เพิ่งมารู้ แต่ก็ยังไม่สาย

วันนี้คุยกับ อจ ลัดดา เหมาะสุวรรณ พูดถึงเรื่องการทำงานแก้ปัญหาเด็กอ้วน ซึ่งทาง มสชทำงานกับ อจ มากว่าปี โดยมีคุณหมอชูชัยมาเป็น ประธานคณะทำงานประสานวิชาการ และมี สกว เป็นเจ้ามือสนับสนุนงบประมาณในการสร้างความรู้ และเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ประโยชน์

มีอยู่ตอนหนึ่งเราคุยกันว่า ทาง สกว อยากให้ มสช ทำงานในลักษณะขยายผลจากความรู้ที่มีอยู่แล้ว เพื่อเอาไปสู่การแก้ปัญหาโรคอ้วนในโรงเรียน แต่พวกเรารู้สึกว่า สกวน่าจะสนับสนุนการสร้างความรู้มากกว่าไปสนับสนุนการแก้ปัญหา

คุณหมอลัดดาก็เลยเล่าให้ฟังว่าความจริงสองเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกันได้นะ และความจริงแล้วความรู้เพื่อแก้ปัญหาโรคอ้วน ก็จะไปคิดแบบวิจัยเดิมๆไม่ได้ คือไปรอสร้างความรู้ (evidence) แล้วเอาความรู้ไปสู่การปฏิบัติ (practice) หรือที่ฝรั่งเรียกเป็นสำนวนว่า evidence-based practice

แต่ความจริงแล้วการสร้างความรู้ต้องสร้างจากการลงไปแก้ปัญหา ซึ่งศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญโรคอ้วนเป็นคนพูดเองว่า ถ้ารอให้มีความรู้ชัดแล้วค่อยไปแก้ปัญหา มันรอไม่ไหว เพราะกว่าจะมีความรู้ชัดเจนว่าอะไรได้ผลไม่ได้ผล ต้องไปรอวัดผลกันนานมาก ตามไม่ทันการแก้ปัญหา

แต่ในทางตรงข้าม ถ้าลงมือแก้ปัญหาเลยแล้วค่อยๆเรียนรู้จากการแก้ปัญหา เป็นกระบวนการสร้าง evidence จากการลงมือทำ(practic) เรียกว่าเป็น practice-based evidence แบบนี้น่าจะได้ผลดีกว่าทั้งในการแก้ปัญหา และการสร้างความรู้

ผมกับคุณหมอชูชัยนั่งฟังแล้วก็พูดขึ้นมาพร้อมกันว่า พวกฝรั่งนักวิชกาารเพิ่งมารู้ ที่เมืองไทยเราทำกันแบบนี้มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่สายที่พวกนักวิชาการฝรั่งจะมาเริ่มสนใจ และพูดกันจริงๆจังๆ

เวลาพวกเราเอาความรู้ที่ได้จากการทำงานแก้ปัญหาไปเขียนเป็นผลงานวิจัย จะได้ไม่มีใครหาว่า ไม่เป็นวิชาการ แต่ต้องมายอมรับว่าเป็นกระบวนการสร้างความรู้แบบใหม่

ไม่ใช่มวยวัด หรืองานวิจัยชั้นสอง อย่างที่คนทำงานทั่วไปมักจะกลัวกัน

แต่คนทำ R2R รู้มานานแล้วว่า เป็นการสร้างความรู้ที่น่าจะมีคุณค่าสูงมาก 

มันช่วยกันทำ practice-based evidence มากกว่ารอ evidence-based practices กันเถอะนะครับ