จากการที่ได้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ในพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย คือ การที่ได้เข้าไปเยี่ยมชมธนบัตรไทยแบบที่ใช้ในปัจจุบันตลอดจนธนบัตรในอตีต เหรียญกษาปณ์ และของที่เอาไว้แลกเปลี่ยนกับสินค้าในยุคสมัยต่างๆ ของลํ้าค่าในยุคโบราณ ในพิพิธภัณฑ์มี 2 ชั้น คือ ชั้นล่าง มีห้องเปิดโลกเงินตราไทย ห้องธนบัตรไทย ห้องธนบัตรต่างประเทศ ห้องเปิดโลกการเรียนรู้ ส่วนชั้นบน ห้องประวัติและการดำเนินงาน ธปท. ห้องเชิดชูเกียรติ ห้องบริพัตร ห้องวิวัฒนไชยานุสรณ์ ห้องของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ห้องประชุม และสิ่งที่ข้าพเจ้าสนในและประทับใจเป็นพิเศษ คือ ปี้ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5เป็นวัตถุแทนเงินตราสำหรับเล่นพนัน มีทั้งทำด้วยโลหะและแก้วสีต่างๆ ตะเกียงโรมันจำลอง ศิลปะแบบโรมัน พบที่ตำบลพงตึก อำเภอทำมะกา จ.กาญจนบุรี พ.ศ.2470 ฝาด้านบนเปิดปิดได้ เป็นเศียรเทพเจ้าซิเลบัส แสดงให้เห็นว่า จังหวัดกาญจนบุรี เป็นชุมชนแวะพักของกองคาราวานที่เดินทางบนเส้นทางการค้าโบราณ ซึ่งเชื่อมโยงการติดต่อระหว่างสุวรรณภูมิ กับ อินเดีย เปอร์เซีย กรีก โรมัน เงินดอกจันทร์ เป็นเงินอาณาจักรศรีวิชัย ลักษณะกลมแบน ด้านหนึ่่งมีตราสี่แฉกตอกประทับไว้ อีกด้านหนึ่งจารึกเป็นภาษาสันสกฤตไว้ว่า วร แปลว่า ประเสริฐ นอกจากทำด้วยเงินแล้ว ยังมีชนิดที่ทำด้วยทองอีกด้วย พบในจังหวัดสุราษฏร์ธานี และสงขลา เงินพดด้วง มีสัณฐานกลม แต่ละยุคจะแตกต่างกัน ด้านบนประทับตราประจำแผ่นดินหรือประจำเมือง ด้านหน้าประทับด้วยตราประจำรัชกาล โคนขาสองข้างในยุคต้นเป็นรอยบาก ประทับตราสังข์ ด้านหลังไม่มีตราประทับ ด้านข้างทั้งซ้ายและขวาเป็นรอยค้อนตี ด้านล่างปลายขาประทับตราสังข์หรือตราเมล็ดข้าวสาร ลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ เป็นภาพของลายนํ้าที่มีความโปร่งแสงเป็นพิเศษปรากฎบนธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท เพื่อเพิ่มลักษณะพิเศษต่อต้านการปลอมแปลง สัญญาลักษณ์แห่งพระมหากษัตริย์ไทยปรากฎในเงินตราไทยอย่างชัดเจนในเงินพดด้วงสมัยอยุธยา เรียกว่าตราประจำรัชกาล คู่กับตราจักรเป็นตราแผ่นดิน จนมาถึงรัชกาลที่4 มีการผลิตเหรียญกษาปณ์แทนเงินพดด้วง สัญญาลักษณ์ด้านหนึ่งเป็นตราช้างในวงจักร อีกด้านเป็นตราพระมหาพิชัยมงกุฏ