ผมได้เขียนบทความเสนอให้คนไทยเลิกใส่  กกน. ตามก้นฝรั่งไว้หลากหลายที่  มีท่านผู้อ่านกรุณาให้ความเห็นกันก็หลายท่าน  ทุกท่านเป็นผู้ชาย ไม่มีผู้หญิงให้ความเห็น  (นอกจากแซว)  ทั้งที่ผมว่าผู้หญิงนั่นแหละ ที่ควรเลิกใส่กกน.กว่าผู้ชายเสียอีก  เพราะไม่มีประเด็น “เด่นเป็นสง่า”  ให้ต้องกังวลเหมือนผู้ชาย


ประเด็นสำคัญที่ท่านชายหลายท่านเป็นกังวลคือ หากไม่ใส่กกน.  จะเกิดโรคไส้เลื่อน


ซึ่งผมขอตั้งข้อสังเกตว่า  ทำไหม หมา แมว ก็ไม่เห็นเป็นไส้เลื่อนกันนะครับ  ทั้งที่มันวิ่ง กระโดด  ไล่จับสัตว์กินมาก และรุนแรง  ส่วนกวาง ก็ต้องวิ่งหนีอย่างรวดเร็วและกระแทกทั้น    ก็ไม่เห็นว่าเป็นไส้เลื่อน  ยิ่งจิงโจ้ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันวิ่งแบบกระโดดสองขาตลอดเวลา  (เพื่อนเคยซื้อถุงหำจิงโจ้มาฝากจากออสฯ ขำแทบแย่)


 เรื่องไส้เลื่อนจากการไม่ใส่กกน. นี้ผมว่ามันเป็นความเชื่อ ( myth)   เสียมากกว่า  ลองไปดูสิ คนเป็นไส้เลื่อน ใส่กกน. กันทุกคน (๕)  ส่วนคนไม่ใส่ กกน.  ไม่เห็นว่าเป็นไส้เลื่อนกันสักคน  (เพราะมันไม่มีคนพวกนี้ ๕๕๕)


สมัยผมเป็นเด็กอายุสัก ๑๐ ขวบ ชอบเล่นบอลมาก ด้วยความกลัวเป็นไส้เลื่อนเลยขอเงินแม่ไปซื้อ สปอดเต้อ (supporter) ...มันเป็นกกน. แบบรัดแน่น ทำด้วยยางยืดหนา  มาวันนี้คิดแล้วยังขำไม่หายที่เราไฮโซปานนั้น ทั้งที่เพื่อนๆทั้งหลายมันก็ิวิ่งเล่นเหมือนเรา ก็ไม่เห็นว่ามันเป็นไส้เลื่อนกันสักคน 


ผมเห็นว่าวัฒนธรรมการใส่ กกน. มันมาจากฝรั่งยุคหลังที่นิยมหันมาใส่กางเกงฟิต  (เช่น พวกคาวบอย)  ทำให้เกิดการเสียดสี และ เด่นเป็นสง่า  (โดนสองเด้ง )  ก็เลยจำเป็นต้องใส่ กกน.  โดยเฉพาะเมืองหนาวก็ยิ่งดี เพราะมันช่วยป้องกันปิ๊มป่อมหนาวได้อีกด้วย


ส่วนไทยเราเมืองร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องใส่  แต่วันนี้หันมาใส่กก. แบบหรั่ง ก็อาจจำเป็นโดยอ้อม เพราะหากไม่ใส่มันอาจ “เด่นเป็นสง่า”  (อย่างที่ ดร. ธวัชชัย  ท่านให้ความเห็นไว้) 

หรือว่านี้เป็นวัฒนธรรมเลืยนแบบหรั่ง (เพราะบูชาหรั่ง)  อีกรูปแบบหนึ่ง ที่แฝงมากับ "นักเรียนนอก"  ตั้งแต่สมัยโบราณ (เรื่องนี้่ทำเป็นวิทยานิพนธ์ ป. เอก ด้านประวัติศาสตร์ หรือ พฤติกรรมศาสตร์ได้เลยนะ) 


มีงานวิจัยสองสามชิ้นระบุว่า เพศชายวันนี้เป็นหมันกันมาก  ...ผมเดาทันทีว่าอาจมาจากกกน. นี่แหละ ที่มันรัดปิ๊มป่อม ทำให้อุณหภูมิน้ำเชื้อสูงขึ้นได้สองสามองศาสบายๆ  ตามหลักวิศวกรรมศาสตร์ของการส่งผ่านความร้อน  ..มีงานวิจัยอีกว่า การได้ลูกเป็นเพศหญิงชาย นั้นมาจาก อภ. นำเชื้อ ในปิ๊มป่อม ในขณะที่ฉีดเข้าไปผสมกับไข่  ....ทำให้ผมคิดต่อไปว่า วันนี้มีเพศที่สามเยอะมาก อาจเป็นเพราะกกน. หรือเปล่า ที่สร้าง อภ. ปป.  สูงเกินไป


ส่วนกก.นอก  นั้น ผมอยากเห็นประเทศไทยเรา มีการปฏิวัติวัฒนธรรมพอเพียง ด้วยการหันมาใส่  กางเกงเล  (โดยไม่ต้องใส่ กกน.)  รองเท้า ก็หันมาใส่รองเท้าแตะ และรองเท้าสาน  เสื้อก็ม่อฮ่อม  หรือเสื้อยืด 


ชุดแบบนี้ แม้ไทยเราไม่ใส่ ฝรั่งอาจใส่ จนกลายเป็น “ชุดสากล”  ในที่สุด  ไม่เชื่อไปเดินแถวถนนข้าวสารดูสิ  จะเห็นว่า ฝรั่งจำนวนไม่น้อยแต่งกายดังว่า  ส่วนคนไทยแถวถนนข้าวสารกลับแต่งรัดรูปแบบฝรั่ง 


น่านิยมผู้ชายพม่าที่ยังใส่โสร่ง   (ไทยเราแถวอีสาน  อีกทั้งไทยมุสลิม ก็ยังใส่)   แต่ถ้าเราใส่กก.เล  รับรองว่ารบกี่ครั้งก็ชนะพม่า  เพราะมันทะมัดทะแมงกว่าในการรบ ทำงาน  แต่ก็ one size fits all เหมือนกัน ทำให้ประหยัดเงิน เวลา ในการตัดเย็บ 


สำหรับท่านหญิง  ไม่มีประเด็น “เด่นเป็นสง่า”  ก็ยิ่งน่าไม่ใส่ กกน. มากกว่าผู้ชายเสียอีก  ส่วนยกทรงนั้นก็ไม่เห็นมีความจำเป็นใด  ปล่อยมันโยกย้ายซ้ายขวา   ดูเซ็กซี่ออกจะตายไป  ส่วนพวกแ่ก่ๆที่ห้อยโตงเตงเป็นถุงกาแฟก็ดูดีไปอีกแบบ   ...อย่างน้อยก็ทำให้ปลงและระลึกถึงคำสวดพระเวลารับผ้าบังสุกุล..... อนิจจังวัตตะสังขารา อุปาทะวะยะธรรมมิโน อุปชิตวานิรุตชันติ เตสังวูปะสะโม สุโข


...คนถางทาง (ธค. ๒๕๕๕)