ช่วงยุโรปในสมัยกลาง
ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒๐๐ – ๒๓๐๐(ช่วง ค.ศ.
๑๗)ศาสนาจักรที่เคยมีอำนาจและอิทธิพลต่อสังคมตะวันตก
ได้เสื่อมอำนาจและอิทธิพล สังคมได้พัฒนามาสู่ยุคที่เรียกว่า
enlightenment
และด้วยการที่ข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่องเพศต่างๆ
กลับมามีประโยชน์กับยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมในการควบคุมพฤติกรรมของ
“แรงงาน”
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ก่อให้เกิดลูกหลานหรือแรงงานเป็นเรื่องที่ต้องห้าม
รวมไปถึง ซึ่งข้อห้ามรวมไปถึงเพศสัมพันธ์เพื่อความเริงรมย์,
เพศสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ กระทั่งเพศสัมพันธ์ของคนวิกลจริต
ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ก่อให้เกิดแรงงานที่สังคมอุตสาหกรรมต้องการ
อีกเหตุผลที่น่าสนใจคือเพื่อสร้างการควบคุมอย่างมีคุณภาพ
นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นอุตสาหกรรม
การควบคุมในเรื่องเพศได้ไปตกเป็นภาระหน้าที่ของครูและแพทย์
เนื่องด้วยสภาพของสังคมที่คนต้องการคำอธิบายที่มีเหตุผล
มากกว่าการอ้างอิงจากพระคัมภีร์ สิ่งต่างๆ
ส่วนความคิดการควบคุมทางเพศได้เผยแพร่เข้ามาในเอเชียโดยผ่านการอาณานิคมของตะวันตก
ประกอบกับการที่คนชั้นสูงในสังคมที่ได้รับการศึกษามาจากตะวันตกนำความคิดมาเผยแพร่
และทำให้เหมือนว่าเป็นวัฒนธรรมที่สืบเนื่องจากโบราณ
สำหรับประเทศไทยนั้นเริ่มขึ้นก็เมื่อรัชสมัยที่ ๕
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง(1)
สำหรับท่ามิชชันนารีนั้นเนื่องด้วยมีการเกี่ยวพันกับคำสอนของศาสนาคริสต์(2)
การสืบค้นนั้นจึงมองได้จากสังคมชาวคริสต์โดยที่ยกมาวิเคราะห์คือยุโรปที่ซึ่งความคิดของศาสนาเป็นโครงครอบความคิดโดยส่วนมากของสังคม
ความพยายามควบคุมพฤติกรรมทางเพศนั้นเริ่มเห็นมีบันทึกให้เห็นครั้งแรก(emergence/spring
point)ในคำสอนของชาวยิว(ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบุรุษนิยมสังคมแรกของยุโรป)
ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์(และดูถูกผู้หญิง)เป็นปฐมเหตุแห่งบาป(original
sin)
มีผลให้สังคมชาวคริสต์มีปัญหากับความคิดเรื่องเพศสัมพันธ์(sexual
relation) ซึ่งก็รวมไปถึงการร่วมเพศ(sexual
intercourse)ด้วยแน่ๆ(3)
คำสอนที่ว่าเพศสัมพันธ์ท่ามิชชันนารีนั้นเหมาะกับมนุษย์ดูจากครั้งแรกที่พระเจ้าสร้างผู้หญิงให้
Adam
เพื่อคลายเหงา ผู้หญิงนั้นชื่อว่า Lilith
เมื่อ Adam
เห็นเข้าก็พยายามมีเพศสัมพันธ์ด้วยท่าทางตามที่เขาเห็นจนชินตาจากสรรพสัตว์คือแบบที่ปัจจุบันเรียกว่า
Doggy style แต่ Lilith
ไม่ยอมเพราะตนไม่พอใจที่ถูกกระทำฝ่ายเดียวจึงหนีไป
และได้เข้าร่วมขบวนกับ Satan
โดยบางครั้งแอบมานั่งทับองคชาติของ Adam
ยามหลับเพื่อนำเอาน้ำอสุจิของ Adam
ซึ่งมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้าไปสร้างเหล่าปีศาจ(4)
จึงเห็นได้ว่า ใน Genesis
นั้นได้สอนแล้วว่าท่ามิชชันนารีเป็นท่าที่
“ถูก” ที่สุด จากเหตุผลของการกระทำ
ซึ่งก็คือไม่ให้เพศหญิงเป็นผู้กระทำเพศสัมพันธ์(เพราะเป็นท่าทางเกี่ยวพันกับการกระทำของปีศาจ/ผู้ต่อต้านพระเจ้า)
ส่วนคำอธิบายห้ามการแสดงท่าทางการมีเพศสัมพันธ์ที่เหมือนสัตว์นั้นเพราะความเชื่อว่ามนุษย์นั้นยิ่งใหญ่และอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าสัตว์
เพราะรูปลักษณ์ของมนุษย์คือรูปลักษณ์ที่เลียนมาจากรูปลักษณ์ของพระเจ้า
พฤติกรรมใดๆของมนุษย์จึงไม่ควรกระทำเหมือนกับสิ่งที่มนุษย์คิดว่าต่ำกว่า
และก็รวมไปถึงพฤติกรรมทางเพศด้วย
ส่วนเรื่องบทบาทนั้นเป็นเพราะเหตุที่ว่าทุกสังคมย่อมต้องมีการแบ่งบทบาทของมนุษย์
เพื่อแบ่งงานกันทำ และมีส่วนสัมพันธ์กับเรื่องของชีววิทยา และวัฒนธรรม
ในสังคมยุโรปแบบบุรุษนิยมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนายิวมาจนศาสนาคริสต์
“การเปลี่ยนบทบาทระหว่างเพศ”
อย่างยิ่งในกิจกรรมทางเพศถือเป็นบาป, ความชั่วร้าย
ถือเป็นการไม่เคารพในพระเจ้า(5)
การร่วมเพศด้วยท่ามิชชันนารีจึงเป็นวาทกรรมแบบหนึ่งที่ศาสนจักรใช้ในการควบคุมกิจกรรมทางเพศของสังคมยุโรป
ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบความคิดความเชื่อและโครงสร้างสังคมในรูปแบบหนึ่ง
เพื่อให้สังคมเป็นฐานโครงสร้างทางอำนาจของศาสนจักร
ส่วนทำไมต้องเป็นท่ามิชชันนารีเท่านั้นที่ศาสนจักรงดเว้น
ในคัมภีร์นั้นไม่ได้อธิบายไว้ชัดเจน
แต่เชื่อกันตามข้อเขียนทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นการสอนสั่งให้
“คนพื้นเมือง”
ในดินแดนที่มิชชันนารีเข้าไปเผยแพร่ศาสนา เพื่อจะได้
“ไม่บาป” และต้องการให้เป็น
“โครงครอบ”
ต่อวัฒนธรรมการร่วมเพศ(เพื่อสืบเผ่าพันธุ์)ในสังคมนั้นๆ
และที่สำคัญคือเป็นการจำกัดอารมณ์
และความสุขทางเพศของผู้ทำกิจกรรมทางเพศนี้
หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการ “ครอบงำ” มุมมอง
และความคิด หรือผลักให้สุดขั้วก็คือสถาปนาวาทกรรมเพื่อให้
“เชื่อ”
และพร้อมที่จะเข้ารีต(convention)(6)
อนึ่ง นับตั้งแต่
st. Paul
หรือที่เรียกเป็นไทยว่านักบุญเปาโลสถาปนาศาสนายิวสำนักอาจารย์(rabbi)เยซู
เป็นศาสนาคริสต์ หลังจากเหตุการณ์ถูกตรึงกางเขนที่เนิน
Golgotha ราว ๕๐๐ ปี ความเชื่อที่ว่า Jesus
คือผู้มาไถ่บาปแก่ชาวโลกชาวคริสต์เชื่อว่าศาสนาของตนเป็นเรื่องสากล
คำสอนของศาสนาตนเป็นคำสอนแก่คนทั้งโลก
และสุดท้ายจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในข้ออ้างในการล่าอาณานิคม(7)
และแม้แต่รัฐที่ไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมทางการเมือง
ก็ตกเป็นอาณานิคมทางความคิดโดยผ่านการนำเข้าจากชนชั้นสูงพื้นถิ่นที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก
แล้วนำมาเป็นโครงครอบทางจารีตประเพณีเมื่อตนมีอำนาจในการควบคุมสังคม
สร้างความลักลั่นให้กับสภาวะเดิมผ่านกระบวนการ(discursive
practice)บางอย่าง(ที่หากจะอนุโลมพูดในภาษาแบบ Marxism
ก็จะเรียกว่ากลไกทางอุดมการณ์ของรัฐ)
ซึ่งก็รวมไปถึงความคิดในเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ถูกสร้างผ่านวาทกรรมทางการแพทย์
ซึ่งอธิบายท่ามิชชันนารีไว้อย่าง “เย็นชืด”
และ “ตายซาก”
ซึ่งวาทกรรมทางวิทยาศาสตร์นี้น่าประหลาดใจที่แทบจะไม่ต่างไปจากคำสอนของศาสนาคริสต์ทั้ง
เป็นเพื่อการผลิตเด็ก และเป็นการกระทำที่ “สะอาด”
ไม่มีเหงื่อไคลมากจึงไม่อาจเกิดติดเชื้อจากผิวหนังได้(ศาสนาจะอ้างว่า
“สะอาดทางจิต”เพราะเพียงแค่สืบพันธุ์
“เท่านั้น”)ที่พระเจ้าอนุญาต ซึ่งการที่
“ซับเจคท์ของวาทกรรมทางการแพทย์”
ก็ได้ใช้อะไรก็ตามเพื่อการ “สอนสั่ง”
ในเรื่องเพศก็ไม่ผิดอะไร เพราะ
ไม่ได้ใช้เพื่อการบริโภค(ฟุ่มเฟือย-luxuria)ส่วนตัว
และไม่มีเจตนาเพื่อสร้างกำหนัด(8)
ดังนั้นวาทกรรมที่โลกสมัยใหม่เทิดทูนอย่างวาทกรรมการแพทย์/วิทยาศาสตร์นั้น
ก็ไม่ได้พ้นร่มเงาไปจากวาทกรรมเก่าๆที่เชื่อว่างมงาย ไม่มีเหตุผล
ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ไปไม่พ้น(อย่างที่วาทกรรมทางวิทยาศาสตร์กล่าวอ้าง)
หรือกล่าวให้สุดขั้วคือวาทกรรมทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้กลายเป็นวาทกรรมทางเพศอย่างหนึ่งในยุควิทยาศาสตร์
จะด้วยโครงครอบที่สังคมตะวันตกถูกสร้าง
และทำให้คิดไปได้ไม่ไกลไปกว่านี้หรืออะไรอื่นก็ตาม
และช่างเป็นที่น่าแปลกใจที่ website, column
ในหนังสือตอบปัญหาเพศ(โดยนายแพทย์)
หรือรายการตอบปัญหาเพศมักแนะนำให้มีการร่วมเพศหลังแต่งงานเท่านั้น(ถ้าทำได้)นั้นเกิดในประเทศที่อ้างตนว่าเป็นเมืองพุทธอย่างประเทศไทย
ที่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องของการร่วมเพศ(ไม่ว่าจะด้วยท่าอะไรก็ตามนั้น)ในสังคมไทยไม่เคยจำกัดไว้เลยว่าต้องแต่งงานก่อน
หรือกระทั่งเมื่อร่วมเพศกันแล้วนั้นหากไม่แต่งงานก็ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย(เพียงแค่ถูกเพื่อนบ้านที่ดีในเรื่องสอดรู้สอดเห็นนินทาเอาเท่านั้น)(9)
อนึ่งต้องเข้าใจว่าการสร้างความหมายให้กับมาตรฐานทางสังคม(norms)ผ่านวาทกรรมเป็นเพื่อการตรวจสอบ
และควบคุมความประพฤติในแง่มุมของ “ผู้กุมอำนาจ”
เพื่อตอบสนองความเป็นเมืองของสภาวะสมัยใหม่
ภายใต้ความคิด(concept)
เรื่องเหตุผล(logos/ratio/reason/rationality)
นั่นคือการรวมศูนย์ทางความคิดที่ต้องแสดงออกผ่านพฤติกรรม
เป็นเรื่องของการครอบงำมากกว่าความเข้าใจ และทำลายความต่างด้วยเหตุผล
ด้วยกลวิธีทางยุทธศาสตร์(ทางความคิดเพื่อควบคุมการกระทำ)
สำหรับในเรื่องเพศนั้น
ท่ามิชชันนารีจึงมีเหตุผลแต่การเข้าใจเหตุผลของการควบคุมนี้(ไม่ว่าจะผ่านวาทกรรมแบบใด)
จึงเป็นการยาก
เพราะเมื่อปัจเจกชนใดต้องการดำรงอยู่ในสังคมก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ละเมิดมาตรฐาน
แน่ขณะเดียวกันก็ทำให้ปัจเจกชนนั้นใช้เหตุผลได้ไม่เต็มที่
และหากเหตุผลคือหนทางที่ชาวคริสต์ใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงพระเจ้าแล้ว
น่าสนใจว่าชาวคริสต์ที่ร่วมเพศด้วยท่ามิชชันนารีมีเหตุผลหรือไม่(มีเพราะพระเจ้าบอกว่าไม่บาป
และจะได้ผลคือได้อยู่กับ Kingdom of God
หรือไม่มีเพราะเชื่อโดยไม่คิดและไม่มี/ไม่คิดเหตุผลมาโต้แย้ง
ไม่แม้แต่ถามว่า “ทำไม” หรือ
พระเจ้าบอกจริงหรือไม่) อาจพูดได้ว่าเพียงการร่วมเพศแบบ
“ที่ถูกที่ควร”
นี้แบบเดียวทำให้มองเห็นความลักลั่นของชาวคริสต์ภายใต้สภาวะสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
และน่าศึกษาต่อไป(แต่คงไม่ใช่งานชิ้นนี้)
และสุดท้ายก็ต้องไม่ลืมว่าการที่ศาสนายิวนั้นเป็นบุรุษนิยม
แนวคิดที่คริสต์ศาสนารับมานั้นก็ย่อมไม่สามารถกลายเป็นสตรีนิยมได้
เหตุนี้ซับเจคท์ใดๆก็ตามของวาทกรรมท่ามิชชันนารีนี้จะด้วยรู้ตัวหรือไม่(ซึ่งคงไม่รู้ตัวมากกว่า)
ก็ได้สร้างความมั่นคงให้กับฐานบุรุษนิยม(อย่างน้อยก็ในความคิดเรื่องเพศ)ในสังคมไปด้วยขณะที่ตนเองกำลังสุขสม(อย่างไม่มีศิลป์)นี้
ในสังคมชาวคริสต์ความคิดเรื่องการเก็บกดเรื่องทางเพศ(subjugated)
ที่งดเว้นให้เพียงท่ามิชชันนารีนั้นได้เผยตัวขึ้นมากมายหลายครั้งและแต่ละครั้งก็พยายามหาข้ออ้างความถูกต้อง
แล้วสถาปนาให้เป็นวาทกรรมหลักในเรื่องเพศ
น่าสนใจที่กระบวนการเหล่านี้เมื่อดูให้เป็นแบบวงศาวิทยาแล้ว
ท่ามิชชันนารีดูจะก้าวข้ามวาทกรรมทั้งหมดเท่าที่มนุษย์จะเข้าถึงได้
หรือว่าท่ามิชชันนารีนั้นได้ถูกสถาปนาอย่างแข็งแกร่ง
ด้วยพื้นฐานคิดทางวาทกรรมที่เข้มแข็งเพียงพอ
หรือเพราะว่ามันเป็นเรื่องพื้นๆที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์
และเมื่อพื้นฐานถูกควบคุมไปแล้ว
เผ่าพันธุ์ของเขาเหล่านั้นที่สืบลูกสืบหลานกันมาต่างก็ไม่กล้าที่จะท้าทาย
และสลัดตนทิ้งจากพันธนาการแห่งเรื่องเพศที่กลายเป็น
“วาทกรรม”
หรือโครงครอบทางความคิดนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเลยเพียงแต่ซับเจคท์ทั้งหลายถูกทำให้เห็นว่ามันเป็น
“TRUTH”
การร่วมเพศด้วยท่ามิชชันนารีนั้นสำหรับประเทศไทยแล้วอาจดูเหมือนไม่ได้ทรงพลังนักในการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของสังคม
ด้วยเพราะการครอบงำ(10)ของผู้กุมอำนาจในการสร้างวาทกรรมหลักของประเทศไทยพยายามอ้างว่า
สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ(ทั้งที่มีมากมายหลายศาสนาอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างแตกต่างหลากหลาย)
และพยายามครอบงำให้สังคมไทยคิดว่า
“ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นตะวันตก”
จึงเป็นเรื่องที่น่าสลดยิ่ง
และสมควรที่จะไว้อาลัยให้กับความไม่รู้จักตัวเองของ
“คนพวกนั้น” และด้วยวาทกรรมอย่าง
“ไทยไม่เคยเป็นทาส” นี้เอง
ท่ามิชชันนารีจึงเป็นที่รู้จักในสังคมไทยว่าท่าเบสิก(basic
position-ท่าพื้นฐาน)เท่านั้นเอง ทั้งๆที่
“มันมีอะไรมากกว่านั้น”
จากเหตุด้านบนงานชิ้นนี้จึงอิงกับสังคมชาวคริสต์ตะวันตก(ที่แม้จะมือถือสากปากถือศีล
และปากว่าตาขยิบ แต่ก็ไม่มากเท่าสังคมอื่นหลายๆสังคม) ความสัมพันธ์ของ
สังคม รัฐ และศาสนา
กับการเข้ามาควบคุม(เรียกได้หรือไม่ว่าคือการปกครองชีวญาณ-governmentality
และ/หรือ idealized เรื่องเพศ)
เรื่องธรรมดาที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์
การรับรู้(perception)ที่มีผลมาจากความรู้ที่ถูกกล่อมเกลาโดยสังคมที่เขาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่
มันได้ถูกจำกัดสิ่งที่เป็นแฟชั่นที่สุดจะฮิตของโลกตะวันตกสมัยใหม่ที่เรียกกันว่า
“เสรีภาพ”
ซึ่งประเด็นนี้คงใช้ไม่ได้กับสังคมไทยเพราะยังไง
“ไทยก็ยังไม่เคยเป็นทาส(คิดดูให้ดี)”
ได้ถูกทำให้กลายเป็น “ธรรมชาติ”
ของ “อะไรบางอย่าง”
ที่เรียกว่า “ความเป็นไทย”
ไปแล้ว
วัฒนธรรมทางเพศนั้นมีและดำรงอยู่อย่างแตกต่างหลากหลายจนกระทั่งชนชั้นสูงบางจำพวกที่ได้รับค่านิยมทางเพศจากตะวันตกได้นำเข้ามาใช้
สอน และครอบงำโดยขาดฐานความคิดทางสังคมรองรับ
สำหรับสังคมชาวคริสต์(ที่มายาคติตะวันออกเรียกว่า
พวกตะวันตก)หากไม่มองมิติทางศาสนาเนื่องด้วยยุคนี้วาทกรรมทางวิทยาศาสตร์เถลิงอำนาจ
ท่ามิชชันนารีนั้นก็ได้รับการส่งผ่าน(ในระดับกระบวนการไม่ใช้ผลิตซ้ำ-repeat
แต่เป็นสร้างใหม่- remake
แต่ด้วยโครงครอบแบบเก่า)มาสู่วงการแพทย์ที่ผูกขาดการอธิบายเรื่อง
“การสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน”
ซึ่งตอกย้ำความจืดชืด ตายซาก ไร้สุนทรียะทางเพศ
การมองเรื่องเพศแบบนี้เต็มไปด้วยความหยาบ(crass/coarse)
และงานชิ้นนี้ก็พยายามแสดงให้เห็นว่าเฉพาะกับท่ามิชชันนารีแล้ว
วาทกรรมทางการแพทย์นั้นไม่ได้หลุดพ้น(หรือรื้อสร้าง)
วาทกรรมทางศาสนาออกไปเลย
เรื่องเพศที่สังคมรับรู้จึงเต็มไปด้วยความหยาบ(rough-and-ready)
วาทกรรมการแพทย์นี้เอง และตอกย้ำให้สตรีเพศเป็นเพียงวัตถุ
มีค่าเพียงเพื่อ “ผลิตลูก”
ในสังคมสมัยใหม่นี้
เป็นบันทึกที่น่าสนใจอ่านมากครับ ถ้าได้จัดให้อ่านง่ายขึ้นผมเชื่อว่าจะมีคนอ่านเยอะกว่านี้แน่ๆ<div>
</div><div>บันทึกอย่างนี้ที่เสนอความคิด “แตกต่าง” กับ “ผู้กุมอำนาจในการสร้างวาทกรรมหลักของประเทศไทย” (ผมคิดว่าหมายถึงกลุ่มที่ชอบอ้างตัวว่าเป็น “นักคิด” และชอบเขียนจับแพะชนแกะเพื่อขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์โดยละเลยประวัติศาสตร์ไทยที่แท้จริงใช่ไหมครับ)</div><div>
</div><div>อยากให้ประเทศไทยมีคนคิดคนเขียนเพื่อต่อสู้กับ “นักคิด” ที่ชอบชี้นำทางความคิดเพราะมีสายสัมพันธ์กับหนังสือพิมพ์ทั้งหลายครับ</div><div>
</div><div>เขียนเพิ่มนะครับ จัดให้อ่านง่ายๆ ผมเชื่อว่ามีคนอ่านเยอะแน่นอน</div>
ขอชื่นชมด้วยอีกคนนะค่ะ เขียนได้น่าอ่านมากค่ะ เป็นการวิเคราะห์วิจารณ์งานยากๆ มารวมกันได้อย่างน่าอ่านที่สุดค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณที่ติชมครับ
fu,kdddddddddddddddddddddddddddddddd
ยาววมากมายคับ ^^ ยังอ่านมะจบเยย
แต่ น่าอ่านมาก
ชอบครับ
ขอนำไปเผยแพร่ต่อนะครับ