บทกวีบางบททำให้ผมหวนคิดถึง “บ้าน” คิดถึง “ปลายทาง” ที่กำลังเดินไป หรือแม้แต่ “ทางออก” ที่ผมกำลังเสาะแสวงหา และนั่นยังรวมถึงเรื่องราวหลากเรื่อง กระทั่ง “คนของความรัก” อีกมากมายที่ผมมักคุ้น

บ่อยครั้ง,ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าเพื่อนเดินทางที่ดีที่สุดของชีวิตคืออะไรบ้าง –

ทุกครั้งที่ถามเช่นนั้น  ก็มักได้รับคำตอบในทำนองเดียวกัน  นั่นก็คือ “หนังสือ”

ทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง  ผมมักหยิบจับหนังสือติดไม้ติดมือไปด้วย 2 ถึง 3เล่มเสมอ เผลอลืมไม่ได้เด็ดขาด  มิเช่นนั้นมีหวัง“ลงแดง”  ระหว่างทางเป็นแน่

ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน  การเดินทางอันปลีกวิเวกของผม  - ผมนำหนังสือติดตัวมาด้วย  4 เล่ม  1 ในนั้นก็คือหนังสือรวมบทกวีที่มีชื่อว่า “เรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง” (CallMe by My True Names) ของท่าน “ติช นัท ฮันห์”  ซึ่งแปลโดยนักแปลเลื่องชื่อนาม “ร.จันเสน”  และจัดพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง




ครับ,ท่าน ติช นัท ฮันห์ เป็นพระเชนชาวเวียดนาม  ส่วน “ร.จันเสน”  ก็เป็นนักแปลชั้นครู  มีผลงานการแปลมาหลายเรื่อง  โดยเฉพาะที่รู้จักดีก็คือนวนิยายเรื่อง “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว”ของ “กาเบรียล  มาร์เกซ”

หนังสือรวมบทกวีในเล่มนี้ถูกเขียนขึ้นจากเรื่องราวอันเป็นชะตากรรมของผู้คนทั้งในวิกฤตสงครามและการดำเนินชีวิตทั่วไป  อัดแน่นด้วยน้ำเสียงแห่งความรัก  ความเมตตา หรือความปรารถนาอันดีงามในฐานเพื่อนมนุษย์ที่พึงมีต่อกันและกัน

ผมชื่นชอบบทกวีในเล่มนี้มากเป็นพิเศษ  อ่านง่าย ไหลรื่น  ถึงแม้หลายบทพูดถึงชะตากรรมของชีวิตและสังคมในบริบทของสงครามห รือแม้แต่ปากท้องอันทุกข์ยากภายใต้วิกฤตของผลพวงของเศรษฐกิจ  สังคม  และการศึกษา  รวมถึงเรื่องราวอันเป็นนาฏการณ์ชีวิตของผู้คนและสรรพสิ่งที่ท่านได้พบพานในเส้นทางต่างๆทั้งในเวียดนามและหลากดินแดนที่ท่านสัญจรผ่าน--
  

บทกวีหลายบทสื่อถึงเรื่องหนักอึ้งของสังคม  เป็นการบันทึก “ประวัติศาสตร์”ของสังคมไปในที  เสมือนการยืนยันความเป็น “วรรณกรรมเพื่อสังคม”  หรือ “วรรณกรรมเพื่อชีวิต”  แต่เชื่อไหม ขณะที่อ่าน  ผมกลับไม่รู้สึกถูกบีบรัด,  อึดอัด หรือแม้แต่หดหู่   ตรงกันข้าม ยิ่งอ่านยิ่งสัมผัสถึงความคลาสสิก –ผ่อนคลาย- โรแมนติก  เห็นถึงพลังและความหวัง  การละวางอย่างเข้าใจ  ... ราวกับกำลังอ่านปรัชญาชีวิตปรัชญาความรักอย่างไม่ผิดเพี้ยน

 

ครับ,  ยิ่งอ่าน ยิ่งเป็นการพักผ่อนอันดีเยี่ยม เติมพลังและจินตนาการในการหยัดยืนท้าทายกับอุปสรรคและความเป็นจริงอันบูดเบี้ยวของชะตากรรม 


บทกวีบางบททำให้ผมหวนคิดถึง“บ้าน”  คิดถึง “ปลายทาง”  ที่กำลังเดินไป  หรือแม้แต่ “ทางออก”  ที่ผมกำลังเสาะแสวงหา  และนั่นยังรวมถึงเรื่องราวหลากเรื่อง กระทั่ง “คนของความรัก”  อีกมากมายที่ผมมักคุ้น –




และนี่คือส่วนหนึ่งของบทกวีที่ว่านั้น


การออกเดินทางของเช้าวันนี้

เธอออกเดินทางเช้าวันนี้
เพื่อให้อนาคตแก่อวกาศสีเงิน
นกวายุภักษ์สยายปีก
เหินทะยานสู่ฟ้ากว้าง
น้ำคลอเคลียตีนสะพาน
ขณะตะวันฉายเพรียกนกเยาว์
ที่พักพิงของเธอเมื่อหลายปีก่อน
บัดนี้คือพยานการจากไปของเธอ
จากไป เพื่อลำน้ำและห้วงสมุทรแห่งบ้านเกิดของเธอ


บ้านเกิด

บ้านเกิดฉันอยู่ที่นี่
มีสวนกล้วย ดงไผ่ แม่น้ำ  ข้าวโอ๊ต
ผืนดินข้างล่าง เต็มด้วยฝุ่น
แต่ทุกครั้งที่เงยหน้า
ฉันเห็นหมู่ดาวสวยเสมอ


กวักเรียก


<p>ฟ้าสางเช้าวันนี้
ฉันอยู่ที่นี่
ซากกรุ่นไอถ้วยหนึ่ง
สนามหญ้าเขียว
ภาพเธอพลันปรากฏจากเวลานานโพ้น
มือของเธอ
หรือสายลม
กวักเรียก
ดอกตูมสดใส
ดอกไม้ ใบไม้ และเกร็ดกรวด
ล้วนสวดบท สัทธรรมปุณฑริกสูตร</p><p>
</p><h4>หยดแห่งความว่าง</h4>
<p>หัวใจฉันเย็นเยือก
ด้วยหยดแห่งความว่าง
ฉับพลันฉันแลเห็น
เรือของฉันข้ามลำน้ำ
บรรลุอีกฟากฝั่ง
ทรายนุ่ม หาดว่าง
สัญญาเก่าแก่…</p><p>
</p><h4>การเดินทาง</h4>
<p>นี้คือถ้อยจารึก
รอยเท้าบนผืนทราย
เมฆหลายหลากรูป

พรุ่งนี้
ฉันก็ไปแล้ว</p><p>
</p><h4>สหสัมพันธ์</h4><p>เธอคือฉันและฉันคือเธอ
ไม่ชัดเจนดอกหรือว่าเรา”เป็นซึ่งกันและกัน”
เธอเพาะดอกไม้ภายในเธอ
เพื่อฉันจะได้งดงาม
ฉันแปรขยะภายในฉัน
เพื่อเธอจะได้ไม่ต้องทุกข์</p><p>ฉันเกื้อเธอ
เธอเกื้อฉัน
ฉันอยู่ในโลกนี้เพื่อเอื้อสันติแด่เธอ
เธออยู่ในโลกนี้เพื่อเป็นความเบิกบานของฉัน</p><p>
</p><h4>ผู้รู้เห็นยังคงอยู่</h4>
<p>ระเบิดพลุสว่างจ้าบนฟ้ามืด
เด็กคนหนึ่งตบมือ หัวเราะ
ฉันได้ยินเสียงปืน
แล้วผู้หัวเราะก็ตาย
</p>
<p>แต่ผู้รู้เห็นยังคงอยู่</p><p>
</p><h4>โปรดเรียกฉันด้วยนามอันแท้จริง</h4><p>อย่ากล่าวว่าฉันจะจากในวันพรุ่ง
แม้วันนี้ฉันก็ยังกำลังมาถึง

ฉันคือเด็กหญิงสิบสองขวบ
ลี้ภัยในเรือน้อย
โถมร่างลงกลางสมุทร
หลังถูกโจรสลัดข่มขืน
และฉันคือโจรสลัด
หัวใจฉันยังขาดความสามารถ
ในการเห็น และรัก</p><p>…</p><p>
</p><h3>ครับ-ยิ่งอ่านยิ่งเห็นถึงมิติอรรถรสอันเป็นความงดงามของวรรณกรรม  ทั้งในความเป็น “ศิลปะเพื่อศิลปะ” และ “ศิลปะเพื่อชีวิต”</h3>