จากการที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าได้ศึกษาเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างอาทิประวัติของเงินตรานับตั้งแต่ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบันนี้ประวัติศาสตร์ของเงินตรานับว่าเป็นประวัติศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งนัก

     "ดินแดนซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นทีี่อยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่6 ซึ่งกลุ่มชนเหล่านี้ได้มีการติดต่อกับชุมชนใกล้เคียง โดยใใช้สื่อกลางในการเเลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบเช่น เปลืกหอย เมล็ดพืช เป็นต้นสำหรับชนชาติไทยสันนิาฐานว่าได้มีการนำโลหะเงินมาใช้เป็นเงินตราตั้งแต่สมัยสุโขทัย เรียกกันว่าเป็นเงิน พดด้วง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเองและเเสดงถึงความเจริญของชนชาติไทยที่ผลิตเงินตรามาใช้เองเป็นเวลาหลายร้อยปีจวบจนมีการนำเงินตามแบบสากลมาใช้

 วิวัฒนาการเงินตราไทย

     เงินตราฟูนัน  เหรียญเงินด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นพะอาทิตย์ครึ่งดวงเปล่งรัศมี อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระศรีวัตสะ กลองบัณเทาะว์ที่พราหมณ์ใช้ในพิธีต่างๆและมีเครื่องหมายสวัสดิกะวึ่งหมายถึงความโชคดี

     เงินตราทวาราวดี  เป็นเงินตราที่พบยังคงมีลักษณะเป็นกษัตริย์ อำนาจการปกครอง ความอุดมสมบูรณ์และศาสนาเช่น เหรียญเงิน อีกด้านหนึ่งเป็นรูปบูรณกลศ

    เงินตราศรีวิชัย  ประมาณพุทธศตวรรษที่13 การค้าทางทะเลมีความสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้เมืองที่อยู่บน คาบสมุทรสุวรรณภูมิ ได้แก่ ไชยาและนครศรีธรรมราชมีความเจริญในทางการค้า

    เงินตราสุโขทัย  การผลิตเงินพดด้วงในสมัยนี้ ทางราชการเปิดโอกาสให้เจ้าเมืองประเทสราช ตลอดจนพ่อค้าและประชาชนสามารถผลิตขึ้นมาใช้เองได้ เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการติดต่อค้าขาย จึงพบเงินพดด้วงที่มีตราประทับหลาหลายตรากันไป ดดยอาจเป็นตราของผู้ผลิต ของเจ้าเมืองหรือผู้มีอำนาจในการรับรองของเนื้อเงินก็ได้ ตราที่พบส่วนใหญ่ได้แก่ ราชสีห์ ช้าง หอยสังข์ ธรรมจักร บัว กระต่ายและราชวัต

    เงินตราสมัยกรุงธนบุรี  สมัยนี้ยังใช้เงินพดด้วงอย่างกรุงเก่า สันนิษฐานมีการผลิตใช้เงินพดด้วงขึ้นมาใช้เพียง 2 ชนิด คือ เงินพดด้วงตราตรีศูลและตราทวิวุธ

    สมัยราชกาลที่๑  เงินพดด้วงสมัยราชกาลที่๑ เดิมประทับตราจักร และตราตรีศูล แต่หลังจากบรมราชาภิเษกแล้วได้โปรดเกล้าฯให้ผลิตเงินพดด้วงประจำราชกาลและประทับตราพระแสงจักร-บัวอุณาโลม

    สมัยราชกาลที่๒  ตราที่ประทับบนเงินพดด้วงคือ ตราจักรและตราครุฑ สันนิษฐานว่าครุฑมาจากพระนามเดิมของราชกาลที่๒ คือ "ฉิม" ซึ่งเป็นวิมารของพญาครุฑ

    สมัยราชกาลที่๓  ตราปราสาทเป็นตราประจำพระองค์ของราชกาลที่๓ ผลิตขึ้นมาเมื่อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติในปี พ.ศ.2367 นอกจากนี้ยังมีการผลิตเงินพดด้วงเป็นที่ระลึกในโอกาสสำคัญๆ

    สมัยราชกาลที่๔  พระองค์จึงมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนรูปเงินตราของไทยจากเงินพดด้วงเป็นเงินเหรียญ ในสมัยนี้จึงถือว่ามีการใช้เหรียญกษาปณ์แบบสากลนิยมเป็นครั้งแรก ทรงประกาศให้เลิกใช้เงินพดด้วงทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2447 เป็นต้นมา

    สมัยราชกาลที่๕  ในราชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน ที่สำคัญพระองค์มีพระราชดำริว่า มาตราของไทยที่ใช้อยู่ในขณะนั้น คือ ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง เป็นระบบที่ยากต่อการคำนวณและการทำบัญชี

    สมัยราชกาลที่๖  มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ไปใช้แต่ไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบมากนัก ส่วนใหญ่เป็นเงินกษาปณ์ที่มีราคาไม่สูงนัก คือ 1บาท,50 สตางค์,10 สตางค์,5 สตางค์ และ 1 สตางค์

    สมัยราชกาลที่๗  ในราชกาลนี้มีการผลิตเหรียญออกไปใช้ไม่มากนัก เนื่องจากอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ เหรียญประจำราชกาลที่นำออกไปใช้เป็นเหรียญชนิดราคา 50 และ 25 สตางค์ ตราพระบรมรูป-ช้างทรงเครื่อง

   สมันราชกาลที่๘  เหรียญประจำราชกาลที่ผลิตออกมาใช้หมุนเวียน เป็นเหรียญตราพระบรมรูป-พระครุฑพ่าห์ ชนิดราคา 50,25,10 และ 5 สตางค์ 

    สมัยราชกาลที่๙  ได้มีการผลิตเหรียญกษาปณ์รุ่นเเรกออกไปใช้ เป็นเหรียญอะลูมิเนี่ยมบรอนซ์ หรือทองแดง ชนิดราคา5 สตางค์ ,10 สตางค์,25 สตางค์,50 สตางค์ ลวดลายด้านหน้าเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ด้านหลังเป็นตราแผ่นดินของไทย

นอกจากนี้ยังมีเงินตราท้องถิ่นของภาคใต้ในสมัยรัฒนโกสินทร์ที่เรียกกันว่า "อีแปะ"  ตั้งแต่สมัยราชกาลที่๒ถึงสมัยราชกาลที่๕(ตอนปลาย)แห่งกรุงรัฒนโกสินทร์(ค.ศ.1879-1970) ได้มีการผลิตและใช้อีแปะดีบุก หรือที่ชาวใต้เรียกว่า "เบี้ย"ซึ่งเกิดขึ้นเพราะความต้องการใช้เงินปลีกย่อยในเมืองหรืือในอณาเขตเมืองต่างๆ ได้แก่ สงขลา พัทลุง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และปัตตานี โดยเป็นทีี่ยอมรับให้ใช้เฉพาะท้องถิ่น สันนิษฐานว่าชาวจีนเป็นผู็ริเริ่มผลิตอีแปะขึ้นมา ชาวใต้เลียนแบบชาวจีนโดยใช้ตะกั่วผสมดีบุกหล่อในแม่พิมพ์คล้ายกิ่งไม้ ตัวอีแปะมีลักษณะกลมบาง มีรูตรงกลางบ้างก็เรียกเหรียญกงสี เหรียญกงสีเป็นวิวิฒนาการมาจากอีแปะทำด้วยโลหะดีบุค+ตะกั่ว กลางเหรียญมีรูกลมบ้าง รูสี่เหลี่ยมบ้าง บนเหรียญส่วนใหญ่มีอักษรจีน ระบุสถานที่ใช้หรือที่ผลิต เหรียญกงสีทั้งน่าจะริเริ่มใช้ในปลายสมัยราชกาลที่๓เป็นต้นมาจนถึงสมัยราชกาลที่๕ซึ่งเป็นสมันที่ไทยเริ่มเปิดประเทศ และมีชาวจีนเป็นผู็รับเหมาเก็บภาษี กิจกรรมใหญ่ๆที่มีลูกจ้างมาก เช่นเหมืองแร่ โรงสี โรงเลื่อย เป็นต้น ต่อมาราชกาลที่๕ได้ทรงปรับเปลี่ยนระบบกาารปกครอง เศรษฐกิจการเมืองให้ทันสมัยในเรื่องของการคลัง ทางการได้ตราพระราชบัญญัติมาตราทองคำ ร.ศ.127 เมื่อ11 พฤศจิกายน 2451 ทำให้ไทยเข้าสู่ระบบการใช้ทองคำเป็นทุนสำรองและกำหนดอัตราเงินบาทเทียบเท่าทองคำ ส่วนเงินนอกระบบไม่ว่าจะเป็นเงินท้องถิ่นหรือเงินต่างประเทศจึงถูกห้ามใช้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาอีกทั้งข้าพเจ้าได้รู็ถึง

 กระบวนการผลิตธนบัตร

  1. การออกแบบธนบัตร
  2. การทำแม่แบบแม่พิมพ์
  3. การพิมพ์
  4. การตรวจสอบคุณภาพและตรวจนับจำนวน
  5. การผลิตธนบัตรขั้นสำเร็จรุป

ระบบการจัดการธนบัตรที่มีประสิทธิภาพ

  1. โรงพิมพ์ธนบัตร
  2. ฝ่ายจัดการธนบัตร
  3. ศูนย์จัดการธนบัตร (ธปท.)
  4. ศูนย์เงินสดกลางธนาคารพาณิชย์
  5. ธนาคารพาณิชย์
  6. ประชาชน

ขั้นตอนในการวางแผนทางการเงิน

  1. ประเมินฐานะทางการเงิน
  2. ระบุเป้าหมายที่ต้องการ
  3. จัดทำแผนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเงิน
  4. มุ่งมั่นปฏิบัติตามแผน
  5. ติดตามประเมินผลทบทวนและปรับปรุงแผน

รูปแบบการออม

  1. การออมเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณ
  2. การออมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน
  3. การออมเพื่อสิ่งที่อยากได้หรืออยากทำ
  4. การออมเพื่อใช้เป็นการลงทุน

           I was very impressed with The Museum of The Bank of Thailand,and i can take the knowledge gained applied in my everyday lifestyle whether it is a matter of process in financial planning , forms saving money and payment systems

Name: Madihah  Sa-it

ID:55127326080