ประสบการณ์การบวชสามเดือนที่วัดป่าธรรมอุทยาน จังหวัดขอนแก่น (ตอนที่ 5)

สิ่งที่ผมประทับใจมากๆ ที่สุดในตอนบวชสามเดือนที่วัดป่าธรรมอุทยาน จังหวัดขอนแก่น ก็มีเรื่องหนึ่งครับ…เมื่อผมเข้าไปวันแรกๆ..ก็เจอหลวงพ่อกล้วย ท่านบอกว่า ให้ผมดับ “สัญญา” นะ สัญญาคือความจำครับ…ท่านบอกว่าผมเป็นอาจารย์มีความรู้มาก ต้องดับความรู้เดิมก่อนไม่งั้นยาก…จริงครับ..เข้าไปนี่นั่งภาวนาเมื่อไหร่ได้คิดเป็นตุเป็นตะ..(เรียกว่าสังขาร หรือการปรุงแต่ง) …หลวงพ่อสอนให้เราดูลมหายใจ…เมื่อดูจนเราสงบ แล้วก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า สติ…ตรงนี้แหละครับ..เอาไปดูความคิดว่าเกิดการปรุงแต่งรึเปล่า..ถ้ามันปรุงแต่งก็ดับ…รีบดับครับ..เพราะไม่งั้นสิ่งที่เราปรุงแต่งมาจากความทรงจำ จะเริ่มกลายเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาในใจ…พอดับบ่อยๆ..ความคิดดังกล่าวมันจะเริ่มดับ..จากเดิมถ้าเราไม่มีสติ พอเจออะไรมากระตุ้น ความจำก็จะถูกปลุกให้มาแล้วปรุงต่อไปเป็นเรื่องเป็นราวสร้างความสุข ความทุกข์ให้เรา…ปรุงเรื่องนี้แล้วก็ไปปรุงเรื่องอื่น ปรุงไปเรื่อย จนเหนื่อย ที่สุดพอเริ่มดับ..มันก็ดับลงจริงๆ…พอเจอความคิดอะไร ผมก็ตัดเข้าลมหายใจ…มันก็ดับ…คิดอีกดับอีก…ดับไปเรื่อยๆ…


….

เริ่มสังเกตครับ…คราวนี้ พอดับแล้วมันก็ไม่มีเชื้อครับ..เห็นแค่ยิ๊บๆ ไม่ทันคิดก็ดับตั้งแต่ต้นแล้ว…ดับไปดับมา เริ่มเห็นครับว่ามันหมดไปทีละเรื่อง…เช่นสัปดาห์แรก..จะคิด จะปรุงเรื่องหนึ่งเยอะ..ชนิดสมองหมุนติ้ว เลย…พอดับมัน มันก็เลยคลายๆ…คลายๆ จนเริ่มไม่มีอิทธิพล….สัปดาห์ที่สองก็จะมีเรื่องมาปรุงใหม่ หมุนติ้วเลย..ปรุงจนหัวระเบิด…พอดูลมหายใจ มีสติ ก็เริ่มมาดับก็หายอีก…แล้วก็มีเรื่องผุดมาให้คิดอีกในสัปดาห์ถัดไป..ก็ดับลงอีก…

…..

มาเดือนสุดท้าย…ก็เข้าป่าช้า…ก็เห็นความกลัว..คราวนี้มาที่ความรู้สึก ตอนนอนอยู่คนเดียวก็เห็นเลย พอรู้สึกกลัว เห็นความมืด…ก็เลยครับ ผีมาเลย. ปรุงแหลก แต่โชคดีที่ฝึกลมหายใจ ฝึกดับ..คราวนี้ดับได้เร็ว คืนแรกก็ผ่านแล้ว…ก่อนออกจากป่าช้าก็เจออาการอยากอวดคนอื่น…ก็ดับได้อีก…

….

แน่นอนทั้งหมดนี้ ผมต้องบอกว่าที่ดับได้ ยังชั่วคราวอยู่ครับ..มันยังนอนก้นอยู่ แต่มันไม่รบกวนผมมากเหมือนก่อน…และผมก็เห็นเลยครับ..สัญญา นี่คือ “กรรม” ครับ…มันคือเครื่องสร้างกรรม ด้วยความจำความคิด ที่อยู่ในสมองคุณ…ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี…มันจะตามหลอกหลอนคุณเลยครับ..พอถูกกระตุ้นด้วยอะไรก็ตาม หรืออยู่เฉยนี่แหละ มันยังถูกดึงให้มาคิดอีก…แล้วถ้าย้อนกลับไปในอดีต…เราจะพบว่า ความจำอยู่เบื้องหลังการพูด การกระทำ ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี…ทำให้เราไปก่อกรรมดี หรือไม่ดี…แล้วก็รับผลของมันเก็บมาเป็นความทรงจำ ที่จะส่งอิทธิพลต่อคุณไปตลอด

…..

ความจำ (สัญญา) มีอิทธิพลต่อเราจริงๆ อย่างลึกล้ำและถ้าเราไม่กลับมาดูลมหายใจ ดูลมหายใจเรา เราก็ยากที่จะหามันเจอครับ ว่ามันอยู่ที่ไหน..เพราะมันกลายเป็นตัวเรา บุคลิกเราไปจนแทบจะแยกไม่ออก…ระหว่างบวช ผมเจอ “เครื่องสร้างกรรม” ของผม ที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมหลัก ของผมหลายตัวครับ..ทั้งดีไม่ดี..ถึงแม้ผมจะอ่านหนังสือจิตวิทยา สอน และทำเรื่อง AI มานาน..ที่ก็บวกสุดๆ…คุณอาจคิดว่า…อ้อไปทำแบบทดสอบทางจิตวิทยาก็หาเจอหรอก ไอ้ที่คุณอยากหาอะไรที่ซ่อนเร้นอยู่…แน่นอนครับ..อาจหาเจอ ส่วนผมทำมาเยอะครับ ก็เคยเจอ ก็ตื่นเต้นครับ..เฮ้ย เจอตัวกูแล้ว..ครับ..เจอจริงแต่ไม่มีกำลังพอ….หลายครั้งไอ้เรื่องไม่ดี หรือเรื่องดีๆ มันก็ดับลงยาก…และยังมาเป็นปัจจัยผลักดันเราได้ต่อไป…เพราะอะไรครับ เพราะเราไม่มีกำลังจะดับ จะคลาย เพราะเราขาดการสร้างสติ ครับ (ทำด้วยการมาดูลมหายใจเข้าออก เราเรียกว่าว่า ทำสมถะ) พอเรามีสติ…เราจะไวพอที่จะเห็นความคิด ความรู้สึกไม่ดี หรือดีมันเกิด…พอเห็น เพียงเรารู้สึกมันก็ดับไปเอง พอดับไปๆ บ่อยๆ..สัญญานั้นก็จะไม่มีกำลังมาก่อตัวอีก…หากสัญญาคือกรรม.. เมื่อเราไม่ฝึกตัว..กรรมเก่า ยังเป็นฐาน เป็นเชื้ออย่างดีให้เราก่อกรรมใหม่…แต่หากเราฝึกตัว กรรมนั้นก็ลดอิทธิพลลง…มันไม่ได้หายไปนะครับ มันยังอยู่ เพียงแต่มันไม่เป็นฐานให้เกิดกรรมใหม่ๆ อีก..

ยังไม่ไกลจากจิตวิทยาครับ..ในระดับโลกเล่มไหนเล่มนั้น..หลังจากวิเคราะห์เจาะลึกว่าคุณเป็นใครแล้ว ตอนจะปรับปรุงใจคุณให้ดีขึ้น..ก็มักจะมีการพูดถึง Mindfulness มายด์ฟูลเนส หรือเรื่องสติ..(แต่แบบฝรั่งๆ..บางทีก็มาทางพุทธเลยเช่นสายจิตวิทยาบวก)...

คุณอาจรู้สึกว่า คุณก็อ่านหนังสือธรรมะ ฟังธรรมะอยู่ทุกวัน ก็ถือว่าได้ภาวนาเหมือนกัน…ได้ครับ..ถ้าคุณมาฐานคือกำลังสติดีพอ…ผมเอง ผมอ่านมา 20 ปี ครับ..รู้เยอะครับ ขนาดเคยทำกลุ่มศึกษาพุทธศาสตร์ ลาดกระบัง ตอนเรียนอยู่ที่นั่นเป็นกลุ่มบุกเบิกเลย… ผมมีส่วนวางรากฐานของชมรม และเป็นสาเหตุของการพาคนมาบวชเรียนไม่ต่ำกว่า 200 คน…สมัยก่อนเรียกว่าอ่านหนังสือศึกษา เพื่อไปตอบคำถาม เพื่อโน้มน้าวชวนคนไปบวช…ดูเหมือนผมรู้เยอะๆ…20 ปีมาแล้วที่ผมฟังเทป ซีดีธรรมะมันทุกวัน..ฟังมาเป็นพันตอนแล้วครับ…หนังสือนี่ทุกสำนัก..แต่ขอโทษครับ..เมื่อมองย้อนกลับไป ผมเหมือนรู้มากๆครับ..แต่สามารถทำผิดศีลได้ไม่ยาก…กำลังคิดถึงธรรมะอยู่ดีๆ นี่แหละ เจอวงเบียร์ในหมู่บ้าน…ลืมครับ..ถึงขั้นเข้าไปนั่งคุยปรัชญาชีวิต พร้องเมาเบียร์กลับบ้าน ไปโกหก ภรรยาว่าไม่ได้กินเบียร์เยอะนะ กระป๋องเดียวเอง  ทั้งสุราเมรยะ และมุสา นี่ผิดได้ไม่ยาก…ผิดแบบหน้าตาเฉย อาจหลังอ่านหนังสือธรรมะมาแล้วด้วย…แถมสนุกๆกับการทำผิดอีก

นี่อะไรหรือครับ..เท่าที่ผมค้นพบการอ่านมากๆ..มันเป็นพียงการสะสมสัญญาครับ..มันคือสัญญาที่มากขึ้น และก็น่ากลัวมาก เพราะที่สุดที่ผมเจอคือ…มันไปกระตุ้นปรุงแต่ง ออกมาเป็นการดูหมิ่นครูบาอาจารย์..การถือตัว ถือดี…มันเห็นชัดมากๆ…ตอนสัปดาห์แรก ผมเป็นเอามาก ผมถึงกลับไปถามหลวงพี่

“หลวงพี่ครับ..ผมอยากสึก…เพราะปรุงแต่งออกมาเป็นการดูแคลนครูบาอาจารย์หมด…ตั้งแต่ท่านพุทธทาส หลวงตาบัว จนถึงหลวงพ่อกล้วย…ผมต้องบาปหนา หนักแน่ๆ…อยู่เป็นฆราวาสยังไม่ขนาดนี้…”

ที่สุดหลวงพี่พระอาจารย์เลยบอกว่า

“หลวงพี่ก็เป็น ตอนบวชใหม่ๆ เดี๋ยวมันคลายไปเอง…ส่วนเรื่องบาป…มันปรุงก็ปรุงไป…ถ้าเราไม่ยินดีกับมันก็ไม่บาป”

….ต่อมาหลวงพ่อกล้วยท่านก็เมตตาสอนว่า

 “มันเป็นอาการของสัญญา”

….ครับสัญญานั่นเอง…ที่อาจมาจากการสั่งสม สัญญาเดิมๆ จนปรุงแต่งหนาเต๊อะ ครอบงำความคิดครอบงำใจของเรา...ดังนั้นอ่านเอาก็ได้นี่…ถ้าคุณมีกำลังสติไม่พอ (คือไม่ฝึก) และถ้าไม่ดับรับรองก็ยังคงเป็นสัญญา (ความจำ) ครับ..คือยังเป็นกรรมอยู่ เผลอเมื่อไร่ ไอ้ที่คุณสะสมไว้..จะเผยตัวมาผลักดันต่อยอดกรรม ให้คุณได้อีกครับ…แถมปรุงแต่งผันพิสดารจนคุณลืมต้นตอที่มามันไปเลย

ที่เขียนนี่ยังไม่บรรลุธรรมขั้นไหนทั้งนั้นครับ…เขียนจากประสบการณ์ตรงที่ผมประทับใจครับ วันนี้เขียนในแง่ปรากฏการณ์…ยังมีอีกในเรื่องของกระบวนการที่อยากบันทึกไว้ โปรดติดตามตอนต่อๆไปนะครับ

ในส่วนของเนื้อหาของตอนนี้..ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ..