ช่วงยุโรปในสมัยกลาง ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒๐๐ ๒๓๐๐(ช่วง ค.ศ. ๑๗)ศาสนาจักรที่เคยมีอำนาจและอิทธิพลต่อสังคมตะวันตก ได้เสื่อมอำนาจและอิทธิพล สังคมได้พัฒนามาสู่ยุคที่เรียกว่า enlightenment  และด้วยการที่ข้อห้ามเกี่ยวกับเรื่องเพศต่างๆ กลับมามีประโยชน์กับยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมในการควบคุมพฤติกรรมของแรงงานการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ก่อให้เกิดลูกหลานหรือแรงงานเป็นเรื่องที่ต้องห้าม รวมไปถึง ซึ่งข้อห้ามรวมไปถึงเพศสัมพันธ์เพื่อความเริงรมย์, เพศสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ กระทั่งเพศสัมพันธ์ของคนวิกลจริต ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่ก่อให้เกิดแรงงานที่สังคมอุตสาหกรรมต้องการ อีกเหตุผลที่น่าสนใจคือเพื่อสร้างการควบคุมอย่างมีคุณภาพ  นับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นอุตสาหกรรม การควบคุมในเรื่องเพศได้ไปตกเป็นภาระหน้าที่ของครูและแพทย์ เนื่องด้วยสภาพของสังคมที่คนต้องการคำอธิบายที่มีเหตุผล มากกว่าการอ้างอิงจากพระคัมภีร์ สิ่งต่างๆ ส่วนความคิดการควบคุมทางเพศได้เผยแพร่เข้ามาในเอเชียโดยผ่านการอาณานิคมของตะวันตก ประกอบกับการที่คนชั้นสูงในสังคมที่ได้รับการศึกษามาจากตะวันตกนำความคิดมาเผยแพร่ และทำให้เหมือนว่าเป็นวัฒนธรรมที่สืบเนื่องจากโบราณ สำหรับประเทศไทยนั้นเริ่มขึ้นก็เมื่อรัชสมัยที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง(1)

สำหรับท่ามิชชันนารีนั้นเนื่องด้วยมีการเกี่ยวพันกับคำสอนของศาสนาคริสต์ (2) การสืบค้นนั้นจึงมองได้จากสังคมชาวคริสต์โดยที่ยกมาวิเคราะห์คือยุโรปที่ซึ่งความคิดของศาสนาเป็นโครงครอบความคิดโดยส่วนมากของสังคม ความพยายามควบคุมพฤติกรรมทางเพศนั้นเริ่มเห็นมีบันทึกให้เห็นครั้งแรก(emergence/spring point)ในคำสอนของชาวยิว(ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบุรุษนิยมสังคมแรกของยุโรป) ซึ่งเรื่องเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์(และดูถูกผู้หญิง)เป็นปฐมเหตุแห่งบาป(original sin) มีผลให้สังคมชาวคริสต์มีปัญหากับความคิดเรื่องเพศสัมพันธ์(sexual relation) ซึ่งก็รวมไปถึงการร่วมเพศ(sexual intercourse)ด้วยแน่ๆ(3)

คำสอนที่ว่าเพศสัมพันธ์ท่ามิชชันนารีนั้นเหมาะกับมนุษย์ดูจากครั้งแรกที่พระเจ้าสร้างผู้หญิงให้ Adam เพื่อคลายเหงา ผู้หญิงนั้นชื่อว่า Lilith เมื่อ Adam เห็นเข้าก็พยายามมีเพศสัมพันธ์ด้วยท่าทางตามที่เขาเห็นจนชินตาจากสรรพสัตว์คือแบบที่ปัจจุบันเรียกว่า Doggy style แต่ Lilith ไม่ยอมเพราะตนไม่พอใจที่ถูกกระทำฝ่ายเดียวจึงหนีไป และได้เข้าร่วมขบวนกับ Satan โดยบางครั้งแอบมานั่งทับองคชาติของ Adam ยามหลับเพื่อนำเอาน้ำอสุจิของ Adam ซึ่งมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ของพระเจ้าไปสร้างเหล่าปีศาจ(4) จึงเห็นได้ว่า ใน Genesis นั้นได้สอนแล้วว่าท่ามิชชันนารีเป็นท่าที่ถูกที่สุด จากเหตุผลของการกระทำ ซึ่งก็คือไม่ให้เพศหญิงเป็นผู้กระทำเพศสัมพันธ์(เพราะเป็นท่าทางเกี่ยวพันกับการกระทำของปีศาจ/ผู้ต่อต้านพระเจ้า) ส่วนคำอธิบายห้ามการแสดงท่าทางการมีเพศสัมพันธ์ที่เหมือนสัตว์นั้นเพราะความเชื่อว่ามนุษย์นั้นยิ่งใหญ่และอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าสัตว์ เพราะรูปลักษณ์ของมนุษย์คือรูปลักษณ์ที่เลียนมาจากรูปลักษณ์ของพระเจ้า พฤติกรรมใดๆของมนุษย์จึงไม่ควรกระทำเหมือนกับสิ่งที่มนุษย์คิดว่าต่ำกว่า และก็รวมไปถึงพฤติกรรมทางเพศด้วย ส่วนเรื่องบทบาทนั้นเป็นเพราะเหตุที่ว่าทุกสังคมย่อมต้องมีการแบ่งบทบาทของมนุษย์ เพื่อแบ่งงานกันทำ และมีส่วนสัมพันธ์กับเรื่องของชีววิทยา และวัฒนธรรม ในสังคมยุโรปแบบบุรุษนิยมที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนายิวมาจนศาสนาคริสต์การเปลี่ยนบทบาทระหว่างเพศอย่างยิ่งในกิจกรรมทางเพศถือเป็นบาป, ความชั่วร้าย ถือเป็นการไม่เคารพในพระเจ้า(5) การร่วมเพศด้วยท่ามิชชันนารีจึงเป็นวาทกรรมแบบหนึ่งที่ศาสนจักรใช้ในการควบคุมกิจกรรมทางเพศของสังคมยุโรป ซึ่งเป็นการกำหนดกรอบความคิดความเชื่อและโครงสร้างสังคมในรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้สังคมเป็นฐานโครงสร้างทางอำนาจของศาสนจักร  ส่วนทำไมต้องเป็นท่ามิชชันนารีเท่านั้นที่ศาสนจักรงดเว้น ในคัมภีร์นั้นไม่ได้อธิบายไว้ชัดเจน แต่เชื่อกันตามข้อเขียนทางประวัติศาสตร์ว่า เป็นการสอนสั่งให้คนพื้นเมืองในดินแดนที่มิชชันนารีเข้าไปเผยแพร่ศาสนา เพื่อจะได้ไม่บาปและต้องการให้เป็นโครงครอบต่อวัฒนธรรมการร่วมเพศ(เพื่อสืบเผ่าพันธุ์)ในสังคมนั้นๆ และที่สำคัญคือเป็นการจำกัดอารมณ์ และความสุขทางเพศของผู้ทำกิจกรรมทางเพศนี้ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการครอบงำมุมมอง และความคิด หรือผลักให้สุดขั้วก็คือสถาปนาวาทกรรมเพื่อให้เชื่อและพร้อมที่จะเข้ารีต(convention)(6)

อนึ่ง นับตั้งแต่ st. Paul หรือที่เรียกเป็นไทยว่านักบุญเปาโลสถาปนาศาสนายิวสำนักอาจารย์(rabbi)เยซู เป็นศาสนาคริสต์ หลังจากเหตุการณ์ถูกตรึงกางเขนที่เนิน Golgotha ราว ๕๐๐ ปี ความเชื่อที่ว่า Jesus คือผู้มาไถ่บาปแก่ชาวโลกชาวคริสต์เชื่อว่าศาสนาของตนเป็นเรื่องสากล คำสอนของศาสนาตนเป็นคำสอนแก่คนทั้งโลก และสุดท้ายจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในข้ออ้างในการล่าอาณานิคม(7) และแม้แต่รัฐที่ไม่ได้ตกเป็นอาณานิคมทางการเมือง ก็ตกเป็นอาณานิคมทางความคิดโดยผ่านการนำเข้าจากชนชั้นสูงพื้นถิ่นที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตก แล้วนำมาเป็นโครงครอบทางจารีตประเพณีเมื่อตนมีอำนาจในการควบคุมสังคม สร้างความลักลั่นให้กับสภาวะเดิมผ่านกระบวนการ(discursive practice)บางอย่าง(ที่หากจะอนุโลมพูดในภาษาแบบ Marxism ก็จะเรียกว่ากลไกทางอุดมการณ์ของรัฐ) ซึ่งก็รวมไปถึงความคิดในเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ถูกสร้างผ่านวาทกรรมทางการแพทย์ ซึ่งอธิบายท่ามิชชันนารีไว้อย่างเย็นชืดและตายซากซึ่งวาทกรรมทางวิทยาศาสตร์นี้น่าประหลาดใจที่แทบจะไม่ต่างไปจากคำสอนของศาสนาคริสต์ทั้ง เป็นเพื่อการผลิตเด็ก และเป็นการกระทำที่สะอาดไม่มีเหงื่อไคลมากจึงไม่อาจเกิดติดเชื้อจากผิวหนังได้(ศาสนาจะอ้างว่าสะอาดทางจิตเพราะเพียงแค่สืบพันธุ์เท่านั้น)ที่พระเจ้าอนุญาต ซึ่งการที่ซับเจคท์ของวาทกรรมทางการแพทย์ก็ได้ใช้อะไรก็ตามเพื่อการสอนสั่งในเรื่องเพศก็ไม่ผิดอะไร เพราะ ไม่ได้ใช้เพื่อการบริโภค(ฟุ่มเฟือย-luxuria)ส่วนตัว และไม่มีเจตนาเพื่อสร้างกำหนัด(8) ดังนั้นวาทกรรมที่โลกสมัยใหม่เทิดทูนอย่างวาทกรรมการแพทย์/วิทยาศาสตร์นั้น ก็ไม่ได้พ้นร่มเงาไปจากวาทกรรมเก่าๆที่เชื่อว่างมงาย ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ไปไม่พ้น(อย่างที่วาทกรรมทางวิทยาศาสตร์กล่าวอ้าง) หรือกล่าวให้สุดขั้วคือวาทกรรมทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้กลายเป็นวาทกรรมทางเพศอย่างหนึ่งในยุควิทยาศาสตร์ จะด้วยโครงครอบที่สังคมตะวันตกถูกสร้าง และทำให้คิดไปได้ไม่ไกลไปกว่านี้หรืออะไรอื่นก็ตาม และช่างเป็นที่น่าแปลกใจที่ website, column ในหนังสือตอบปัญหาเพศ(โดยนายแพทย์) หรือรายการตอบปัญหาเพศมักแนะนำให้มีการร่วมเพศหลังแต่งงานเท่านั้น(ถ้าทำได้)นั้นเกิดในประเทศที่อ้างตนว่าเป็นเมืองพุทธอย่างประเทศไทย ที่เอาเข้าจริงแล้วเรื่องของการร่วมเพศ(ไม่ว่าจะด้วยท่าอะไรก็ตามนั้น)ในสังคมไทยไม่เคยจำกัดไว้เลยว่าต้องแต่งงานก่อน หรือกระทั่งเมื่อร่วมเพศกันแล้วนั้นหากไม่แต่งงานก็ไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย(เพียงแค่ถูกเพื่อนบ้านที่ดีในเรื่องสอดรู้สอดเห็นนินทาเอาเท่านั้น)(9)

อนึ่งต้องเข้าใจว่าการสร้างความหมายให้กับมาตรฐานทางสังคม (norms)ผ่านวาทกรรมเป็นเพื่อการตรวจสอบ และควบคุมความประพฤติในแง่มุมของผู้กุมอำนาจเพื่อตอบสนองความเป็นเมืองของสภาวะสมัยใหม่ ภายใต้ความคิด(concept) เรื่องเหตุผล(logos/ratio/reason/rationality) นั่นคือการรวมศูนย์ทางความคิดที่ต้องแสดงออกผ่านพฤติกรรม เป็นเรื่องของการครอบงำมากกว่าความเข้าใจ และทำลายความต่างด้วยเหตุผล ด้วยกลวิธีทางยุทธศาสตร์(ทางความคิดเพื่อควบคุมการกระทำ) สำหรับในเรื่องเพศนั้น ท่ามิชชันนารีจึงมีเหตุผลแต่การเข้าใจเหตุผลของการควบคุมนี้(ไม่ว่าจะผ่านวาทกรรมแบบใด) จึงเป็นการยาก เพราะเมื่อปัจเจกชนใดต้องการดำรงอยู่ในสังคมก็ต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ละเมิดมาตรฐาน แน่ขณะเดียวกันก็ทำให้ปัจเจกชนนั้นใช้เหตุผลได้ไม่เต็มที่ และหากเหตุผลคือหนทางที่ชาวคริสต์ใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงพระเจ้าแล้ว น่าสนใจว่าชาวคริสต์ที่ร่วมเพศด้วยท่ามิชชันนารีมีเหตุผลหรือไม่(มีเพราะพระเจ้าบอกว่าไม่บาป และจะได้ผลคือได้อยู่กับ Kingdom of God หรือไม่มีเพราะเชื่อโดยไม่คิดและไม่มี/ไม่คิดเหตุผลมาโต้แย้ง ไม่แม้แต่ถามว่าทำไมหรือ พระเจ้าบอกจริงหรือไม่) อาจพูดได้ว่าเพียงการร่วมเพศแบบที่ถูกที่ควรนี้แบบเดียวทำให้มองเห็นความลักลั่นของชาวคริสต์ภายใต้สภาวะสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ และน่าศึกษาต่อไป(แต่คงไม่ใช่งานชิ้นนี้)

และสุดท้ายก็ต้องไม่ลืมว่าการที่ศาสนายิวนั้นเป็นบุรุษนิยม แนวคิดที่คริสต์ศาสนารับมานั้นก็ย่อมไม่สามารถกลายเป็นสตรีนิยมได้ เหตุนี้ซับเจคท์ใดๆก็ตามของวาทกรรมท่ามิชชันนารีนี้จะด้วยรู้ตัวหรือไม่(ซึ่งคงไม่รู้ตัวมากกว่า) ก็ได้สร้างความมั่นคงให้กับฐานบุรุษนิยม(อย่างน้อยก็ในความคิดเรื่องเพศ)ในสังคมไปด้วยขณะที่ตนเองกำลังสุขสม(อย่างไม่มีศิลป์)นี้ ในสังคมชาวคริสต์ความคิดเรื่องการเก็บกดเรื่องทางเพศ (subjugated) ที่งดเว้นให้เพียงท่ามิชชันนารีนั้นได้เผยตัวขึ้นมากมายหลายครั้งและแต่ละครั้งก็พยายามหาข้ออ้างความถูกต้อง แล้วสถาปนาให้เป็นวาทกรรมหลักในเรื่องเพศ น่าสนใจที่กระบวนการเหล่านี้เมื่อดูให้เป็นแบบวงศาวิทยาแล้ว ท่ามิชชันนารีดูจะก้าวข้ามวาทกรรมทั้งหมดเท่าที่มนุษย์จะเข้าถึงได้ หรือว่าท่ามิชชันนารีนั้นได้ถูกสถาปนาอย่างแข็งแกร่ง ด้วยพื้นฐานคิดทางวาทกรรมที่เข้มแข็งเพียงพอ หรือเพราะว่ามันเป็นเรื่องพื้นๆที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ และเมื่อพื้นฐานถูกควบคุมไปแล้ว เผ่าพันธุ์ของเขาเหล่านั้นที่สืบลูกสืบหลานกันมาต่างก็ไม่กล้าที่จะท้าทาย และสลัดตนทิ้งจากพันธนาการแห่งเรื่องเพศที่กลายเป็นวาทกรรมหรือโครงครอบทางความคิดนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเลยเพียงแต่ซับเจคท์ทั้งหลายถูกทำให้เห็นว่ามันเป็น “TRUTH”

การร่วมเพศด้วยท่ามิชชันนารีนั้นสำหรับประเทศไทยแล้วอาจดูเหมือนไม่ได้ทรงพลังนักในการควบคุมพฤติกรรมทางเพศของสังคม ด้วยเพราะการครอบงำ (10)ของผู้กุมอำนาจในการสร้างวาทกรรมหลักของประเทศไทยพยายามอ้างว่า สังคมไทยเป็นสังคมพุทธ(ทั้งที่มีมากมายหลายศาสนาอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างแตกต่างหลากหลาย) และพยายามครอบงำให้สังคมไทยคิดว่าไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นตะวันตกจึงเป็นเรื่องที่น่าสลดยิ่ง และสมควรที่จะไว้อาลัยให้กับความไม่รู้จักตัวเองของคนพวกนั้นและด้วยวาทกรรมอย่างไทยไม่เคยเป็นทาสนี้เอง ท่ามิชชันนารีจึงเป็นที่รู้จักในสังคมไทยว่าท่าเบสิก(basic position-ท่าพื้นฐาน)เท่านั้นเอง ทั้งๆที่มันมีอะไรมากกว่านั้น

จากเหตุด้านบนงานชิ้นนี้จึงอิงกับสังคมชาวคริสต์ตะวันตก(ที่แม้จะมือถือสากปากถือศีล และปากว่าตาขยิบ แต่ก็ไม่มากเท่าสังคมอื่นหลายๆสังคม) ความสัมพันธ์ของ สังคม รัฐ และศาสนา กับการเข้ามาควบคุม(เรียกได้หรือไม่ว่าคือการปกครองชีวญาณ -governmentality และ/หรือ idealized เรื่องเพศ) เรื่องธรรมดาที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ การรับรู้(perception)ที่มีผลมาจากความรู้ที่ถูกกล่อมเกลาโดยสังคมที่เขาเหล่านั้นมีชีวิตอยู่ มันได้ถูกจำกัดสิ่งที่เป็นแฟชั่นที่สุดจะฮิตของโลกตะวันตกสมัยใหม่ที่เรียกกันว่าเสรีภาพซึ่งประเด็นนี้คงใช้ไม่ได้กับสังคมไทยเพราะยังไงไทยก็ยังไม่เคยเป็นทาส(คิดดูให้ดี)ได้ถูกทำให้กลายเป็นธรรมชาติของอะไรบางอย่างที่เรียกว่าความเป็นไทยไปแล้ว

วัฒนธรรมทางเพศนั้นมีและดำรงอยู่อย่างแตกต่างหลากหลายจนกระทั่งชนชั้นสูงบางจำพวกที่ได้รับค่านิยมทางเพศจากตะวันตกได้นำเข้ามาใช้ สอน และครอบงำโดยขาดฐานความคิดทางสังคมรองรับ สำหรับสังคมชาวคริสต์(ที่มายาคติตะวันออกเรียกว่า พวกตะวันตก)หากไม่มองมิติทางศาสนาเนื่องด้วยยุคนี้วาทกรรมทางวิทยาศาสตร์เถลิงอำนาจ ท่ามิชชันนารีนั้นก็ได้รับการส่งผ่าน(ในระดับกระบวนการไม่ใช้ผลิตซ้ำ -repeat แต่เป็นสร้างใหม่- remake แต่ด้วยโครงครอบแบบเก่า)มาสู่วงการแพทย์ที่ผูกขาดการอธิบายเรื่องการสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนซึ่งตอกย้ำความจืดชืด ตายซาก ไร้สุนทรียะทางเพศ การมองเรื่องเพศแบบนี้เต็มไปด้วยความหยาบ(crass/coarse) และงานชิ้นนี้ก็พยายามแสดงให้เห็นว่าเฉพาะกับท่ามิชชันนารีแล้ว วาทกรรมทางการแพทย์นั้นไม่ได้หลุดพ้น(หรือรื้อสร้าง) วาทกรรมทางศาสนาออกไปเลย เรื่องเพศที่สังคมรับรู้จึงเต็มไปด้วยความหยาบ(rough-and-ready) วาทกรรมการแพทย์นี้เอง และตอกย้ำให้สตรีเพศเป็นเพียงวัตถุ มีค่าเพียงเพื่อผลิตลูกในสังคมสมัยใหม่นี้

(1)  ประเด็นนี้สรุปมาจากการเปรียบเทียบช่วงเวลาที่มีการรับเอาวัฒนธรรมวิคตอเรียนโดยชนชั้นสูงที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกของโดยอิงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ก็จะพบว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงรัชกาลที่ ๔ - ๕ และข้อเขียนเรื่อง พรหมจรรย์ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์. ว่าด้วยเพศ.(๒๕๔๕ : ๗๕) ให้ข้อมูลว่าเป็นช่วงรัชกาลที่ ๕ โดยเรื่อง Virginity เป็นประเด็นตัวอย่างที่น่าสนใจ
(2)  เชื่อกันว่า st. Augustine เป็นคนแรกที่กล่าวว่าเพศเป็นบาปอย่างหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับประเด็นเรื่อง luxuria และก่อให้เกิดผลต่อชาวคริสต์ในยุโรป จนกระทั่งมาถึงจุดสูงสุดของการปิดกั้นทางเพศเอาเมื่อสมัยหนึ่งในอังกฤษที่เรียกว่า Victorian period และแม้จะเกิดการปฏิวัติทางเพศ Sexual revolution เมื่อทศวรรษ ๑๙๖๐๗๐(ดู http//www.wikipedia.com/sexualrevolution/) ขึ้นก็ยังมีผลกระทบต่อแนวคิดในเรื่องเพศของชาวคริสต์อยู่แทบในทุกๆที่ของโลกคริสต์ศาสนา ดู John Maynard(1993 : 70 – 71)
(3)  Adam นั้นถูกล่อลวงโดย Eve และ Serpent (หรือ Satan) ล่อลวงให้กระทำบาป ทำผิดเทพบัญญัติกินผลแอปเปิ้ล ชาวยิว อธิบายว่าสำหรับมนุษย์นั้นปวงความชั่วของมนุษย์เกิดจากสตรี อนึ่งความเชื่อนี้มีเค้าโครงที่น่าสนใจว่ารับมาจากศาสนา Zoroaster และดูจากประวัติศาสตร์ช่วงนั้นความสัมพันธ์กับชาวเมโสโปเตเมียของชาวยูดะห์มีสูงมาก ในการค้นคว้าเพิ่มเติมพบว่าเพศหญิงคนแรกที่พระเจ้าสร้างให้ Adam นั้นไม่ใช่ Eve แต่มีชื่อว่า Lilith ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในหมู่ผู้ทรยศและล่อลวง ซึ่งจะเห็นได้ว่าชาวยิวสอนว่าสตรีกับความชั่วร้ายนั้นคู่กัน
(4)   และประเด็นนี้เป็นเหตุผลที่ชาวคริสต์เชื่อว่าต้องสารภาพบาป(confession) หากมีการฝันเปียก(wet dream) อนี่งชาวยิวเชื่อว่าพระเจ้าสร้างองชาติให้สัมพันธ์กับลิ้น ซี่งต่างมีพลังการสร้างสรรค์กล่าวคือลิ้นสร้างสรรค์ภาษา และโลกก็สร้างจากพระวจนะของพระเจ้า และองคชาติสร้างมนุษย์(ซึ่งเป็นพลังที่พระเจ้าแบ่งไว้ให้) พลังการสร้างสรรค์จากน้ำอสุจิจึงเป็นพลังสร้างสรรค์ของพระเจ้า ซึ่ง Satan ต้องการเพื่อสร้างกองทัพปีศาจเพื่อต่อต้านพระเจ้า ดู William I. Thompson. “The time like Bodies took to Fall,” (preface of) in, The Time Falling Bodies Take to Light : Mythology, Sexuality and the Origin of Culture, (New York : 1981) อนึ่งหากดูคำสอนที่เป็นเทวะ/ปรัมปรา-myth” นี้ เป็นไปได้สูงที่ความเชื่อส่วนนี้(พลังของน้ำกาม และผู้ต่อต้านพระเจ้า)ได้รับมาจากศาสนา Zoroaster ซึ่งความเชื่อต่างๆเหล่านี้มีผลอย่างมากต่อวิธีชีวิตของคนคริสต์ อย่างยิ่งในยุคกลาง และส่งอิธิพลต่อกระบวนการการควบคุมทางเพศในยุดวิคตอเรียน
(5)   สำหรับศาสนายิวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Blasphemy การไม่เคารพนี้ไม่เพียงเป็นการละเมิดในพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นความผิด ที่มีโทษสถานเดียวคือความตาย
(6)  ดู Hurtado อ้างแล้ว และ Jeffrey Weeks, “Sexuality Revisitted”,    และ Peter Brown, “Bodies and Mind”,  ซึ่งทั้งหมดเป็นบทความใน Sexuality in History : a reader ซึ่งอธิบายเรื่องนี้ในทำนองเดียวกัน
(7)     ดู ธีรยุทธ บุญมี(2547 : 61 – 65) อธิบายสอดคล้องกับ ไมเคิล ไรท์(2546 : 87 - 92)
(8)     http//www.wikipedia.com/sex/sexualnorm/
(9)   แม้ในสังคมตะวันตกจะมีการให้การศึกษาในเรื่องเพศโดยแพทย์ แต่ทว่าข้อมูลที่ได้จากอาจารย์ ธเนศ ในอเมริกา column ตอบปัญหาเพศที่โด่งดังเขียนโดยอดีตหญิงบริการ และเธอเองก็ยอมรับอดีตของตนอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งคงเกิดขึ้นไม่ได้กับสังคมปากว่าตาขยิบหลายๆสังคม อนึ่งประเทศไทยที่อ้างตนว่าเป็นเมืองพุทธนี้ดูราวกับว่าไม่ค่อยจะรู้เรื่องเกี่ยวกับเพศที่เกี่ยวกับศาสนาตนด้วยซ้ำไป ดู กุลวีร์ ประภาพรพิพัฒน์. แนวคิด และจริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับเพศในพุทธศาสนาเถรวาท. (วิทยานิพนธ์ปริญญาโท คณะศิลปะศาสตร์ สาขาพุทธศาสตร์ศึกษา), ๒๕๔๕. และ ธาวิต สุขพานิช.หัวใจไม่มีส่วนเกิน : ประวัติศาสตร์ผัวเมีย(เอกสารการสัมมนาสถาบันจักรวาลวิทยา ณ คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๕๖ ธันวาคม ๒๕๓๐), เอกสารอัดสำเนา.
(10)   เรื่องการคอบงำในทัศนะของมิเชล ฟูโกต์ให้ไว้ว่า ไม่มีแหล่งอำนาจที่มาจากแหล่งเดียวหากแต่มันกลับดำรงอยู่ทุกๆที่ ซึ่งแสดงตัวในทุกส่วนของความสัมพันธ์ทางสังคมและถูกใช้ในจุดที่แตกต่างมากมาย และภายใต้รูปแบบอันหลากหลาย นอกจากนี้ อำนาจไม่ได้ดำเนินการผ่านตัวแทนเช่น กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ แต่เป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นโดย สภาวะอัตตวิสัย(subjectivity)เป็นความสามารถในการกระทำ ทั้งนี้อำนาจไม่ได้ดำรงอยู่ในฐานะสิ่งที่จับต้องได้ ทั้งยังไม่สามารถเป็นเจ้าของโดยใคร  ยิ่งไปกว่านั้น มันถูกเข้าใจ ในฐานะของ สมดุลแห่งพลังแทบไม่มีความเป็นไปได้ที่จะจำแนกความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ทางอำนาจเพราะรูปแบบของการใช้อำนาจได้ถูกกำกับให้ย้อนกลับไม่ได้(หรืออาจจะเรียกว่าอำนาจทางเดียว) และรูปแบบที่มีมีลำดับชั้น(หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นแบบจากบนลงล่าง) ที่ถูกควบรวม ด้วย ระดับวงรอบ(degree of circumscription)ของความเป็นไปได้ของการกระทำ(ของแต่ละปัจเจกชนในสังคม) อนึ่งอาจพูดได้ว่าชายขอบของ เสรีภาพในการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ ได้ถูกจำกัดในระดับที่สูงมาก  ฟูโกต์ใช้เงื่อนไขเหล่านี้นิยาม การครอบงำ เพื่อ ชี้ถึงอะไรที่เรา เรียกอย่างปกติสามัญว่าอำนาจและอำนาจควรจะถูกมองในฐานะของ ลักษณะของความสัมพันธ์ทั้งหมดทางสังคม ดู Mitchel  Dean. “Michel Foucault : ‘A man in Danger’” In Handbook of Social Theory. George Ritzer and Barry Smart(eds.). London : Sage Publication. pp. 325 – 326.