ฉันควรภาคภูมิใจใน “เตี่ย” นะ เพราะ ความดีความซื่อสัตย์ของเตี่ย นั้น เป็นมรดกของครอบครัวที่ทรงคุณค่าที่สุด


การเขียนถึง “พ่อ” นี้ สำหรับฉันแล้ว...ยากจริงยากจัง พอๆ กับที่ให้เขียนถึง “แม่” นั่นแหละ

เพียงแต่ยากไปคนละแบบ เพราะฉันสนิทกับแม่ อยู่กับแม่ ซึมซับรับรู้และชื่นชมแม่ เป็น “ต้นแบบ”

สำหรับ “เตี่ย” ฉันเป็นลูกหลงคนเล็กที่ยังเล็กมากเมื่อเตี่ยจากไป จึงมีข้อมูลของเตี่ยน้อยมาก

สรุปว่าหาการจะเขียน ”บันทึก” ให้ได้อย่างใจนึกคิด...ทั้งการมีข้อมูลมากและน้อยเกินไป...ก็ล้วนเป็นอุปสรรคเหมือนๆ กัน


จำได้คร่าวๆจากคำบอกเล่าของแม่และพี่ๆ รวมทั้งญาติผู้ใหญ่บางคนที่กล่าวเกี่ยวกับ “เตี่ย”

เตี่ยเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารประเทศไทย ตั้งแต่อายุ 15 ปี บ้านเกิดคือ “ไซตั่ง ซัวเถา” ประเทศจีน เตี่ยเป็นคนแซ่เฮ้ง เป็นลูกชายคนที่ 2 มีพี่น้อง 3 คน ชาย 2 คน หญิง 1 คน และคุณอาหญิงคนเล็ก (อาโส่ยโกว) ก็มาตั้งรกรากมีครอบครัวที่เมืองไทยด้วย เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีที่แล้วนี่เอง


เตี่ยเป็นชายร่างเล็กบาง

ฉันคิดว่าเตี่ยเป็นคนหน้าตาดีคนหนึ่งนะ (ต้องไปค้นหารูปก่อน) เตี่ยใจร้อน ปากไว เข้มงวด หัวโบราณ แต่ใจดีและใจบุญอย่างที่สุด และเป็นพ่อที่ “ใจดี” สำหรับลูกคนเล็กอย่างฉัน (พี่ๆบางคนอาจไม่เห็นด้วยกับฉันก็ได้ฮาๆๆๆ) ก่อนแต่งงานอยู่กินกับแม่  เตี่ยเคยแต่งงานกับ “แม่ใหญ่” ซึ่งเป็นสาวสวยชาวสวน มีลูก 5 คน และเมื่อแม่ใหญ่ป่วยเป็นอัมพาตกว่า 10 ปี จึงอนุญาตให้เตี่ยแต่งงานใหม่กับแม่ (ซึ่งอายุน้อยกว่าเตี่ย 19 ปี) และแม่ก็ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลปรนนิบัติ “แม่ใหญ่”ยามเจ็บป่วยหลายปี จนท่านจากไป


ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่

แม้จะมีการทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างของพี่ๆน้องๆในวัยไล่เลี่ยกัน แต่ไม่เคยแบ่งแยก อิจฉาริษยากัน หากรักและช่วยเหลือดูแลกันราวกับเป็นพ่อแม่เดียวกัน


เตี่ยทำงานหลากหลายอาชีพ 

ส่วนใหญ่เป็นงานรับจ้างใช้แรงงาน เพราะเรียนหนังสือน้อยและไม่มีเงินทุน  ทั้งทำสวนหมากสวนพลู สวนผัก ต่อมาเป็นหัวหน้าคนงานคุมไซต์งานก่อสร้าง จนกระทั่งออกมาเป็น “เถ้าแก่” รับเหมาก่อสร้างเอง ล้มลุกคลุกคลานจากการทำงานและล้มละลายจากการลงทุน จนต้องอพยพครอบครัวไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ครอบครัวแตกกระสานซ่านเซ็น 7 ปี และได้กลับมารวมตัวกันเป็นครอบครัวอีกครั้ง


การล้มละลายของเตี่ย

เป็นบาดแผลของครอบครัว ด้วยความซื่อสัตย์ ยอมแบกรับหนี้สินทั้งหมดแทนการเรียกร้องความรับผิดชอบจากหุ้นส่วนที่ทำธุรกิจร่วมกัน ทำให้เตี่ยต้องขายสมบัติทุกอย่าง ยอมเสียเกียรติแต่ไม่ยอมเสียสัตย์  ลูกเมียต้องระหกระเหินลำบากยากจน พี่ๆ ไม่ได้เรียนหนังสือเพราะไม่มีเงิน ต้องทำงานเพื่อช่วยครอบครัว


ในวัยเด็ก... ฉันเคยคิดน้อยใจ 

เตี่ยเราเป็นคนล้มละลายขายบ้าน ล้มเหลว เป็น “แผล/ปม” ในชีวิตที่ฉันรู้สึกอับอาย และน้อยใจที่มีเตี่ยเป็น "เจ๊ก/จีน"  เคยไปสอบเข้าเรียนต่อระัดับมัธยมในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด ชื่อโรงเรียนก็เกี่ยวกับเจ้าๆ นายๆ ตอนสอบสัมภาษณ์ อาจารย์บอกว่า "น่าจะเปลี่ยนแซ่ไปใช้นามสกุลเสียนะ" ในวัยนั้น แมัยังเด็กมาก แต่ตัดสินใจว่าหากการใช้ "แซ่" ซึ่งแสดงถึงกำพืด/เทือกเถาเหล่ากอ ของตัวเอง ไม่ได้รับการยอมรับ ฉันก็ไม่อยากเรียนที่โรงเรียนอันทรงเกียรติแห่งนั้น สละสิทธิ์ไปโดยไม่ได้บอกใครเลย


เมื่อถึงวัยหนึ่ง จึงตระหนักชัดว่า...

แม้เตี่ยจะเป็นเจ๊กเป็นจีนบ้านนอก ไม่เก่ง ทำธุรกิจล้มเหลว ทำให้ทุกคนในครอบครัวลำบาก ...

แต่เตี่ยเป็น “คนดีที่ซื่อสัตย์” ที่ทุกคนซึ่งได้รู้จักต่างรับรองว่าเป็นเช่นนั้น

อะไรจะสำคัญไปกว่าการเป็น "คนดี" อีกเล่า


ฉันยิ้มอยู่นาน 

รู้สึกถึงมืออุ่นๆ หยาบกร้านที่จับจูงฉันไปเดินเล่นยามเย็นเมื่อวัยเด็ก

ความอบอุ่นที่หัวใจ ที่เกิดจากน้ำตาอุ่นๆ แห่งความรักและระลึกถึง ทำให้รู้สึกตัวว่า...

ฉันควรภาคภูมิใจใน “เตี่ย” นะ เพราะ ความดีความซื่อสัตย์ของเตี่ย นั้น เป็นมรดกของครอบครัวที่ทรงคุณค่าที่สุด

ตอนนี้...พูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า...

เตี่ยเป็นผู้ชายที่ “หล่อที่สุด” เลย...