม่ได้
๑.๑๓) ตนมีสุขโดยส่วนเดียว
๑.๑๔) ตนมีทุกข์โดยส่วนเดียว
๑.๑๕) ตนมีทั้งสุขและทุกข์
๑.๑๖) ตนไม่มีทุกข์ไม่มีสุข
๒) อสัญญีวาทะกลุ่มที่มีทิฏฐิว่าไม่มีสัญญา (ไม่มีความจำได้หมายรู้) มี๘ประเภทคือทิฏฐิว่าตั้งแต่ข้อ๑ถึงข้อ๘ในกลุ่มที่๑ทั้ง๘ประเภทนี้ตายไปแล้วก็ไม่มีสัญญาคือไม่มีความจำได้หมายรู้
๓) เนวสัญญีนาสัญญีวาทะกลุ่มที่มีทิฏฐิว่ามีสัญญาก็มิใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่มี๘ประเภทคือทฤษฎีว่าตั้งแต่ข้อ๑ถึงข้อ๘ในกลุ่มที่๑ทั้ง๘ประเภทนี้ตายไปแล้วมีสัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีสัญญาก็มิใช่
ทั้ง๓กลุ่มนี้รวมเรียกว่าอุทธมาฆตนิกาคือพวกที่มีความเห็นเกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้วจะเป็นอย่างไร
๔) อุจเฉทวาทะกลุ่มที่มีทิฏฐิว่าขาดสูญมี๗ประเภทคือ
๔.๑) ตนที่เป็นของมนุษย์และสัตว์
๔.๒) ตนที่เป็นของทิพย์มีรูปกินอาหารหยาบ
๔.๓) ตนที่เป็นของทิพย์มีรูปสำเร็จจากใจ
๔.๔) ตนที่เป็นอากาสานัญจายตนะ
๔.๕) ตนที่เป็นวิญญาณัญจายตนะ
๔.๖) ตนที่เป็นอากิญจัญญายตนะ
๔.๗) ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ทั้ง๗ประการนี้มีความเชื่อว่าเมื่อสิ้นชีพแล้วขาดสูญไม่เกิดอีก