พระราชประวัติของพระนั่งเกล้านี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นเครื่องแสดงถึงน้ำใจของคนที่ปกครองคนเมื่อร้อยปีมานี้เอง

 

 

แผ่นดินที่สาม

 นายสมภพ จันทรประภา  ประพันธ์

รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

จัดพิมพ์ทูลเกล้าฯถวายสนองพระมหากรุณาธิคุณ

ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล ทักษิณานุประทาน

ในมหามงคลเฉลิมพระเกียรติวันพระบรมราชสมภพ ครบ ๒๐๐ ปี

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันอังคารที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐

           

พระราชประวัติของพระนั่งเกล้านี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เป็นเครื่องแสดงถึงน้ำใจของคนที่ปกครองคนเมื่อร้อยปีมานี้เอง

“เจ้าช่อมะกอก    เจ้าดอกมะไฟ

เจ้าเห็นเขางาม   เจ้าตามเขาไป

เขาทำเจ้ายับ      เจ้ากลับมาไย

เจ้าสิ้นอาลัย       เจ้าแล้วหรือเอย”

            ใครๆที่ชอบอ่านหนังสือเก่าๆ ได้เห็นกลอนข้างบนนี้ก็จะจำได้ทันทีว่าใครแต่ง เพราะนอกจากจะแต่งสะเทือนใจอย่างยิ่งแล้ว คนแต่งยังเป็นถึงพระราชาอีกด้วย ที่มาของกลอนบทนี้ก็มาจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ท่านจะล้อคุณพุ่ม พนักงานเชิญพระแสงของท่าน

            เรื่องมีอยู่ว่าคุณพุ่มคนนี้ เป็นลูกข้าหลวงเดิมของท่านที่ชื่อว่าภู่ ได้เป็นที่พระยาราชมนตรี คุณพุ่มเป็นคนมีความรู้ในทางอักษรศาสตร์ถึงแต่งโคลงกลอนได้ ซึ่งในสมัยนั้นหาผู้หญิงเก่งทางนี้ได้ยาก นอกจากจะแต่งโคลงกลอนเก่งแล้ว คุณพุ่มยังมีลักษณะที่เรียกว่า “เปรี้ยว” ด้วย ชายหนุ่มชั้นสูงจึงมาติดพันกันหลายคน จนได้สมญาว่า “บุษบาท่าเรือจ้าง” เพราะบ้านอยู่ที่ท่าเรือจ้าง แต่ชายหนุ่มที่ชนะใจคุณพุ่มนั้นก็เป็นผู้ชายที่ “เปรี้ยว” พอๆกัน คือพระปิ่นเกล้า พระนั่งเกล้าท่านรับสั่งว่า “ท่านฟ้าน้อย” “ท่านฟ้าน้อย”นี้เป็นพระอนุชาร่วมพระราชชนนีกับพระจอมเกล้าฯ ซึ่งพระนั่งเกล้าท่านรับสั่งเรียกว่า “ท่านฟ้าใหญ่”               

ทั้ง ๓พระองค์เป็นพระราชโอรสของพระพุทธเลิศหล้าด้วยกัน พระนั่งเกล้าเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ แก่กว่าพระจอมเกล้า ๑๗ ปี แต่ประสูติมาแต่พระสนม ส่วนสองพระองค์นั้นเป็นเจ้าฟ้าเพราะประสูติแต่พระอัครมเหสี

            เมื่อพระนั่งเกล้าได้เสวยราชย์ คุณพุ่มได้เป็นนางเชิญพระแสง แต่มาแพ้ใจพระปิ่นเกล้า กราบถวายบังคมลาพระนั่งเกล้าไปอยู่กับพระปิ่นเกล้า อยู่ได้พักหนึ่งก็ต้องกลับเข้าวังหลวงไปเฝ้าพระนั่งเกล้าใหม่ ท่านจึงทรงกลอนบทนี้

 

            พูดถึงพระนั่งเกล้า เมื่อเป็นเด็กๆ (ผู้ประพันธ์) ก็รู้แต่เพียงว่า ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรี ครั้งโตขึ้นมาอ่าน “พระอภัย” รู้เรื่อง ได้รู้จักสุนทรภู่ เลยรู้ต่อไปว่าท่านเคยถูกสุนทรภู่อาการดังที่เรียกกันว่า “หักหน้า” ต่อหน้าพระที่นั่ง เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งเมื่อแต่งเรื่องสังข์ทอง พระนั่งเกล้า ฯ ทรงตอนท้าวสามลรำพึงว่า “จำจะคิดปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาตรปรารถนา”

            สุนทรภู่ทักขึ้นว่า ลูกปรารถนาอะไร เลยต้องแก้เป็น”ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา” ต่อมาอีกครั้งหนึ่ง เรื่องอิเหนา พระนั่งเกล้าฯทรงว่า “น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ว่ายแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว”

            คราวนี้ทรงให้สุนทรภู่ตรวจดูก่อน สุนทรภู่ก็ไม่ทักท้วงประการใด ครั้งนำเข้าสู่ที่ประชุมหน้าพระที่นั่ง สุนทรภู่ทักขึ้นว่า”ตัวอะไร” เลยต้องแก้เป็น “น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมมาอยู่ไหวไหว”

            แล้วมิได้คิดอะไร ต่อมาอ่านนิราศต่างๆของสุนทรภู่จับใจ เลยพาลไปไม่ชอบพระนั่งเกล้าฯ เพราะรู้สึกว่าท่านคงดุ และคงพยาบาทคน ข่มเหงคน คนเก่งๆอย่างสุนทรภู่ ก็ไม่ทรงเลี้ยง เพราะสุนทรภู่ช่างพรรณนานัก

“สิ้นแผ่นดินสิ้นนามตามเสด็จ ต้องเที่ยวเตร็ดเตร่หาที่อาศัย” หรือว่า “อนิจจากายเราก็เท่านี้ ไม่มีที่พสุธาจะอาศัย” หรือว่า “สิ้นแผ่นดินสิ้นกลิ่นสุคนธา  วาสนาเราก็สิ้นเหมือนกลิ่นสุคนธ์” หรือว่า  “สิ้นแผ่นดินสิ้นบุญของสุนทร ฟ้าอาภรณ์แปลกพักตร์อาลักษณ์เดิม”

            อยู่ต่อมาได้อ่านหนังสือมากขึ้นได้ความรู้ว่าในเวลาที่สุนทรภู่แสดงอาการ”ไม่สวย”ต่อพระนั่งเกล้านั้น พระนั่งเกล้าท่านไม่ใช่เจ้าเล็กเจ้าน้อยที่เดียว อำนาจก็มี เงินก็มี พวกก็มีมาก และพระพุทธเลิศหล้าก็โปรดด้วย เลยเกิดความสงสัยว่า สุนทรภู่เอาอะไรมาเก่งกับท่าน ความรู้ที่ได้จากหนังสือต่างๆนั้น ทำให้สันนิษฐานได้ว่า สุนทรภู่นั้นนอกจากพระพุทธเลิศหล้าจะโปรดแล้ว เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี คงจะโปรดด้วย และสุนทรภู่คงจะฝักใฝ่อยู่ในกรมหลวงพิทักษ์มนตรี เพราะกรมหลวงพิทักษ์มนตรีนี้ นอกจากจะกล่าวกันว่ามีอำนาจถึงเป็นผู้สำเร็จราชการแล้ว ยังทรงมีความสามารถในกระบวนฟ้อนรำอีกด้วย ท่ารำสวยๆของละครทุกวันนี้มาจากเจ้าฟ้าพระองค์นี้ ทีนี้ท่ารำนั้นต้องให้ลงคำในกลอนด้วย แล้วกระบวนแต่งให้ลงคำก็ไม่มีใครเกินสุนทรภู่ อย่างตอนสีดาผูกคอตาย แต่งกันเท่าไร คนรำก็รำไม่ได้เพราะจะตายเอาจริงๆ สุนทรภู่แก้พริบตาเดียว ตรงบทหนุมานว่า “บัดนี้ วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย” ไม่มามัวตกอกตกใจ เอะอะวุ่นวายกว่าจะแก้

            เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีนี้เป็นโอรสของสมเด็จพระพี่นางองค์น้อยของพระพุทธยอดฟ้า และเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์พระอัครมเหสี จึงมีศักดิ์เป็นน้าพระองค์ใหญ่ของพระจอมเกล้าและพระปิ่นเกล้า เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระพุทธเลิศหล้ามาก ทรงปรึกษาหารือราชการทั่วไปทุกอย่าง จนกล่าวกันว่าเป็นผู้สำเร็จราชการก็มี

            ที่าว่าสุนทรภู่ฝักใฝ่ในเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีนี้มีเค้าเพราะเมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๒ สุนทรภู่จะกลับไปวังหลังอีกก็ย่อมจะทำได้ เพราะลูกเมียก็ยังอาศัยอยู่ในวังนั้น “เจ้าข้างใน” คือ พระชายาของกรมพระราชวังหลังก็ยังอยู่ กรมหลวงเสนีย์บริรักษ์พระโอรสของกรมพระราชวังหลังก็มีบุญอยู่ จะว่าสุนทรภู่ “ไม่เหยียบวังหลังอีก”ก็ไม่ใช่ลักษณะของสุนทรภู่ ซึ่งเป็นคนมีความกตัญญูสูง จะเห็นได้จากนิราศวัดเจ้าฟ้า แต่เป็นเพราะกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ท่านเป็น “น้ำหนึ่งใจเดียว” กันกับพระนั่งเกล้าฯมากกว่า สุนทรภู่จึงไม่เข้าหา และในตอนปลายสุนทรภู่ก็ไปพึ่งบุญพระปิ่นเกล้าฯ “ท่านฟ้าน้อย” แปลเอาว่าสุนทรภู่ฝักใฝ่อยู่ทางเจ้านายฝ่ายสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์พระอัครมเหสีอย่างมั่นคง ถึงแม้นตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์จะทรงห่างเหินไม่ขึ้นเฝ้าพระพุทธเลิศหล้า ไม่ดูแลเครื่องต้น จนพระพุทธเลิศหล้าเสวยอะไรไม่ได้อยู่พักหนึ่งเพราะสมเด็จพระศรีสุริเยนทร์ทรงมีฝีพระหัตถ์เป็นเยี่ยมในทาง”กับข้าว”

            เท่าที่ปรากฏ พระนั่งเกล้าไม่เคยทรงทำอะไรสุนทรภู่จนนิดเดียว ไม่สนพระทัยเท่านั้น สุนทรภู่เที่ยวร้อนตัวไปรำพันไป จนคนต่อมาสงสารสุนทรพู่กันทั้งนั้น สุนทรภู่ “ขี้เมา” ก็ว่าเพราะ “ขี้เมา”จึงเขียนได้ดี สุนทรภู่ล่วงเกินญาติผู้ใหญ่ก็ว่าอย่างสมัยใหม่ว่า”อารมณ์ศิลปิน” เคยถามผู้เฒ่าผู้แก่ถึงพระนั่งเกล้า ก็จะตอบตรงกันหมดว่าท่านชอบสร้างวัด แล้วก็เท่านั้น ดูจะเป็นพวกสุนทรพู่กันไปหมด เลยต้องมาอ่านหนังสือใหม่ อ่านที่เกี่ยวกับพระนั่งเกล้า อ่านแล้วพบว่าพระราชประวัติของพระนั่งเกล้านี้น่าสนใจอย่างยิ่ง “คน” อย่างนี้ได้อีกสัก “คน” เมืองไทยจะดีขึ้น

ท่านเป็นพระราชาที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถในทางบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรเป็นเยี่ยม พ่อค้าที่ทันกับเจ๊ก ท่านเป็นรัฐมนตรีคลังอย่างวิเศษ หาเงินเก่ง หาแล้วคนไม่เดือดร้อน หาแล้วใช้ด้วยเก็บไว้ด้วย ท่านไม่ต้องใช้หลัก “ประหยัด ประวิง ประท้วง ปฏิเสธ” การคลังของท่านไม่มีที่ติดลบ ท่านเป็นจอมทัพที่ “สะกด” แม่ทัพนายกองให้อยู่ในอำนาจ ท่านเป็นนักการเมืองที่เล่นการเมืองอย่างขาวสะอาด ทั้งๆที่มีการต่อสู้ ท่านก็ทรงต่อสู้ตามวิถีทางการเมือง และก็แน่ละ อย่างมีชั้นเชิงด้วย เหนือสิ่งอื่นใดของท่าน คือ “แผ่นดิน” ไม่ใช่ท่าน ไม่ใช่ลูกท่าน ไม่ใช่พวกพ้องของท่าน

 

 

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประสูติเมื่อพระพุทธยอดฟ้าเสวยราชย์ได้ ๖ ปี ตรงกับวันจันทร์ เดือนสี่ แรมสิบค่ำ จุลศักราช ๑๑๕๙ ทรงพระนามว่า “ทับ”เป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า พระราชมารดาพระนามเดิมว่า “เรียม” คุณจอมมารดาเรียมนี้ เป็นธิดาคนเดียวของพระยานนทบุรี (บุญจัน) และคุณหญิงเพ็ง บ้านเดิมอยู่ตรงที่สร้างวัดเฉลิมพระเกียรติ เมืองนนท์เดี๋ยวนี้ คุณจอมเรียมได้ถวายตัวทำราชการในพระพุทธเลิศหล้าตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเจ้าลูกเธอ และประทับอยู่บ้านเดิมของพระพุทธยอดฟ้าข้างวัดระฆัง ครั้นเมื่อพระพุทธเลิศหล้าเสวยราชย์แล้วก็ตามเสด็จเข้าไปอยู่ในพระบรมมหาราชวังในที่พระสนมเอก บังคับการห้องเครื่อง

พระนั่งเกล้านั้นพระพุทธยอดฟ้าโปรดมาก เพราะเป็นพระราชนัดดาพระองค์ใหญ่ เวลาโสกันต์โปรดเกล้าให้โสกันต์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นการพิเศษ เวลาผนวชก็ได้ทรงผนวชเฉพาะพระพักตร์ด้วย งานชิ้นแรกของพระนั่งเกล้าที่ได้ทรงทำก็คือ เข้าระงับการจลาจลที่เกิดขึ้นจากขุนนางที่ฝักใฝ่ในเจ้าฟ้ากรมขุนกระษัตรา ฯ (เจ้าฟ้าเหม็น) เจ้าฟ้าเหม็นนี้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากรุงธน พระธิดาของพระพุทธยอดฟ้าเป็นพระมารดา พระพุทธยอดฟ้าทรงพระเมตตาเจ้าฟ้าพระองค์นี้ พระนั่งเกล้าจับกุมพวกขุนนางที่ร่วมคิดกบฏครั้งนี้ได้หลายคน ส่วนเจ้าฟ้าเหม็นนั้นจับเวลาเสด็จเข้าพระบรมมหาราชวัง เจ้าพระยาอภัยภูธรซึ่งเป็นคนจับปล่อยให้เสลี่ยงที่ประทับมาล่วงเข้าประตูวัง อันเป็นประตูสองชั้นแล้วรีบปิดประตูทั้งสองข้าง เจ้าฟ้าเหม็นเอามือตบขาพูดติดอ่างว่า “จะจับข้าไปข้างไหน”

หน้าที่ของพระนั่งเกล้าในรัชกาลที่สองตอนแรกนั้น ทรงกำกับราชการกรมท่า คือการต่างประเทศ แต่สมัยนั้นการต่างประเทศไม่มีอะไรมาก เพราะยังไม่มีหนังสือสัญญาทางราชไมตรีกับนานาประเทศ พอดีกับเวลานั้นเงินแผ่นดินไม่พอใช้เป็นมาแต่รัชกาลที่ ๑ แล้ว พม่าขนเอาไปหมด พระพุทธเลิศหล้าจึงให้ทรงจัดการค้าสำเภาของหลวงด้วยอีกอย่างหนึ่ง ธรรมเนียมการหาเงินมาใช้ในแผ่นดินตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยามา นอกจากจะได้จากค่านาแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร พระเจ้าแผ่นดินต้องแต่งสำเภาไปค้าเมืองจีนเอากำไรมาใช้ในราชการอีกส่วนหนึ่ง สมัยนั้นไม่ห้ามเจ้านายและขุนนางทำการค้าขาย ใครมีกำลังก็แต่งสำเภาไปค้าเมืองจีน พระนั่งเกล้าท่านก็ทรงมีของท่าน ทรงทำได้ดีทั้งของหลวงและของท่านเองจนมั่งมีมาก ทั้งทางของหลวงและของท่าน พระพุทธเลิศหล้าทรงเรียกท่านว่า “เจ้าสัว” อยู่เสมอ

 

 

พระพุทธเลิศหล้าสวรรคต พระนั่งเกล้าฯ ก็ได้เสวยราชสมบัติ ว่ากันตามนิตินัยแล้วราชสมบัติควรจะตกเป็นของพระจอมเกล้า เพราะเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าราชโอรสองค์ใหญ่อันประสูติแต่พระอัครมเหสี แต่เมื่อพระพุทธเลิศหล้าสวรรคตนั้นไม่ทันได้ดำรัสสั่งมอบเวนราชสมบัติพระราชทานผู้ใด ดังนั้นพระราชวงศ์และเสนาบดีจึงต้องประชุมเลือกกันตามธรรมเนียมโบราณ การประชุมครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชนิพนธ์ไว้ว่า

พระบรมวงศานุวงศ์แลท่านเสนาบดี ซึ่งเป็นประธานในราชการก็ล้วนแต่เป็นผู้ชื่นชมนิยมยินดีต่อพระปรีชาญาณของพระองค์ จึงได้ปรึกษาพร้อมกันเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ยังมีพระชนมายุน้อยแลเสด็จออกทรงผนวชในพระพุทธศาสนาโดยทรงพระศรัทธาเลื่อมใสมิได้ทรงพระดำริมุ่งหมายที่จะให้มีเหตุการณ์บาดหมางในพระบรมราชวงศ์ให้เป็นการจลาจลขึ้นในบ้านเมือง ได้ทราบความชัดในพระดำริและพระประสงค์ดังนี้แล้ว เห็นว่าในเวลานั้นพระนครก็ยังตั้งขึ้นไม่สู้นาน การสงครามฝ่ายพม่าปัจจามิตรก็ยังมุ่งหมายจะทำลายล้างกรุงสยามอยู่มิได้ขาด จึงเห็นพร้อมกันว่า ถ้าอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระชนมายุมาก แลทรงทราบพระราชกิจใหญ่น้อยทั่วถึง ทั้งในการที่จะรักษาพระนครภายในและจะป้องกันอริราชศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกได้ ในเวลาเมื่อเกิดสงครามจะเป็นเหตุให้บรมราชวงศ์และพระนครตั้งมั่นเป็นอนันตสาธารณ์สืบไปภายหน้า จึงยินยอมพร้อมกันถวายศิริราชสมบัติแด่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ได้ลองพิจารณาดูว่าเหตุใดพระบรมวงศานุวงศ์ แลท่านเสนาบดีจึงพากันชื่นชมนิยมยินดีต่อพระปรีชาญาณของพระนั่งเกล้า จนพากันลงความเห็นไม่ถูกต้องตามนิตินัย การพิจารณานี้ก็ต้องดูว่าพระบรมวงศานุวงศ์มีพระองค์ใดบ้างที่เข้าประชุม ทรงมีความสำคัญอย่างไร และทรงมีความสัมพันธ์อย่างไรกับผู้ใด เมื่อพิจารณาถึงเรื่องนี้ก็ต้องย้อนขึ้นไปถึงแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้าฯ ในแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้าฯนั้น มีเจ้านายที่เป็นหลักในราชการอยู่ ๓ พระองค์ คือ

๑.สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์

๒.สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี

๓.พระนั่งเกล้า

กรมพระราชวังบวรฯ นั้นทรงกำกับราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณทั่วไป กรมหลวงพิทักษมนตรีทรงกำกับกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงวัง พระนั่งเกล้าฯ ทรงกำกับกระทรวงการต่างประเทศและคลัง ครั้นเมื่อกรมพระราชวังบวรฯ สวรรคต การกำกับราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณทั่วไปก็ตกอยู่แก่เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ส่วนการในกรมพระตำรวจและความรับสั่งทั้งปวงนั้นตกไปอยู่แก่พระนั่งเกล้า ต่อมาเมื่อเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรีสิ้นพระชนม์ งานมหาดไทยและวังก็มาตกอยู่ที่กรมหลวงรักษรณเรศ กรมหลวงรักษรณเรศนี้เป็น”ชั้นอาว์” ของพระนั่งเกล้าฯแต่เนื่องจากด้วยพระชันษาไม่ห่างไม่ไกลกันก็ทรงคบหากันสนิทถือกันเป็นเพื่อนยาก เพราะถูกบัตรสนเท่ห์มาด้วยกันเมื่อครั้งชำระความพระราชาคณะ ๓ องค์เป็นปาราชิก ทั้ง ๓ รับเป็นสัตย์ถูกจำคุก ลูกศิษย์ของพระราชาคณะองค์หนึ่ง จึงทิ้งบัตรสนเท่ห์กล่าวหาความหยาบช้าต่อพระนั่งเกล้าฯและกรมหลวงรักษรณเรศ นอกจากกรมหลวงรักษรณเรศ ก็มีกรมหมื่นศักดิพลเสพเป็น “ชั้นอาว์” เหมือนกัน กรมหมื่นศักดิพลเสพทรงกำกับการกลาโหม ทรงรักกันมากกับพระนั่งเกล้าฯถึงกับว่าเคยให้สัตย์สาบานต่อกัน นอกจากนั้นยังมี “หัวอก” เดียวกันคือไม่ลงรอยกับเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีด้วยกันดังจะเล่าต่อไปทีหลัง ยังมีกรมหลวงเทพพลภักดิ์ พระเชษฐาของกรมหลวงรักษรณเรศ กำกับกรมพระคชบาล กรมขุนพิพิธภูเบนทร์ กำกับกรมเมือง และกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์ ซึ่งคุมทหารของกรมพระราชวังหลังอยู่ อีก ๓ พระองค์ ที่ทรงคบหาสนิทสนมจนเห็นพระทัยกัน และทุกพระองค์จะเห็นได้ว่า คุมหน่วยกำลังอยู่ในพระหัตถ์ทั้งนั้น และท่านเหล่านี้ก็อยู่ในที่ประชุมทุกพระองค์ ที่ไม่ฝักใฝ่อยู่ในพระนั่งเกล้าและมีตำแหน่งในที่ประชุมก็คือเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ซึ่งทรงกำกับมหาดไทย ต่อจากเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระเชษฐา นอกจากนั้นก็เห็นจะวางตัวเป็นกลางบ้างไม่กี่คน ส่วนใหญ่ก็คงจะต้องลงความเห็นให้พระนั่งเกล้าฯ ด้วยเหตุดังจะกล่าวต่อไป คือพระนั่งเกล้าฯนั้น พระทัยบุญโปรดการทรงธรรมไม่โปรดละคร ที่หน้าวังตั้งโรงทานไว้สำหรับเลี้ยงคนยากจน วันพระก็ทรงปล่อยสัตว์ แจกเงินคนชราคนยากจน เจ้านายขุนนางที่เข้าเฝ้าพระพุทธเลิศหล้าเวลาออกจากที่เฝ้าแล้วจะแวะวังของท่านที่อยู่หน้าพระบรมมหาราชวัง มาเสวยและรับประทานอาหารแทบจะทั่วหน้าทุกวัน ทุกเวลามิได้ขาดโดยมีคุณจอมเรียม เจ้าจอมมารดาของท่านมาเป็นผู้จัดการให้ทางด้านนี้ ว่ากันว่า “คุณจอม” นั้นฉลาดเฉลียวมีสัมมาคารวะรูจักโอภาปราศรัยมีความสามารถที่จะผูกน้ำใจ ถ้าจะพูดกันอย่างสมัยนี้ก็แปลว่า พระนั่งเกล้าทรงมีความสามารถในทางหาคะแนนนิยมจากชาวบ้าน ชาวตลาด ชาววัด พ่อค้า ข้าราชการ ตลอดจนเจ้านาย

ความเป็นไปต่างๆนี้ทางฝ่ายเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีก็ทรงทราบอยู่ตลอดเวลา และทรงไม่ลงรอยกันจนถึงเนื้อความปรากฏออกมาในพงศาวดาร เมื่อครั้งตั้งเจ้าครองจำปาศักดิ์ ครั้งนั้นเจ้าอนุ เวียงจันทน์ทูลขอให้เจ้าราชบุตร (โย้) บุตรของตนได้เป็นเจ้าครองจำปาศักดิ์ พระนั่งเกล้าทรงรับเป็นธุระจัดการให้สมประสงค์เจ้าอนุ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีไม่ทรงเห็นชอบด้วยแต่ก็ทำอะไรไม่ทัน เพราะพระพุทธเลิศหล้าประทานไปแล้ว ดังนั้นพอเสด็จขึ้น เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีจึงรับสั่งทันทีในท้องพระโรงนั้นว่า อยากรู้นักว่าใครเป็นผู้จัดแจงเพ็ดทูลให้เจ้าราชบุตรเวียงจันทน์ไปเป็นเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ แต่เพียงพ่อมีอำนาจอยู่ข้างฝ่ายเหนือก็พออยู่แล้ว ยังจะเพิ่มเติมให้ลูกมีอำนาจโอบลงมาข้างฝ่ายตะวันออกอีกด้านหนึ่ง ต่อไปจะได้ความร้อนใจด้วยเรื่องนี้ พระนั่งเกล้าทรงได้ยินแต่ก็นิ่งอยู่มิได้รับสั่งโต้เถียงอย่างใด ดังนั้นเมื่อเจ้าอนุฯเป็นขบถ พระนั่งเกล้าจึงโทมนัสที่ความมาสมจริงดังเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีได้ทำนายไว้ ที่ว่ากรมหมื่นศักดิพลเสพก็ไม่ชอบพระทัยเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีนั้น ก็ปรากฏหลักฐานจากพงศาวดารว่าเคยถูกกรมหลวงพิทักษ์ฯต่อว่าอย่างรุนแรงที่คนชั้นนั้นจะพึงว่ากล่าวกัน เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อครั้งจักกายแมงยกทัพพม่าจะมาตีไทยก็ให้กรมหมื่นศักดิพลเสพยกทัพไปขัดตาทัพอยู่ที่เพชรบุรี ทหารในกองทัพประพฤติการเกะกะแก่พลเมืองจนความทราบเข้าถึงในกรุง เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีสอบสวนจนแน่พระทัยแล้ว จึงได้มีลายพระหัตถ์ให้นำความขึ้นทูลแม่ทัพ ลายพระหัตถ์นั้นทรงเล่าถึงความเหลวแหลกของทหารในกองทัพ และลงท้ายว่าดังนี้ “ ......ด้วยเหตุว่าหาผู้เตือนสติไม่ จึงเกิดความฟุ้งเฟื่องเข้าไปถึงกรุงเทพฯดังนั้น ไม่ควรที่จะให้เกิดความเคืองใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และอายแก่ชาวเมืองเพชรบุรีด้วยการข้างหน้ายังมีอยู่มาก ซึ่งว่ากล่าวมาครั้งนี้ใช่จะเอาความผิด นายทัพนายกองฤาก็หาไม่ ด้วยเห็นว่าพึ่งแรกออกโรงใหม่ได้พลั้งเกินไปคนละเล็กคนละน้อยแล้ว ให้พระเจ้าน้องยาเธอฯหาตัวมาพร้อมกันสะสางผ่อนปรนเสียโดยควรโดยชอบแก่ราชการ....”

พิจารณาโดยสมควรแล้วจึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุเจ้านายและขุนนางที่เข้าที่ประชุมจะไม่พากัน “ชื่นชมยินดีต่อพระปรีชาญาณ” ของพระนั่งเกล้าจนถึงยอมถวายราชสมบัติไป เรื่องนี้ทางพระจอมเกล้าก็รู้พระองค์ เพราะพระชนม์ขนาดนั้นก็ใช่น้อยแล้วยี่สิบปี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงฯทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า “...ฝ่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบกิตติศัพท์อยู่แล้วว่าคิดกันจะถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาเห็นว่า ถ้าพระองค์ปรารถนาราชสมบัติในเวลานั้นพระราชวงศ์แตกสามัคคีกัน อาจจะเลยเกิดเหตุร้ายขึ้นในบ้านเมือง ตรัสปรึกษาเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์ซึ่งเป็นเจ้าน้าพระองค์น้อย ทูลแนะนำว่าควรจะคิดเอาราชสมบัติตามที่มีสิทธิ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ทรงเห็นชอบ ด้วยไปทรงปรึกษากรมหมื่นนุชิตชิโนรส พระปิตุลาซึ่งผนวชอยู่ กับทั้งกรมหมื่นเดชอดิศรพระเชษฐาซึ่งทรงนับถือมาก ทั้งสองพระองค์นั้นตรัสว่าไม่ใช่เวลาควรจะปรารถนา อย่าห่วงราชสมบัติดีกว่า เพราะฉะนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟังคำถามจึงตรัสตอบว่า “มีพระประสงค์จะทรงผนวชอยู่ต่อไป ....”

การเรื่องนี้ที่จริงกลับเป็นผลดีแก่บ้านเมืองเพราะพระนั่งเกล้าก็ได้ทรงหาเงินไว้ให้มาก วัดก็สร้างไว้ให้มาก ป้อมคูประตูหอรบก็สร้างไว้ให้มาก เขมรซึ่งจะหลุดมือไปก็เอามาไว้ให้เป็นที่เรียบร้อยตลอดจนหัวเมืองมลายู ทางฝ่ายพระจอมเกล้าก็ได้ทรงมีโอกาสแสวงหาความรู้ในการต่างประเทศปรับปรุงพระพุทธศาสนา และทรงศึกษาความเป็นไปของราษฎรอย่างใกล้ชิด ความรู้ต่างๆที่ได้ทรงประสบมาเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองในชั้นหลังเมื่อมีการเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ไม่มีใครรู้ว่าถ้าเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรียังไม่สิ้นพระชนม์ เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร หรือถ้าพระจอมเกล้าไม่ได้ทรงผนวชอยู่เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร

 

เมื่อพระนั่งเกล้าขึ้นเสวยราชย์ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมหมื่นศักดิพลเสพ ขึ้นดำรงที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคลฝ่ายหน้า สถาปนาเจ้าจอมมารดาเรียมพระราชชนนีเป็นกรมสมเด็จพระศรีสุราลัย และเมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสิ้นพระชนม์แล้ว ก็ทรงเลื่อนกรมหมื่นเทพพลภักดิ กรมหมื่นรักษรณเรศ กรมหมื่นเสนีย์บริรักษ์ขึ้นเป็นกรมหลวงทั้ง ๓ พระองค์ กรมหมื่นพิพิธภูเบนทร์ก็เลื่อนขึ้นเป็นกรมขุน

การศึกในแผ่นดินพระนั่งเกล้าที่หนักก็มีกับญวน ที่มาของศึกก็มาจากเจ้าอนุเวียงจันทน์ เพราะเมื่องานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเลิศหล้านั้น เจ้าอนุเข้ามาเพราะเป็นคนโปรด พระนั่งเกล้าเองก็โปรด เพราะเจ้าอนุเป็นคนเข้มแข็ง เจ้าอนุได้ใจพอถวายพระเพลิงแล้ว ก่อนจะกราบถวายบังคมลา ก็เลยทูลขอครัวลาวกับหญิงสาวชื่อดวงคำกลับไปด้วย ลักษณะที่เจ้าอนุทำนั้นเข้าลักษณะที่เรียกกันว่า ”กำเริบ” พระนั่งเกล้าถึงจะโปรดก็ทรงทนไม่ได้ ไม่พระราชทานให้ เจ้าอนุก็เสียหน้ากลับไปคิดกบฏทันที ให้เจ้าราชวงษ์ผู้บุตรเป็นทัพหน้ายกผ่านโคราชลงมาถึงสระบุรี ตัวเจ้าอนุเองตั้งอยู่ที่โคราชกวาดคนส่งไปเวียงจันทน์ แต่คนที่ถูกกวาดไม่ยอมให้กวาดไปไกลฮึดสู้ขึ้นมา พอดีทางกรุงเทพฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพยกทัพขึ้นมา เจ้านายวังหลังเป็นทัพหน้า เจ้าอนุตกใจกลัวศึกขนาบ เพราะพวกครัวข้างหลังต่อสู้เข้มแข็งนัก จึงถอยไปตั้งที่หนองบัวลำพู

ทัพหน้านั้นแบ่งเป็นสองทัพ ทัพแรกเข้าตีลาวที่หนองบัวลำพูแตก แต่แล้วตกอยู่ในที่ล้อมเพราะพระยาสุโพแม่ทัพลาวโอบเข้ามา กรมหมื่นนเรศวรโยธีเข้าช่วยก็ตกอยู่ในที่ล้อมอีก พวกกรมหลวงเสนีย์บริรักษ์มาทันเข้าแก้กรมหมื่นนเรศวรโยธีได้ แล้วช่วยกันตีฝ่าวงล้อม ทัพพระยาสุโพก็แตก ทัพหน้าก็เข้ายึดเวียงจันทน์ได้

ทางจำปาศักดิ์ เจ้าพระยาบดินทร์ยกไปตีจนแตกจับตัวเจ้าราชวงษ์ได้ แต่เจ้าอนุนั้นหนีไปอยู่กับญวน ญวนก็พามาส่งไทย แต่กลับปรากฏว่าเป็นการล่อลวง เจ้าพระยาบดินทร์จึงเข้าต่อรบเป็นสามารถในพงศาวดารบันทึกไว้ว่า “ได้สู้รบกันถึงตลุมบอน เจ้าราชวงษ์แทงถูกเจ้าพระยาราชสุภาวดี(เจ้าพระยาบดินทร์)เสื้อขาดเสียดลงไปแต่อกกระทั่งถึงท้องน้อยแผลนั้นไม่ตรงเข้าไปในตัว ขาดเป็นทางลงไป เจ้าพระยาราชสุภาวดีล้มลง หลวงพิพิธน้องเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงวิ่งเข้าไปช่วย เจ้าราชวงษ์ฟันหลวงพิพิธตาย แล้วจะเข้าซ้ำเจ้าพระยาราชสุภาวดีอีก พอทนายยิงปืนไปถูกเข่าขวาเจ้าราชวงษ์ล้มลง พวกบ่าวก็เข้าใจว่านายตาย เข้ายกเอานายขึ้นแคร่หามหนีไป ฝ่ายเจ้าพระยาสุภาวดี(บดินทร์) ครั้นฟื้นขึ้นเอานิ้วมือแยงเข้าไปในแผล เห็นว่าไม่ทะลุเข้าไปในท้องก็เรียกเอาน้ำมันว่านมาหยอดแผล เอาผ้าพันเข้าไว้เปลี่ยนเสื้อเสียใหม่แล้วก็ขึ้นแคร่ไล่ผู้คนตามเจ้าราชวงษ์ไปในเวลานั้น จนกระทั่งถึงฝังแม่น้ำโขงก็ไม่ทัน”

ในที่สุดเจ้าอนุก็ไม่พ้นมือเจ้าพระยาบดินทร์ เมื่อคุมตัวลงมาถวาย รับสั่งให้ทำที่ประจานลงที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ทำเป็นกรงเหล็กใหญ่มีริ้วตารางล้อมรอบทั้งสี่ด้าน กลางคืนเอาไปขังไว้ทิ่มดาบ ประจานอยู่ได้ ๗-๘ วัน เจ้าอนุก็รากเลือดตายเอาศพไปเสียบประจานไว้ที่สำเหร่ เมื่อตายนั้นอายุได้ ๖๐ ปี

ผลของสงครามครั้งนั้นทำให้ความแตกร้าวระหว่างไทยกับญวนที่มีมาแต่รัชกาลที่สองชัดขึ้น เพราะญวนชั้นหลังลืมหรือจะต้องลืมว่า พระพุทธยอดฟ้าเคยมีบุญคุณแก่ องค์เชียงสือปฐมกษัตริย์ญวนอย่างไร จะเป็น “ดิ๊กว่างเด” ก็เป็นไม่ได้เต็มภาคภูมิ จึงถือเรื่องเจ้าอนุเป็นสาเหตุแสดงตบะเดชะขึ้นมา เจ้าพระยาบดินทร์ต้องทำงานหนักอยู่หลายปี เพราะถ้ารบกับญวน เขมรก็ต้องพ่วงเข้าไปด้วย รบกันจนญวนต้องราข้อขอหย่าทัพ กองทัพไทยจึงจัดการบ้านเมืองให้นักองค์ด้วงได้เป็นใหญ่ พระนั่งเกล้าโปรดให้ขุนนางคุมเครื่องยศออกไปอุปภิเษกนักองค์ด้วง เป็นสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีเจ้ากรุงกัมพูชา องค์ด้วงถวายเครื่องราชบรรณาการตามประเพณีแล้วให้องค์ราชาวดีผู้บุตรใหญ่เข้ามาพร้อมด้วยเจ้าพระยาบดินทร์เดชารับราชการฉลองพระเดชพระคุณในกรุงเทพฯ สงครามข้างญวนก็สงบตั้งแต่นั้นมา

เมื่อเจ้าพระยาบดินทร์ถึงอสัญญกรรม โปรดให้พระราชทานเพลิงที่วัดสระเกศ เจ้ากรุงกัมพูชาทราบ จึงให้ปลูกเก๋ง ๒ ห้องขึ้นที่หน้าค่ายใหญ่เมืองอุดงมีไชย แล้วปั้นรูปเจ้าพระยาบดินทร์เดชาขึ้นไว้ถึงปีก็บังสุกุลรูปเจ้าพระยาบดินทร์ทุกปีที่ศาลนี้ ชาวเขมรเรียกว่า “ศาลองค์บดินทร์” เดี๋ยวนี้ทราบว่าถูกโยกย้ายไปเสียแล้ว

ข้างพม่าเวลานั้นรบพุ่งติดพันอยู่กับอังกฤษ ทางเราเพียงแต่ส่งคนไปขัดตาทัพอยู่ตามชายแดน ไม่มีอะไรจนตลอดรัชกาล แต่กลับไปมีข้างมลายู เพราะพวกเมืองแขกทั้งปวงมีเมืองไทรเป็นต้น เป็นกบฏ เจ้าพระยาพระคลังจึงต้องยกทัพไปช่วยเจ้าพระยานคร ปราบเมืองไทร เมืองตานี เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู ส่วนเมืองสาย เมืองระแงะ เมืองยะลาและเมืองหนองจิกนั้นเข้าหาแต่โดยดีไม่ต้องใช้กำลัง ครั้งนั้นมีแต่เมืองยะหริ่งเมืองเดียวที่ตั้งอยู่ในความสงบไม่กระด้างกระเดื่อง

การต่างประเทศนั้นก็เริ่มตั้งแต่อังกฤษปรารถนาจะผูกมิตรกับสยามเพื่อประโยชน์ทางการค้า จึงแสดงความรำลึกคุณในการที่ส่งทหารไปขัดตาทัพ เพราะทางอังกฤษถือว่าไปช่วยรบให้พม่าระบุลงในสัญญาด้วยว่าจะไม่มารบกวน นอกจากนั้นยังถวายปืนเป็นราชบรรณาการด้วย พระนั่งเกล้าไม่ไว้พระทัยในการที่จะผูกมิตร แต่พระบรมวงศ์และเสนาบดีทูลทัดทาน โดยให้เหตุผลว่า อังกฤษมีเขตแดนชิดเข้ามาแล้วถ้ามิผ่อนตามให้บ้างจะเกิดเป็นเสี้ยนศัตรูขึ้น ต่อจากนั้นก็เลยทำกับอเมริกา แต่ก็ดีกันอยู่ได้ไม่นาน เพราะพระนั่งเกล้า ท่านทนอะไรทนได้ แต่ทนให้เสียเปรียบฝรั่งทนไม่ได้ ทางพระราชไมตรีจึงไม่กินเกลียวกันอยู่จนตลอดรัชกาล ท่านเองก็ไม่ทรงประมาท เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา สร้างป้อมคูประตูเมือง ป้อมกันพระนครไว้ตามจุดยุทธศาสตร์ทุกแห่ง

 

 

แต่พระราชประวัติของพระนั่งเกล้านี้ตอนไหนๆจะมาจับใจเหมือนตอนที่เกี่ยวข้องด้วยพระจอมเกล้าไม่มี ถ้าเป็นอย่างเราๆท่านๆ ก็ต้องชมว่าท่านมี “สปิริต” อย่างวิเศษ มิใยที่คนรอบๆพระองค์จะเพ็ด<