Good morning my lovely students
Today , Monday November , the twelve , 2012.
New semester and first year in SSRU.
You will graduate soon so you must know everything in finance and economic world.
We 'll communicate in my blog, assignment , home works and so on.
Thank you for joining us , go together and receive your success.
My students : early to visit Bank of Thailand , search knowledge and present your impression in that Palace in my BLOG. (ไปได้เลย ไม่ต้องรอให้พาไป ได้ความรู้อะไร ประทับใจสิ่งใด เขียนใส่ Blog ส่งภายใน คืนวันเสาร์ 17 พ.ย. 55 ใ่ส่รูปแต่ละคนด้วยจะได้รู้ว่าไปจริงๆครับ)
On Tuesday 13 Nov. I’ll go to research in the field of finance at Samut Songkram Province all day so all of you won’t go to class but do your assignment with best effort.
Your Professor
Dr. Krisada
My students
Thursday - Sunday this week, all of you must go to Siam Paragon 5th. floor. "SET in the CITY " over there.
Search and collect information in finance and economic and send me in our blog before Monday 26 Nov.
Dr. Krisada , your professor
My students
Assignment for this week.
1. Search many many pictures about financial instrument such as cheque , government bond , common stock , prefer stock and etc. send in our blog before Sunday night.
2. Study the detail of financial instrument for your quiz in the next class.
Your Professor
30/11/12
Your hero (father) are so smart.
Tomorrow our class will cancel .
Faculty of Management Science will arrange the candidate to speak and sell ideas in order to manage our faculty in the next term.
Your Professor
10/12/2012
Tomorrow our class will cancel .
Faculty of Management Science will have a Christmas & New Year celebration party from 7.30-14.00.
See you in January 2013.
Your Professor
24/12/2012
My students
The topics "Government Financial Policies" this morning. I guide all of you to search the Financial Policies of Yinglak Cabinet. Analyze and send me in our blog with in Sunday 27 Jan. 2013.
Your Professor
22/1/2013
My students
Baht currency in this period is so strong when compare with the hard currencies. Analyze this situation and the BOT. role
and send me in our blog with in Sunday 3 Feb. 2013.
Your Professor
นักศึกษาแสดงความเห็นได้เลย นัดหมายกันไปโดยใช้ Blog นี้ก็ได้นะครับ
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ในตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม และตำหนักใหญ่วังเทวะเวสม์ ซึ่งมีความงดงามทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างยิ่ง การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจ มัทั้งการนำระบบแสง-เสียง เทคนิคฉากละคร (Diorama) ระบบมัลติมีเดีย ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิก ฯลฯ ภายใน พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย มีห้องจัดแสดงต่างๆดังนี้ 1.ห้องจัดแสดงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เงินตราในภูมิภาคสุวรรณภูมิและวิวัฒนการเงินตราไทยจนเป็นกษาปณ์ในปัจจุบัน 2. ห้องธนบัตรไทย จัดแสดงวิวัฒนาการ การใช้เงินกระดาษในระบบเงินตราไทย ตั้งแต่ “หมาย” “ใบพระราชทานเงินตรา” “อัฐกระดาษ” “บัตรธนาคาร” “ตั๋วเงินกระดาษ” หรือ “เงินกระดาษหลวง” มาจนถึงธนบัตรที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ 3. ห้องธนบัตรต่างประเทศ มีจอภาพขนาดใหญ่ให้ความรู้เรื่องธนบัตรต่างประเทศจากทั่วโลก พร้อมจัดแสดงธนบัตรในบอร์ดกระจกที่เราสามารถพลิกชมเองได้ทั้งสองด้าน โดยจัดแสดงธนบัตรในกลุ่มประเทศที่สำคัญซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสมาชิก อาทิ กลุ่มผู้นำประเทศอุตสาหกรรม (G8)และกลุ่มธนาคารแห่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN) 4. ห้องประวัติและการดำเนินงาน ธปท. สิ่งที่เราได้เรียนรู้เริ่มจาก ตราพระสยามเทวาธิราช ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง สิ่งจัดแสดงที่โดดเด่นได้แก่ พระปรมาภิไธยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ครั้งเสด็จมาที่วังบางขุนพรหมในปี ๒๔๘๙ เหรียญที่ระลึกในพิธีเปิดธนาคารแห่งประเทศไทยในปี ๒๔๘๕ พระเกรียงที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงใช้ในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารสำนักงานใหญ่หลังปัจจุบัน ในส่วนของเนื้อหา เราได้ทราบประวัติและการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี ๒๔๘๕ ถึงปัจจุบัน วิสัยทัศน์ พันธกิจ โครงสร้างองค์กร บทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง โดยผ่านสื่อที่น่าตื่นตาตื่นใจ เช่น Computer Kiosk 2D Animation และเกมสนุก ๆ มากมาย 5. ห้องเชิดชูเกียรติ แสดงประวัติและวัตถุที่ระลึกจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยทุกท่าน 6. ห้องสีชมพู ในอดีตเคยเป็นห้องท้องพระโรงสำหรับอาคันตุกะสำคัญของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ตลอดจนใช้ในการทำบุญเลี้ยงพระและการพิธีต่าง ๆ รวมทั้งฉายภาพยนตร์ในคืนวันเสาร์ การตกแต่งห้องสีชมพูนี้งดงามกว่าห้องอื่นด้วยมีลวดลายปูนปั้นเดินลายทองทั้งที่ผนัง กรอบของช่องเปิดและฝ้าเพดาน 7. ห้องนี้อยู่ติดกับห้องสีชมพู สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงตั้งพระทัยให้ห้องนี้เป็นห้องรับรองอาคันตุกะของหม่อมเจ้าประสงค์สม ชายา ปัจจุบันห้องนี้ประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ซึ่งพระราชทานแก่ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ 8. ห้องนี้จัดแสดงพระประวัติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตไว้อย่างสมบูรณ์ด้วยวีดิทัศน์เรื่อง “เจ้าฟ้านักบริหาร แบบอย่างของผู้ทรงนำคุณประโชยน์เพื่อแผ่นดิน” นอกจากนี้ ยังนำเสนอเพลงพระนิพนธ์ผ่านทางหุ่นจำลองวงปี่พาทย์ไม้แข็งครบวง สำหรับวัตถุประกอบการจัดแสดงนั้น ที่น่าสนใจจะเป็นของใช้ที่ มีตราประจำพระองค์ เช่น จาน เครื่องแก้ว ของที่ระลึกที่ประทาน “แหนบบริพัตร” นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินบริพัตรจำลอง โน้ตเพลงลายพระหัตถ์ รวมทั้งหุ่นจำลองขนาดเท่าพระองค์จริงในฉลองพระองค์จอมพลทหารเรือที่โดดเด่น จุดสุดท้ายที่ดึงดูดใจผู้ชมอย่างมากคือ หุ่นจำลองตำหนักประเสบัน ที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย และฉลองพระองค์ชุดสุดท้ายของพระองค์ที่มหาดเล็กคู่พระทัยถอดเก็บไว้บูชาหลังจากสิ้นพระชนม์ และทายาทได้นำมามอบให้พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการจัดแสดงและระลึกถึงพระองค์ 9. ห้องวิวัฒนไชยานุสรณ์ อยู่ใกล้ห้องสีน้ำเงิน ครั้งสมัยที่ยังเป็นวังบางขุนพรหม ห้องนี้เคยใช้เป็นห้องบรรทมของหม่อมเจ้าประสงค์สม ชายาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต เมื่อธนาคารใช้ตำหนัก วังบางขุนพรหมเป็นสถานที่ทำการนั้น ห้องนี้ใช้เป็นห้องทำงานของผู้ว่าการ ตั้งแต่พระองค์แรก “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย” ซึ่งเป็นพระอนุชาของหม่อมเจ้าประสงค์สม จนกระทั่งถึงสมัยผู้ว่าการคนที่ ๑๐ “นายนุกูล ประจวบเหมาะ” สิ่งที่น่าสนใจคือตู้ติดผนังที่มีช่องเก็บเอกสารที่พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ทรงร่างแบบเองดังปรากฏหลักฐานเป็นต้นฉบับลายพระหัตถ์ในเอกสารจดหมายเหตุของธนาคารแห่งประเทศไทย 10. ห้องประชุมเล็ก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต โปรดดนตรีทั้งไทยและสากล โดยทรง นิพนธ์เพลง ไว้ถึง39 เพลง แต่เดิมห้องนี้จึงเคยเป็นห้องเก็บเครื่องดนตรีของวังบางขุนพรหม เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ตำหนักวังบางขุนพรหมเป็นสถานที่ทำการ จึงใช้ห้องนี้เป็นที่ประชุมผู้บริหารสำหรับพิจารณากำหนดนโยบายการเงินที่สำคัญของประเทศมาโดยตลอด ห้องนี้มีรูปหล่อครึ่งตัวของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คนที่ 7 ซึ่งอยู่ในตำแหน่งยาวนานกว่า 12 ปี บางครั้งห้องนี้จึงถูกเรียกว่า “ห้องดร.ป๋วย” ส่วนที่ข้าพเจ้าประทับใจ คือการแกะสลักแบบพิมพ์นั้นทางธนาคารไม่ได้นำของจริงมาจัดแสดงแต่ ได้นำแบบพิมพ์มาจัดแสดงให้ดูแทนเนื่องจากเป็นความลับ การแกะสลักแบบพิมพ์นั้นจะต้องใช้ความปราณีตและสมาธิในการแกะเป็นอย่างมาก ซึ่งการเข้าชมในครั้งนี้ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์และความรู้เป็นอย่างมากทำให้ข้าพเจ้ารู้คุณค่าของเงิน และการใช้เงินอย่างเป็นประโยชน์
สิ่งที่ได้รับจากการไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทย คือ การที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย และได้รับความรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น คือ ชั้นล่าง มีห้องเปิดโลกเงินตราไทย ห้องธนบัตรไทย ห้องธนบัตรต่างประเทศ ห้องเปิดโลกการเรียนรู้ ส่วนชั้นบน ห้องประวัติและการดำเนินงาน ธปท. ห้องเชิดชูเกียรติ ห้องบริพัตร ห้องวิวัฒนไชยานุสรณ์ ห้องของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ห้องประชุม สิ่งที่ได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น คือ
การผลิตเหรียญกษาปณ์ ( The Minting Of Coinage ) 1. หลอมและหล่อโลหะ
2. รีดแผ่นโลหะ 3. ตัดเหรียญตัวเปล่า 4. ยกของเหรียญ 5. อบอ่อน 6. ล้างทำความสะอาดและอบให้แห้ง 7. รับเหรียญตัวเล่า 8. ปั้นแบบดินน้ำมัน 9. หล่อปูนพลาสเตอร์ 10. หล่ออีพ็อกซ์ 11. ย่อสลาย 12. ถอดแม่ตรา 13. แม่ตรา 14. ถอดดวงตรา 15. ดวงตรา 16. การตีตราเหรียญสำเร็จ 17. รับเหรียญสำเร็จ
อีแปะ( Ee-Pae ) เป็นเงินตราท้องถิ่นภาคใต้ในสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งทำมาจากเหรียญตะกั่วผสมกับดีบุก ลักษณะเป็นเหรียญกลม มีรูเป็นรูปสีเหลี่ยมตรงกลาง ที่เหรียญมีการสลักเป็นอักษรจีน หรือ อักษรไทย บอกชื่อเมือง หรือ บริษัทที่ทำเหมืองแร่ ชื่อกิจการไว้บนเหรียญ ปี้ (Pee ) เป็นวัตถุใช้แทนเงินตราในการเล่นพนันในโรงบ่อน ทำด้วยโลหะ กระเบื้อง แก้วสีต่างๆ เมื่อเลิกเล่นแล้วแลกคืนเป็นเงินได้
มาตราเงินไทย( Monetary Units ) 50 เบี้ย = 1 โสฬส 2 โสฬส = 1 อัฐ 2 อัฐ = 1 เลี้ยว ( ไพ ) 2 เลี้ยว = 1 ซีก 2 ซีก = 1 เฟื้อง 2 เฟื้อง = 1 สลึง 4 สลึง = 1 บาท 4 บาท = 1 ตำลึง 20 ตำลึง = 1 ชั่ง
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย คือ พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าวิวัฒนไชย
กระบวนการผลิตธนบัตร ( The Bonknote Production Process) 1. การออกแบบธนบัตร Design 2. การทำแม่แบบแม่พิมพ์ Plate Making 3. การพิมพ์ Printing 4. การตรวจสอบคุณภาพและการตรวจนับจำนวน Quality Inspection and Vorification 5. การผลิตธนบัตรขั้นสำเร็จรูป Finishing เป็นต้น
สิ่งที่ประทับใจ คือ ลักษณะสถาปัตยกรรมในยุโรป มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ด้วยการตกแต่งผนังปูนปั้นอันวิจิตร นับเป็นอาคารที่มีลวดลายประดับอย่างสวยงาม มีบรรยากาศที่ร่มรื่น พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีพระอัครราชเทวี เพราะว่า ทำให้เห็นถึงความรัก ความภาคภูมิใจ ที่มีมีต่อลูก บทความ มีดังนี้
“…ลูกเราคนนี้ ไม่เสียคนเลยเป็นอันขาด หลักแหลม มั่งคงมาก ควรจะดีใจได้เป็นแท้…”
และพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีคำสั่งสอนให้คนไทยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี ให้พออยู่พอกิน ถ้าเราทำแบบนี้ๆได้เราก็จีความสุข บทความ มีดังนี้
“ คนอื่นจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา จะว่าเมืองไทยล้าสมัย ว่าเมืองไทยเชย ไม่สิ่งที่ใหม่ แต่เราอยู่พอมีพอกิน และขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทย อยู่แบบพออยู่พอกิน มีความสงบและทำงาน ตั้งจิตอธิฐาน ตั้งปณิธานในทางนี้ ที่จะให้เมืองไทย อยู่แบบพอมีพอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอด แต่มีความพออยู่พอกิน มีความสงบเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ถ้าเรารักษาความพออยู่พอกินนี้ได้เราก็จะยอกยิ่งยวดนี้ได้ ”
หนุ่มแรก สาวแรก ยอดเยี่ยมมาก งานถัดๆไป ต้องดีกว่านี้อีกนะ คนอื่นๆ ว่าไงครับ
จากการที่ได้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย คือ การที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมธนบัตรไทยแบบที่ใช้ในปัจจุบันตลอดจนธนบัตรในอตีต เหรียญกษาปณ์ และของที่เอาไว้แลกเปลี่ยนกับสินค้าในยุคสมัยต่างๆ ของลํ้าค่าในยุคโบราณ ในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น คือ ชั้นล่าง มีห้องเปิดโลกเงินตราไทย ห้องธนบัตรไทย ห้องธนบัตรต่างประเทศ ห้องเปิดโลกการเรียนรู้ ส่วนชั้นบน ห้องประวัติและการดำเนินงาน ธปท. ห้องเชิดชูเกียรติ ห้องบริพัตร ห้องวิวัฒนไชยานุสรณ์ ห้องของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ห้องประชุม และสิ่งที่ข้าพเจ้าสนในและประทับใจเป็นพิเศษ คือ ปี้ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5เป็นวัตถุแทนเงินตราสำหรับเล่นพนัน มีทั้งทำด้วยโลหะและแก้วสีต่างๆ ตะเกียงโรมันจำลอง ศิลปะแบบโรมัน พบที่ตำบลพงตึก อำเภอทำมะกา จ.กาญจนบุรี พ.ศ.2470 ฝาด้านบนเปิดปิดได้ เป็นเศียรเทพเจ้าซิเลบัส แสดงให้เห็นว่า จังหวัดกาญจนบุรี เป็นชุมชนแวะพักของกองคาราวานที่เดินทางบนเส้นทางการค้าโบราณ ซึ่งเชื่อมโยงการติดต่อระหว่างสุวรรณภูมิ กับ อินเดีย เปอร์เซีย กรีก โรมัน เงินดอกจันทร์ เป็นเงินอาณาจักรศรีวิชัย ลักษณะกลมแบน ด้านหนึ่่งมีตราสี่แฉกตอกประทับไว้ อีกด้านหนึ่งจารึกเป็นภาษาสันสกฤตไว้ว่า วร แปลว่า ประเสริฐ นอกจากทำด้วยเงินแล้ว ยังมีชนิดที่ทำด้วยทองอีกด้วย พบในจังหวัดสุราษฏร์ธานี และสงขลา เงินพดด้วง มีสัณฐานกลม แต่ละยุคจะแตกต่างกัน ด้านบนประทับตราประจำแผ่นดินหรือประจำเมือง ด้านหน้าประทับด้วยตราประจำรัชกาล โคนขาสองข้างในยุคต้นเป็นรอยบาก ประทับตราสังข์ ด้านหลังไม่มีตราประทับ ด้านข้างทั้งซ้ายและขวาเป็นรอยค้อนตี ด้านล่างปลายขาประทับตราสังข์หรือตราเมล็ดข้าวสาร ลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ เป็นภาพของลายนํ้าที่มีความโปร่งแสงเป็นพิเศษปรากฎบนธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท เพื่อเพิ่มลักษณะพิเศษต่อต้านการปลอมแปลง สัญญาลักษณ์แห่งพระมหากษัตริย์ไทยปรากฎในเงินตราไทยอย่างชัดเจนในเงินพดด้วงสมัยอยุธยา เรียกว่าตราประจำรัชกาล คู่กับตราจักรเป็นตราแผ่นดิน จนมาถึงรัชกาลที่4 มีการผลิตเหรียญกษาปณ์แทนเงินพดด้วง สัญญาลักษณ์ด้านหนึ่งเป็นตราช้างในวงจักร อีกด้านเป็นตราพระมหาพิชัยมงกุฏ
ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นหลังจากประเทศไทยได้มีธนาคารพาณิชย์ทั้งของรัฐและเอกชนเริ่มดำเนินการไปก่อนหน้านั้นแล้ว ภารกิจและหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยเดิมซ้อนเหลื่อมอยู่กับกระทรวงการคลังและได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับหลังจากที่ระบบการเงินของโลกพัฒนาไปและมีวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญต่างๆ
ความรู้ที่ได้รับจากการไปพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ คือ ได้รู้เกี่ยวกับเหรียญในแต่ละสมัยว่ามีขนาดเท่าไหร่ ผลิตเมื่อใด ลักษณะอย่างไร มีความเป็นมาในแต่ละสมัยอย่างไร ตัวอย่างเช่น เงินพดด้วง ในสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.๒๓๒๕ – ๑๔๔๗) ในสมัยรัตนโกสินทร์นั้น บ้านเมืองมีความเจริญ มีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศ ระบบเงินตรายังคงเป็นไปในลักษณะเดียวกับอยุธยาและกรุงธนบุรี คือ มีเงินพดด้วงเป็นมูลค่าสูงและหอยเบี้ยเป็นเงินปลีก เงินพดด้วงจะมีลักษณะกลม ขาอ้วนสั้นชิดกันและมีตราประทับ ๒ ดวงเป็นสำคัญ คือ ตราพระแสงจักร เป็นตราประจำแผ่นดินและตราประจำรัชกาลต่างๆความรู้อีกอย่างที่ได้รับคือ ได้รู้ว่าวันสิ้นสุดยุคของเงินพดด้วงคือวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๑
ธนาคารแห่งประเทศไทย The Bank of Thailand
ประวัติธนาคารแห่งประเทศไทย
พระสยามเทวาธิราช .....ตราธนาคารแห่งประเทศไทย
ตราธนาคารแห่งประเทศไทย คือ พระสยามเทวาธิราชในเหรียญเสี้ยว อัฐ โสฬส ที่ออกใช้ในรัชการที่ 5 มาดัดแปลง และเพิ่มถุงเงินในพระหัตถ์เบื้องขวา ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงผู้คุมถุงเงินของชาติ อันเป็นหน้าที่หลักของธนาคารแห่งประเทศไทย พระแสงธารพระกรในพระหัตถ์ซ้าย เพื่อคอยปัดป้องผู้ที่มารุกราน แต่ได้เปลี่ยนตอนปลายจากรูปดอกไม้มาเป็นลายดอกบัว
จากสำนักงานธนาคารชาติ...ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการเจริญสัมพันธไมตรีและติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ในปี ๒๓๙๘ โปรดให้ทำสนธิสัญญาทางการทูตและการค้ากับประเทศอังกฤษ เรียกว่า สนธิสัญญาเบาริง ซึ่งต่อมาประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาแบบเดียวกันนี้กับอีกหลายประเทศ อันเป็นการเปิดประเทศอย่างกว้างขวางมากขึ้น
เมื่อชาวตะวันตกติดต่อค้าขายกับไทยมากขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ได้มีความพยายามที่จะขอจัดตั้งธนาคารกลางขึ้นในประเทศไทยหลายครั้ง เพื่อสิทธิในการออกธนบัตรซึ่งให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่งดงาม แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเพราะฝ่ายไทยเห็นว่าชาวต่างประเทศเหล่านั้นคิดแต่จะเอาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ทำให้ประเทศไทยเห็นความสำคัญของการมีธนาคารกลางของไทย เพื่อเป็นสื่อกลางในทางการค้าและทางเศรษฐกิจ แต่โครงการก่อตั้งธนาคารกลางก็ได้หยุดชะงักไปเพราะเวลานั้นยังขาดประสบการณ์และบุคคลากรที่มีความรู้
ความสนใจที่จะจัดตั้งธนาคารกลางได้มีขึ้นอีกครั้งภายหลังที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ สืบเนื่องจากการเสนอร่างเค้าโครงเศรษฐกิจของคณะราษฎรที่นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) เป็นผู้ร่าง ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการจัดตั้งธนาคารชาติ เพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการดำเนินการเศรษฐกิจของประเทศ ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงประกาศปิดสภา
ผู้แทนราษฎร
ภายหลังเมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนาได้เข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงมีการสนับสนุนให้มีธนาคารชาติขึ้นอีก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้นำเรื่องเข้าหารือกับ นายเจมส์ แบกซ์เตอร์ ที่ปรึกษาการคลังในขณะนั้น ซึ่งให้ความเห็นว่า ยังไม่สมควรแก่เวลาที่จะจัดตั้งธนาคารกลางขึ้น เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีผู้รู้ผู้ชำนาญทางด้านการธนาคาร ไม่มีทุน และยังไม่มีระบบธนาคารพาณิชย์ของคนไทยด้วย
รัฐบาลได้ผลักดันเรื่องการตั้งธนาคารกลางอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๔๗๘ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงการคลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารชาติ พ.ศ. ๒๔๗๘ ซึ่งหลวงวรนิติปรีชาเป็นผู้ร่างขึ้น เสนอให้ควบรวมบริษัทแบ๊งค์สยามกัมาจล ทุนจำกัด ให้เป็นธนาคารชาติ พระราชบัญญัติดังกล่าวมีเพียง ๘ มาตรา ซึ่งอธิบดีกรมบัญชีกลางในเวลานั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ยังขาดความรอบคอบและรายละเอียดยังไม่ชัดเจน
ต่อมาเมื่อ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ พลตรีหลวงพิบูลสงครามได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และได้แต่งตั้งนายปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ ได้รื้อฟื้นเรื่องการจัดตั้งธนาคารชาติขึ้น ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย อธิบดีกรมศุลกากรย้ายมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของกระทรวงการคลัง ซึ่งแต่เดิมจะใช้ที่ปรึกษาชาวต่างชาติทั้งสิ้น ในครั้งนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ได้พยายามทำความเข้าใจกับที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศของกระทรวงการคลัง ให้เข้าใจถึงความจำเป็นและเจตนารมณ์ของทางการ ซึ่งในที่สุดก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีในการช่วยร่างกฎหมายจัดตั้งธนาคารชาติไทยขึ้น นับเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การตั้งธนาคารกลางของประเทศไทยในที่สุด
ในการดำเนินการจัดตั้งธนาคารชาติไทยนั้น นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ที่ปรึกษากระทรวงการคลังฝ่ายไทยรับผิดชอบในการร่างกฎหมายจัดตั้งธนาคารชาติต่อจากที่ปรึกษาต่างประเทศที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว ในที่สุดก็ได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเตรียมการจัดตั้งธนาคารชาติไทยต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแล้ว ให้เปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติเป็น ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย เมื่อผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ วัตถุประสงค์ประการหนึ่งของการจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยก็เพื่อเตรียมพนักงานสำหรับการทำงานในธุรกิจธนาคารกลาง และทำหน้าที่บริหารเงินกู้ของรัฐบาล
สำนักงานธนาคารชาติไทยได้เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ต่อมาในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งเป็นวันชาติในสมัยนั้น จึงได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ สำนักงานธนาคารชาติไทยดำเนินงานได้เพียงปีเศษก็เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นนำกำลังทหารเข้ามายังประเทศไทยในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ และได้เสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้งธนาคารกลางขึ้น โดยมีที่ปรึกษาและหัวหน้างานต่าง ๆ เป็นชาวญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลไทยไม่อาจยอมให้เป็นเช่นนั้นได้ จึงมอบให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยดำเนินการร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนฐานะของสำนักงานธนาคารชาติไทยให้เป็นธนาคารกลาง และให้ประกาศใช้โดยเร็วที่สุด พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ต่อมาได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญและในวันต่อมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการ ณ อาคารที่ทำการเดิมของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ จำกัด ถนนสี่พระยา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการพระองค์แรก ต่อมาได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ ณ วังบางขุนพรหมตั้งแต่วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ แล้วย้ายมาอาคารสำนักงานใหญ่ที่สร้างขึ้นในบริเวณวังบางขุนพรหมเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ และในปี ๒๕๕๐ สำนักงานใหญ่ได้ย้ายมาอยู่ ณ อาคารสำนักงานใหญ่หลังใหม่ ที่ก่อสร้างขึ้นในบริเวณเชื่อมต่อระหว่างวังบางขุนพรหมกับวังเทวะเวสม์
ธนาคารแห่งประเทศไทย มีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและดูแลระบบการเงินให้มั่นคง
พันธกิจ มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่มั่นคง เสถียรภาพเพื่อเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อันนำไปสู่การยกระดับมาตราฐานการครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
วิสัยทัศน์ เป็นองค์กรที่มองการไกล พนักงานมีความสามารถสูงมากและอุทิศตนเพื่อดูแลเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นความผันผวนได้อย่างราบรื่น
The Bank of Thailand
Function as the country’s central bank whose core purpose is to ensure and maintain monetary and financial stability
Mission To provide a stale financial environment for sustainable economic growth in order to achieve continuous improvement in the standard of living of people of Thailand
Vision A forward-looking organization with competent staff dedicated to ensuring the resilience of the Thai economy against shock and instability
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ในตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม และตำหนักใหญ่วังเทวะเวสม์ ภายในบริเวณธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ ๒๗๓ ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง
1. เพื่ออนุรักษ์เงินตราไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติไทยในอดีต
2. เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการเงินตราไทย ระบบเงินตรา ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในแต่ละยุคสมัย
3. เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับระบบการเงินของไทย และบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะธนาคารกลางของประเทศ
4. เพื่อแสดงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของอาคารโบราณสถานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป
การจัดแสดง
การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มุ่งให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินแก่ผู้เข้าชม โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมมีการนำระบบแสง-เสียง เทคนิคฉากละคร (Diorama) ระบบมัลติมีเดีย ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิก ฯลฯ เข้าร่วมในการนำเสนอ
นอกจากนี้ยังได้วางระบบต่างๆ เพื่อการสงวนรักษาวัตถุจัดแสดงและความปลอดภัยอย่างถูกต้องตามหลักวิชา ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการเงินตราไทย ประวัติบทบาทหน้าที่สำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยและวังบางขุนพรหม ให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม โดยช่วยกันอนุรักษ์และเชิดชูไว้ให้เป็นสมบัติของชาติสืบไป
ห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ มีดังนี้
1. ห้องเปิดโลกเงินตราไทย
2. ห้องธนบัตรไทย
3. ห้องธนบัตรต่างประเทศ
4. ห้องประวัติและการดำเนินงานของ ธปท.
5. ห้องบริบัติ
ห้องเปิดโลกเงินตราไทย
จัดแสดงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เงินตราในภูมิภาคสุวรรณภูมิและวิวัฒนการเงินตราไทยจนเป็นกษาปณ์ในปัจจุบันคือ
1. เงินตราโบราณ เงินตราสมัยทวาราวดี เหรียญลวปุระที่หาชมได้ยาก เงินดอกจันทน์ของอาณาจักรศรีวิชัย นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเงินตราอาณาจักรล้านนา เช่น เงินเจียง เงินท้อก เงินปากหมู เงินใบไม้ เงินอาณาจักรล้านช้าง เช่น เงินลาด เงินฮ้อย ในส่วนที่จัดแสดงเกี่ยวกับเงินตราโบราณนี้มีการจัดแสดงเงินตราโบราณของอาณาจักรใกล้เคียงที่มีหลักฐานว่ามีการนำมาใช้ในสมัยโบราณของบริเวณที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เช่น เงินไซซี เงินฮาง เงินตู้
ตราสัญลักษณ์ในสมัยทวาราวดี
ศรีวัตสะ มงคลแห่งความอุดมสมบรณ์ของอินเดีย
พระอาทิตย์อุทัย ความอุดมสมบูรณ์ของพ์ชพรรณธัญญาหาร
สังข์ ความอุดมสมบูรณ์บ่อน้ำ
กลศ หม้อน้ำ
แม่และลูกโค ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร ปศุสัตว์
ฑมรุ การสร้างโลก
ธรรมจักร คำสั่งสอนสัมมาสัมพุทธเจ้า
จามร (แส้) บัลลังก์ ราชูปโภคของกษัตริย์
สวัสดิกะ ความมีโชค
วัชระ สายฟ้า
2. เงินพดด้วง เป็นเงินที่ผลิตขึ้นมาใช้กว่า ๖๐๐ ปีนับตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึง สมัยรัตนโกสินทร์ และยกเลิกการใช้ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
3. กษาปณ์ไทย จัดแสดงเรื่องราวของเหรียญกษาปณ์ในสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ “เหรียญช้าง เมืองไท” “เหรียญดอกบัว เมืองไท” จนถึงเหรียญกษาปณ์ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน
ห้องธนบัตรไทย
ประเทศไทยนำธนบัตรออกใช้เป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๕ ตามพระราชบัญญัติธนบัตรสยามรัตนโกสินทร ศก ๑๒๑ โดยมีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (กระทรวงการคลัง ในปัจจุบัน) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล การสั่งพิมพ์และนำออกใช้ธนบัตรภายในประเทศ จนกระทั่ง มีการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๕ กิจการทั้งปวงและอำนาจในการดำเนินการเกี่ยวกับธนบัตร จึงถูกโอนมาอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๒ ธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นเป็นผลสำเร็จ จึงได้พิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เองภายในประเทศ ได้แก่ ธนบัตรแบบ ๑๑ รวมทั้งแบบอื่น ๆ เป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน
การจัดทำและนำออกใช้ธนบัตร เป็นหน้าที่หลักสำคัญอีกด้านหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ด้วยธนบัตรเป็นเงินตราที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อให้ธนบัตรไทยคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือสมเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่สำคัญในปัจจุบัน
เงินกระดาษชนิดแรก เริ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้มีการผลิตเงินกระดาษขึ้นใช้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๙๖ เรียกว่า “หมาย” ซึ่งนับเป็นเงินกระดาษชนิดแรกในระบบเงินตราไทย และมีการผลิตใบสั่งจ่ายขึ้นหลายชนิดราคาเรียกว่า “ใบพระราชทานเงินตรา” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำ “อัฐกระดาษ” ออกใช้ระยะสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเงินปลีกระยะหนึ่ง หลังจากนั้นได้มีการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ระหว่างธนาคารและลูกค้า เรียกว่า “บัตรธนาคาร” ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๓๓ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้พิมพ์ “เงินกระดาษหลวง” ขึ้น เพื่อใช้เป็นธนบัตรแต่มิได้นำออกใช้เพราะขาดความพร้อม จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจัดทำตั๋วสำคัญที่ใช้แทนเงินตรา ประกาศออกใช้เมื่อวันที่ 7 กันยายน ธนบัตรไทยจึงถือกำเนิด ขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ห้องธนบัตรต่างประเทศ
จัดแสดงธนบัตรในกลุ่มประเทศที่สำคัญซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสมาชิก อาทิ กลุ่มผู้นำประเทศอุตสาหกรรม (G8)และกลุ่มธนาคารแห่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN)
ห้องบริบัติ
จัดแสดงพระประวัติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตไว้อย่างสมบูรณ์ด้วยวีดิทัศน์เรื่อง “เจ้าฟ้านักบริหาร แบบอย่างของผู้ทรงนำคุณประโชยน์เพื่อแผ่นดิน” ซึ่ง เพลงประกอบที่ไพเราะของเรื่องนี้จัดทำโดยพระนัดดาของพระองค์เอง สำหรับเรื่องราวของพระอัจฉริยภาพทางดนตรีนั้น นำเสนอด้วยเทคนิค Ghost Box ที่ถ่ายทอดเรื่องราวโดยพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต คือ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทุรัตนา” ซึ่งผู้ชมจะได้ฟัง เพลงมาร์ชบริบัตรและฮังกาเรียนราฟโซดีอันมีชื่อเสียง นอกจากนี้ ยังนำเสนอเพลงพระนิพนธ์ผ่านทางหุ่นจำลองวงปี่พาทย์ไม้แข็งครบวง สำหรับวัตถุประกอบการจัดแสดงนั้น ที่น่าสนใจจะเป็นของใช้ที่ มีตราประจำพระองค์ เช่น จาน เครื่องแก้ว ของที่ระลึกที่ประทาน “แหนบบริพัตร” นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินบริพัตรจำลอง โน้ตเพลงลายพระหัตถ์ รวมทั้งหุ่นจำลองขนาดเท่าพระองค์จริงในฉลองพระองค์จอมพลทหารเรือที่โดดเด่น จุดสุดท้ายที่ดึงดูดใจผู้ชมอย่างมากคือ หุ่นจำลองตำหนักประเสบัน ที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย และฉลองพระองค์ชุดสุดท้ายของพระองค์ที่มหาดเล็กคู่พระทัยถอดเก็บไว้บูชาหลังจากสิ้นพระชนม์ และทายาทได้นำมามอบให้พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการจัดแสดงและระลึกถึงพระองค์
สิ่งทีประทับใจในการชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
คือ การได้เข้าชมสถานที่นี้ ทำให้ดิฉันได้ทราบถึงข้อมูลเงินตราของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ให้ความรู้ได้ในระดับดีมาก โดยในสถานที่นี้ยังมีการแนะนำการวางแผนทางการเงิน มีรูปแบบการออม ซึ่งเราสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติใช้ในชีวิตของเราได้ และสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการเช้าชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งนี้ก็คือ การจัดแสดงห้องธนบัตรไทยและห้องธนบัตรต่างประเทศ ซึ่งเป็นห้องที่จัดแสดงในเรื่องของการผลิตธนบัตร มีการจัดแสดงทองคำแท่ง และยังมีกิจกรรมที่ทำให้เพลิดเพลินคือ มีการระบายบนแท่นพิมพ์ที่มีรูปสัญลักษณ์ต่างๆ อาทิ ลายดอกพุดตาน ลายสิงห์ ลายเรือสำเภา และลายรูปรัฐธรรมนูญ โดยรูปสัญลักษณ์ก็มีที่มาที่แตกต่าง ทั้งนี้นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินยังได้ความรู้อีกด้วย
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (วังบางขุนพรหม) จะมีอยู่สองชั้น ชั้นล่างได้เข้าชมเกี่ยวกับ เงินตรา ธนบัตรของไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีการจัดแสดงเงินตราและธนบัตรในหลายสมัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ส่วนชั้นบนจะเป็นห้องที่เกี่ยวกับประวัติและการดำเนินงานของธนาคารแหงประเทศไทย
ความรู้ที่ได้จาการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย (วังบางขุนพรหม) คือ ได้รู้เกี่ยวกับเงินตราและธนบัตรของไทย ได้รู้เกี่ยวกับธนบัตรต่างประเทศ ได้รู้ประวัติและการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เห็นเงินตรา ธนบัตร และเครื่องมือในการดำเนินวานในธนาคารของจริง เช่น
ห้องเปิดโลกเวินตราไทย : จัดการแสดงเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เงินตราในภูมิภาคสุวรรณภูมิและวิวัฒนการเงินตราไทยจนเป็นกษาปณ์ในปัจจุบัน
เงินตราโบราณ เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสุวรรณภูมิ...ดินแดนทองแห่งการค้า จุดบรรจบของโลกตะวันตกและตะวันออกนำเสนอด้วยวีดิทัศน์ ในรูปแบบของ Animation ส่วนวัตถุพิพิธภัณฑ์ประกอบการจัดแสดงเป็นโบราณวัตถุก่อนประวัติศาสตร์ อาทิ สร้อยลูกปัดสีน้ำเงิน กำไลหิน ต่างหูหิน ขวานหิน ขวานสำริด ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก่อนมีเงินตรา สำหรับเงินตราโบราณที่จัดแสดงในห้องนี้ ได้แก่ เงินตราสมัยทวาราวดี เหรียญลวปุระที่หาชมได้ยาก เงินดอกจันทน์ของอาณาจักรศรีวิชัย นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเงินตราอาณาจักรล้านนา เช่น เงินเจียง เงินท้อก เงินปากหมู เงินใบไม้ เงินอาณาจักรล้านช้าง เช่น เงินลาด เงินฮ้อย ในส่วนที่จัดแสดงเกี่ยวกับเงินตราโบราณนี้มีการจัดแสดงเงินตราโบราณของอาณาจักรใกล้เคียงที่มีหลักฐานว่ามีการนำมาใช้ในสมัยโบราณของบริเวณที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เช่น เงินไซซี เงินฮาง เงินตู้
ห้องธนบัตรไทย : จัดแสดงวิวัฒนาการ การใช้เงินกระดาษในระบบเงินตราไทย ตั้งแต่ “หมาย” “ใบพระราชทานเงินตรา” “อัฐกระดาษ” “บัตรธนาคาร” “ตั๋วเงินกระดาษ” หรือ “เงินกระดาษหลวง” มาจนถึงธนบัตรที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้
เงินกระดาษชนิดแรก เริ่มในรัชกาลที่ ๔ ได้มีการผลิตเงินกระดาษขึ้นใช้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๙๖ เรียกว่า “หมาย” ซึ่งนับเป็นเงินกระดาษชนิดแรกในระบบเงินตราไทย และมีการผลิตใบสั่งจ่ายขึ้นหลายชนิดราคาเรียกว่า “ใบพระราชทานเงินตรา” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำ “อัฐกระดาษ” ออกใช้ระยะสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเงินปลีกระยะหนึ่ง หลังจากนั้นได้มีการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ระหว่างธนาคารและลูกค้า เรียกว่า “บัตรธนาคาร” ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๓๓ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้พิมพ์ “เงินกระดาษหลวง” ขึ้น เพื่อใช้เป็นธนบัตรแต่มิได้นำออกใช้เพราะขาดความพร้อม จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจัดทำตั๋วสำคัญที่ใช้แทนเงินตรา ประกาศออกใช้เมื่อวันที่ 7 กันยายน ธนบัตรไทยจึงถือกำเนิด ขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่สัมผัส ด้วยอากาศจากเครื่องปรับอากาศที่เย็นสบาย และการใช้แสงสีที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น ได้ความรู้มากมายในการเดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เราสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเข้าชมนี้บอกต่อกับคนรอบข้างได้ สิ่งที่ประทับใจอีกอย่าวคือบรรยากาศรอบๆสวยงามและอากาศเย็นมาก มีความสุขมากๆๆๆๆๆๆเลยค่ะ
จากการที่กระผมได้ไปศึกษาที่ พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น กระผมได้รู้ถึงประวัติความเป็นมาของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 เปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 มีหน้าที่หลักในการดูแลกำกับเรื่องการเงินของชาติ ทั้งออกกฎเกณฑ์และควบคุมสถาบันการเงิน นำออกหมุนเวียนซึ่งธนบัตรไทยรวมถึงการควบคุมการถ่ายโอนเงินตราระหว่างประเทศ และเฝ้าระวังอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับสกุลเงินตราอื่นและทำให้รู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีผู้ว่าทั้งหมด 19 คน มีรายชื่อดังต่อไปนี้
1 พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย 2 เล้ง ศรีสมวงศ์ 3 หลวงเดชสหกรณ์ 4 ดร. เสริม วินิจฉัยกุล 5 เกษม ศรีพยัคฆ์ 6 โชติ คุณะเกษม 7 ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 8 พิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์ 9 ดร. เสนาะ อูนากูล 10 นุกูล ประจวบเหมาะ 11 ดร. กำจร สถิรกุล 12 ชวลิต ธนะชานันท์ 13 วิจิตร สุพินิจ 14 เริงชัย มะระกานนท์ 15 ดร. ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ 16 หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล 17 หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล 18 ดร. ธาริษา วัฒนเกส 19 ดร. ประสาร ไตรรัตน์วรกุล และในพิพิธภัณฑ์นั้นยังจัดแสดง เงินตราของไทยในสมัยโบราณ อาทิเช่น
เงินแท่งและเงินก้อน
เงินใบไม้ เงินวงตีนม้า เงินปากหมู เงินหอยโข่ง เงินท้อกเชียงใหม่ เงินท้อกเมืองน่าน
เงินกำไลมือ หรือเงินเจียง เงินดอกไม้ หรือเงินผักชี
เหรียญเงินอาหรับและเหรียญทองคำ พบที่จังหวัดปัตตานี เป็นเงินตราของพ่อค้าชาวอาหรับ นำติดตัวมาจากประเทศของตน อาจใช้แลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าคนไทย แถบหัวเมืองชายทะเลภาคใต้ แต่คงไม่ถึงกับใช้ในการซื้อขายสินค้า สำหรับเหรียญนี้มีอักษรเปอร์เซียจารึกไว้ อ่านได้ความว่า จัดทำขึ้นเป็นเหรียญที่ระลึก เงินนโม เป็นเงินตราที่มีบนาดเท่าเม็ดกาแฟขนาดเล็ก ด้านหนึ่งมีอักษรสันสกฤตโบราณ "น" อีกด้านหนึ่งเป็นร่องคล้ายเม็ดกาแฟ ทำด้วยเงินแต่ไม่ขาวเหมือนเงินบริสุทธิ์ เข้าใจว่าคงผสมแร่พลวง เงินนโมนี้นิยมใช้เป็นเครื่องรางของขลัง คุ้มกันโรคภัยไข้เจ็บ พบมากที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และที่เกาะชวา อีแปะ เป็นเงินตราที่มีรูปลักษณ์เหมือนเงินเหรียญของจีน ทำด้วยตะกั่วผสมดีบุก บรรดานายเหมือง และเจ้าเมืองแถบภาคใต้ของไทย เป็นผู้ทำขึ้นในอาณาเขตของตน โดยมีอักษรไทย - จีน บอกชื่อเมืองกำกับไว้เป็นสำคัญ จึงมักเรียกอีแปะเหล่านี้ตามชื่อเมืองที่ผลิต เช่น อีแปะสงขลา อีแปะพัทลุง อีแปะปัตตานี
เงินพดด้วงสุโขทัย ทำด้วยเนื้อเงินบริสุทธิ์ รูปลักษณ์เป็นก้อนกลม ปลายงอเข้าหากัน มีตราประทับอยู่ด้วย ส่วนใหญ่เป็นตราช้าง ราชสีห์ ราชวัตร สังข์ และดอกไม้ มีราคา บาท สองสลึง สลึง อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า เงินคุบหรือเงินคุด ทำด้วยเนื้อชิน ซึ่งอาจใช้เป็นเงินตรา หรือใช้เป็นลูกตุ้มชั่งน้ำหนัก เงินพดด้วงอยุธยา ป็นเงินที่มีรูปลักษณ์ขดกลมคล้ายตัวด้วง มีตราประทับต่างๆกัน กว่า 50 ตรา ส่วนใหญ่เป็น ตราจักร หรือธรรมจักร หรือตราสังข์ ครุฑ ช้าง ดอกบัว พุ่มดอกไม้ ราชวัตร ฯลฯ ทำด้วยเนื้อเงินบริสุทธิ์ คิดราคาตามค่าของน้ำหนักเงิน ใช้เป็นเงิตรา ราคาสูงขนาด บาท สองสลึง เฟื้อง 2 ไพ และไพ ส่วนเงินปลีกที่มีราคาต่ำสุดใช้เบี้ยหอย เงินพดด้วงรัตนโกสินทร์ เป็นเงินตราที่ใช้กันในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น รูปลักษณ์เหมือนกับพดด้วงสมัยอยุธยา ทำด้วยเนื้อเงินบริสุทธิ์ตราจักรประทับไว้หนึ่งตรา พร้อมตราประจำรัชกาลที่ผลิตเงินนี้ขึ้นใช้ประทับไว้ด้วย เช่น เงินพดด้วงในรัชกาลที่ 4 ใช้ตรามงกุฎ เป็นต้น นอกจากจะผลิตขึ้นใช้เป็นเงินตราแล้ว ยังใช้เป็นเงินที่ระลึกในโอกาสต่างๆอีกด้วย ราคาคิดตามค่าของน้ำหนักเงิน เช่นเดียวกับเงินพดด้วงอยุธยา เงินนี้เลิกใช้เมื่อ ปี พ.ศ. 2447 และนอกจากนี้ในพิพิธภัณฑ์ ยังมีการจัดแสดง เงินตราต่างประเทศ อีกหลายๆสุกลเงินอีกด้วย ในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงธนบัตรชนิดต่างในสมัยต่างๆ และมีวีดีโอ แสดงการทำธนบัตรชนิดต่างๆ
ทำให้กระผมทราบถึงประวัติการเป็นมาของเงินชนิดต่างๆ และรวมไปถึงประวัติความเป็นมาของ ธนาคารแห่งประเทศไทย และได้เพลิดเพลินกับการที่ได้ชม วังเก่าที่มีความวิจิตรงดงาม และข้าวของเครื่องใช้ในสมัยก่อน และยังเพลิดเพลินกับการทำกิจกรรมต่างๆภายในนั้นอีกด้วย ได้ความรู้แล้วยังสนุกสนานกับกิจกรรมภายในนั้ัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย The Bank of Thailand ประวัติธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชื่อไม่เป็นทางการ แบงค์ชาติ (อังกฤษ: The Bank of Thailand: BOT) เป็นธนาคารกลางของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 เปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 มีหน้าที่หลักในการดูแลกำกับเรื่องการเงินของชาติ ทั้งออกกฎเกณฑ์และควบคุมสถาบันการเงิน นำออกหมุนเวียนซึ่งธนบัตรไทยรวมถึงการควบคุมการถ่ายโอนเงินตราระหว่างประเทศ และเฝ้าระวังอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับสกุลเงินตราอื่น ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นหลังจากประเทศไทยได้มีธนาคารพาณิชย์ทั้งของรัฐและเอกชนเริ่มดำเนินการไปก่อนหน้านั้นแล้ว ภารกิจและหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยเดิมซ้อนเหลื่อมอยู่กับกระทรวงการคลังและได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับหลังจากที่ระบบการเงินของโลกพัฒนาไปและมีวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญต่างๆ
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ย มีอนุสนธิมาจากคำสั่งที่ ๙๖/๒๕๒๑ ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๒๑ เรื่องตั้งคณะทำงานพิจารณาจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของธนาคาร ทำหน้าที่ดูแลการซ่อมแซมปรับปรุงวังบางขุนพรหม เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์เงินตราและจัดแสดงประวัติวังบางขุนพรหม ซึ่งเดิมวังบางขุนพรหมเป็นอาคารที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาในปี ๒๕๒๕ เมื่ออาคารสำนักงานใหญ่หลังแรกได้เปิดดำเนินการ วังบางขุนพรหมจึงมิได้ใช้งาน ประกอบกับมีความงดงามทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับความเห็นชอบจากธนาคารที่จะตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๖ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ในตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม และตำหนักใหญ่วังเทวะเวสม์ ภายในบริเวณธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ ๒๗๓ ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง เพื่ออนุรักษ์เงินตราไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติไทยในอดีต เป็นศูนย์กลางการค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการเงินตราไทย ระบบเงินตรา ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในแต่ละยุคสมัย อเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับระบบการเงินของไทย และบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะธนาคารกลางของประเทศ อืกทั้งแสดงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของอาคารโบราณสถานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มุ่งให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินแก่ผู้เข้าชม โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมมีการนำระบบแสง-เสียง เทคนิคฉากละคร (Diorama) ระบบมัลติมีเดีย ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิก ฯลฯ เข้าร่วมในการนำเสนอ
จากที่ดิฉันได้เข้าไปศึกษามีด้วยกันทั้งหมด2ห้อง ห้องแรกจะจัดแสดงเกี่ยวกับ เหรียญในสมัยต่างๆในประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือของต่างประเทศ ห้องที่2จัดแสดงเกี่ยวกับ ธนบัตรในสมัยต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ
ระบบสกุลเงินไทยในปัจจุบัน ซึ่งเงิน หนึ่งบาท มีค่าเท่ากับ 100 สตางค์ เริ่มใช้ปี พ.ศ. 2440 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปัจจุบัน มีการผลิตเหรียญกษาปณ์อยู่ทั้งหมด 9 ชนิดคือ เหรียญ 1, 5, 10, 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท โดยเหรียญ 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท เป็นเหรียญที่ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป ส่วนเหรียญ 1, 5 และ 10 สตางค์ ไม่ได้ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป แต่ใช้ภายในธนาคารเท่านั้น ดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อน พุทธศตวรรษที่ 6 ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้ได้มีการติดต่อกับชุมชนอื่นในบริเวณใกล้เคียง โดยใช้สื่อกลางใน การแลกเปลี่ยนหลายรูปแบบ เช่น ลูกปัด เปลือกหอย เมล็ดพืช เป็นต้น สำหรับชนชาติไทยสันนิษฐานว่าได้มีการนำโลหะเงินมาใช้เป็นเงินตรามาตั้งแต่ในสมัยสุโขทัย เรียกกันว่า เงินพดด้วง ซึ่งมีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงความเจริญของชนชาติไทยที่ได้ผลิตเงินตราขึ้นใช้เองเป็นเวลาหลายร้อยปีจวบจนมีการนำเงินเหรียญตามแบบสากลเข้ามาใช้ - อาณาจักรฟูนันก่อตัวขึ้นบริเวณทางใต้ของลุ่มน้ำโขง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 และล่มสลายลง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 เงินตราที่ใช้จะมีสัญลักษณ์ เกี่ยวกับกษัตริย์ การปกครอง และศาสนา โดยมีลักษณะเป็นเหรียญเงินด้านหนึ่งมีสัญลักษณ์พระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมี อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระศรีวัตสะ กลองบัณเฑาะว์ที่พราหมณ์ใช้ในพิธีต่างๆ และมีเครื่องหมายสวัสดิกะซึ่งหมายถึงความโชคดี - อาณาจักรทวารวดีเริ่มมีความสำคัญขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 12 และล่มสลายลงในพุทธศตวรรษที่ 16 สันนิษฐานว่ามีศูนย์กลางการปกครองอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม เงินตราที่พบยังคงมีสัญลักษณ์เกี่ยวกับกษัตริย์ อำนาจการปกครอง ความอุดมสมบูรณ์ และศาสนา เช่น เหรียญเงินด้านหนึ่งเป็นรูปบูรณกลศ (หม้อน้ำที่มีน้ำเต็ม) ซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ อีกด้านเป็นภาษาสันสกฤตโบราณ อ่านว่า "ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ" แปลว่า "บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี" -ราชอาณาจักรสุโขทัยได้ผลิตเงินตราขึ้นใช้ในระบบเศรษฐกิจ คือ เงินพดด้วง นอกจากนี้ยังใช้ "เบี้ย" เป็นเงินปลีกสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าราคาต่ำ เงินพดด้วงสันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย และใช้ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
นี่ก็เป็นความรู้ที่ฉันได้รับ จากการไปทัศนศึกษานอกสถานที่ในครั้งนี้ และได้รับความประทับใจคือได้เห็นสิ่งที่หลงเหลือจากอดีต มาจัดแสดงให้คนรุ่นหลังได้ดู อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เเคยเห็น แต่ก็เป็นบุญครั้งหนึ่งที่เคยเห็นสิ่งที่ล้ำค่า ที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้เราได้ดู ถ้าไม่มีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ดิฉันก็คงไม่เคยเห็นสิ่งที่มีมานับร้อยๆปี และยังมีอยู่จริงที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
ชื่อ slowly ของ นาย ชานนท์ จันทร์ดีสุขใจ
ธนาคารแห่งประเทศไทย The Bank of Thailand ประวัติธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชื่อไม่เป็นทางการ แบงค์ชาติ (อังกฤษ: The Bank of Thailand: BOT) เป็นธนาคารกลางของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 เปิดดำเนินการครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2485 มีหน้าที่หลักในการดูแลกำกับเรื่องการเงินของชาติ ทั้งออกกฎเกณฑ์และควบคุมสถาบันการเงิน นำออกหมุนเวียนซึ่งธนบัตรไทยรวมถึงการควบคุมการถ่ายโอนเงินตราระหว่างประเทศ และเฝ้าระวังอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบกับสกุลเงินตราอื่น ธนาคารแห่งประเทศไทยจัดตั้งขึ้นหลังจากประเทศไทยได้มีธนาคารพาณิชย์ทั้งของรัฐและเอกชนเริ่มดำเนินการไปก่อนหน้านั้นแล้ว ภารกิจและหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยเดิมซ้อนเหลื่อมอยู่กับกระทรวงการคลังและได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับหลังจากที่ระบบการเงินของโลกพัฒนาไปและมีวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญต่างๆ
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ย มีอนุสนธิมาจากคำสั่งที่ ๙๖/๒๕๒๑ ลงวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๒๑ เรื่องตั้งคณะทำงานพิจารณาจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของธนาคาร ทำหน้าที่ดูแลการซ่อมแซมปรับปรุงวังบางขุนพรหม เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์เงินตราและจัดแสดงประวัติวังบางขุนพรหม ซึ่งเดิมวังบางขุนพรหมเป็นอาคารที่ทำการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อมาในปี ๒๕๒๕ เมื่ออาคารสำนักงานใหญ่หลังแรกได้เปิดดำเนินการ วังบางขุนพรหมจึงมิได้ใช้งาน ประกอบกับมีความงดงามทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงได้รับความเห็นชอบจากธนาคารที่จะตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๖ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ในตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม และตำหนักใหญ่วังเทวะเวสม์ ภายในบริเวณธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ ๒๗๓ ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง เพื่ออนุรักษ์เงินตราไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติไทยในอดีต เป็นศูนย์กลางการค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการเงินตราไทย ระบบเงินตรา ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในแต่ละยุคสมัย อเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับระบบการเงินของไทย และบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะธนาคารกลางของประเทศ อืกทั้งแสดงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของอาคารโบราณสถานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มุ่งให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินแก่ผู้เข้าชม โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมมีการนำระบบแสง-เสียง เทคนิคฉากละคร (Diorama) ระบบมัลติมีเดีย ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิก ฯลฯ เข้าร่วมในการนำเสนอ
จากที่ดิฉันได้เข้าไปศึกษามีด้วยกันทั้งหมด2ห้อง ห้องแรกจะจัดแสดงเกี่ยวกับ เหรียญในสมัยต่างๆในประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือของต่างประเทศ ห้องที่2จัดแสดงเกี่ยวกับ ธนบัตรในสมัยต่างๆ ทั้งของไทยและต่างประเทศ
ระบบสกุลเงินไทยในปัจจุบัน ซึ่งเงิน หนึ่งบาท มีค่าเท่ากับ 100 สตางค์ เริ่มใช้ปี พ.ศ. 2440 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปัจจุบัน มีการผลิตเหรียญกษาปณ์อยู่ทั้งหมด 9 ชนิดคือ เหรียญ 1, 5, 10, 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท โดยเหรียญ 25 และ 50 สตางค์, 1, 2, 5 และ 10 บาท เป็นเหรียญที่ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป ส่วนเหรียญ 1, 5 และ 10 สตางค์ ไม่ได้ออกใช้หมุนเวียนทั่วไป แต่ใช้ภายในธนาคารเท่านั้น ดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อน พุทธศตวรรษที่ 6 ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้ได้มีการติดต่อกับชุมชนอื่นในบริเวณใกล้เคียง โดยใช้สื่อกลางใน การแลกเปลี่ยนหลายรูปแบบ เช่น ลูกปัด เปลือกหอย เมล็ดพืช เป็นต้น สำหรับชนชาติไทยสันนิษฐานว่าได้มีการนำโลหะเงินมาใช้เป็นเงินตรามาตั้งแต่ในสมัยสุโขทัย เรียกกันว่า เงินพดด้วง ซึ่งมีเอกลักษณ์ เป็นของตัวเอง และแสดงให้เห็นถึงความเจริญของชนชาติไทยที่ได้ผลิตเงินตราขึ้นใช้เองเป็นเวลาหลายร้อยปีจวบจนมีการนำเงินเหรียญตามแบบสากลเข้ามาใช้ - อาณาจักรฟูนันก่อตัวขึ้นบริเวณทางใต้ของลุ่มน้ำโขง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6 และล่มสลายลง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 เงินตราที่ใช้จะมีสัญลักษณ์ เกี่ยวกับกษัตริย์ การปกครอง และศาสนา โดยมีลักษณะเป็นเหรียญเงินด้านหนึ่งมีสัญลักษณ์พระอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมี อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระศรีวัตสะ กลองบัณเฑาะว์ที่พราหมณ์ใช้ในพิธีต่างๆ และมีเครื่องหมายสวัสดิกะซึ่งหมายถึงความโชคดี - อาณาจักรทวารวดีเริ่มมีความสำคัญขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 12 และล่มสลายลงในพุทธศตวรรษที่ 16 สันนิษฐานว่ามีศูนย์กลางการปกครองอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม เงินตราที่พบยังคงมีสัญลักษณ์เกี่ยวกับกษัตริย์ อำนาจการปกครอง ความอุดมสมบูรณ์ และศาสนา เช่น เหรียญเงินด้านหนึ่งเป็นรูปบูรณกลศ (หม้อน้ำที่มีน้ำเต็ม) ซึ่งหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ อีกด้านเป็นภาษาสันสกฤตโบราณ อ่านว่า "ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ" แปลว่า "บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี" -ราชอาณาจักรสุโขทัยได้ผลิตเงินตราขึ้นใช้ในระบบเศรษฐกิจ คือ เงินพดด้วง นอกจากนี้ยังใช้ "เบี้ย" เป็นเงินปลีกสำหรับแลกเปลี่ยนสินค้าราคาต่ำ เงินพดด้วงสันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย และใช้ต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
นี่ก็เป็นความรู้ที่ฉันได้รับ จากการไปทัศนศึกษานอกสถานที่ในครั้งนี้ และได้รับความประทับใจคือได้เห็นสิ่งที่หลงเหลือจากอดีต มาจัดแสดงให้คนรุ่นหลังได้ดู อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่เเคยเห็น แต่ก็เป็นบุญครั้งหนึ่งที่เคยเห็นสิ่งที่ล้ำค่า ที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้เราได้ดู ถ้าไม่มีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ดิฉันก็คงไม่เคยเห็นสิ่งที่มีมานับร้อยๆปี และยังมีอยู่จริงที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
จากการที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้ศึกษาเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างอาทิประวัติของเงินตรานับตั้งแต่ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบันนี้ประวัติศาสตร์ของเงินตรานับว่าเป็นประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งนัก
"ดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นทีี่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่6 ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้ได้มีการติดต่อกับชุมชนใกล้เคียง โดยใใช้สื่อกลางในการเเลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบเช่น เปลืกหอย เมล็ดพืช เป็นต้นสำหรับชนชาติไทยสันนิาฐานว่าได้มีการนำโลหะเงินมาใช้เป็นเงินตราตั้งแต่สมัยสุโขทัย เรียกกันว่าเป็นเงิน พดด้วง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและเเสดงถึงความเจริญของชนชาติไทยที่ผลิตเงินตรามาใช้เองเป็นเวลาหลายร้อยปีจวบจนมีการนำเงินตามแบบสากลมาใช้
วิวัฒนาการเงินตราไทย
เงินตราฟูนัน เหรียญเงินด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นพะอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมี อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระศรีวัตสะ กลองบัณเทาะว์ที่พราหมณ์ใช้ในพิธีต่างๆและมีเครื่องหมายสวัสดิกะวึ่งหมายถึงความโชคดี
เงินตราทวาราวดี เป็นเงินตราที่พบยังคงมีลักษณะเป็นกษัตริย์ อำนาจการปกครอง ความอุดมสมบูรณ์และศาสนาเช่น เหรียญเงิน อีกด้านหนึ่งเป็นรูปบูรณกลศ
เงินตราศรีวิชัย ประมาณพุทธศตวรรษที่13 การค้าทางทะเลมีความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้เมืองที่อยู่บน คาบสมุทรสุวรรณภูมิ ได้แก่ ไชยาและนครศรีธรรมราชมีความเจริญในทางการค้า
เงินตราสุโขทัย การผลิตเงินพดด้วงในสมัยนี้ ทางราชการเปิดโอกาสให้เจ้าเมืองประเทสราช ตลอดจนพ่อค้าและประชาชนสามารถผลิตขึ้นมาใช้เองได้ เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการติดต่อค้าขาย จึงพบเงินพดด้วงที่มีตราประทับหลาหลายตรากันไป ดดยอาจเป็นตราของผู้ผลิต ของเจ้าเมืองหรือผู้มีอำนาจในการรับรองของเนื้อเงินก็ได้ ตราที่พบส่วนใหญ่ได้แก่ ราชสีห์ ช้าง หอยสังข์ ธรรมจักร บัว กระต่ายและราชวัต
เงินตราสมัยกรุงธนบุรี สมัยนี้ยังใช้เงินพดด้วงอย่างกรุงเก่า สันนิษฐานมีการผลิตใช้เงินพดด้วงขึ้นมาใช้เพียง 2 ชนิด คือ เงินพดด้วงตราตรีศูลและตราทวิวุธ
สมัยราชกาลที่๑ เงินพดด้วงสมัยราชกาลที่๑ เดิมประทับตราจักร และตราตรีศูล แต่หลังจากบรมราชาภิเษกแล้วได้โปรดเกล้าฯให้ผลิตเงินพดด้วงประจำราชกาลและประทับตราพระแสงจักร-บัวอุณาโลม
สมัยราชกาลที่๒ ตราที่ประทับบนเงินพดด้วงคือ ตราจักรและตราครุฑ สันนิษฐานว่าครุฑมาจากพระนามเดิมของราชกาลที่๒ คือ "ฉิม" ซึ่งเป็นวิมารของพญาครุฑ
สมัยราชกาลที่๓ ตราปราสาทเป็นตราประจำพระองค์ของราชกาลที่๓ ผลิตขึ้นมาเมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติในปี พ.ศ.2367 นอกจากนี้ยังมีการผลิตเงินพดด้วงเป็นที่ระลึกในโอกาสสำคัญๆ
สมัยราชกาลที่๔ พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนรูปเงินตราของไทยจากเงินพดด้วงเป็นเงินเหรียญ ในสมัยนี้จึงถือว่ามีการใช้เหรียญกษาปณ์แบบสากลนิยมเป็นครั้งแรก ทรงประกาศให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นมา
สมัยราชกาลที่๕ ในราชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน ที่สำคัญพระองค์มีพระราชดำริว่า มาตราของไทยที่ใช้อยู่ในขณะนั้น คือ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง เป็นระบบที่ยากต่อการคำนวณและการทำบัญชี
สมัยราชกาลที่๖ มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ไปใช้แต่ไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเงินกษาปณ์ที่มีราคาไม่สูงนัก คือ 1บาท,50 สตางค์,10 สตางค์,5 สตางค์ และ 1 สตางค์
สมัยราชกาลที่๗ ในราชกาลนี้มีการผลิตเหรียญออกไปใช้ไม่มากนัก เนื่องจากอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เหรียญประจำราชกาลที่นำออกไปใช้เป็นเหรียญชนิดราคา 50 และ 25 สตางค์ ตราพระบรมรูป-ช้างทรงเครื่อง
สมันราชกาลที่๘ เหรียญประจำราชกาลที่ผลิตออกมาใช้หมุนเวียน เป็นเหรียญตราพระบรมรูป-พระครุฑพ่าห์ ชนิดราคา 50,25,10 และ 5 สตางค์
สมัยราชกาลที่๙ ได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์รุ่นเเรกออกไปใช้ เป็นเหรียญอะลูมิเนี่ยมบรอนซ์ หรือทองแดง ชนิดราคา5 สตางค์ ,10 สตางค์,25 สตางค์,50 สตางค์ ลวดลายด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้านหลังเป็นตราแผ่นดินของไทย
นอกจากนี้ยังมีเงินตราท้องถิ่นของภาคใต้ในสมัยรัฒนโกสินทร์ที่เรียกกันว่า "อีแปะ" ตั้งแต่สมัยราชกาลที่๒ถึงสมัยราชกาลที่๕(ตอนปลาย)แห่งกรุงรัฒนโกสินทร์(ค.ศ.1879-1970) ได้มีการผลิตและใช้อีแปะดีบุก หรือที่ชาวใต้เรียกว่า "เบี้ย"ซึ่งเกิดขึ้นเพราะความต้องการใช้เงินปลีกย่อยในเมืองหรืือในอณาเขตเมืองต่างๆ ได้แก่ สงขลา พัทลุง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และปัตตานี โดยเป็นทีี่ยอมรับให้ใช้เฉพาะท้องถิ่น สันนิษฐานว่าชาวจีนเป็นผู็ริเริ่มผลิตอีแปะขึ้นมา ชาวใต้เลียนแบบชาวจีนโดยใช้ตะกั่วผสมดีบุกหล่อในแม่พิมพ์คล้ายกิ่งไม้ ตัวอีแปะมีลักษณะกลมบาง มีรูตรงกลางบ้างก็เรียกเหรียญกงสี เหรียญกงสีเป็นวิวิฒนาการมาจากอีแปะทำด้วยโลหะดีบุค+ตะกั่ว กลางเหรียญมีรูกลมบ้าง รูสี่เหลี่ยมบ้าง บนเหรียญส่วนใหญ่มีอักษรจีน ระบุสถานที่ใช้หรือที่ผลิต เหรียญกงสีทั้งน่าจะริเริ่มใช้ในปลายสมัยราชกาลที่๓เป็นต้นมาจนถึงสมัยราชกาลที่๕ซึ่งเป็นสมันที่ไทยเริ่มเปิดประเทศ และมีชาวจีนเป็นผู็รับเหมาเก็บภาษี กิจกรรมใหญ่ๆที่มีลูกจ้างมาก เช่นเหมืองแร่ โรงสี โรงเลื่อย เป็นต้น ต่อมาราชกาลที่๕ได้ทรงปรับเปลี่ยนระบบกาารปกครอง เศรษฐกิจการเมืองให้ทันสมัยในเรื่องของการคลัง ทางการได้ตราพระราชบัญญัติมาตราทองคำ ร.ศ.127 เมื่อ11 พฤศจิกายน 2451 ทำให้ไทยเข้าสู่ระบบการใช้ทองคำเป็นทุนสำรองและกำหนดอัตราเงินบาทเทียบเท่าทองคำ ส่วนเงินนอกระบบไม่ว่าจะเป็นเงินท้องถิ่นหรือเงินต่างประเทศจึงถูกห้ามใช้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาอีกทั้งข้าพเจ้าได้รู็ถึง
กระบวนการผลิตธนบัตร
ระบบการจัดการธนบัตรที่มีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนในการวางแผนทางการเงิน
รูปแบบการออม
I was very impressed with The Museum of The Bank of Thailand,and i can take the knowledge gained applied in my everyday lifestyle whether it is a matter of process in financial planning , forms saving money and payment systems
Name: Madihah Sa-it
ID:55127326080
พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
เมื่อการจัดทำพิพิธภัณฑ์แล้วเสร็จ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๖
ต่อมาภายหลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์วังเทวะเวสม์ในปี ๒๕๔๑ จึงได้มีการปรับปรุงและอนุรักษ์ตำหนักใหญ่ วังเทวะเวสม์ และได้จัดทำห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ตำหนักนี้ด้วย โดยแสดงพระประวัติของสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการและแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวังเทวะเวสม์ ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดตำหนักใหญ่ วังเทวะเวสม์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๗ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ในตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม และตำหนักใหญ่วังเทวะเวสม์ ภายในบริเวณธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ ๒๗๓ ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มุ่งให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินแก่ผู้เข้าชม โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมมีการนำระบบแสง-เสียง เทคนิคฉากละคร (Diorama) ระบบมัลติมีเดีย ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิก ฯลฯ เข้าร่วมในการนำเสนอ
สิ่งที่ดิฉันประทับใจคือ การได้รับรู้ว่าประเทศไทย มรดกที่สืบติ่กันมาช้านาน นั่นคือเรื่องของเงินตรา ซึ่งประเทศไทยเรามีการคิดค้นเงินตราต่างๆมากมายแต่ละสมัย เพื่อใช้เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนสินค้า เงินพดด้วงในสมัยสุโขทัย เงินพดด้วงในสมัยอยุธยา เงินดอกจัน ในสมัยลพบุรี และที่ไม่เคยรู้มาก่อนคือ ห้องธนบัตรทีมีแท่นพิมหน้ามีกระดาษกับดินสอให้ระบายพิมภาพจากแท่นพิมพ์ได้ จากการศึกษาดูงานครั้งนี้ช่วยให้ดิฉันอยากสะสมเงินมากขึ้นๆ และมากขึ้น เพื่อประโยชน์แก่ตนเอง และคนรุ่นหลังต่อไปค่ะ
จากที่ดิฉันได้ไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ก้าวแรกที่เดินเข้าไปประทับใจในบรรยากาศที่สงบร่มรื่นและสวยงามเป็นอย่างมาก และต่อมาดิฉันได้เดินเข้าไปเยี่ยมชมภายในบริเวณพิพิธภัณฑ์ ภายในพิพิธภัณฑ์ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการไว้มากมาย และทำให้ดิฉันรับรู้ถึงประวัติความเป็นมาของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าธนาคารแห่งประเทศไทยสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่10 ธันวาคม 2585 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในวังบางขุนพรหม ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงอยู่ในอาณาบริเวณของวังอันงดงาม ท่ามกลางภูมิทัศน์อันร่มเย็นริมแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มุ่งให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินแก่ผู้เข้าชม โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมมีการนำระบบแสง-เสียง เทคนิคฉากละคร (Diorama) ระบบมัลติมีเดีย ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิก ฯลฯ เข้าร่วมในการนำเสนอ
ห้องเปิดโลกเงินตราไทย จัดแสดงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เงินตราในภูมิภาคสุวรรณภูมิและวิวัฒนการเงินตราไทยจนเป็นกษาปณ์ในปัจจุบันคือ 1. เงินตราโบราณ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสุวรรณภูมิ...ดินแดนทองแห่งการค้า จุดบรรจบของโลกตะวันตกและตะวันออกนำเสนอด้วยวีดีทัศน์ ในรูปแบบของ Animation ส่วนวัตถุพิพิธภัณฑ์ประกอบการจัดแสดงเป็นโบราณวัตถุก่อนประวัติศาสตร์ อาทิ หม้อบ้านเชียง สร้อยลูกปัดสีน้ำเงิน ลูกปัดดินเผาบ้านเชียง กำไลหิน ต่างหูหิน ขวานหิน ขวานสำริด ซึ่งสันนิษฐานว่า เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก่อนมีเงินตรา สำหรับเงินตราโบราณที่จัดแสดงในห้องนี้ ได้แก่ เงินตราสมัยทวาราวดี เหรียญลวปุระที่หาชมได้ยาก เงินดอกจันทน์ของอาณาจักรศรีวิชัย นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเงินตราอาณาจักรล้านนา เช่น เงินเจียง เงินท้อก เงินปากหมู เงินใบไม้ เงินอาณาจักรล้านช้าง เช่น เงินลาด เงินฮ้อย ในส่วนที่จัดแสดงเกี่ยวกับเงินตราโบราณนี้มีการจัดแสดงเงินตราโบราณของอาณาจักรใกล้เคียงที่มีหลักฐานว่ามีการนำมาใช้ในสมัยโบราณของบริเวณที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เช่น เงินไซซี เงินฮาง เงินตู้
2. เงินพดด้วง จัดแสดงเรื่องราวของเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินที่ผลิตขึ้นมาใช้กว่า ๖๐๐ ปีนับตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึง สมัยรัตนโกสินทร์ และยกเลิกการใช้ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในห้องจัดแสดงนี้มีเงินพดด้วงครบทุกยุคทุกสมัย เงินพดด้วงที่ถือว่าเด่นและดึงดูดสายตาผู้ชมมากคือ “พดด้วงตราพระมหามงกุฎ” “พดด้วงตราช่อรำเพย” ซึ่งเป็นพดด้วงเถาครบชุด หาชมได้ยากและ “พดด้วงทองคำ” ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์และหาชมได้ยากเช่นกัน ส่วนรายละเอียดของกระบวนการทำเงินพดด้วงนั้นจัดแสดงในสื่อที่เรียกว่า Diorama มีเสียงบรรยายประกอบ รวมทั้งจัดแสดงอุปกรณ์การจัดทำเงินพดด้วง นอกจากนี้ยังมีMultimedia ที่แสดงเรื่องราวของการค้าสมัยอยุธยา โดยมีเรือสำเภาโปรตุเกสจำลองที่สามารถแล่นไปมาได้ นอกจากนี้ยังมีการแสดงองค์ประกอบของเงินพดด้วง ตราสัญลักษณ์ของเงินพดด้วงสมัยต่างๆ พดด้วงจำลองขนาดยักษ์ที่หมุนได้รอบทิศ Jigsaw ที่เป็นตราพดด้วงที่ผู้เข้าชมสามารถต่อเล่นได้ มุมทดสอบน้ำหนักเงินพดด้วง เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักและมูลค่าของพดด้วง และเกมคอมพิวเตอร์เพื่อทดสอบความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาของการจัดแสดงในส่วนเปิดโลกเงินตรา 3. กษาปณ์ไทย จัดแสดงเรื่องราวของเหรียญกษาปณ์ในสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ “เหรียญช้าง เมืองไท” “เหรียญดอกบัว เมืองไท” จนถึงเหรียญกษาปณ์ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน เหรียญกษาปณ์ที่เด่นและมีชื่อเสียงในแต่ละสมัย เช่น
เหรียญหนวด” สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
เหรียญทองคำต้นแบบ” สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
ห้องธนบัตรไทย จัดแสดงวิวัฒนาการ การใช้เงินกระดาษในระบบเงินตราไทย ตั้งแต่ “หมาย” “ใบพระราชทานเงินตรา” “อัฐกระดาษ” “บัตรธนาคาร” “ตั๋วเงินกระดาษ” หรือ “เงินกระดาษหลวง” มาจนถึงธนบัตรที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เงินกระดาษชนิดแรก เริ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้มีการผลิตเงินกระดาษขึ้นใช้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๙๖ เรียกว่า “หมาย” ซึ่งนับเป็นเงินกระดาษชนิดแรกในระบบเงินตราไทย และมีการผลิตใบสั่งจ่ายขึ้นหลายชนิดราคาเรียกว่า “ใบพระราชทานเงินตรา” ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำ “อัฐกระดาษ” ออกใช้ระยะสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเงินปลีกระยะหนึ่ง หลังจากนั้นได้มีการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ระหว่างธนาคารและลูกค้า เรียกว่า “บัตรธนาคาร” ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๓๓ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้พิมพ์ “เงินกระดาษหลวง” ขึ้น เพื่อใช้เป็นธนบัตรแต่มิได้นำออกใช้เพราะขาดความพร้อม จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจัดทำตั๋วสำคัญที่ใช้แทนเงินตรา ประกาศออกใช้เมื่อวันที่ 7 กันยายน ธนบัตรไทยจึงถือกำเนิด ขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ธนบัตรที่นำมาจัดแสดงนี้ มีครบทุกแบบตั้งแต่ธนบัตรแบบหนึ่งเป็นต้นมา รวมทั้งธนบัตรที่ระลึกและบัตรธนาคาร ไม่แต่เท่านั้นยังแสดงรายละเอียดของธนบัตรแต่ละรุ่นว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร แสดงแบบร่างสีก่อนที่จะนำมาตีพิมพ์ หรือ มิได้นำมาตีพิมพ์ ธนบัตรที่ตีพิมพ์แล้วแต่มิได้นำออกใช้ ธนบัตรที่หายากเป็นพิเศษ เบื้องหลังของธนบัตรที่น่าสนใจใคร่รู้ เช่น แบ็งก์กงเต็ก ธนบัตรไว้ทุกข์ เป็นต้น ห้องธนบัตรต่างประเทศ มีจอภาพขนาดใหญ่ให้ความรู้เรื่องธนบัตรต่างประเทศจากทั่วโลก พร้อมจัดแสดงธนบัตรในบอร์ดกระจกที่ผู้ชมสามารถพลิกชมเองได้ทั้งสองด้าน โดยจัดแสดงธนบัตรในกลุ่มประเทศที่สำคัญซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสมาชิก อาทิ กลุ่มผู้นำประเทศอุตสาหกรรม (G8)และกลุ่มธนาคารแห่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN) ห้องบริพัตร จัดแสดงพระประวัติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตไว้อย่างสมบูรณ์ด้วยวีดีทัศน์เรื่อง “เจ้าฟ้านักบริหาร แบบอย่างของผู้ทรงนำคุณประโชยน์เพื่อแผ่นดิน” ซึ่ง เพลงประกอบที่ไพเราะของเรื่องนี้จัดทำโดยพระนัดดาของพระองค์เอง สำหรับเรื่องราวของพระอัจฉริยภาพทางดนตรีนั้น นำเสนอด้วยเทคนิค Ghost Box ที่ถ่ายทอดเรื่องราวโดยพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต คือ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทุรัตนา” ซึ่งผู้ชมจะได้ฟัง เพลงมาร์ชบริบัตรและฮังกาเรียนราฟโซดีอันมีชื่อเสียง นอกจากนี้ ยังนำเสนอเพลงพระนิพนธ์ผ่านทางหุ่นจำลองวงปี่พาทย์ไม้แข็งครบวง สำหรับวัตถุประกอบการจัดแสดงนั้น ที่น่าสนใจจะเป็นของใช้ที่ มีตราประจำพระองค์ เช่น จาน เครื่องแก้ว ของที่ระลึกที่ประทาน “แหนบบริพัตร” นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินบริพัตรจำลอง โน้ตเพลงลายพระหัตถ์ รวมทั้งหุ่นจำลองขนาดเท่าพระองค์จริงในฉลองพระองค์จอมพลทหารเรือที่โดดเด่น จุดสุดท้ายที่ดึงดูดใจผู้ชมอย่างมากคือ หุ่นจำลองตำหนักประเสบัน ที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย และฉลองพระองค์ชุดสุดท้ายของพระองค์ที่มหาดเล็กคู่พระทัยถอดเก็บไว้บูชาหลังจากสิ้นพระชนม์ และทายาทได้นำมามอบให้พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการจัดแสดงและระลึกถึงพระองค์
สิ่งที่ได้รับจากการไปศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
ก่อนที่จะมีการนำธนบัตรเข้ามาใช้ร่วมกับเงินตราชนิดอื่น ๆ ในระบบการเงินของประเทศ ชนชาติไทยได้ใช้หอยเบี้ย ประกับ (ดินเผาที่มีตราประทับ) เงินพดด้วง ปี้กระเบื้อง และเหรียญกษาปณ์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติและเปิดเสรีทางการค้า ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถผลิตเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินตราหลักในขณะนั้นได้ทันต่อความต้องการ ทั้งยังมีผู้ทำเงินพดด้วงปลอมออกใช้ปะปนในท้องตลาด จนเป็นปัญหาเดือดร้อนกันทั่วไป ในพ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้จัดทำเงินกระดาษชนิดแรกขึ้นใช้ในระบบเงินตราของประเทศ เรียกว่า หมาย ต่อมาระหว่างพ.ศ. 2415 - 2416 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดปัญหาเหรียญกษาปณ์ชนิดราคาต่ำซึ่งเป็นเงินปลีกที่ทำจากดีบุกและทองแดงขาดแคลน ประกอบกับมีการนำ ปี้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ใช้แทนเงินในบ่อนการพนันมาใช้แทนเงินตรา ในพ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้จัดทำเงินกระดาษชนิดราคาต่ำเรียกว่า อัฐกระดาษ ให้ราษฎรได้ใช้จ่ายแทนเงินเหรียญที่ขาดแคลน แต่อัฐกระดาษก็ไม่เป็นที่นิยมใช้เช่นเดียวกับหมาย เงินกระดาษชนิดต่อมา คือ บัตรธนาคาร ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศสามธนาคารที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ธนาคารชาร์เตอร์แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน และธนาคารแห่งอินโดจีน ได้ขออนุญาตนำบัตรธนาคารออกใช้ เมื่อพ.ศ. 2432, 2441, และ 2442 ตามลำดับ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นรัฐบาลประสบปัญหาไม่สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ทันต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ บัตรธนาคาร มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดหนึ่งที่ใช้อำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ระหว่างธนาคารกับลูกค้า ดังนั้น การหมุนเวียนของบัตรธนาคารจึงจำกัดอยู่ในวงแคบเฉพาะบุคคลที่มีความจำเป็นต้องติดต่อธุรกิจกับธนาคารดังกล่าวเท่านั้น อย่างไรก็ดี บัตรธนาคารมีส่วนช่วยให้ประชาชนรู้จักคุ้นเคยกับเงินที่เป็นกระดาษมากขึ้น และเนื่องจากมีระยะเวลาการนำออกใช้นานกว่า 13 ปี (พ.ศ. 2432 - 2445) ทำให้การเรียกบัตรธนาคารทับศัพท์ว่า แบงก์โน้ต หรือ แบงก์ ในขณะนั้น สร้างความเคยชินให้คนไทยเรียกธนบัตรของรัฐบาลที่ออกใช้ในภายหลังว่า แบงก์ จนติดปากมาถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลในสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่าบัตรธนาคารที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศออกใช้อยู่ในขณะนั้น มีลักษณะคล้ายกับเงินตราที่รัฐบาลควรจัดทำเสียเอง ในพ.ศ. 2433 จึงได้เตรียมการออกตั๋วเงินของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เรียกว่า เงินกระดาษหลวง โดยสั่งพิมพ์จากห้างกีเชคเก้ แอนด์ เดวรีเอ้นท์ ประเทศเยอรมนี จำนวน 8 ชนิดราคา เงินกระดาษหลวงได้ส่งมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อพ.ศ. 2435 แต่เนื่องจากความไม่พร้อมของทางการในการบริหาร จึงมิได้นำเงินกระดาษหลวงออกใช้ จนกระทั่งพ.ศ. 2445 จึงเข้าสู่วาระสำคัญในการออกธนบัตร กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ตรา พระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก 121 ขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2445 อีกทั้งโปรดให้จัดตั้ง กรมธนบัตร ในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพื่อทำหน้าที่ออกธนบัตรและรับจ่ายเงินขึ้นธนบัตร และเปิดให้ประชาชนนำเงินตราโลหะมาแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2445 จึงนับว่าธนบัตรได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา ธนบัตรที่นำออกใช้ตามพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก 121 นั้น มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาลที่สัญญาจะจ่ายเงินตราให้แก่ผู้นำธนบัตรมายื่นโดยทันที ต่อมา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2471 ซึ่งกำหนดให้เงินตราของประเทศประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ตลอดจนให้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการเปลี่ยนลักษณะของธนบัตรจากตั๋วสัญญาใช้เงินมาเป็นเงินตราอย่างสมบูรณ์
จากการที่ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (The Bank of Thailand: BOT) ได้รับความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเหรียญกษาปณ์ที่มีการพัฒนาให้มีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ของแต่ละสมัย จนถึงปัจจุบันที่เห็นกันบ่อยๆ และมีการผลิตธนบัตรที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน การผลิตเหรียญกษาปณ์และธนบัตรที่เห็นในแต่ละสมัยเกิดจากวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาจากชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์ตลอดเวลาอันยาวนาน เหรียญกษาปณ์และเหรียญที่ระลึกผลิตขึ้นเป็นพิเศษเฉพาะโอกาสสำคัญเกี่ยวกับสถาบันชาติ ทำขึ้นด้วยโลหะที่มีค่า เป็นเหรียญที่ผลิตเพื่อนำออกใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเป็นเงินปลีก ผลิตในปริมาณเพียงพอสำหรับความต้องการใช้ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ก็จะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบและลวดลายไปตามแต่ละยุคสมัย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เริ่มนำพระบรมรูปพระมหากษัตริย์ประทับบนหน้าเหรียญตามแบบสากลนิยมครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2419 ปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าในธนบัตรหรือเหรียญนั้นจะมีลวดลายที่สื่อความหมายได้ชัดเจน จากด้านหน้านั้น ก็จะเห็นได้ว่ามีรูปพระบรมรูปรัชกาลที่ 9 (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) หมายถึง สถาบันกษัตริย์ ด้านหลังก็จะเห็นเป็นภาพวัดสำคัญ สื่อความหมาย สถาบันศาสนา ประเทศไทย สื่อความหมาย สถาบันชาติ และได้ทราบประวัติเกี่ยวกับการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย เบี้ยหอย เป็นเงินปลีกที่ใช้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสมัยโบราณ แต่มีราคาต่ำ มีสุภาษิตเกี่ยวกับเบี้ยไว้ว่า เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน เก็บเบี้ยที่ตกอยู่ตามใต้ถุนร้าน หรือแผงลอยวางของขายซึ่งตกหล่นอยู่บ้าง เพราะมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเบี้ยกับของโดยไม่เห็นว่าจะเป็นเบี้ยมีราคาต่ำ เบี้ยปรับ เบี้ยบ้ายรายทาง เบี้ยต่อไส้ หอยเบี้ย เบี้ยหัวแตก สิบเบี้ยใกล้ เบี้ยหัวแหล เป็นต้น เมื่อ วันที่ 26 ตุลาคม 2482 มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย วันที่ 13 พฤษภาคม 2483 สำนักงานธนาคารชาติไทยเริ่มปฏิบัติงานเป็นวันแรก วันที่ 26 มิถุนายน หลวงประดิษฐมนูธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ทำพิธีเปิดสำนักงานธนาคารชาติไทย และเมื่อ พ.ศ. 2485 ได้มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย การผลิตเหรียญกษาปณ์ ก็จะมีภาพประกอบการผลิตทีละขั้นตอน เริ่มจากการผลิตเหรียญตัวเปล่า มีขั้นตอนที่หลากหลายดังนี้ หลอมและหล่อโลหะ รีดแผ่นโลหะ ตัดเหรียญตัวเปล่า ยกขอบเหรียญ อบอ่อน ล้างทำความสะอาดและอบให้แห้ง -รับเหรียญตัวเปล่า
การทำแม่แบบ เริ่มจาการ ปั้นแบบดินน้ำมัน หล่อปูนพลาสเตอร์
ต่อด้วยการทำแม่ตรา หล่ออีพ็อกซี่ ย่อลาย ถอนแม่ตรา
การทำดวงตรา เริ่มจากการนำ แม่ตรา ถอนดวงตรา ดวงตรา การตีตราเหรียญสำเร็จ รับเหรียญสำเร็จ จากขั้นตอนทั้งหมดนั้นทำให้เห็นว่าการทำเหรียญในแต่ละเหรียญนั้นมีขั้นตอนที่ยากลำบากในการผลิตและมีขั้นตอนมากมายต้องใช้เวลาในการผลิต เพื่อที่จะให้เหรียญนั้นมีคุณภาพ ทนทาน สิ่งที่ข้าพเจ้าประทับใจ คือ สถานที่ตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสถานที่ที่มีความงดงามมาก และเป็นการที่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เห็นได้สัมผัสกับการเรียนรู้เกี่ยวกับวิวัฒนากการของเงินตราของแต่ละยุคแต่ละสมัยจนถึงเงินตราที่ใช้ในปัจจุบันด้วยตนเอง การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์นั้นจะมีเกมส์เกี่ยวกับการผลิตเหรียญทำให้เข้าเจ้ามีความเพลิดเพลินที่จะเรียนรู้ข้อมูลการผลิต ได้เห็นภาพขั้นตอนการผลิตเหรียญมากขึ้น ทำให้รู้ว่าเหรียญแต่ละเหรียญนั้นมีขั้นตอนที่หลาหลาย กว่าจะผลิตให้เป็นเหรียญที่มีคุณภาพ มาตรฐานนั้นต้องใช้เวลา ในการศึกษานอกสถานที่ในครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเงินมากขึ้น
ประภาพร เหลือถนอม 55127326047
ความรู้ที่ได้จากการศึกษาดูงานที่พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
มาตราเงินไทยโบราณ
ในอดีตที่สังคมไทยใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนทั้งหอยและพดด้วง การกำหนดมูลค่าของเงินแต่ละชนิด ต้องใช้วิธีชั่งน้ำหนัก มาตราเงินไทยจึงเป็นหน่วยเดียวกับมาตราชั่งน้ำหนัก โดยเขียนเลขจำนวนเงินลงตามตำแหน่งของหน่วยเงินลงตามตำแหน่งของหน่วยเงิน ซึ่งขีดเป็นรูป กากบาท หรือที่เรียกว่า “ครุตีนกา” หรือ “ครุเรือนเงิน”
เงินพดด้วงเอกลักษณ์เงินตราไทย
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในดินแดนประเทศไทยมีการขุดพบกำไลที่มีตราประทับในพื้นที่ ซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเมืองศรีสัชนาลัย เมืองสำคัญก่อนสมัยอาณาจักรสุโขทัย ด้วยลักษณะของเงินกำไลที่เป็นวงโค้ง และมีพัฒนาการของปลายขาทั้งสองข้างที่ค่อยๆขดเข้าหากัน จนมีขนาดกะทัดรัด สันนิษฐานว่าเงินกำไลเป็นต้นกำเนิดของเงินพดด้วงสมัยสุโขทัย
สัญลักษณ์แห่งพระมหากษัตริย์ในธนบัตรไทย
-ธนบัตรไทยออกใช้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เรียกว่าธนบัตรแบบหนึ่ง โดยมีรูปครุฑพ่าห์ ซึ่งเป็นตราแผ่นดิน และใช้เป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์พระมหากษัตริย์ปรากฏในธนบัตรแบบหนึ่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ นับแต่นั้นมาธนบัตรไทยทุกแบบจะมีรูปพระครุฑห่าห์ ปรากฏอยู่ในธนบัตรเสมอมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระมหากษัตริย์นั้น เชิญมาเป็นภาพประธานด้านหน้าธนบัตรครั้งแรกในธนบัตรแบบสามออกใช้สมัยรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ และตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ ธนบัตรที่ใช้หมุนเวียนได้เริ่มใช้ลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ดังนั้น นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา สัญลักษณ์หลักแทนพระองค์พระมหากษัตริย์ในธนบุตรไทยประกอบด้วย ๑. พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์(ที่เป็นภาพประธานด้านหน้า) ๒. ลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ๓. รูปพระครุฑพ่าห์
สัญลักษณ์แห่งพระมหากษัตริย์ปรากฏในเงินตราไทยอย่างชัดเจนในเงินพดด้วงสมัยอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๑๐) ในรูปแบบที่เรียกว่าตราประจำรัชกาล โดยปรากฏคู่กับตราจักร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตราแผ่นดิน ระบบสัญลักษณ์นี้ดำรงอยู่มาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔
เมื่อมีการใช้เงินกระดาษเป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๓๙๖ เรียกว่า “หมาย” สัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์เป็นพระราชลัญจกรประจำพระองค์ รูปพระมหาพิชัยมงกุฎ รวมทั้งมีรูปแสงพระจักร และพระราชลัญจกรอื่นๆ
สัญลักษณ์แทนพระองค์พระมหากษัตริย์ในเงินตราไทย ได้ส่งต่อมาถึงธนบัตรที่ใช้หมุนเวียนในทุกวันนี้ โดยวิวัฒนาการเป็นพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และรูปพระครุฑพ่าห์เป็นหลัก และมีสัญลักษณ์อื่นเป็นด้านรอง ซึ่งการเลือกใช้สัญลักษณ์แห่งพระมหากษัตริย์ในธนบัตรชนิดราคาใดไม่มีกฎเกณฑ์โดยเฉพาะ ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายในการออกแบบธนบัตร องค์ประกอบธนบัตร ความสอดคล้องกับภาพหรือสัญลักษณ์ด้านหลังธนบัตร ทั้งนี้ เมื่อได้ใช้สัญลักษณ์แทนพระองค์พระมหากษัตริย์ ทั้ง ๓ สัญลักษณ์ที่เป็นหลักครบถ้วนแล้ว สัญลักษณ์อื่นๆ อาจนำมาใช้ได้ตามความเหมาะสม
ตราจักรี เริ่มใช้ครั้งแรกในธนบัตรแบบสิบสาม ซึ่งประกอบด้วยชนิดราคา ๕๐ บาท และ๕๐๐ บาท มีวัตถุประสงค์ เพื่อร่วมฉลองงามสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ จึงมีตราจักรีที่เป็นเครื่องหมายแห่งพระบรมจักรีราชวงศ์เป็นภาพประกอบ ตราจักรีนี้ยังคงปรากฏอยู่ในธนบัตรแบบสิบห้า ชนิดราคา ๕๐ บาทด้วย เพราะเป็นชนิดราคาที่ออกใช้ต่อเนื่องกัน
พระราชลัญจกรประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ปรากฏบนธนบัตรหมุนเวียนครั้งแรกในธนบัตรแบบสิบสี่ ชนิดราคา ๑๐๐๐ บาท ออกใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๕ เพื่อให้สอดคล้องกับภาพประธานด้านหลังที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งพระราชลัญจกรนี้ยังปรากฏสืบต่อมาในธนบัตรแบบสิบห้า ชนิดราคา ๑๐๐๐ บาทด้วย เพราะมีจุดมุ่งหมายเช่นเดียวกัน
ตราอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ปรากฏใช้ครั้งแรกในธนบัตรแบบสิบสี่ ชนิดราคา ๑๐๐ บาท เพื่อให้สอดคล้องกับภาพประกอบด้านหลังที่มีตราอักษรปรมาภิไธย จ.ป.ร. และ ว.ป.ร. ของรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ตามลำดับ ตราอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ยังมีปรากฏต่อเนื่องในธนบัตรแบบสิบห้า ชนิดราคา ๒๐ บาท ๑๐๐ บาท และ ๕๐๐ บาท เพื่อความสอดคล้องกับภาพประกอบด้านหลังธนบัตรที่มีพระราชลัญจกรหรือตราอักษรปรมาภิไธยกำกับอยู่
ธนบัตรเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทย ธนบัตรแบบใหม่ที่เริ่มออกใช้ในปัจจุบัน คือ ธนบัตรแบบสิบหก มีจุดมุ่งหมายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติ ชนิดราคาแรกที่ออกใช้คือ ๕๐ บาท ออกใช้เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ธนบัตรนี้ยังคงมี ๓ สัญลักษณ์หลักแทนพระองค์พระมหากษัตริย์ คือ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นภาพประธานด้านหน้า ลายน้ำพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และรูปพระครุฑพ่าห์ ส่วนภาพประธานด้านหลังเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงหลั่งทักษิโณทก ภาพจิตรกรรมฝาผนังทรงพระแสงดาบ นำทหารเข้าตีค่ายพม่า พระบรมราชานุสาวรีย์ ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี และพระเจดีย์ชัยมงคล วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเหตุที่พระมหากษัตริย์ไทยในอดีตบางพระองค์ไม่มีตราสัญลักษณ์ของราชวงศ์ จึงมิได้เชิญตราสัญลักษณ์มาพิมพ์บนด้านหน้าธนบัตร ดังนั้นธนบัตรแบบสิบหก ชนิดราคา ๕๐ บาทจึงไม่ได้แสดงสัญลักษณ์ เช่น ตราจักรี ดังเช่นธนบัตรอื่นๆ
ขั้นตอนการผลิตธนบัตรมี1.ขั้นตอนการผลิตธนบัตร 2. การผลิตแม่แบบแม่พิมพ์ 3. การพิมพ์ธนบัตร >การพิมพ์สีพื้น >การพิมพ์เส้นนูน >การพิมพ์เลขหมายลายเซ็น 4.การตรวจสอบคุณภาพ 5.การผลิตธนบัตรสำเร็จรูป และเงินตราที่ใช้ในสมัยต่างๆ ที่ผ่านมาเช่น อีแปะ เป็นเงินตราที่ใช้กันในภาคใต้ในสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น พัทลุง สงขลา ปัตตานีการผลิตพดเงินพดด้วงในสมัยรัตนโกสินทร์ ตามที่บันทึกของนาย Reginald Le May เมื่อครั้งได้เข้าไปชมการแสดงวิธีทำเงินพดด้วงที่กระทรวงพระคลังมหาสมบัตรพดด้วงกับวิธีการค้าสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 1893-2310 เงินพดด้วงสมัยอยุธยาด้วยสภาพเอื้อทางภูมิศาสตร์ของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีแม่น้ำรอบ 3 สายไหลบรรจบกัน ทำให้เกิดเป็นที่ราบและเกิดความอุดมสมบรูณ์ กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองท่านานาชาติที่สำคัญของเอเชีย พดด้วงเอกลักษณ์เงินตราของไทย จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในดินแดนประเทศไทย มีการขุดกำไรที่มีตราประทับพื้นที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของเมืองศรีสัชนาลัย ก่อนสมัยอาณาจักรสุโขทัย ด้วยลักษณะกลมคล้ายลูกปืนโบราณ ชาวต่างประเทศจึงเรียนว่า Bullet coin หรือ Bullet Money และ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB)มีหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการธนบัตร นับตั้งแต่เริ่มมีธนบัตรออกใช้ครั้งแรก พ.ศ. 2445 ได้มีการจัดตั้งกรมธนบัตร - พ.ศ. 2452 กรมธนบัตรขึ้นต่อกรมตรวจและกรมบัญชี - พ.ศ. 2548 กรมธนบัตรขึ้นต่อกรมบัญชีกลาง - พ.ศ. 2471 เปลี่ยนชื่อเป็นกรมเงินตราขึ้นต่อกรมบัญชีกลาง สังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ - พ.ศ. 2476 ลดฐานะเป็นกองเงินตรา ขึ้นต่อกรรมกรมคลังซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นเป็นกระทรวงการคลัง - พ.ศ. 2485 งานด้านกิจการธนบัตรทั้งหมดถูกโอนมาให้กับธนาคารแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติธนาคาร แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 ซึ่งได้จัดตั้งฝ่ายออกบัตรธนาคาร ขึ้นเป็นหน่วยงานรับผิดชอบต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ลายออกบัตรธนาคารและธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารกลางของประเทศ มีบทบาทหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและดูแลระบบการเงินให้มั่นคงพันธกิจมุ่งเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่มั่งคง มีเสถียรภาพเพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง วิสัยทัศน์ เป็นองค์กรที่มองก้าวไกล พนักงานมีความสามารถสูง และอุทิศตนเพื่อดูแลเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นความผันผวนได้อย่างราบรื่น สิ่งที่ประทับใจที่ได้ไปที่ พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยได้จัดแสดงเงินตรา และธนบัตรในสมัยต่างๆที่ผ่านมาที่ไม่เคยเห็นก็มีเห็นจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยแห่งนี้ และได้รับประโยชน์ความรู้อีกมากมาย สิ่งได้เห็นครั้งแรกก็ประทับใจในพิพิธภัณฑ์ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและบรรยากาศที่สดชื่น