กินอาหารดิบ ดีต่อสุขภาพมากกว่ากินสุก (รวมทั้งข้าวดิบด้วย)
ผมคิดเมื่อสัก ๑๐ ปีก่อน (ขณะนี้ พศ. ๒๕๕๕) ว่า เมล็ดพืช คือสารตั้งต้นแห่งวิถีชีวิตที่สำคัญที่สุด ที่มีเคล็ดลับด้านอาหาร ยา สารบำรุง อยู่ในนั้นครบถ้วนหมด ...ยิ่งเป็นพืชชั้นต่ำเท่าใด ยิ่งดีเท่านั้น เพราะเขาจะทำหน้าที่เป็นฐานแห่งปิรามิดในการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป โดยมีคนเราเป็นยอดสูงสุด
แต่วันนี้คนเราอยู่สูงเกินไป จนลืมฐานรากของเราเองด้วยซ้ำ ..เรียกได้ว่า มองไม่เห็นหัวแม่ตรีนตนเอง ทั้งที่ถ้าไม่มีตีนก็ต้องตาย เพราะไปหาอะไรกินไม่ได้
ไม้ทุกชนิด (ไม่ใช่แต่มะม่วง แอพพึล หรือ ดูเริยน นะ แต่รวมไปถึง ข้าว เม็ดหญ้า ด้วย) จะมีผลเสมอ ไม่เล็กก็ใหญ่ ไม่ใต้ดิน ก็เรี่ยดิน ก็บนดิน
แล้วข้าว มะม่วง ทำไมต้องออกดอกก่อนมีผล จะออกเป็นผลโดยตรงไม่ดีกว่า ง่ายกว่าหรอกหรือ ทำไมต้องออกดอกล่อแมลงให้ยุ่งยากด้วย (ตามที่เราเรียนแบบท่องจำกันมา)
พืชเขาฉลาด เขาจะกลั่นสารจากธรรมชาติมาหุ้ม “ลูกอ่อน” เขาไว้ เพื่อป้องกันแมลง จุลินทรีย์ เข้าทำลายกัดกิน ด้วยการสร้างสารเคมีเพื่อป้องกันศัตรูเหล่านี้ เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ พร้อมนี้ยังต้องสร้างสารอาหารที่เข้มข้น เพื่อให้ลูกน้อยได้กินเพื่อสร้างความเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เพื่อดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง แบบอิสระต่อไป เพื่อทำหน้าที่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วต่อไป
เช่น ผลมะม่วงหนึ่งผล มันมีครบหมด คือ มีเปลือกนอก เพื่อกันเชื้อโรคหยาบที่เข้ามาบุกรุก จากนั้นมีเนื้อมะม่วง โดยมีจุดประสงค์หลักคือ เพื่อให้เป็นอาหารและให้ความชื้นหล่อเลี้ยงจุลินทรีย์อื่นเพื่อให้มาสร้างปุ๋ยให้กับลูกอ่อน จากนั้นมีเปลือกหุ้มเมล็ดที่แข็งมาก เพื่อการป้องกันชั้นกลาง (ทหารเอก) จากนั้นเนื้อเมล็ด ซึ่งฝาดมาก ทำหน้าที่เป็นทั้งอาหารให้ต้นอ่อนด้านในและเป็นแนวป้องกันชั้นในสุดเพื่อทำลายศัตรูที่เก่งๆ ที่ตีฝ่าวงล้อมด่านชั้นนอกๆเข้ามาได้
ดังนั้นเนื้อเมล็ดด้านในนี้มักมีความฝาดมาก เช่น เม็ดมะม่วง เงาะ ลำไย มังคุด ทะเรียน ขนุน ลองกอง ลำไย ...ไม่เชื่อลองไปกินเม็ดผลไม้ดิบๆ ของผลไม้พวกนี้ดูสิ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันฝาดมาก แต่กินได้ ไม่ตายหรอก ..นี่คือสัญญาณที่ต้นไม่เขากระซิบบอกเรา แต่เราถอดรหัสกันไม่ออกสักที (หรือว่าเราโง่กว่าต้นไม้ ต้องให้มันเขกกะโหลกสักพันเที่ยวกว่าจะเข้าใจได้)
เมืองไทยเรานี้ดี มีเม็ดผลไม้กินได้ ฝาดๆ ขมๆ โดยกินแล้วไม่ตายเป็นหลายร้อยชนิด แต่เราไม่เคยฉุกคิดกันเลยว่า เม็ดพวกนี้มันมีไว้ทำอะไร
ประเทศฝรั่ง มันมีเม็ดผลไม้ไม่มาก เช่น เม็ดองุ่น มันวิจัยกันจนเกือบจะได้รางวัลโนเบลว่า เม็ดองุ่นช่วยแก้โรคมะเร็งได้ ธ่อ..บ้าเอ๊ย เม็ดกระจอกงอกง่อยอะไร มันก็แก้มะเร็งได้หมดน่ะแหละ เพียงแต่เราไม่ไปวิจัยกันเท่านั้นเอง
ส่วนเม็ดลำไยไทยเรานั้น ผมเชื่อว่าดีกว่าเม็ดองุ่นฝรั่งมาก แต่นักวิจัยไทยกลับเอามาทำวิจัยเสริมความงามเฉยเลย คิดกันได้แบบไทยๆ จริงๆเลยพับผ่า วิจัยอะไรที่มันติดดิน ปัจจัยสี่ก่อนได้ไหม
นิวซีแลนด์มันมีเม็ดเดียว คือเม็ดกีวี (ที่นำเข้าจากจีนอีกตะหาก) แต่มหาลัยมันวิจัยกันระเบิด ได้ผลผลิตนับร้อยพัน ส่วนไทยเรามีนับพันเม็ด จากมะดันยันมะขวิด (รู้จักไหม) แต่นักวิจัยไทยเรากลับหันไปวิจัย parsley sage rosemary and thyme กันเฉยเลย ...โอ้อนิจจา
วินี้ผมขอเสนอแบบลุ่น ๆ โง่ๆ โดยไม่ต้องวิจัยสักหยดว่า ถ้าอยากอายุยืน ให้กินอาหารยา ๙ อย่างดังนี้ คือ เอาเม็ดผัก ผลไม้ “ดิบๆ” ที่กินได้ กินแล้วไม่ตาย รส ฝาด ขม ขื่น มาตำผสมแบบหยาบๆ รวมกัน สัดส่วนพอประมาณ ไม่ต้องมีสูตรอะไรให้ยุ่งยาก แต่อย่างน้อยแต่ละอย่างต้องสักหยิบมือ เช่น
เม็ดข้าวกล้องดิบหยิบมือ (ข้าวดิบเคยกินไหม ..ผมกินบ่อย) เม็ดถั่วดิบอย่างใดอย่างหนึ่ง เม็ดงาดิบหยิบมือ เม็ดเงาะดิบหนึ่งเม็ด เม็ดข้าวโพดดิบสัก ๕ เม็ด เม็ดลำไยดิบ ๑ เม็ด เม็ดมังคุดดิบ ๑ เม็ด เม็ดลางสาด เม็ดมะปราง เม็ดฝรั่ง เม็ดพริก เก้าลอเก้า สลับกันไปแต่ละมือ เท่าที่มี ..เคล็ดคือ ต้องเป็นเม็ดเท่านั้น ห้ามเป็นใบ หรือ ต้น ดอก
เอาเม็ดทั้งเก้า มาตำรวมกัน ให้ได้สักหนึ่งถ้วยตะไล แล้วกินเข้าไปสดๆ หรือเอาไปละลายน้ำผลไม้ดื่ม หรือเอาไปจิ้มน้ำพริกก็ได้ แต่ห้ามนำไปให้ความร้อนเด็ดขาด เพราะการให้ความร้อนจะทำให้สารอาหาร และสารต้านเชื้อโรคในเมล็ดที่มีอยู่มาก ตายไปหมด
หลักการคือเราต้องการเอาสารตั้งต้นชีวิต (stem cell) จากตัวอ่อนพืช มาแก้ปัญหาโรค ในคน นั่นเอง มันเป็นรากแห่ง sc ที่หมอไทยกำลังเห่อวิจัยกันสุดๆ ทั้งที่เป็นประเทศยากจนที่ควรเอาเงินไปทำวิจัยอะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้
การกินเมล็ดดิบแบบนี้ เรียกว่าสูงสุดกินสามัญสุด ได้ทั้งยอดอาหารและยารักษาโรคพร้อมกันไป
แต่ว่าไปแล้วก็เหี้ยมโหดสุด ที่ไปแย่งอาหารและยาของตัวอ่อนของพืช ที่พ่อแม่เขาอุตส่าห์กลั่นชีวิตตนเองมาให้ลูกน้อยเพื่อสืบเผ่าพงศ์พันธุ์ รวมทั้งฆ่าตัวอ่อนพืชด้วย (อย่างนี้เลิกกินข้าวกล้อง ถั่ว ด้วยดีไหม เพราะก็อีหรอบเดียวกัน เนื่องจากมันมีตัวอ่อน embryo อยู่ด้วยเสมอ)
กินอะไรก็กินเถอะ แต่กินอย่างมีสติ กินอย่างระลึกถึงพระคุณของธรรมชาติ กินแล้วก็กลั่นปัญญามาช่วยโลกกันบ้างตามศักยภาพเท่าที่มี อย่ามัวเอาแต่เมาท์แตกแหลกลาญ ผลาญพลังงานโลกไร้สาระอยู่นั่นแหละ
...คนถางทาง (๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)
ช่วงประมาณสามสี่ปีมานี้กระแส raw food ก็มาแรงเหมือนกันแต่ยังไม่ถึงเมืองไทยครับ คนไทยต้องรอฝรั่งทำก่อนทั้งๆ ที่เรามีวัตถุดิบอยู่เยอะมากกว่า
อาจารย์ทะลุ raw food ลงไปถึงเมล็ดเลย (ฮา)
ดร.ธ. ครับ ผมไม่ทราบกระแสดิบนี้จริง ๆ ผมคิดเอาเองด้วยกี๋น บวกญาณวิเศษ (ฮ่า) มันเหมือนกับเป็นการบรรลุธรรมด้านอาหารอย่างนั้นแหละ อิอิ.....คนไทยโบราณเขาฉลาดกว่านี้อีก เช่น กินข้าวกล้องงอก (แต่แหมไม่น่าเอามาต้มเลย กินดิบๆ น่าจะดีก่วา)
กลุ่มที่จุดประกาย raw food นี่ก็มาจากเอเซียกันโดยส่วนใหญ่ครับ แต่กระแส raw food นี่ยังไม่ได้ดังมากครับ
ตอนผมทำงานอยู่นาสา มีเพื่อนหญิงคนหนึ่ง เธอกินอาหารกลางวันเป้นผักดิบเปล่าทุกวัน เห็นวนเีวียนอยู่กับ แครอท เซเลรี่ ดอกกระหล่ำ บรอคคอลลี่ แตงกวา (ดิบจริงๆ ครับ ไม่จิ้มหรือผสมอะไรเลย) ผมก็ไม่ได้ถามอะไร เข้าใจ่วาต้องการรักษาหุ่นนั่นเอง
กินแบบดิบไม่ผ่านความร้อน จะได้คุณค่ามากกว่ากินแบบสุก
แต่ควรใช้แบบอมในปาก ให้น้ำลายย่อยสลายเสียก่อน แล้วค่อยกลืนลงไป
ของดิบย่อยยาก ของสุกคือผ่านการสันดาปมาแล้วจะย่อยง่ายกว่าไม๊คะ สำหรับผู้สูงวัย ตามระดับการสันดาบสารอาหาร ถามค่ะ