บทเรียนและการเรียนรู้ของ “เด็กบ้านนอก”

ทุกสังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทั้งนั้น ใครก็ตามที่ไม่เรียนก็จะเสียเปรียบคนอื่นๆที่อยู่ในสังคมเดียวกัน

ผมมาลองคิดและไต่ตรองดู ในเรื่องการเรียนรู้
ทำให้พบว่า ทุกสังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ทั้งนั้น ใครก็ตามที่ไม่เรียนก็จะเสียเปรียบคนอื่นๆที่อยู่ในสังคมเดียวกัน
ผมจึงย้อนคิดถึงปัจจัยในการดำรงชีวิต และได้ข้อสรุปว่า
การที่ชีวิตเราจะพัฒนาได้นั้น ปัจจัยขั้นแรกก็น่าจะมีอาหาร ปัจจัยต่อมาก็น่าจะเป็นการเรียนรู้ครับ
ผมจึงเรียบเรียงเรื่องนี้เป็นอันดับที่สอง



จากการคิดเชิงเปรียบเทียบในระบบสังคม
ผมรู้สึกว่า การเรียนรู้ชีวิตที่เป็นจริงของเด็กบ้านนอกนั้น
น่าจะได้เปรียบเด็กในเมืองมากทีเดียว เพราะสังคมบ้านนอกเป็นสังคมที่แคบในเชิงพื้นที่
แต่ครบถ้วนในเชิงองค์ประกอบ ลำดับชั้น และกิจกรรมทางสังคม ที่มีแทบทุกอย่างให้เห็นในสังคมเล็กๆ
สังคมเดียว และยังมีหลายหน่วยย่อยตามหมู่บ้านต่างๆ ใกล้เคียง ที่มีระบบหลากหลาย
ทั้งในเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่แต่ละหน่วยย่อยมีครบถ้วนในตัวเอง ลักษณะนี้มีความแตกต่างเกือบจะตรงกันข้ามกับสังคมเมืองใหญ่ๆ
ที่อาจจะมีความสัมพันธ์กันกว้างไกลในเชิงพื้นที่ ติดต่อกับคนอื่นๆ ที่ใกล้ชิดในระยะไกล
แต่คนใกล้ๆกันที่เห็นกันแทบทุกวันกลับทำตัวเสมือนแทบไม่รู้จักกัน จึงทำให้ไม่สามารถเห็นและเข้าใจเนื้อหา
และรายละเอียดเนื้อแท้ของสังคม จึงทำให้ดูเหมือนว่า สังคมเมืองจะมีองค์ประกอบไม่ครบ
มีเพียงคนวัยใกล้เคียงกัน ประกอบอาชีพคล้ายๆกัน คบหาและติดต่อกัน เป็นส่วนใหญ่



แต่ในชนบทนั้น สังคมที่อยู่ จะเป็นการอยู่ในสังคมจริง
มีคนทุกแบบ ทุกวัย ทุกประเภทความสัมพันธ์ทางเครือญาติให้เห็น มีกิจกรรมที่ต่อเนื่อง
และครบถ้วนในเวลาไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งเกิด แก่ เจ็บ และตาย และด้วยการอยู่ด้วยกันแบบเครือญาติ
ก็จะมีบทบาทที่ต้องเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเหล่านั้น อย่างจริงใจ
ทำให้เป็นทั้งสถานะทางสังคม และหน้าที่ของทุกคนในแต่ละสถานะ
ที่จะทำให้เกิดความภาคภูมิใจของการมีส่วนร่วม ศักดิ์ศรี ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และความเกรงอกเกรงใจซึ่งกันและกัน
มีการตอบแทนและช่วยเหลือกันแบบผูกพันกันไปตลอดทั้งระบบไม่ขาดสาย



นอกเหนือจากสายสัมพันธ์โดยตรง
ก็ยังมีสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นใหม่ จากการแต่งงานข้ามสายตระกูล
ที่จะสานกันกลับไปกลับมาเป็นเครือญาติที่แนบแน่นกันขึ้นไปอีก และยังเป็นการสร้างฐานทรัพยากรผ่านการแต่งงาน
การสืบทอดมรดก และการก่อเกิดของสายตระกูลที่เข้มข้น ที่แม้จะมีความคิดตั้งต้นที่หลากหลาย
แต่จากการดูแลช่วยเหลือกัน ก็จะทำให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจในการทำงาน
ที่ได้หลักการว่าชอบไม่ชอบก็ยังต้องอยู่ด้วยกัน เพราะที่ดินติดกัน บ้านติดกัน สังคมเล็กๆเดียวกัน
ยังไงก็หนีกันไปไหนไม่ได้



นอกเหนือจากนั้น ก็จะมีการคบเพื่อนในเชิงกิจกรรมทาสังคม
และการนับถือกันแบบ “ญาติของญาติคือญาติ” ที่เป็นตัวประสานสายสัมพันธ์กันได้ทั้งพื้นที่



ประกอบกับประเพณีเดิมๆของ การหาคู่ครอง
ที่พ่อแม่พึ่งพาอาศัยได้ ทุกฝ่ายเห็นชอบ ก็ยิ่งเป็นการสนับสนุนสังคมแห่งการพึ่งพา ทั้งเชิงสังคม
งานบุญ และประเพณี และการร่วมกิจกรรมทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ
ทำให้เกิดระบบการนับถือผู้ใหญ่ ผู้รู้ ผู้มีความสามารถ
ที่เป็นฐานความรู้ทางสังคมแห่งความสุขในสังคมชนบท และไม่พบระบบนี้ในสังคมเมือง
ที่มีการแก่งแย่งแข่งขันของคนที่มีวัย และอาชีพใกล้เคียงกัน
เกิดข้อเปรียบเทียบกันมากกว่าที่จะพึ่งพาอาศัยกัน



จากการพัฒนาการเรียนรู้เชิงสังคม
จะทำให้เด็กในสังคมชนบทเรียนรู้และเข้าใจ โดยแทบไม่ต้องมีการบอกกล่าว
แต่เป็นการเรียนรู้จากตัวอย่างที่เป็นจริง
ทำให้เกิดความเชื่อมโยงของการพึ่งพาและช่วยเหลือกันได้
เกิดเป็นระบบที่เสมือนหนึ่งเป็นสังคมที่มีทรัพยากรหลากหลาย ในทุกระดับพื้นที่
และชนิดของทรัพยากรที่จำเป็นในชีวิต คล้ายๆกับเป็นหน่วยสังคมเดียวกัน
ที่เกิดจากการแบ่งปันและพึ่งพา
แม้ในเชิงแรงงานในการทำงานของแต่ละครอบครัวก็แทบไม่ต้อง “เอ่ยปากบอกแขกช่วยแบกหาม”
แค่รู้ว่าใครมีความจำเป็นในเรื่องใด ก็จะมีอาสาแรงงานที่สนับสนุนช่วยเหลือกัน ด้วยความรู้ที่หลากหลาย
ความถนัดที่หลากหลาย ครบถ้วนพอสมควรทีเดียว ที่สามารถใช้คนให้เหมาะกับงานได้ดี



ความร่วมมือร่วมใจนี้ นำไปสู่การยอมรับนับถือ
การดูแลความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของชุมชน และการปกครอง มีการเลือกผู้นำที่แท้จริง
มีระบบการศึกษาและการพัฒนา การประเมินค่าของคน การถ่ายทอดความรู้และภูมิปัญญา
ทั้งการอยู่ร่วมกัน และการประกอบอาชีพแบบพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ทำให้คนอื่นๆ
และคนใกล้เคียงเสียหาย มีการกำหนดกติกาข้อตกลงกันในชุมชน
เพื่อการควบคุมคนที่ชอบสร้างปัญหา



นอกจากนี้ ระบบของโรงเรียนและการสอนของครูก็มักจะทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของชาวบ้าน
มีชีวิตจริงๆแบบชาวบ้านทั่วไป ครูจะอาศัยอาหารจากวัด ไม่ต้องห่อข้าวไปโรงเรียน
จึงมีความใกล้ชิดและผูกพันอยู่กับวัด ทำให้การเรียนการสอนของโรงเรียนมีความสอดคล้องกับวิถีชุมชน
เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง ได้รับการเคารพนับถือ และการช่วยเหลือเกื้อกูลทุกเรื่อง
นอกเหนือจากระบบการเรียนการสอนธรรมดา และมักจะมีการงดการสอนในช่วงที่ชุมชนมีงานการทำบุญทำทาน
การละเล่น บุญประเพณี การทอดกฐิน และพิธีกรรมเกี่ยวกับการจัดการศพของคนในชุมชน



ความร่วมมือร่วมใจของชุมชนทำให้ชุมชนตื่นตัวในการพัฒนาที่สาธารณะ
ด้วยเจตจำนงว่าเป็นพื้นที่ของทุกคน ทุกครอบครัวได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน

แม้คำรวมๆจะเป็นการทำเพื่อสังคม หรือทำเพื่อการเคารพนับถือธรรมชาติ ที่มักจะมีการสร้างนิทานของท้องถิ่นขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความคิด
ตามความเชื่อ และสืบต่อการเล่านิทานของชุมชนก็ตาม
ซึ่งก็ทำไปเพื่อความเป็นหนึ่งของชุมชนอย่างแยบยล



การเรียนรู้จากการสังเกตธรรมชาติของฤดูกาล ทำให้เด็กบ้านนอกมีความรู้
และเข้าใจความไม่แน่นอนของระบบธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ภัยแล้ง อุทกภัย เห็นการปรับตัวของชุมชน
จากการวางแผนการเตรียมการป้องกันทั้งในส่วนครอบครัวย่อยๆ และระดับชุมชน มีทั้งกติกา
และแผนความร่วมมือในการลดผลกระทบ ที่สำคัญด้านน้ำดื่ม ที่ขาดไม่ได้ เป็นแหล่งน้ำที่ต้องรักษาไว้ให้ดีที่สุด
คือ บ่อน้ำสะอาดในวัดทุกแห่ง จะเป็นศูนย์รวมของจิตใจของชุมชนในเรื่องนี้อย่างน่าประทับใจมาก
น้ำใช้นั้น รองลงมายังพอหาได้บ้าง
แต่ก็ต้องช่วยกันดูแลรักษาให้รอดผ่านวิกฤติภัยแล้ง และ สุดท้ายน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์
ที่ต้องตกลงกันอย่างชัดเจนว่า ห้ามนำสัตว์ลงไปลุยให้เสียหาย โดยเฉพาะควาย



ในกรณีน้ำท่วมนั้น
ระดับครอบครัวทุกครอบครัวมีแผนเตรียมการรองรับแบบป้องกันล่วงหน้าไว้ทุกปี
ก็เตรียมการอพยพสัตว์ใหญ่ล่วงหน้าไว้เลย โดยเฉพาะวัว ควาย ก็จะย้ายเขตที่เลี้ยงไปเลย
มีคอกสำรอง และที่พักสำรองไว้ในที่สูง และทำเป็นกิจวัตรประจำปี
พืชที่ปลูกก็จะเตรียมการลกผลกระทบ ทำไว้หลายแห่ง และถ้าไม่รุนแรงก็เก็บได้ทัน
โดยไม่ต้องหวังให้ใครมาช่วย หรือเงินชดเชยใดๆ
สำหรับสุกรและไก่ก็จะทำคอกที่ปรับระดับสูงต่ำได้
ที่ไม่เคยคิดหวังพึ่งภายนอกดังเช่นปัจจุบัน ในครัวเรือนก็จะมีการเตรียมข้าวสาร
เตรียมฟืน เตรียมไม้ทำสะพานเดินในชุมชน ที่จะต่อเชื่อโยงใยกันทั้งพื้นที่
ไม่มีบ้านหลังใดที่ไม่มีสะพานถึงหัวบันได
นี่ก็เป็นบทเรียนที่ได้จากการอยู่ในชุมชนที่มีการเตรียมการป้องกันภัยพิบัติ
ด้วยตัวเอง



ในด้านการทำมาหากิน แต่ละครัวเรือนในชนบทจะมีการวางแผนการพัฒนาอาชีพ
การพัฒนาการใช้ที่ดิน ต้นไม้ ป่าชุมชน ป่าส่วนบุคคล แหล่งน้ำส่วนรวม
การทำทำนบกั้นน้ำ ที่มีทั้งส่วนรวม และส่วนบุคคล ถ้าจะมีการตีราคาที่ดินเพื่อการซื้อขายในชุมชนนั้น
พบว่าจะตั้งกันไปตามระดับผลผลิตข้าว และอื่นๆ ที่ได้จากการใช้ที่ดิน ที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับระยะทางจากถนนดังเช่นในปัจจุบัน
บางทีและส่วนใหญ่ไม่มีถนนหรือทางสาธารณะเข้าถึงที่ด้วยซ้ำ และส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการทำนาเป็นหลัก
เช่น พื้นที่นาโคก ที่มักจะมีราคาถูกกว่านาทุ่ง และนาดอนก็จะถูกกว่านาลุ่ม
ที่สวนจะไม่ค่อยมีราคา แต่อาจตีราคาตามต้นไม้และผลผลิตที่มีในพื้นที่มากกว่า



การเติบโตอยู่ในสังคมบ้านนอก ทำให้ได้ความรู้เรื่องการทำนา
ที่ต้องประสานหลักๆกับแรงงานที่มีในครัวเรือน และมองหาเพื่อนหรือญาติพี่น้องเป็นแรงงานเสริม
โดยการไป “เอาแรง” ผูกมิตร ทำงานให้เขาก่อน แล้ววันหลัง เขาก็จะมาช่วยเรา
ที่เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน สิ่งที่น่าแปลก
และผมยังไม่ค่อยเข้าใจมากนักก็คือ “เขยใหม่” มักจะให้ทำนาที่ทำยาก และลำบากกว่าเขยเก่า
อาจจะเป็นการทดสอบพลัง และท้าทายความสามารถ ก็เป็นได้



การวางแผนการทำงานต้องประสานกับการใช้แรงงานคน
แรงงานสัตว์ และแรงงานเสริม จากการวางแผนประสานความร่วมมือในชุมชนเรื่องแรงงาน
ดังกล่าวแล้วในเรื่องการไป “ช่วยผู้อื่นก่อน แล้วผู้อื่นจะมาช่วยเรา” หรือกลับกัน
เมื่อใครมาช่วยเรา เราต้องหาโอกาสไปช่วยเขาเป็นการตอบแทน



เรื่องนี้พบทั้งในการประกอบอาชีพและการทำงานบุญต่างๆ
งานบวช งานกฐิน งานแต่งงาน การเฝ้าดูแลยามเจ็บป่วย และงานศพ
ที่เป็นวัฒนธรรมชนบทที่ยังติดพันมาจนถึงปัจจุบัน



เรื่องที่ผมเรียนรู้อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับความเสี่ยงในการประกอบอาชีพก็คือ
ความเสี่ยงในการเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย หมู สุนัข ไก่ เป็ด ที่จะมีโรค “ห่า”
และโรคระบาดต่างๆ เกือบทุกปี ที่ดูเหมือนจะมีอัตราเสี่ยง แต่ก็ไม่พบว่ามีการตายแบบ
100%
สักครั้งเดียว จะมีสัตว์เหลือรอด ขยายพันธุ์ต่อมาทุกครั้ง
ที่อาจจะเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติก็เป็นได้



การทำมาหากินในชนบทนั้นจะอาศัยธรรมชาติมาก อาหารจากป่ามีมากมาย
แต่ก็จะปลูกไม้ผลและไม้ใช้สอยรอบบ้าน บางครอบครัวที่มีที่สวนหรือบ้านริมน้ำก็จะทำสวนผลไม้
ส่วนผักสวนครัวมักทำที่นา ปลูกผักตามหัวนา การปลูกที่บ้านมักมีปัญหาเรื่องไก่ และสัตว์เลี้ยง
จึงต้องไปปลูกไกลหมู่บ้าน ถ้าจะมีการปลูกพืชไร่ ก็จะทำไร่บนหัวนา ที่เป็นนาโคก
น้ำไม่ท่วม แต่ก็จะปลูกเฉพาะผักที่ไม่มีในธรรมชาติในฤดูที่ไม่สะดวกในการเดินทางไปเก็บผักธรรมชาติ
นอกนั้นมักจะพึ่งธรรมชาติเป็นหลัก



ในป่าธรรมชาตินั้น นอกจากจะเป็นแหล่งเก็บหาผัก
และผลไม้แล้ว ก็ยังมีการเก็บสมุนไพร การล่าสัตว์ และการหาไม้สร้างบ้าน การหาไม้ฟืน
ที่มักจะมีการนำฟืนมาตากให้แห้ง โดยทำเป็นค้างผักเลื้อยต่างๆ พอเก็บผักหมด
ก็นำค้างไปทำฟืนต่อไป ที่เป็นการผสานการเก็บฟืนกับการปลูกผัก ได้อย่างกลมกลืน



ในขณะเดียวกัน บ้านที่เลื่อยไม้สร้างบ้าน
ก็จะพยายามเก็บปีกไม้มาทำสะพาน “แผ่นเดียว” ในฤดูน้ำท่วม ทั้งแบบชั่วคราว และถาวร ที่ทุกคนในชุมชนต้องหัดเดินให้เป็น
ทั้งการเดินตัวเปล่า และหาบของ ขนของ
การทำสะพานแผ่นเดียวนี้จะทำคานรองรับค่อนข้างกว้าง เผื่อไว้เดินหลบกันเวลาเดินสวนทางกัน



ประสบการณ์ด้านระบบการเรียนนั้น ก็มีเฉพาะการบวชเรียน
ที่พัฒนามาจากระบบเดิม ที่มีการเรียนในวัด
แต่เมื่อมีการพัฒนาเป็นโรงเรียนก็ยังมีเด็กผู้ชายไปออกบวชเพื่อเรียนในระดับต่างๆ
ที่พัฒนามาเรื่อยๆ จนกระทั่งในปัจจุบัน มีการบวชเรียนจนจบถึงระดับปริญญาตรี โท เอก
ก็ยังมี



นอกเหนือจากการทำมาหากินในชุมชน
ในช่วงที่ชุมชนมีปัญหาวิกฤติมากๆ ก็จะมีสมาชิกในครอบครัว อาสาไป “แสวงโชค”
หางานทำในเมือง ส่วนใหญ่ แบบชั่วคราว ไม่กี่เดือน ก็กลับมาทำงานที่บ้านต่อ
บางคนอาจจะเป็นสองสามปี ที่เป็นที่มาของการอพยพแรงงานในระยะต่อมา



การอพยพแรงงานของคนหนุ่มสาวที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุดก็คือช่วง
การเปิดโรงงาน ที่ดังที่สุดในสมัยนั้นก็คือ โรงงานทอกระสอบ ประมาณปี 2505

ที่ทำให้งานสงกรานต์ปีนั้นเงียบเหงา ขาด “วัยรุ่น” ที่กลับกลายไปเป็น “วัยแรงงาน”ที่เป็นคนเชื่อมต่อวัฒนธรรมประเพณี
แทบจะไม่มีกิจกรรมใดๆ เป็นเวลาหลายปี กว่าชุมชนจะปรับตัวได้ก็อีกเป็นสิบปีต่อมา
ที่เป็นการกลับไปเยี่ยมบ้านของคนอพยพแรงงาน ที่ก็กลับมาบ้านเพียงช่วงสงกรานต์ไม่กี่วัน
แล้วก็หายไปอีกเป็นปี ที่น่าจะเป็นต้นเหตุของการล่มสลายทางสังคมของชุมชนชนบท
และการปรับเปลี่ยนแนวคิดแบบชนบทบ้านนอก ไปเป็นแนวคิดของชุมชนเมือง อย่างรวดเร็ว



มีการรับประเพณี ความคิด และความสัมพันธ์แบบของชุมชนเมืองมาใช้อย่างมากมาย
ทั่วไปจนแทบไม่มีความแตกต่างกันแล้วในปัจจุบัน

จึงขอบันทึกไว้เพื่อกันลืม ว่าชนบทเคยมีอะไร
เผื่อเป็นประโยชน์ในเชิงแนวคิดและการปรับใช้ครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้เพื่อชีวิต



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะอาจารย์ เป็นบันทึกที่ทำให้เห็นภาพรวมของชนบท จริงๆ

ชลัญภูมิใจในความเป็นบ้านนอกของตัวเองเสมอ  

ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆนั้น หล่อหลอมให้เรามีจิตใจอ่อนโยน  เอื้ออาทร 

ทุกวันนี้พยายามปลูกฝังให้ลูกภูมิใจในบ้านนอก  แต่ดูเหมือนจะต้านกระแส

สังคมเมืองไม่ไหว เพราะคนรอบข้างหลายคน พยายามพลักใสให้ เอาหมวยน้อยไปเรียนในเมือง

ยังไม่รู้จะต้านแรงบีบได้แค่ไหน  แต่อย่างน้อยๆก็ปลูกฝังให้เขารักบ้านเกิด ไว้ก่อน ค่ะ 

เมื่อที่ผ่านมามีเทศกาลเที่ยวพิมาย เพื่อนมาจาก กรุงเทพ เป็นคนกทม.แต่กำเนิด ชลัญ

พาเขาไปสวน เขาตื่นเต้นมาก เห็นเรืออีโปงจริงๆครั้งแรกในชีวิต ทั้งที่ อายุ 48 ปี แล้ว  น่าสงสารจริง ค่ะ

จะเป็นอะไร ก็ขอให้ทำดีที่สุดแบบ "รู้จักตัวเอง" จะไม่มีทางตกต่ำครับ

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณอาจารย์มากๆค่ะที่เขียนเก็บเอาไว้ เพราะตัวเองไม่มีโอกาสดีๆแบบนี้ เหมือนที่น้องโจ้บอกว่าคนในเมืองน่าสงสาร ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ความเป็นธรรมชาติ ชีวิตที่เป็นพื้นเพแท้ๆของคนไทยเรา ตอนนี้เวลาได้เห็นอะไรที่เป็นของพื้นที่พื้นถิ่นแล้วเจ้าของพื้นที่ไม่เห็นคุณค่า จะรู้สึกเสียดายแทนมากๆค่ะ 

ผมบันทึกไว้ให้คนได้มีโอกาสคิดตามว่าระบบเดิมๆของเราเป็นอย่างไร ต่อไปจะรวมเล่มจัดพิมพ์ ใส่รูปประกอบครับ

 

ตอนนี้เน้นเนื้อหาก่อน อาจจะอ่านเข้าใจยากนิดหนึ่งครับ

 

ขอบคุณครับ