อ่านละครและประวัติศาสตร์ .... แล้วย้อนวิเคราะห์ ... สังคม..ชุมชน..องค์กร .... ย้อนถามตัว “หมอเปิ้น” …. นี้คือ... ความรัก & ความโลภ & ความโกรธ & ความหลง&ความเชื่อ& กิเลส & ความทุกข์& ความสุข...กาย...ใจ .... ของมนุษย์เราดีดีนี้เอ
....นางเตียวเสียน
(จีนตัวเต็ม :貂蟬;จีนตัวย่อ:貂蝉)
เป็นตัวละครในวรรณกรรมจีนอิงประวัติศาสตร์ เรื่อง สามก๊กบุตรบุญธรรมของอ้องอุ้น ฉายานามว่า
"จันทร์หลบโฉมสุดา" (จีน : 闭月พินอิน) ซึ่งหมายถึง "ความงามที่ทำให้แม้แต่ดวงจันทร์ยังต้องหลบเลี่ยงให้" เตียวเสียน...เป็นหญิงรับใช้ที่พ่อแม่ตายแต่ยังเล็ก
ได้ อ้องอุ้น รับมาชุบเลี้ยง
ปรากฏตัวครั้งแรก เมื่ออายุ 16 ปี
ยามที่อ้องอุ้นถอดถอนหายใจด้วยห่วงใยในสถานการณ์บ้านเมืองยามดึก
แล้วออกมาพบเตียวเสียนนั่งร้องไห้กับเดือนอยู่ ....อ้องอุ้นถามว่า
นังหนู ... ร้องไห้ด้วยเหตุใด อกหัก....เพราะความรักล่ะสิ.... เตียวเสียน ตอบว่า มิได้ .... นางร้องไห้เพราะสงสารอ้องอุ้น.....ที่เหมือนบิดาของตนกลุ้มใจ
.... เมื่ออ้องอุ้น ได้เห็น...โฉมหน้าของ...เตียวเสียน...อย่างชัดเจนแล้วจึงอุทานว่า
“แผ่นดินมีคนมาช่วยแล้ว” อ้องอุ้น.. วางแผน (Planning) ให้...เตียวเสียน...ใช้.. “มารยาหญิง”...ทำให้
ตั๋งโต๊ะ และ ลิโป้แตกคอกัน....จนฆ่ากันเองในที่สุด
.... โดยจะยกให้แก่ลิโป้ก่อน .... แล้วจึงยกให้ตั๋งโต๊ะ ....ซึ่งสุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไป...ตามแผน...ที่..อ้องอุ้นวางไว้ทุกประการ
และ หลังจากตอนนี้แล้ว ... เตียวเสียน...ก็ไปเป็นภรรยาคนที่สองของ...ลิโป้ แต่...การตายของ
...เตียวเสียน... ก็ไม่ปรากฏแน่ชัด ...
.... นางไซซี สำเนียงแต้จิ๋ว หรือซี ซือตามสำเนียงกลาง (จีน :西施; Xi Shi) เป็นหนึ่งใน
สี่หญิงงามแห่งแผ่นดินจีนเกิดประมาณ 506 ปี ก่อนคริสตกาลซึ่งตรงกับ ยุคชุนชิวที่ มณฑลเจ้อเจียงในรัฐเย่ว์(State of Yue)นางไซซี ได้รับฉายานามว่า
"มัจฉาจมวารี" (จีน: 沉魚พินอิน) ซึ่งหมายถึง "ความงามที่ทำให้แม้แต่ฝูงปลายังต้องจมลงสู่ใต้น้ำ"
(so beautiful as to make swimming fish sink) ในยุคเลียดก๊กที่แต่ละรัฐรบกันนั้น ...
รัฐอู๋ เป็นรัฐที่มีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งจึงสามารถรบชนะ รัฐเยว่ และจับตัว เยว่อ๋องโกวเจี้ยนและอัครเสนาบดี ฟ่านหลีไปเป็นตัวประกันที่รัฐอู๋ด้วย
เยว่อ๋องโกวเจี้ยน ต้องการที่จะแก้แค้น เพื่อกู้ชาติแต่จำต้องยอม.....จงรักภักดี....เพื่อให้อู๋อ๋องไว้ใจ ครั้งหนึ่ง อู๋อ๋อง เกิดมีอาการปวดท้อง บรรดาหมอหลวงทั้งหลายไม่สามารถให้การรักษาได้
เยว่อ๋องโกวเจี้ยน ได้ชิมอุจจาระของ อู๋อ๋องต่อหน้าเสนาธิการทั้งปวง และบอกว่า อู๋อ๋อง
...เพียงแค่มีพระวรกายที่เย็นเกินไป...หากได้ดื่มสุรา และ ทำร่างกาย....ให้อบอุ่นขึ้นก็จะมีอาการดีขึ้นเอง
และ เมื่อ อู๋อ๋อง ได้ทำตามก็หายประชวร .... อู๋อ๋องเห็นว่า เยว่อ๋องโกวเจี้ยน มีความจงรักภักดี .... จึงปล่อยตัวกลับคืนสู่รัฐเยว่
.... เมื่อกลับสู่รัฐ เยว่ ....เยว่อ๋องโกวเจี๋ยน ...ก็วางแผน(Plan) ที่จะกู้ชาติทันที โดยมี...ฟ่านหลี...เป็นอำมาตย์คอยให้คำปรึกษา ฟ่านหลี....ได้เสนอแผนการ
3 อย่าง คือ ฝึกฝนกองกำลังทหาร
พัฒนาด้านกสิกรรม และ ส่งสาวงามไปเป็นเครื่องบรรณาการ พร้อมกับ ... “เป็นสายคอยส่งข่าวภายใน” .... ให้
“นางไซซี” .... เป็นหญิงสาวชาวบ้าน ... ลูกสาวคนตัดฟืน
ที่เขาจู้หลัวซาน .... นางถูกพบครั้งแรก ขณะซักผ้าริมลำธาร นาง... “มีหน้าตางดงามมาก” พร้อมกับนางเจิ้งตัน (แต้ตัน) ซึ่งมี... ความงามไม่แพ้กันฟ่านหลี
(เถาจูกง) ... เสนาบดีรัฐเยว่เป็นผู้...ดูแล...อบรมนาง ทั้ง 2
ให้มี... “อุดมการณ์เพื่อบ้านเมือง”... เป็นเวลานานถึง 3 ปี .... เพื่อที่จะไปเป็น...
“บรรณาการ”.... ให้กับรัฐอู่เพื่อ...
มอมเมา....ให้อู่อ๋องฟูซา ... เจ้านครรัฐอู่ ... “ลุ่มหลงอยู่กับเสน่ห์”
.... ของนาง .... จนไม่บริหารบ้านเมือง
ซึ่ง... อู๋อ๋องฟูซา ... “หลงใหล” นางไซซี.....มากกว่านางเจิ้งตัน .... ทำให้นางเจิ้งตันน้อยใจจน....ผูกคอตาย ...
ขณะที่มาอยู่ได้เพียง 2 ปีเท่านั้น
.... ผ่านไป 13 ปี เมื่อรัฐอู่อ่อนแอลง .... รัฐเยว่ก็สามารถเอาชนะได้สำเร็จในที่สุด
.... ภายหลังจากที่....อู่อ๋องฟูซา “ฆ่าตัวตาย” ไปแล้ว ... นาง กับ อำมาตย์ฟ่านหลี ที่ว่ากันว่าได้ผูก.... “สัมพันธ์ทางใจ”.... ไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว ..... ก็ได้หายตัวไปพร้อมกัน หลังเหตุการณ์นี้ .... บ้างก็ว่าทั้งคู่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย
ๆ และไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันที่ทะเลสาบไซ้โอว เป็นต้น
... นางกากี.... ในวรรณคดีไทยประพันธ์ด้วยกลอนสุภาพ.... เล่าเรื่องเกี่ยวกับตำนานโบราณของนางกากีได้รับยกย่องว่า “แต่งดี ไพเราะ” .... เป็นสำนวนของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน)... มีบทเด่น...ที่จัดว่าเป็นวรรคทองของเรื่องนี้ก็คือ ท้าวพรหมทัต...กษัตริย์แห่งนครพาราณสี ... แม้จะอายุมากแล้ว แต่ก็มี... “พระมเหสีแต่งดี ไพเราะ” .... ชื่อว่านางกากี .... พระองค์ รักและหลงใหลนางกากี .... ไม่ให้มหาดเล็ก .... คนสนิทที่.... เป็นชายเข้าใกล้ หรือ ได้เห็นนาง.....ยกเว้นที่จำเป็น ....เพียงไม่กี่คนเท่านั้น ..... หนึ่งในหนุ่ม .... “คนสนิท” ... ที่สามารถเข้าใกล้...นางกากี ... ได้คือ “นาฏกุเวร”... ผู้เป็น.... คนธรรพ์รูปงาม .... มีหน้าที่...บรรเลงดนตรี แต่งกลอน ขับกล่อม ....ให้แก่ ท้าวพรหมทัต ...ในยามที่พระองค์เล่น....สกากีฬา...โปรดปราน กับ พระสหายสนิท .... ตามปกติคนธรรพ์ เป็น.... กึ่งมนุษย์กึ่งเทวดาที่มี....“คนสนิท... ยิ่งเป็นนาฏกุเวรผู้มี.... ความเปรื่องปราชญ์... ก็ยิ่งเป็นที่รักใคร่ไว้วาง....พระทัยของท้าวพรหมทัต .... นอกจากพระประยูรญาติ ที่ท้าวพรหมทัตโปรดให้เล่นสกาด้วยแล้ว .... พระองค์มีสหายสนิท....ผู้มีความลึกลับที่มีฝีมือการทอดสกา .... เทียบเท่าพระองค์นามว่า....เวนไตย..... เวนไตยเป็น พญาครุฑที่มีวิมานชื่อ ฉิมพลี.... ตั้งอยู่ที่เชิงเขาพระสุเมรุ เหนือดงงิ้ว .... ผู้มีร่างมาเป็น.... มานพรูปร่างสง่างาม...ในเมืองมนุษย์ .... เวนไตยไม่ยอมบอกว่าตัวเองมาจากที่ไหน แต่ก็มาเล่นสกากับ ท้าวพรหมทัตอย่างสม่ำเสมอทุกๆ เจ็ดวัน ..... คำร่ำลือถึง....ความสง่างาม....ของพญาเวนไตย....จากสนมกำนัลมาเข้าหู.... นางกากี ....นางกากี..... ลองแอบดูครั้งหนึ่ง....ก็พอดีกับ เวนไตยมองมา ทั้งคู่ต่าง.... “ตื่นเต้นในความงามของกันและกัน” ..... ทำให้ เวนไตยถึงกับ ….“ทำอุบาย” .... “ลักพา” .... นางกากี ไปจากท้าวพรหมทัต .... โดยการจำแลงตัว....เป็นพญาครุฑ....บินไปบังแสงอาทิตย์ที่ส่องเมืองพาราณสี .... ทำให้เมือง...มืดมิด และ อลหม่าน....จากการเกิดพายุใหญ่กระหน่ำ เวนไตยฉวยโอกาสนี้พาตัวนางกากีไป ... “สมสู่ ณ วิมานฉิมพลี” ... เนื่องจากนางกากี....ก็... “พึงพอใจ” เวนไตย ... เมื่อยามเป็นชายหนุ่ม... “รูปร่างสง่างาม” ... ในวิมานฉิมพลี .... ท้าวพรหมทัต.... “เป็นทุกข์ระทม” ..... เมื่อนางกากีมเหสี .... “สุดสวาท” ....ได้หายไปไม่สามารถตามหาได้ ...... นาฏกุเวรผู้... “แอบ....หลงรักในรูปและกลิ่นกาย” ของนางกากี .... อาสานำตัวนางกากีกลับ .... เพราะรู้ระแคะระคาย.... เนื่องจากเหตุการณ์ในวันที่..... “เวนไตยสบตากับนางกากี” ..... ไม่พ้นจากสายตาของคนธรรพ์หนุ่มนี้ไปได้ .... นาฏกุเวรได้ผูกกลอนขับกล่อม...... ขณะที่เวนไตยเล่นสกากับท้าวพรหมทัต .... จนสังเกต ความผิดปรกติของเวนไตยได้ .... เมื่อท้าวพรหมทัต ...ทรงอนุญาต ... การเล่นสกาครั้งต่อมา .... นาฏกุเวรจึง... “แปลงร่างเป็นตัวไร” ...... เกาะปีกเวนไตย .... เมื่อเขากลายเป็นพญาครุฑ ตามไปถึงวิมานฉิมพลี ... เมื่อเวนไตย ... ออกไปปฏิบัติภารกิจ นอกวิมาน ....ก็คืนร่างเป็น..... นาฏกุเวรคนเดิม .... ด้วย.... “ความเสน่หา” ที่มีต่อนางกากี ....นาฏกุเวรก็ขอ .. “ร่วมอภิรมย์สมสู่” .... กับนางกากี .... โดยขู่ .... ว่าจะไม่เปิดเผยความลับ ระหว่างเวนไตยกับนาง .... นางกากีเห็นว่า ... นาฏกุเวรเปิดเผยว่า ... “รักใคร่ตัวนางมาก่อน” .... ก็ยอมสมสู่ด้วย .... เมื่อถึงกำหนดนัดเล่นสกากับ ท้าวพรหมทัต ... นาฏกุเวรก็จำแลงเป็นตัวไรเกาะปีพญาครุฑเวนไตย... กลับเมืองพาราณสี และ...ได้กราบทูลให้ท้าวพรหมทัต....ทำเป็นไม่ทราบเรื่อง ..... ระหว่างการเล่นสกานาฏกุเวร.....ก็แต่งกลอนยั่วยุ....ให้เวนไตย... “โกรธ” .... โดยพรรณนาถึง ... รายละเอียดทุกอย่างที่นางกากีมี แสดงว่า.... นาฏกุเวรได้... “ร่วมอภิรมย์รักโดยนางกากีก็สมัครใจ” ... เวนไตยโกรธมากที่นางกากี .... “ทรยศ” ต่อตัวเอง ...... เมื่อกลับไปก็... คาดคั้นเอาความจริงกับนางกากี แต่....นางกากียอมรับตอนหลังอ้างว่า....ถูกบังคับ ซึ่งเวนไตย.... “ไม่เชื่อ” และ ส่งนางกากี.....กลับคืนเมืองพาราณสี ..... ท้าวพรหมทัต ... “ทั้งรักทั้งแค้นทั้งอับอาย” ... ทรงตัดเยื่อใยนางกากีและ สั่งให้มหาดเล็กนำไปลอยแพในมหาสมุทร ..นางกากี ต้อง ... “เผชิญเคราะห์กรรม” อย่างแสนสาหัส เมื่อนายสำเภามาพบนางสลบไสล บนแพ .. “เรือนร่างที่สวยงาม” .... ย่อมเป็นที่หมายปองของนายสำเภา .... เขาจึงได้นางกากีเป็นภรรยา ..... ต่อมา.....โจรสลัดได้ปล้นเรือนายสำเภาและหัวหน้าโจร....บังคับ....นางกากีให้เป็นภรรยาอีก ท่ามกลาง.... “ความอิจฉาริษยา” .... ของสมุนโจร ....เพราะหัวหน้าโจร ..ไม่ยอมแบ่งผู้หญิงให้เหมือนรายอื่นๆ ในที่สุดก็.... “เกิดการแก่งแย่ง”..... นางกากีกันในหมู่โจร ถึงกับ.... “ฆ่าฟัน” ..... กันเอง นางกากี...ฉวยโอกาสหลบหนีพวกโจรได้ แต่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายในป่าจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด โชคดียังเป็นของนางกากี ที่บังเอิญมีกษัตริย์ชรานามว่า ท้าวทศวงศ์ ผู้เป็นหม้ายแห่งเมืองไพศาลีเสด็จมาเที่ยวป่า ได้นำนางกากี ไปชุบเลี้ยงเป็นถึงมเหสี นางกากีไม่บอกความจริงให้ท้าวทศวงศ์ เพราะ.... “กลัวความไม่ดีของตนเอง” จะทำให้ท้าวทศวงศ์ไม่รับอุปการะ ..... “จิตใจของนางยังไม่เป็นสุข” .... ถึงจะได้เป็นถึงมเหสี แต่ท้าวทศวงศ์ก็ ..... “จิตใจของนางยังไม่เป็นสุข” มเหสีร่างงามและกลิ่นกายหอม ....ตั้งแต่ท้าวพรหมทัตลอยแพนางกากีไป ก็ ….. “ไม่มีความสุขกลับต้องระทมทุกข์” .... ถึงกับประชวรและสวรรคตในเวลาต่อมา .... เนื่องจากพระองค์ไม่มีทายาท ... ข้าราชบริพารจึงได้เลือกผู้ที่เป็นที่รักใคร่ของประชาชนและมีปัญญาเฉียบแหลมขึ้นครองราชย์แทน ....นาฏกุเวรได้รับเลือก เป็น กษัตริย์แทนท้าวพรหมทัต ..... คนธรรพ์หนุ่มผู้เป็นกษัตริย์ก็ .... “ยังรักอาลัย” นางกากีอยู่ ได้สืบจนทราบว่า นางกากีได้เป็นมเหสีของท้าวทศวงศ์ .... นาฏกุเวรจึงส่งสารทวงนางกากีในฐานะที่เคยเป็นมเหสีของกษัตริย์เมืองพาราณสีมาก่อน แต่เมืองไพศาลีไม่ยอม จึงได้...เกิดสงครามระหว่างสองเมือง ในที่สุด นาฏกุเวรก็ยึดเมือง ไพศาลีได้ และรับนางกากีกลับมาเป็นมเหสีสมใจปรารถนา
.... นางสีดา เป็นตัวละครเอกจากเรื่อง รามเกียรติ์ซึ่งเป็นบุตรสาวของ ทศกัณฐ์ กับ นางมณโฑและ เป็นเมียของพระราม .... เรื่องของนางเริ่มต้นขึ้นเมื่อ พระนารายณ์ ได้อวตารลงเป็นเกิดเป็น พระราม และ พระลักษมี พระชายาแห่งพระนารายณ์ จึงทรงอวตารลงไปเกิดเป็นคู่ครองของพระราม ณ กรุงอโยธยา .... ในครานั้น ท้าวทศรถ ผู้ครองนครมีอายุมากแล้ว ทั้งทีมีมเหสีถึงสามนางคือ พระนางเกาสุริยา พระนางไกยเกษี และพระนางสมุทรเทวี แต่พระองค์ก็หาได้มีพระโอรสธิดา ไว้สืบราชวงศ์ไม่ ... ท้าวทศรถได้นำความนี้ปรึกษากับ เหล่าฤๅษี ซึ่ง พระฤๅษีกไลโกฏ ได้ทูลว่า .... ควรจะ ... “ทำพิธีบวงสรวง” ขอพระโอรสธิดาจากเทพเจ้า ... ด้วยวิธีการ... “กวนข้าวทิพย์” ท้าวทศรถจึงจัดพิธีการกวนข้าวทิพย์อย่างยิ่งใหญ่....ภายในกรุงอโยธยา....เพื่อวอนขอสิ่งที่พระองค์ปรารถนา พระอิศวร จึงมีพระบัญชาให้....พระราม....ลงอวตารเป็นพระโอรสแห่งท้าวทศรถ ซึ่ง พระยาอนันตนาคราช ผู้เป็นพระแท่นบรรทมของพระนารายณ์ก็ขอติดตามไปด้วย ....เมื่อพิธีเสร็จสิ้น .... ท้าวทศรถจึงแบ่ง...ก้อนข้าวทิพย์ให้แก่มเหสี ทั้งสามของพระองค์ ... แต่เหลือข้าวก้อนสุดท้ายอยู่ ข้าวทิพย์เหล่านี้มี … “กลิ่นหอมหวนอย่างมาก” ....จนฟุ้งไกลไปถึงกรุงลงกานางมณโฑมเหสีของ ทศกัณฐ์ ได้กลิ่นเข้าก็ ..... “ร่ำร้องอยากกินให้ได้” .... มิฉะนั้น... “ตนต้องขาดใจตาย” เป็นแน่ ทศกัณฐ์ จึงมีบัญชาให้ นางกากนาสูร สมุนของตนไปโฉบเอาก้อนข้าวทิพย์มาให้นางมณโฑ ... เมื่อมเหสีแห่งท้าวทศรถ รวมทั้งนางมณโฑ.....ได้กินข้าวทิพย์เข้าไปทำให้ ต่างนางต่างตั้งครรภ์ ...ยัง ... “ความดีใจ” ให้กับท้าวทศรถและทศกัณฐ์อย่างมาก .... พระนางเกาสุริยาได้ประสูติพระโอรสองค์โตคือ พระราม (พระนารายณ์อวตาร) พระนางไกยเกษีประสูติพระโอรสองค์รองคือพระพรต(จักรแห่งพระนารายณ์มาเกิด) พระนางสมุทรเทวีประสูติ ....โอรสแฝด คือพระลักษมณ์(พระยาอนันตนาคราช) และ พระสัตรุด(คฑาพระนารายณ์) สุดท้าย ....นางมณโฑก็ประสูติ.... พระธิดา... “ทรงโฉมงดงามยิ่ง” คือ พระลักษมีอวตาร นางสีดานั่นเอง ทว่าชีวิต....วัยทารกของนางสีดา .... มิได้อยู่สุขสบาย.... เป็นพระราชธิดาแห่งกรุงลงกา ... เพราะ เมื่อนางประสูติออกมา ..... นางก็ร้องว่า“ผลาญราพณ์ ถึง 3 ครั้ง” ... พิเภกกราบทูลว่า ... นางสีดา .... จะนำภัยพิบัติใหญ่หลวงมาสู่วงศ์ยักษ์ .... ทศกัณฐ์จึงสั่งให้ .... ใส่นางสีดาใส่ผอบลอยน้ำไป .... เพราะ .... ยังไม่อาจหักใจประหารธิดานอกไส้ของตนนางนี้ได้ ผอบทองลอยน้ำไปถึงอาศรมของฤๅษีชนกผู้ครองกรุงมิถิลา .... เปิดดูพบเด็กทารกหญิงหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูภายใน ... ทว่าฤๅษีชนกนั้น ในขณะนั้นครองเพศฤๅษีอยู่ ไม่สะดวกจะเลี้ยง นางสีดา ... จึงได้นำผอบทองฝังดิน พร้อมขอให้ .... พระแม่ธรณีช่วยดูแลรักษานางด้วย ….ในเวลา 16 ปีต่อมา ฤๅษีชนก...ตั้งใจนิวัตินคร เพื่อครองกรุงมิถิลาตามเดิม .... จึงได้ทำพิธี....ไถคราดดินหาผอบทอง....ที่พระองค์ฝังดินไว้ คันไถไปติดผอบเข้า ..... เหล่าทหารจึงได้ขุดขึ้นมา .... เมื่อเปิดออกก็พบ... “หญิงสาวรูปร่างหน้าตาสะสวยสะคราญโฉมอย่างที่หาที่เปรียบเปรยไม่ได้ สวยงามที่สุดและงดงามยิ่งกว่านางใดในโลกนี้” ....ทั้ง... จริตกิริยา ก็เรียบร้อยน่าชม .... ฤๅษีชนก จึงได้รับนางเป็นพระธิดา แห่งกรุงมิถิลา พร้อมประทานนามให้นางว่า “สีดา” ที่แปลว่า "รอยไถ" .... เมื่อนางสีดาเจริญถึงวัยอันควรแล้ว ....ท้าวชนกพระบิดา .... คิดจะจัดพิธี …. “สยุมพร” .... ให้นางสีดาพระธิดา .... จึงได้ป่าวประกาศหาผู้ที่จะสามารถยกธนูโมลีหนักพันแรงคนยกได้ .... ถ้าผู้ใดทำได้จะยกนางสีดาให้อภิเษก .... ในครานั้นมีเจ้าชายหนุ่มสองพระองค์นามว่า ... พระราม และ พระลักษมณ์ อยู่ร่วมด้วย พระรามจึงมีพระดำริจะลองยกธนูโมลีนั้นดู แต่ทันใดนั้นเอง พระรามได้...จ้องมอง...ผ่านม่านพบกับนางสีดาที่นั่งอยู่อีกฝั่ง ด้วย.... “บุพเพสันนิวาส” .... ทำให้ทั้งสอง... “มีใจรักภักดีต่อกันทันที” .... ธนูโมลี นั้นมีเพียงพระรามและพระลักษมณ์ที่ยกได้ .... แต่พระลักษมณ์ทราบดีว่า...พระรามและนางสีดา ... “มีใจต่อกัน” .... จึงแสร้งทำเป็นยกธนูไม่ขึ้น ในที่สุด พระรามและนางสีดา ...ก็ได้อภิเษกกันอย่างถูกต้องตามประเพณี .... เมื่อนิวัติกลับอโยธยา ... พระรามก็ต้องพบกับข่าวร้าย ด้วย... “เล่ห์เหลี่ยม” ... นางกุจจี .. ข้ารับใช้ของ พระนางไกยเกษี ซึ่ง “เกลียดชัง” พระราม มาแต่เด็ก นางกุจจีหลอกล่อให้นางไกยเกษี ... ขอท้าวทศรถให้พระพรตโอรสของนางขึ้นครองบัลลังก์ก่อน ซึ่งท้าวทศรถเสียใจมาก แต่พระองค์เคยได้รับการช่วยเหลือจากนางไกยเกษี .... พระองค์จึง... “จำยอมทำตาม” .... พร้อมขับไล่ .... พระรามออกเดินป่าเป็นฤๅษีถึง 14 ปี พระราม นางสีดา และพระลักษมณ์ .... ที่ขอติดตามไปด้วยจึงออกไป ... “ผจญความทุกข์ยาก” .... ในป่า ทำให้สุดท้ายท้าวทศรถก็ตรอมใจตาย ... พระราม และ นางสีดา ... “อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”.. แม้ไม่มีทรัพย์สมบัติมากมาย ....จนกระทั่งวันหนึ่ง นางสำมนักขายักขิณี ...ม่ายน้องสาว ทศกัณฐ์ มาเห็นรูปโฉมพระราม ก็หลงรัก เกี้ยวพาขอพระองค์เป็นสวามี แต่พระราม...ปฏิเสธเพราะมีนางสีดาอยู่แล้ว นางสำมนักขา ... “โกรธจึงด่าทอทุบตี” .... นางสีดา พระลักษมณ์โมโห จับนางสำมนักขาตัดหูตัดจมูก แล้วปล่อยไป นางสำมนักขา “แค้นเคืองไปฟ้อง” ... พี่ชายของตน พร้อมกับ “พรรณาความงดงาม” ของนางสีดา ให้ทศกัณฐ์ฟัง ....จนทศกัณฐ์ “อยากได้ในตัว”ของนางสีดา .... ทศกัณฐ์สั่งให้ มารีศ แปลงเป็น กวางทอง ไปล่อหลอก....พระราม และ พระลักษมณ์...ออกจากอาศรมแล้วตนเองก็ไป.... “ลักพาตัว” นางสีดามา อยู่ที่สวนขวัญ กรุงลงกา .... นางสีดา …. “มีรักมั่นคง” ... ต่อพระราม... จึงไม่ยอมเป็นชายาของทศกัณฐ์ .... ทำให้เกิด .... “สงครามระหว่างมนุษย์และยักษ์” ปะทุขึ้น ....เสร็จสิ้นสงคราม ... ทศกัณฐ์ตายแล้ว ... พระราม อยากเชิญนางสีดากลับอโยธยาด้วยกันแต่....พระองค์... “ไม่อยากให้ผู้ใดมานินทาว่าร้าย” นางสีดาที่ไปอยู่แดนศัตรู ถึง 14 ปี .... นางสีดาจึง ... “ขอพิสูจน์ตนเอง” .... ว่าจะขอลุยไฟ .. “พิสูจน์ความบริสุทธิ์”.... ถ้าตน... “บริสุทธิ์ทั้งกายใจ”.... เพียงนิดเดียว .... ขอให้ไฟไหม้นางจนตาย ... แต่ถ้านาง.... “มีรักมั่น” ต่อสามี ไฟจะไม่อาจทำอันตรายนางได้ ...ไฟกาฬเหล่านั้น...พ่ายแพ้ต่อ...แรงอธิษฐาน...ของนางสีดา นางสีดา พิสูจน์ตนเองได้ว่า ... “บริสุทธิ์ทั้งกายใจ” ... สามีภรรยาจึงได้กลับไป ... “ใช่ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข”... จนกระทั่งนางสีดามีครรภ์ ... นางอดุลยักษี ที่เคียดแค้นนางสีดาแปลงมาเป็นนางกำนัล พร้อมขอให้นางสีดาวาด รูปทศกัณฐ์ พอวาดเสร็จ ... นางอดุลก็เข้าสิง....ทำให้รูปลบไม่ออก ... พระราม...มาเห็นรูปภาพเข้าก็ “พิโรธมาก” ว่านางสีดา “ยังรักภักดี” ทศกัณฐ์ .... จึงสั่งพระลักษมณ์ให้ประหารนางสีดา .... พระลักษมณ์ ไม่ทำซ้ำยังปล่อยนางหนีไป แล้วฆ่าควักหัวใจกวางนำไปถวายพระราม นางสีดา ....ไปอาศัยอยู่กับฤๅษีวัชมฤคจน....กระทั่งประสูติ ...พระโอรสของพระรามนามว่าพระมงกุฎจากนั้นต่อมาพระฤๅษีก็ได้ชุบกุมารมาเป็นเพื่อนเล่น ... พระมงกุฎนามว่าพระลบทั้ง สองกุมารเก่งกล้ามากจน....สะเทือนไปถึง อโยธยา จนเกิดการต่อสู้กัน... ระหว่างพ่อลูก ... ทว่าไม่รู้ผลแพ้ชนะ .... พระราม ... เอะใจเลยถามว่า ...พระมงกุฎ...เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ....ในที่สุดจึงได้รู้ว่า ...ผู้ที่ต่อสู้อยู่ด้วยนี้ คือ พระโอรสองค์เดียว ..ที่เกิดแต่มเหสีนางสีดานั่นเอง....พระรามง้องอนขอคืนดี กับ นางสีดา แต่....นางสีดา... “เข็ดขยาด...ในความฉุนเฉียว” ของพระราม ... นางจึงแทรกตัวลงไปเมืองบาดาล หนีพระราม .... พระรามจึงต้อง...ออกผจญภัย อีกครั้งเป็นเวลา 1 ปี จนท้ายสุด พระอิศวรได้รับนางสีดาขึ้นมา และ “ปรับความเข้าใจ” กับทั้งสอง จนในที่สุด “พระราม และนางสีดา” จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดมาค่ะ....
เราจะสามารถวิเคราะห์ได้ว่า...จาดตัวละครที่หมอเปิ้นได้เล่ามานั้น...ทั้ง เตียวเสียน_ไซซี_ กากี_สีดา….วิเคราะห์แล้ว... พบคำเหล่านี้มากมาย...เช่น
..... ใช้มารยาหญิง…ในการวางแผน ..... ในการทำศึก ของบ้านเมือง - ความงาม -จงรักภักดี- ส่งสาวงามไปเป็นเครื่องบรรณาการ-
เป็นสายคอยส่งข่าวภายใน- มีหน้าตางดงามมาก-
มอมเมา-
หลงใหล-
น้อยใจ ... ผูกคอตาย- “สัมพันธ์ทางใจ”- แต่งดี ไพเราะ- แต่งดี ไพเราะ- รักและหลงใหล- คนธรรพ์รูปงาม- “คนสนิท- “คนสนิท- ความเปรื่องปราชญ์- สหายสนิท- มานพรูปร่างสง่างาม-
ความสง่างาม- ตื่นเต้นในความงามของกันและกัน- ทำอุบาย- สมสู่ ณ วิมานฉิมพลี”- “พึงพอใจ” - “รูปร่างสง่างาม” - สุดสวาท - แอบ....หลงรักในรูปและกลิ่นกาย- สบตา- “ความเสน่หา”- โดยขู่- ยอมสมสู่- โกรธ- ร่วมอภิรมย์รักโดยนางกากีก็สมัครใจ- ทั้งรักทั้งแค้นทั้งอับอาย-
เรือนร่างที่สวยงาม- ความอิจฉาริษยา- การแก่งแย่ง
.. “ฆ่าฟัน”- กลัวความไม่ดีของตนเอง” - “จิตใจของนางยังไม่เป็นสุข”- “จิตใจของนางยังไม่เป็นสุข” - “ไม่มีความสุขกลับต้องระทมทุกข์- “ยังรักอาลัย” - “ทำพิธีบวงสรวง” - ร่ำร้องอยากกินให้ได้”- “ตนต้องขาดใจตาย”-“ความดีใจ” - ทรงโฉมงดงามยิ่ง” - นำภัยพิบัติ- หญิงสาวรูปร่างหน้าตาสะสวยสะคราญโฉมอย่างที่หาที่เปรียบเปรยไม่ได้
สวยงามที่สุดและงดงามยิ่งกว่านางใดในโลกนี้”- จริตกิริยา ก็เรียบร้อยน่าชม- “บุพเพสันนิวาส”- มีใจรักภักดีต่อกันทันที”- “มีใจต่อกัน”- เล่ห์เหลี่ยม- “เกลียดชัง” - จำยอมทำตาม”- “ผจญความทุกข์ยาก”- “อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข... .. แม้ไม่มีทรัพย์สมบัติมากมาย- รูปโฉม....น่าหลงรัก- “โกรธจึงด่าทอทุบตี” - “พรรณาความงดงาม”- อยากได้ในตัว- “ลักพาตัว” -มีรักมั่นคง- “ไม่อยากให้ผู้ใดมานินทาว่าร้าย” - “ขอพิสูจน์ตนเอง- “พิสูจน์ความบริสุทธิ์”- ใช่ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข”- “บริสุทธิ์ทั้งกายใจ”-“บริสุทธิ์ทั้งกายใจ”- “ยังรักภักดี- พิโรธมาก” - “เข็ดขยาด...ในความฉุนเฉียว”
หมอเปิ้นขอ สรุปว่า ...
อ่านละครและประวัติศาสตร์ .... แล้วย้อนวิเคราะห์ ... สังคม..ชุมชน..องค์กร .... ย้อนถามตัว “หมอเปิ้น” …. นี้คือ... ความรัก & ความโลภ & ความโกรธ & ความหลง&ความเชื่อ&
กิเลส & ความทุกข์& ความสุข...กาย...ใจ .... ของมนุษย์..... เราดีดีนี้เองนะคะ
ขอบคุณมากนะคะ

ขอบคุณ น้องทั้ง 2 ท่าน มากๆๆนะคะ
-สวัสดีครับพี่หมอ..
-ตามมาอ่าน...
-สมัยเป็นนักเรียนผมชอบตอนครูเล่าให้ฟังครับ 55
-หลายเย่างได้แง่คิดจากละครไม่ว่าจะเป็นละครประวัิติศาสตร์หรือละครในทีวีปัจจุบัน..
-ดูละคร..ดูหนัง..แล้วย้อนดูตัว....สังคม..ชุมชน..ครับ..
-ขอบคุณครับ
ขอบคุณ น้อง เพชร มากๆๆ นะคะ
ขอบคุณมาก นะคะ ท่านขจิต ที่ให้กำลังใจ พี่เปิ้น
พี่เปิ้น สบายดีค่ะ
ช่ววงนี้อากาศเปลี่ยนแปลง ท่านดูสุขภาพท่านด้วยนะคะ
ขอบคุณมากค่ะ ท่าน อักขณิช ให้กำลังใจ ตลอดมานะคะ
ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ
อ่านแล้วคิดถึงที่คุณแม่ชอบเล่าวรรณคดีเหล่านี้ พร้อมแง่คิดที่น่าสนใจ..ขอบคุณที่ได้ทบทวนอีกค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ .... พี่ใหญ่ ให้กำลังใจ เปิ้นเสมอมา นะคะ
พี่ใหญ่ สบายดีนะคะ
ดูละคร แล้วย้อนดูตัวนะคะ เราทุกคนก็เปรียบเหมือนตัวละครที่กำลังเล่นอยู่ในโลกใบนี้
ขอบคุณมาก นะคะ KRUDA ขอบคุณกำลังใจ ที่มอบให้ นะคะ
ขอบคุณ ที่ติดตาม ตลอดมานะคะ
ประเด็นคือ "กิเลส" ครับ แต่ก็เป็นเรื่องปกติของ ปุถุชน ( คนธรรมดาทั่วไป )
ขอบคุณท่าน เอกชัย มากๆๆนะคะ
ให้เกียรติ ให้กำลังใจ หมอเปิ้น นะคะ
ขอบคุณ ท่านบุษยามาศมาก นะคะ
ให้กำลังใจ ให้เกียรติ ตลอดมานะคะ
ขอบคุณมากนะคะ คุณครู อ้อย มากๆ นะคะ ให้กำลังใจ และติดตาม นะคะ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านวอญ่า ท่านให้กำลังหมอเปิ้น เสมอมา นะคะ
ขอบคุณ ท่านอจ. อนุมากๆๆ นะคะ
ท่าน อาจารย์ ให้กำลังใจ พี่เปิ้นเสมอ นะคะ