ธนาคารแห่งประเทศไทย The Bank of Thailand

ประวัติธนาคารแห่งประเทศไทย

พระสยามเทวาธิราช .....ตราธนาคารแห่งประเทศไทย

ตราธนาคารแห่งประเทศไทย คือ พระสยามเทวาธิราชในเหรียญเสี้ยว อัฐ โสฬส ที่ออกใช้ในรัชการที่ 5 มาดัดแปลง และเพิ่มถุงเงินในพระหัตถ์เบื้องขวา ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงผู้คุมถุงเงินของชาติ อันเป็นหน้าที่หลักของธนาคารแห่งประเทศไทย พระแสงธารพระกรในพระหัตถ์ซ้าย เพื่อคอยปัดป้องผู้ที่มารุกราน แต่ได้เปลี่ยนตอนปลายจากรูปดอกไม้มาเป็นลายดอกบัว

จากสำนักงานธนาคารชาติ...ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการเจริญสัมพันธไมตรีและติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ในปี ๒๓๙๘ โปรดให้ทำสนธิสัญญาทางการทูตและการค้ากับประเทศอังกฤษ เรียกว่า สนธิสัญญาเบาริง ซึ่งต่อมาประเทศไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาแบบเดียวกันนี้กับอีกหลายประเทศ อันเป็นการเปิดประเทศอย่างกว้างขวางมากขึ้น

เมื่อชาวตะวันตกติดต่อค้าขายกับไทยมากขึ้น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ได้มีความพยายามที่จะขอจัดตั้งธนาคารกลางขึ้นในประเทศไทยหลายครั้ง เพื่อสิทธิในการออกธนบัตรซึ่งให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่งดงาม แต่ไม่เป็นผลสำเร็จเพราะฝ่ายไทยเห็นว่าชาวต่างประเทศเหล่านั้นคิดแต่จะเอาผลประโยชน์ฝ่ายเดียว ทำให้ประเทศไทยเห็นความสำคัญของการมีธนาคารกลางของไทย เพื่อเป็นสื่อกลางในทางการค้าและทางเศรษฐกิจ แต่โครงการก่อตั้งธนาคารกลางก็ได้หยุดชะงักไปเพราะเวลานั้นยังขาดประสบการณ์และบุคคลากรที่มีความรู้  

ความสนใจที่จะจัดตั้งธนาคารกลางได้มีขึ้นอีกครั้งภายหลังที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ สืบเนื่องจากการเสนอร่างเค้าโครงเศรษฐกิจของคณะราษฎรที่นายปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) เป็นผู้ร่าง ได้กล่าวถึงความจำเป็นในการจัดตั้งธนาคารชาติ เพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการดำเนินการเศรษฐกิจของประเทศ ร่างเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ไม่ได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงประกาศปิดสภา
ผู้แทนราษฎร

ภายหลังเมื่อพระยาพหลพลพยุหเสนาได้เข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖ จึงมีการสนับสนุนให้มีธนาคารชาติขึ้นอีก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้นำเรื่องเข้าหารือกับ นายเจมส์ แบกซ์เตอร์ ที่ปรึกษาการคลังในขณะนั้น ซึ่งให้ความเห็นว่า ยังไม่สมควรแก่เวลาที่จะจัดตั้งธนาคารกลางขึ้น เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีผู้รู้ผู้ชำนาญทางด้านการธนาคาร ไม่มีทุน และยังไม่มีระบบธนาคารพาณิชย์ของคนไทยด้วย

รัฐบาลได้ผลักดันเรื่องการตั้งธนาคารกลางอีกครั้งหนึ่งในปี ๒๔๗๘ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กระทรวงการคลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารชาติ พ.ศ. ๒๔๗๘ ซึ่งหลวงวรนิติปรีชาเป็นผู้ร่างขึ้น  เสนอให้ควบรวมบริษัทแบ๊งค์สยามกัมาจล ทุนจำกัด ให้เป็นธนาคารชาติ พระราชบัญญัติดังกล่าวมีเพียง ๘ มาตรา ซึ่งอธิบดีกรมบัญชีกลางในเวลานั้นพิจารณาแล้วเห็นว่าพระราชบัญญัตินี้ยังขาดความรอบคอบและรายละเอียดยังไม่ชัดเจน

ต่อมาเมื่อ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ พลตรีหลวงพิบูลสงครามได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และได้แต่งตั้งนายปรีดี พนมยงค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อได้รับตำแหน่งแล้ว นายปรีดี พนมยงค์ ได้รื้อฟื้นเรื่องการจัดตั้งธนาคารชาติขึ้น ให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย อธิบดีกรมศุลกากรย้ายมาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาของกระทรวงการคลัง ซึ่งแต่เดิมจะใช้ที่ปรึกษาชาวต่างชาติทั้งสิ้น ในครั้งนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ได้พยายามทำความเข้าใจกับที่ปรึกษาฝ่ายต่างประเทศของกระทรวงการคลัง ให้เข้าใจถึงความจำเป็นและเจตนารมณ์ของทางการ ซึ่งในที่สุดก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีในการช่วยร่างกฎหมายจัดตั้งธนาคารชาติไทยขึ้น นับเป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การตั้งธนาคารกลางของประเทศไทยในที่สุด

ในการดำเนินการจัดตั้งธนาคารชาติไทยนั้น นายปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ที่ปรึกษากระทรวงการคลังฝ่ายไทยรับผิดชอบในการร่างกฎหมายจัดตั้งธนาคารชาติต่อจากที่ปรึกษาต่างประเทศที่ได้ดำเนินการไว้แล้ว ในที่สุดก็ได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเตรียมการจัดตั้งธนาคารชาติไทยต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติแล้ว ให้เปลี่ยนชื่อพระราชบัญญัติเป็น ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย เมื่อผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๒ วัตถุประสงค์ประการหนึ่งของการจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยก็เพื่อเตรียมพนักงานสำหรับการทำงานในธุรกิจธนาคารกลาง และทำหน้าที่บริหารเงินกู้ของรัฐบาล

สำนักงานธนาคารชาติไทยได้เริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๓ ต่อมาในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งเป็นวันชาติในสมัยนั้น จึงได้ทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ  สำนักงานธนาคารชาติไทยดำเนินงานได้เพียงปีเศษก็เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นนำกำลังทหารเข้ามายังประเทศไทยในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ และได้เสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้งธนาคารกลางขึ้น โดยมีที่ปรึกษาและหัวหน้างานต่าง ๆ เป็นชาวญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลไทยไม่อาจยอมให้เป็นเช่นนั้นได้ จึงมอบให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชยดำเนินการร่างกฎหมายเพื่อเปลี่ยนฐานะของสำนักงานธนาคารชาติไทยให้เป็นธนาคารกลาง และให้ประกาศใช้โดยเร็วที่สุด  พระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย จึงได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๕ ต่อมาได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญและในวันต่อมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการ ณ อาคารที่ทำการเดิมของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ จำกัด ถนนสี่พระยา พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวิวัฒนไชย ทรงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการพระองค์แรก ต่อมาได้ย้ายที่ทำการมาอยู่ ณ วังบางขุนพรหมตั้งแต่วันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ แล้วย้ายมาอาคารสำนักงานใหญ่ที่สร้างขึ้นในบริเวณวังบางขุนพรหมเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๕  และในปี ๒๕๕๐ สำนักงานใหญ่ได้ย้ายมาอยู่ ณ อาคารสำนักงานใหญ่หลังใหม่  ที่ก่อสร้างขึ้นในบริเวณเชื่อมต่อระหว่างวังบางขุนพรหมกับวังเทวะเวสม์

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย  มีหน้าที่หลักในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและดูแลระบบการเงินให้มั่นคง

พันธกิจ  มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงินที่มั่นคง  เสถียรภาพเพื่อเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน  อันนำไปสู่การยกระดับมาตราฐานการครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

วิสัยทัศน์  เป็นองค์กรที่มองการไกล  พนักงานมีความสามารถสูงมากและอุทิศตนเพื่อดูแลเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นความผันผวนได้อย่างราบรื่น

The Bank of Thailand

Function as the country’s central bank whose core purpose is to ensure and maintain monetary and financial stability

Mission  To provide a stale financial environment for sustainable economic growth in order to achieve continuous improvement in the standard of living of people of Thailand

Vision  A forward-looking organization with competent staff dedicated to ensuring the resilience of the Thai economy against shock and instability

 

พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ในตำหนักใหญ่ วังบางขุนพรหม และตำหนักใหญ่วังเทวะเวสม์ ภายในบริเวณธนาคารแห่งประเทศไทย เลขที่ ๒๗๓ ถนนสามเสน แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐

วัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง

1.  เพื่ออนุรักษ์เงินตราไทยอันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชนชาติไทยในอดีต

2.  เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการเงินตราไทย ระบบเงินตรา ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมในแต่ละยุคสมัย

3.  เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับระบบการเงินของไทย และบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยในฐานะธนาคารกลางของประเทศ

4.  เพื่อแสดงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของอาคารโบราณสถานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อนุรักษ์ไว้ให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป

การจัดแสดง
               การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มุ่งให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินแก่ผู้เข้าชม โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชมมีการนำระบบแสง-เสียง เทคนิคฉากละคร (Diorama) ระบบมัลติมีเดีย ระบบคอมพิวเตอร์กราฟิก ฯลฯ เข้าร่วมในการนำเสนอ
              นอกจากนี้ยังได้วางระบบต่างๆ เพื่อการสงวนรักษาวัตถุจัดแสดงและความปลอดภัยอย่างถูกต้องตามหลักวิชา ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ ศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการเงินตราไทย ประวัติบทบาทหน้าที่สำคัญของธนาคารแห่งประเทศไทยและวังบางขุนพรหม ให้อนุชนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรม โดยช่วยกันอนุรักษ์และเชิดชูไว้ให้เป็นสมบัติของชาติสืบไป

ห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ มีดังนี้

1. ห้องเปิดโลกเงินตราไทย

2. ห้องธนบัตรไทย

3. ห้องธนบัตรต่างประเทศ

4. ห้องประวัติและการดำเนินงานของ ธปท.

5. ห้องบริบัติ

ห้องเปิดโลกเงินตราไทย

จัดแสดงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์  เงินตราในภูมิภาคสุวรรณภูมิและวิวัฒนการเงินตราไทยจนเป็นกษาปณ์ในปัจจุบันคือ

1. เงินตราโบราณ  เงินตราสมัยทวาราวดี เหรียญลวปุระที่หาชมได้ยาก เงินดอกจันทน์ของอาณาจักรศรีวิชัย  นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงเงินตราอาณาจักรล้านนา เช่น เงินเจียง เงินท้อก  เงินปากหมู  เงินใบไม้  เงินอาณาจักรล้านช้าง เช่น   เงินลาด เงินฮ้อย ในส่วนที่จัดแสดงเกี่ยวกับเงินตราโบราณนี้มีการจัดแสดงเงินตราโบราณของอาณาจักรใกล้เคียงที่มีหลักฐานว่ามีการนำมาใช้ในสมัยโบราณของบริเวณที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยในปัจจุบัน เช่น เงินไซซี  เงินฮาง  เงินตู้   

ตราสัญลักษณ์ในสมัยทวาราวดี

ศรีวัตสะ  มงคลแห่งความอุดมสมบรณ์ของอินเดีย

พระอาทิตย์อุทัย  ความอุดมสมบูรณ์ของพ์ชพรรณธัญญาหาร

สังข์  ความอุดมสมบูรณ์บ่อน้ำ

กลศ  หม้อน้ำ

แม่และลูกโค  ความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร ปศุสัตว์

ฑมรุ  การสร้างโลก

ธรรมจักร  คำสั่งสอนสัมมาสัมพุทธเจ้า

จามร (แส้)  บัลลังก์ ราชูปโภคของกษัตริย์

สวัสดิกะ  ความมีโชค

วัชระ  สายฟ้า

2. เงินพดด้วง  เป็นเงินที่ผลิตขึ้นมาใช้กว่า ๖๐๐ ปีนับตั้งแต่สมัยสุโขทัยถึง  สมัยรัตนโกสินทร์ และยกเลิกการใช้ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕

3. กษาปณ์ไทย  จัดแสดงเรื่องราวของเหรียญกษาปณ์ในสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ “เหรียญช้าง เมืองไท” “เหรียญดอกบัว เมืองไท” จนถึงเหรียญกษาปณ์ในสมัยรัชกาลปัจจุบัน

ห้องธนบัตรไทย

  ประเทศไทยนำธนบัตรออกใช้เป็นครั้งแรก เมื่อพุทธศักราช ๒๔๔๕ ตามพระราชบัญญัติธนบัตรสยามรัตนโกสินทร ศก ๑๒๑  โดยมีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (กระทรวงการคลัง ในปัจจุบัน) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล การสั่งพิมพ์และนำออกใช้ธนบัตรภายในประเทศ จนกระทั่ง มีการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อพุทธศักราช ๒๔๘๕ กิจการทั้งปวงและอำนาจในการดำเนินการเกี่ยวกับธนบัตร จึงถูกโอนมาอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย   ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๒ ธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นเป็นผลสำเร็จ จึงได้พิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เองภายในประเทศ ได้แก่ ธนบัตรแบบ ๑๑ รวมทั้งแบบอื่น ๆ เป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน 

การจัดทำและนำออกใช้ธนบัตร เป็นหน้าที่หลักสำคัญอีกด้านหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ด้วยธนบัตรเป็นเงินตราที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน เพื่อให้ธนบัตรไทยคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือสมเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนที่สำคัญในปัจจุบัน     

เงินกระดาษชนิดแรก เริ่มในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  ได้มีการผลิตเงินกระดาษขึ้นใช้เป็นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๓๙๖ เรียกว่า “หมาย” ซึ่งนับเป็นเงินกระดาษชนิดแรกในระบบเงินตราไทย  และมีการผลิตใบสั่งจ่ายขึ้นหลายชนิดราคาเรียกว่า “ใบพระราชทานเงินตรา”  ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำ “อัฐกระดาษ” ออกใช้ระยะสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนเงินปลีกระยะหนึ่ง  หลังจากนั้นได้มีการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่ออำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ระหว่างธนาคารและลูกค้า เรียกว่า “บัตรธนาคาร”  ต่อมาในพ.ศ. ๒๔๓๓ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติได้พิมพ์ “เงินกระดาษหลวง” ขึ้น เพื่อใช้เป็นธนบัตรแต่มิได้นำออกใช้เพราะขาดความพร้อม จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงพระคลังมหาสมบัติจัดทำตั๋วสำคัญที่ใช้แทนเงินตรา  ประกาศออกใช้เมื่อวันที่ 7 กันยายน ธนบัตรไทยจึงถือกำเนิด ขึ้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 

 ห้องธนบัตรต่างประเทศ

จัดแสดงธนบัตรในกลุ่มประเทศที่สำคัญซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นสมาชิก อาทิ กลุ่มผู้นำประเทศอุตสาหกรรม (G8)และกลุ่มธนาคารแห่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEACEN)

ห้องบริบัติ

จัดแสดงพระประวัติของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตไว้อย่างสมบูรณ์ด้วยวีดิทัศน์เรื่อง “เจ้าฟ้านักบริหาร แบบอย่างของผู้ทรงนำคุณประโชยน์เพื่อแผ่นดิน”  ซึ่ง  เพลงประกอบที่ไพเราะของเรื่องนี้จัดทำโดยพระนัดดาของพระองค์เอง   สำหรับเรื่องราวของพระอัจฉริยภาพทางดนตรีนั้น นำเสนอด้วยเทคนิค Ghost Box ที่ถ่ายทอดเรื่องราวโดยพระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต คือ  “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอินทุรัตนา”  ซึ่งผู้ชมจะได้ฟัง เพลงมาร์ชบริบัตรและฮังกาเรียนราฟโซดีอันมีชื่อเสียง นอกจากนี้ ยังนำเสนอเพลงพระนิพนธ์ผ่านทางหุ่นจำลองวงปี่พาทย์ไม้แข็งครบวง  สำหรับวัตถุประกอบการจัดแสดงนั้น ที่น่าสนใจจะเป็นของใช้ที่ มีตราประจำพระองค์ เช่น จาน  เครื่องแก้ว  ของที่ระลึกที่ประทาน “แหนบบริพัตร” นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินบริพัตรจำลอง  โน้ตเพลงลายพระหัตถ์ รวมทั้งหุ่นจำลองขนาดเท่าพระองค์จริงในฉลองพระองค์จอมพลทหารเรือที่โดดเด่น  จุดสุดท้ายที่ดึงดูดใจผู้ชมอย่างมากคือ หุ่นจำลองตำหนักประเสบัน ที่เมืองบันดุง  ประเทศอินโดนีเซีย และฉลองพระองค์ชุดสุดท้ายของพระองค์ที่มหาดเล็กคู่พระทัยถอดเก็บไว้บูชาหลังจากสิ้นพระชนม์ และทายาทได้นำมามอบให้พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อการจัดแสดงและระลึกถึงพระองค์

 

สิ่งทีประทับใจในการชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย

คือ  การได้เข้าชมสถานที่นี้ ทำให้ดิฉันได้ทราบถึงข้อมูลเงินตราของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ให้ความรู้ได้ในระดับดีมาก โดยในสถานที่นี้ยังมีการแนะนำการวางแผนทางการเงิน มีรูปแบบการออม ซึ่งเราสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติใช้ในชีวิตของเราได้  และสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดในการเช้าชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งนี้ก็คือ  การจัดแสดงห้องธนบัตรไทยและห้องธนบัตรต่างประเทศ ซึ่งเป็นห้องที่จัดแสดงในเรื่องของการผลิตธนบัตร มีการจัดแสดงทองคำแท่ง และยังมีกิจกรรมที่ทำให้เพลิดเพลินคือ มีการระบายบนแท่นพิมพ์ที่มีรูปสัญลักษณ์ต่างๆ อาทิ ลายดอกพุดตาน ลายสิงห์ ลายเรือสำเภา และลายรูปรัฐธรรมนูญ โดยรูปสัญลักษณ์ก็มีที่มาที่แตกต่าง ทั้งนี้นอกจากจะได้ความเพลิดเพลินยังได้ความรู้อีกด้วย