ขอบคุณฟ้าให้ได้เจอ ขอบคุณเธอที่ให้ใจ

กลับมาปฏิบัติธรรมสายหลวงพ่อเทียนในการฝึกสติด้วยการฝึกจังหวะที่ประเทศไทย พาพี่สาวสองคนอายุ ๗๒ และ ๖๗ ปี มาปฏิบัติด้วยกัน  กว่าจะชวนมาได้ก็ยากแสนเข็ญ  ชวนแล้วชวนอีก บอกว่าถ้าพี่ไม่มากับผมคราวนี้ ก้ต้องไปอีกสามปีหน้า กว่าผมจะได้มาประเทศไทยอีก  ครั้งที่สี่ก็เลยยอม  ทั้งๆที่ก็เกษียณแล้วไม่ต้องทำอะไร  คนใจไม่ว่าง  อย่างไรๆ มันก็บอกว่าไม่ว่าง

มาปฏิบัติที่วัดแพร่แสงเทียน ได้สองสามวัน  พี่สาวที่เป็นครูซึ่งเออรี่รีไทร์มาสิบสองปีแล้ว ตอนนี้อายุ ๖๗ เดินมาบอกกับผมว่า ตอนนี้เรียนอะไรๆมาหมดแล้ว ทั้งการเดินและการทำจังหวะ  คงไม่มีอะไรใหม่แล้ว  จะกลับบ้านได้หรือยัง  ผมตอบว่ากลับยังไม่ได้หรอก  ต่อจากนี้ไปเริ่มจะพ้นจากอาการญาณม้วนเสื่อ  แล้วจะเริ่มสนุก

มีคืนวันหนึ่งคุณแม่ชีมาพูดเรื่องเล่าให้กำลังใจ แม่ชีอายุ ๗๑ เล่าให้ฟังว่าตอนเป็นฆราวาสทำงานเกี่ยวกับอสิงหาริมทรัพย์  ปลูกบ้านให้คนอยู่  มีเงินมากมาย  ไปเที่ยวรอบโลกก็แล้ว  บ้านก็ใหญ่โต ไม่มีปัญหาทางครอบครัว  มีลูกก็ไม่มีปัญหา  ทอดกฐินสามสิบเอ็ดล้าน เคยปฏิบัติธรรมแบบอื่นมาก็มาก แต่ก็ยังไม่พบกับความความพอใจ  เลยมาฝึกสติของสายหลวงพ่อเทียนแล้ว  พอใจมากๆ เลยบวชชี แล้วอาสมัครเป็นอาจารย์สอนพวกผู้หญิงมี่มาเข้าครอส์อบรม  เธอบอกว่าจากฝึกสตินี้เป็นทางคตรง ซึ่งหลวงตามหาบัวก็รับรองแล้วว่ามีสติตัวเดียว เข้าถึงนิพพานำได้ 

พอพี่สาวได้ยินแล้วเกิดกำลังใจ  ผมก็เลยไปคุยกับคุณแม่ชีฝากให้แม่ชีช่วยให้การอบรมด้วย  สามวันต่อมา คุณแม่ชีเข้ามาบอกว่า  พี่สาวของคุณทั้งสองตอนมาแรกๆ หน้าตาหมองคล้ำ ดูไม่มีความสุขเลย มาตอนนี้หน้าตาสดใสขึ้น เห็นกันชัดๆเลย  ขออนุโมทนาบุญด้วยนะ ที่ตั้งใจทำ

ทำอะไรกันครับ

ตื่นตีสาม กินข้าวมื้อเดียว  เดินเที่ยวทั้งวัน  พระอาจารย์สอนว่าอย่างนี้  ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่สมควรมา  ที่เดินทั้งวันนี้คุณแม่ชีบอกว่ามันได้สติที่หนักแน่นกว่าวิธีอื่น  แล้วเวลาพวกเราก็มีน้อย  ต้องใช้ให้มีประโยชน์ที่สุด  มีเด็กสาวไทยอายุสามสิบมาจากออสเตรีย ชื่อไอช์ เธอบอกว่าเธอนับจำนวนก้าวในแต่ละวัน  จาก ๑๑ โมงเช้า ถึง หกโมงเย็น เดินไม่หยุด นับแล้วได้ หนึ่งหมื่นสามพันก้าว  นี้ยังไม่รวมการเดินตอนเช้า สามชั่วโมง  ตอนเย็นอีกสาม ถ้ารวมกันทั้งหมดแล้วก็คงประมาณ สองหมื่นก้าวต่อวัน  นี้ไม่ใช่การเดินชอปปิงส์  แต่เป็นการจงกลมแบบมีสติ ทุกก้าวที่เหยียบพื้นต้องมีสติรับรู้ทุกก้าว  สุดยอดแห่งความเมื่อย  เดินจนกระทั่งยกขาไม่ขึ้น บางคราวก็ต้องคลาน บางคราวก็ต้องเดินลากขา  แจ่พอมันถึงที่สุดแห่งเวทนา  มันทวนกระแสเวทนา อยู่ในชั่วโมงสุดท้าย ขาที่เมื่อยแสนเมื่อยมันกลับมีกำลังมาเฉยๆ สามารถเดินแบบกล้าหาญเดินแบบมีสติเหมือนตอนต้นๆ ของการเดินจงกลม  นั่นเป็นการแสดงไตรลักษณ์ ของการตั้งอยู่ดับไป จะไปบังคับไม่ได้ พอถึงตอนนี้เวลาห้าชัวโมงก็เหมือนกัลการเดินเพียงสองชั่วโมงเท่านั้น

พูดไปเถอะว่าจิตว่าง  พูดไปเถอะว่าจะไม่โกรธทุกอย่างมันเป็นความคิดหลอกเราทั้งนั้น

แต่ถ้าจิตที่ฝึกดีแล้วมันจะรู้ขึ้นมาเอง  เหมือนกับที่หนังสือเรื่องปาฏิหารย์ของการตื่นอยู่เสมอ  มันไม่ใช่เป็นการตื่นของความคิด  เห็นใบไม้ร่วงก็ไปคิดว่ามันเป็นไตรลักษณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จริงๆแล้วเราต้องมาฝึก  แล้วก็ต้องอย่างจริง ถึงจะเห็นการเกิดชึ้นของไตรลักษณ์ที่เกิดขึ้นกลับตัวของเราเอง ดังนั้นแม่ชีและพระอาจารย์ท่านจึงให้ผู้ปฏิบัติ เดินจงกลม เดินให้มากๆ มีสติทุกฝีก้าว ซ้ายเหยียบแผ่นดินก็รู้  ขวาเหยียบแผ่นดินก็รู้  รู้แล้วทิ้ง

นิวรณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น มันก็เหมือยหนังเก่าที่นำมาฉายใหม่  ใหม่ๆก็สนุกดี  แต่เราพยายามจะเข้าไปอิน ไปเปลี่ยนต้องจบ  ถ้า... เราทำอย่างนี้  คงจะเป็นอย่างนี้  ทั้งๆที่มันก็ผ่านไปแล้ว จบไปแล้ว  นี้เป็นคำถามของคุณทุกคน  ผมเคยถามปัญหานี้มาหลายครั้งหลายหน  พวกเราก็คงเป็นเช่นกัน  พยายามหาคำตอบต่างๆนาๆ  มันไม่จบไม่สิ้น 

วิธีการฝึกแบบมีสติแบบเดินจงกลมนี้ ถ้าความคิดเกิดขึ้น ก็ให้รู้  รู้แล้วทิ้ง  รู้แล้วทิ้ง รู้บ่อยๆ เราก็สามารถจับความคิดได้เร็วขึ้น  ความคิดเก่าๆ ก็กลายเป็นหนังเก่าๆ ที่จะฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก เราก็ไม่อยากจะเข้าไปดูอีก

นึ้คือคำตอบ แต่ก่อนที่คุณจะได้คำตอบ  คุณจะต้องการบ้าน  ทำให้มากๆ ทำให้สม่ำเสมอ  อย่างมัวเสียเวลา ในการคิดการเขียน  เขียนมาสิบปี มันก็ยังมารบกวนเราเหมือนเดิม

หาเวลางามๆของชีวิต สักสิบวัน ไปปฏิบัติการฝึกสติ  แล้วคุณจะพบกลับสิ่งใหม่ๆที่คุณไม่เคยพบ  ผมเองตอนแรกว่าจะไปเมืองจีน  แต่เปลียนใจมาเข้าคอรส์ที่วัดแพร่แสงเทียน

ถามกับตัวว่าถ้าคุณจะตายวันพรุ่งนี้ คุณอยากจะทำอะไร  ไปฝึกสติไว้เตรียมรับความตาย  หรือคุณอยากจะไปเที่ยวเมืองจีนครับ