ครั้งพระนั่งเกล้าประชวรลงก็ทรงมีพระกระแสพระราชดำริถึงผู้สืบราชสมบัติ เพราะยังมิเคยทรงพระราชดำริถึงเรื่องรัชทายาทมาตั้งแต่วังหน้าสวรรคตแล้ว เพราะยังไม่แน่ในพระราชหฤทัยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะความที่มีคนจงรักภักดีต่อพระจอมเกล้าเห็นว่า พระจอมเกล้าควรจะได้รับราชสมบัติมีมากก็ทรงทราบอยู่ พระองค์เองก็คงจะทรงเห็นตามดังนั้น ถึงแม้นจะไม่ออกพระโอษฐ์ให้ชัดออกมา เรื่องนี้ถ้าเอามาคิดดูตามประสาชาวบ้านก็ออกจะแปลก สมบัติทำมาเป็นก่ายเป็นกองแทนที่จะยกให้ลูกกลับไปยกให้น้องคนละแม่ ทั้งๆที่พระเจ้าลูกยาเธอที่เจริญพระชนม์มากแล้วก็มีอยู่หลายพระองค์ มีพระองค์โกเมน พระองค์คเนจร พระองค์ลดาวัลย์ พระองค์ชุมสาย พระองค์เปียก พระองค์อุไร พระองค์อรรณพ พระองค์อมฤตย์ พระองค์สุบรรณ พระองค์สิงหรา พระองค์ชมพูนุท จะว่าท่านไม่โปรดพระองค์เจ้าของท่านก็ว่าไม่ได้ อย่างพระองค์อรรณพที่สร้างวัดมหรรณพ์นั้นก็โปรดจนออกหน้า แต่ท่านทรงเข้าพระทัยที่จะแยกการส่วนพระองค์ออกจากแผ่นดิน ดังนั้นจึงรับสั่งให้หาพระยาราชสุภาวดี พระยาพิพัฒน์ เข้าไปในที่พระบรรทมบนพระมหามณเฑียร ตรัสว่าทรงพระประชวรครั้งนี้อาการมาก เห็นจะเป็นพระโรคใหญ่เหลือกำลังแพทย์จะเยียวยา อันกรุงเทพพระมหานครนั้น ขอบขัณฑ์เสมาอาณาจักรกว้างขวาง พระเกียรติยศก็ปรากฎไปทั่วนานาประเทศ ถ้าทรงพระมหากรุณาพระราชทานอิสริยยศมอบให้พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งซึ่งพอพระทัยให้ขึ้นเสวยราชสมบัติแทนพระองค์ต่อไปแต่ความชอบอัธยาศัยในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์เดียวนั้น เกลือกเสียสามัคคีรสร้าวฉาน ไม่ชอบใจไพร่ฟ้าประชาชนและคนมีบรรดาศักดิ์ผู้ทำราชกิจทุกพนักงานก็จะเกิดการอุปัทวภยันตรายเดือดร้อนแด่พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย สมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร์จะได้รับความลำบากเพราะมิได้พร้อมใจกัน ด้วยกำลังทรงพระมหากรุณาเมตตากับไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นอันมาก แล้วทรงพระกรุณาดำรัสให้จดหมายกระแสพระราชโองการปฎิญาณยกพระนามพระรัตนตรัยสรณคมน์อันอุดมเป็นประธานพยานอันยิ่งให้เห็นจริงในพระราชหฤทัยแล้ว ทรงพระดำรัสยอมอนุญาตให้เจ้าพระยาพระคลัง ซึ่งว่าที่สมุหพระกลาโหม พระยาศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา พระยาสุภาวดีว่าที่สมุหนายกกับขุนนางผู้น้อยทั้งปวง จงมีความสโมสรสามัคคีรส ปรึกษาพร้อมกันเมื่อเห็นว่า พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดที่มีวัยวุฒิปรีชารอบรู้ราชานุวัตร เป็นศาสนูปถัมภกยกพระบวรพุทธศาสนาและปกป้องไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร รักษาแผ่นดินให้เป็นสุขสวัสดีโดยยิ่ง เป็นที่ยินดีแก่มหาชนทั้งปวงได้ ก็สุดแท้จะเห็นดีประนีประนอมพร้อมใจกันยกพระบรมวงศ์องค์นั้นขึ้นเสวยมไหสวรรยาธิปัตย์ ถวัลยราชสืบสันตติวงศ์ดำรงราชประเพณีต่อไปเถิด อย่าได้กริ่งเกรงพระราชอัธยาศัยเลย เอาแต่ให้ได้เป็นสุขทั่วหน้า อย่าให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันให้ได้ทุกข์ร้อนแก่ราษฎร

นี่คือน้ำใจของคนที่ปกครองคนเมื่อร้อยปีเศษมานี้เอง

เมื่อมีพระบรมราชโองการออกไปแล้วยังทรงเป็นห่วงรับสั่งให้หาพระยาศรีสุริยวงศ์ (สมเด็จเจ้าพระยาในรัชกาลที่ ๕) เข้าไปเฝ้า ถามว่าที่ประชุมหารือกันว่าอย่างไร พระยาศรีสุริยวงศ์ว่ายังไม่จัดการ เพราะเชื่อว่าจะหายประชวร จึงรับสั่งให้พระยาศรีสุริยวงศ์ขยับเข้าไปชิดพระองค์ ให้ลูบดูพระองค์ทั่วทั้งพระสรีรกาย แล้วดำรัสว่าร่างกายทรุดโทรมถึงเพียงนี้แล้ว หมอเขายังว่าจะหายอยู่ไม่เห็นด้วยเลย การแผ่นดินไปข้างหน้าไม่เห็นผู้ใดที่จะรักษาแผ่นดินได้ กรมขุนเดชเล่าท่านก็เป็นคนพระกรรณเบา ใครจะพูดอะไรท่านเชื่อง่ายๆ จะเป็นใหญ่เป็นโตไปไม่ได้ กรมขุนพิพิธเล่าไม่รู้จักการงาน ปัญญาก็ไม่สอดส่องไปได้ คิดแต่จะเล่นอย่างเดียว ที่จะมีสติปัญญาพอจะรักษาแผ่นดินได้อยู่ ก็เห็นแต่ท่านฟ้าใหญ่ท่านฟ้าน้อย ๒ พระองค์ ก็ทรงรังเกียจอยู่ว่าท่านฟ้าใหญ่ถืออย่างมอญ ถ้าเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้นก็จะให้พระสงฆ์ห่มผ้าอย่างมอญเสียหมดทั้งแผ่นดินดอกกระมัง ท่านฟ้าน้อยเล่าก็มีสติปัญญารู้วิชาการช่างและการทหารต่างๆอยู่ แต่ไม่พอใจทำราชการ รักแต่การเล่นสนุกเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงมิทรงอนุญาต กลัวเจ้านายข้าราชการเขาจะไม่ชอบใจ จึงโปรดอนุญาตให้ตามใจคนทั้งปวงสุดแท้แต่จะเห็นพร้อมเพียงกัน การต่อไปภายหน้าเห็นแต่เอ็งที่จะรับราชการเป็นอธิบดีผู้ใหญ่ต่อไป การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่านับถือเลื่อมใสไปทีเดียว ทุกวันนี้สละห่วงใหญ่หมด อาลัยอยู่แต่วัด สร้างไว้ใหญ่โตหลายวัด ที่ยังค้างอยู่ก็มี ถ้าชำรุดทรุดโทรมไปจะไม่มีผู้ใดช่วยทำนุบำรุง เงินในพระคลังที่จับจ่ายใช้ราชการแผ่นดินอยู่สี่หมื่นชั่ง ขอสักหนึ่งหมื่นเถิด ถ้าผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดิน ให้ช่วยบอกแก่เขาขอเงินรายนี้ให้ทะนุบำรุงวัดที่ชำรุดและการจัดที่ยังค้างอยู่นั้นเสียให้แล้วด้วย

เราจะหวังอะไรมากไปกว่านี้ น้ำพระทัย ความเสียสละ หลักการสง่าผ่าเผย เงินสี่หมื่นชั่งนั้นท่านแจกจ่ายลูกหลานของท่านไป ใครจะว่าท่านได้ท่านก็ไม่เอาไปแจก เชื้อสายรัชกาลที่ ๓ ขัดสนเพียงใดก็พอจะเห็นกันอยู่ เงินของท่านเป็นวัด ไม่เป็นวัดก็เป็นป้อม ไม่เป็นป้อมก็เป็นกำปั่น ไม่เป็นกำปั่นก็เป็นทานแก่คนยาก ก่อนจะสวรรคตก็ทรงเป็นห่วงต่างๆห่วงพระอัฐิ พระอัยกา (พระยานนทบุรี) พระอัยกี (คุณหญิงเพ็ง) และกรมสมเด็จพระศรีสุราลัย พระราชชนนี ว่าถ้าประดิษฐานไว้ในพระมหาปราสาทต่อไปจะเป็นที่รังเกียจกีดขวางแก่ผู้ที่จะมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหม่ ขอให้มอบไว้แก่พระเจ้าลูกเธอพระองค์ใดๆถ้าพระราชโอรสหมดสิ้นไปก็ให้มอบแก่พระราชบุตรีรักษาไว้ ส่วนพระองค์เองก็ทรงเกรงว่า ถ้าสวรรคตในพระมหามณเฑียร ท่านผู้ใดมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหม่จะรังเกียจ จึงรับสั่งให้พระยาศรีพิพัฒน์คุมช่างกระทำพระแท่น และพระวิสูตรมาตั้งและกั้นในพระที่นั่งจักรพรรดิ์พิมานองค์ข้างตะวันตก แล้วเสด็จออกมาประทับและสวรรคตอยู่ที่พระแท่นทำใหม่นั้น