นานมาแล้วเมื่อประมาณปี คศ. 1858 มีชายหนุ่มในวัยยี่สิบเศษคนหนึ่งชื่อ โล คิม ปง ได้ตัดสินใจเดินทางทางเรือจากบ้านเกิดเมืองนอนในเมืองฉางโจว มลฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีนแผ่นดินใหญ่มาพำนักพักพิงอยู่ในเมืองท่าเล็กๆ ปลายแหลมมลายูนี้ ถึงแม้จะเกิดมาในครอบครัวยากจนแต่ชายคนนี้ก็เป็นคนจิตใจกว้างขวาง นับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดและมีหัวทางการค้า เขาเริ่มก่อร่างสร้างตัวจากธุรกิจเล็กๆ จนประสบความสำเร็จเป็นนักธุรกิจใหญ่และเป็นหนึ่งในหัวหน้าที่สำคัญของกลุ่มคนที่มาจากมลฑลฝูเจี้ยนที่มีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย

ในปี 1898 มิสเตอร์โลและลูกชายของเขาตื่นขึ้นมาด้วยความฝันอันประหลาดว่าเขาเห็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือเปล่งแสงเรืองรองเดินทางมาทางเรือมาจากทิศตะวันตก ด้วยคิดว่าฝันนั้นเป็นนิมิตรหมายอันดีและดูเหมือนจะเป็นจริง โลและลูกชายจึงไปอยู่แถบชายฝั่งทะเลทั้งวันในวันรุ่งขึ้น ในตอนหัวค่ำมีเรือของคณะของพระเซียนหุ้ยพร้อมพระและแม่ชีจำนวน 12 รูปมาจอดที่ท่าน้ำเพื่อพักเรือ พระเซียนหุ้ยและคณะกำลังเดินทางกลับมลฑลฝูเจี้ยนหลังจากที่ได้ไปจาริกแสงวบุญที่อินเดีย เซลอนและพม่าเป็นเวลา 6 ปี


มิสเตอร์โลดีใจมากที่ได้พบพระที่มาจากบ้านเกิดเดียวกันกับเขาจึงนิมนต์คณะของพระและแม่ชีไปพักค้างคืนที่บ้านของเขา ในระหว่างที่พำนักที่บ้านของโลเขาได้ปรึกษากับคณะของพระเซียนหุ้ยที่จะสร้างวัดขึ้นมาที่แหลมมลายูนี้โดยจะบริจาคที่ดินประมาณ 50 เอเคอร์ในตอนกลางของเมืองให้เป็นที่ตั้งของวัดและนิมนต์ขอให้พระเซียนหุ้ยเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด


การสร้างวัดได้รับการตอบรับจากชาวจีนในมาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซียเป็นอย่างมาก นอกจากการบริจาคเงินสนับสนุนพวกเขายังช่วยกันขวนขวายหาช่างฝีมือประณีตมาจากทางตอนใต้ของจีนจากฝู่โจว ฉวนโจวและฉางโจวในมลฑลฝูเจี้ยน และเมืองเฉาโจว มลฑลกวางตุ้ง มาสร้างสรรค์ศิลปะประติมากรรมอันงดงามของบ้านเกิดของพวกเขาอีกด้วย พวกเขาร่วมใจกันสร้างวัดจีนที่มีการผสมกลมกลืนกันของศิลปกรรมอันโดดเด่นของบ้านเกิดหลายๆ จังหวัดที่เขาจากมาแต่ก็ประสานเอากลิ่นไอของชาวอพยพอย่างพวกเขาเข้าไปด้วยอย่างลงตัว มีลานเปิดโล่งตามแบบฉบับของเหอหยวนที่น่ามองยิ่ง



ฉันนึกชื่นชมความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ในพุทธศาสนาของชาวจีนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ที่อ่านจากประวัติของวัดก่อนมาถึงวัดจีนแห่งนี้ วัดจีน Lian Shan Shuang Lin เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์และถือเป็นวัดในประวัติศาสตร์ของเมืองนี้เลยทีเดียว ตั้งอยู่แถบกลางเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาแน่นในแถบที่เรียกว่า Tao Payoh New Town หลังจากการบูรณะวัดครั้งใหญ่ซึ่งใช้เวลากว่าสิบปี วันนี้วัดนี้เปิดประตูรับพุทธศาสนิกชนที่ตั้งใจไปน้อมบูชาพระพุทธองค์อีกครั้งอย่างสง่างาม

เราชวนกันไปไหว้พระในยามบ่ายของวันหยุดที่ผ่านมา ด้านหน้าวัดเป็นศาลเจ้าตามแบบของคนจีนที่มีผู้คนไปไหว้พระเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ และเมื่อเดินเข้าไปด้านในของวัดจะเป็นส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยของพระ ออฟฟิส และวิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปต่างๆ

พระชาวจีนและสาธุชนจำนวนหนึ่งกำลังทำวัตรเย็นกันอยู่ เราจึงถือโอกาสเข้าไปนั่งฟังพระสวดและรวบรวมใจให้เป็นสมาธิในที่นั้น เสียงพระสวดที่ไม่รู้ความหมายแต่สื่อได้ถึงความศรัทธาในคุณความดีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ดังก้องอยู่ในโสตประสาท ฉันรู้สึกอุ่นใจเหมือนได้อยู่ใกล้ที่พึ่งอันอบอุ่นมั่นคง ความปิติแผ่ซ่าน รู้สึกผ่อนคลายเหลือเกิน เป็นความสงบงามที่ฉันสัมผัสได้ในบ่ายวันนั้น 

ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากวิหารหลังจากทำวัตรเสร็จ เขายกมือไหว้เราเป็นการทักทายพร้อมรอยยิ้ม เรายิ้มและไหว้ตอบเช่นกัน พระชาวจีนทยอยเดินออกมาและยกมือไหว้รับไหว้เราที่นั่งอยู่ การไหว้การทักทาย รอยยิ้มนั้นได้รับกลับมาเสมอเมื่อเรารู้จัก "ให้ก่อน"

ฉันนั่งชื่นชมความสงบในบริเวณนั้นอีกสักพัก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็มาเชิญเราออกจากบริเวณวัดด้วยท่าทีที่สุภาพยิ่ง เขาบอกว่าวัดเปิดตอนเช้าตรู่และปิดตอนห้าโมงเย็นเพื่อให้พระสงฆ์ได้พักผ่อนและเรียนรู้ศึกษาพระธรรมอย่างเต็มที่

เราเดินออกจากวัดด้วยความปิติสุข ความสงบเย็น พระจันทร์ดวงค่อนข้างกลมที่กำลังลอยขึ้นท้องฟ้าในยามเย็นทำให้ฉันนึกถึงบทกวีของหลวงปู่ติช นัท ฮันท์ 

The refreshing moon of the Buddha 
Is travelling in the sky of utmost emptiness.
If the pond of the mind is still,
The beautiful moon will reflect itself in it.

 

ทะเลสาบอันสงบนิ่งที่สะท้อนแสงอันงดงามของดวงจันทร์ที่ลอยล่องในท้องฟ้า ขอให้พระจันทร์แห่งพุทธะส่องสว่างกลางใจเราทุกคนค่ะ...

ด้วยความนอบน้อม
ปริม ทัดบุปผา
ปลายตุลาในเมืองสิงโต



...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...


...