รูปแบบของพันธุกรรมของพืช หรือสัตว์แต่ละชนิด จะมีโมเลกุลที่ประกอบเป็นโครงสร้างแต่ละส่วนที่เหมือนกันจึงจะถือว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกัน ยกเว้นเกิดการเปลี่ยนแปลงให้กลายพันธ์ไปจากโครงสร้างพันธุกรรมเดิม อันเกิดจากผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง แต่ทั้งนี้ไม่หมายรวมถึงการปรับเปลี่ยน ตกแต่งพันธุกรรมโดยฝีมือของ....มนุษย์

บทแทรก : ข้อคิดเห็นจากเชิงวิชาการที่น่าสนใจเกี่ยวกับ คาร์บอน (จากผู้อ่านบทความ)

มีความเห็นของสมาชิก Gotoknow มาค่ะ เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาให้อ่านกัน

แปลไม่เก่งเลยต้องพึง Google แปลให้ เอามาแบบตรงๆ ทื่อๆ เลยไม่ต้องเรียบเรียงแก้ไขให้ไพเราะ

Perhaps, we should look at 'conventional technology' a little more.

Perhaps, it is Potassium (K) rather than Carbon (C) that burning wood also produces.

Plants do photosynthesis by taking CO2 from the air and water from air and soil and sunlight to produce glucose and O2. Carbon powder may be useful in keeping moisture, but plays no part in photosynthesis.

Perhaps, amount of K and amount of N is a better way to tell if plants will produce fruits or leaves. For example 5 microgram of K and 1 picogram of N (giving K/N ratio of 1000) will not make any noticeable effect on a tree. But 100 g of K and 1 kg of N (K/N = 0.1) at the right time can make trees bear a lot of big and beautiful fruits.

บทแปล โดย Google แปลภาษา

บางทีเราควรมองไปที่ 'เทคโนโลยีการชุมนุม' เล็ก ๆ น้อย ๆ

บางทีก็เป็นโพแทสเซียม (K) มากกว่าคาร์บอน (C) ที่เผาไหม้ไม้ยังผลิต


พืชจะสังเคราะห์โดยการ CO2 จากอากาศและน้ำจากอากาศและดินและแสงแดดในการผลิตกลูโคสและ O2 ผงคาร์บอนอาจจะมีประโยชน์ในการรักษาความชุ่มชื้น แต่เล่นไม่ได้มีส่วนในการสังเคราะห์

บางทีอาจจะเป็นจำนวนเงินที่ของ K และปริมาณของ N คือวิธีที่ดีกว่าที่จะบอกว่าพืชจะผลิตผลไม้หรือใบไม้ ตัวอย่างเช่น 5 ไมโครกรัมของ K และ 1 picogram ของ N (ให้อัตราส่วน K / N 1000) จะไม่ทำการใด ๆ ผลเห็นได้ชัดบนต้นไม้ แต่ 100 กรัมของ K และ 1 กิโลกรัมของ N (K / N = 0.1) ในเวลาที่เหมาะสมสามารถทำให้ต้นไม้ทนรับประทานผลไม้มากขนาดใหญ่และสวยงาม

 

ความเห็นของยุ้ย.....ต่อประเด็นนี้

ความเห็นที่เสนอมามีประเด็นสำคัญตรงที่ เขาไม่เห็นด้วยว่า "คาร์บอนไม่มีส่วนในการกระบวนการสังเคราะห์"

ก็เห็นด้วยนะคะ...ไม่ผิดหรอก ถ้ามองในแง่ไม่ได้เอาคาร์บอนมาใช้เพื่อสร้างน้ำตาล  งั้นขอแก้ไขเพื่อให้เข้าใจตรงกัน....ละกัน แบบว่า "ตาบอดคลำช้าง" ค่ะ บรรยายเรื่องช้างตามลักษณะที่มือคลำ ระหว่างหัว กะ หาง.... ค่ะเห็นด้วยค่ะ ....ในด้านนั้น.....งั้นขอเปลี่ยนละกัน

 

ในกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช  ต้องมีการคัดแยกอะตอมของโมเลกุลคาร์บอนไดออกไซค์ออกไป.. ค่ะ   (อย่าต้องให้บรรยายเชิงวิชาการกับชาวบ้านต่อนะ ว่าแยกได้แล้ว เอาก๊าซตัวไหนไปรวมกับก๊าซอะไร เพื่อให้เป็นอะไรอีกกี่โมเลกุล....อ่ะ รับรองได้ ชาวบ้านเป็น....งง)

ท้ายสุดในกระบวนการสังเคราะห์แสงพืชได้แป้ง และน้ำตาล และคายคาบอนไดออกไซค์กลับสู่ธรรมชาติ...ค่ะ

 

วิชาการซักหน่อย... พอ...มึนๆ

คาร์บอนไดออกไซด์ (carbon dioxide) เป็นก๊าซในบรรยากาศ ซึ่งประกอบด้วย คาร์บอน 1 อะตอม และ ออกซิเจน 2 อะตอม ต่อหนึ่งโมเลกุล  

คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในสารประกอบเคมีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด และมักเรียกด้วยสูตรเคมี CO2

เมื่ออยู่ในสถานะของแข็ง มักจะเรียกว่า น้ำแข็งแห้ง (dry ice)

เป็นก๊าซที่มีปริมาณมากในอากาศเป็นอันดับ 4 (รองจากไนโตรเจน ออกซิเจน และ อาร์กอน)

                      Carbon-dioxide-3D-vdW.svg โครงสร้างการเกาะตัวของคาร์บอนไดออกไซค์ 1 โมเลกุล  

                      Carbon-dioxide-2D-dimensions.svg  ระยะห่างการเกาะตัวของแต่ละอะตอมใน 1 โมเลกุล

 

กระบวนการสังเคราะห์แสงจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีระดับความเข้มของแสงในระดับที่เหมาะสม

ในกระบวนการสังเคราะห์แสง พืชจะคายออกซิเจนกับคืนสู่ธรรมชาติ....แทนค่ะ (ว่าไป พืชก็จะเอาออกซิเจน O2 กลับมาไว้ใช้ในตอนกลางคืน...อะค่ะ)

โดยปกติในโลกสีน้ำเงินใบกลมๆ คล้ายผลส้มแป้น (เขาว่ามาอย่างนั้น) ใบนี้อ่ะนะคะ โมเลกุลของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกประเภทจะประกอบด้วย  C H M และ O จะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับธรรมชาติสร้างสรรค์...ค่ะ

แต่ถ้าเป็นพวกสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ ก็คงต้องมี ซัลเฟอร์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (เอาไว้ว่ากันวันหน้า....เดี๋ยวยาว)

 

วัฏจักรคาร์บอน (Carbon cycle)

คาร์บอน (Carbon) เป็นธาตุที่มีอยู่ในสารประกอบอินทรีย์เคมีทุกชนิด ดังนั้นวัฏจักรคาร์บอนมักไปสัมพันธ์กับวัฏจักรอื่น ๆในระบบนิเวศ   คาร์บอน เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของสารอินทรีย์สารในสิ่งมีชีวิต เช่น คาร์โบไฮเดรด โปรตีน ไขมัน วิตามิน

วัฏจักรคาร์บอน  หมายถึง การที่แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากกอากาศถูกนำเข้าสู่สิ่งมีชีวิต หรือออกจากสิ่งมีชีวิตคืนสู่บรรยากาศ  และน้ำอีกหมุนเวียนกันไปเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุดโดย แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศและน้ำถูกนำเข้าสู่สิ่งมีชีวิตผ่านกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช (CO2) จะถูกเปลี่ยนเป็นอินทรียสารที่มีพลังงานสะสมอยู่ต่อมาสารอินทรียสารที่พืชสะสมไว้บางส่วนถูกถ่ายทอดไปยังผู้บริโภคในระบบต่าง ๆ โดยการกิน CO2 ออกจากสิ่งมีชีวิตคืนสู่บรรยากาศและน้ำได้หลายทาง ได้แก่

1.การหายใจของพืชและสัตว์ เพื่อให้ได้พลังงานออกมาใช้  ทำให้คาร์บอนที่อยู่ในรูปของอินทรียสารถูกปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระในรูปของ CO2

2.การย่อยสลายสิ่งขับถ่ายของสัตว์และซากพืชซากสัตว์ ทำให้คาร์บอนที่อยู่ในรูปของอาหารถูกปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระในรูปของ CO2

3.การเผ่าไหม้ของถ่านหิน น้ำมัน และคาร์บอเนต เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์เป็นเวลานาน

 

วัฏจักรของคาร์บอนสัมพันธ์กับวัฏจักรน้ำเสมอ

ความสมดุลของ CO2ในอากาศ เกิดจากการแลกเปลี่ยนของ CO2 ในอากาศกับน้ำ

ถ้าในอากาศ CO2มากเกินไป ก็จะมีการละลายอยู่ในรูปของ H2CO3 (กรดคาร์บอนิก)

ดังสมาการต่อไปนี้  CO2+H2O H2CO3

ที่มาภาพ : Ray Burkett, 2006

ดังนั้นคาร์บอนในบทความนี้ ไม่ได้หมายถึง ผงถ่านเพียงอย่างเดียว แต่ ในธรรมชาติ ในอากาศ ในน้ำฝน ในน้ำ ในซากพืช ซากสัตว์ ล้วนแต่โมเลกุลของคาร์บอนอยู่ด้วยเกือบทั้งสิ้น เพียงแต่บอกว่า ถ้าไม่ใส่ปุ๋ยคอกลงไปบ้าง ก็หาผงคาร์บอน หรือผงถ่านเติมๆ ลงไปบ้าง....ค่ะ

ที่ให้ใส่ปุ๋ยคอกลงไป เพราะใน ปุ๋ยคอกมีคาร์บอนเป็นตัวหลัก ค่า C/N Ratio ที่ดีของปุ๋ยคอกคือ 20/1 ค่ะ หมายความว่า ปุ๋ยคอกที่ดีควรมีอัตราส่วนระหว่างคาร์บอน 20 กับไนโตรเจนที่ 1 ค่ะ.... สั้นๆ พอค่ะ เดี๋ยวยุ้ย...งงเอง ...อิอิ

C/N Ratio ที่มีต่อการพัฒนาการของลำไย ของยุ้ย...จึงเป็นเพียงบทความเล็กๆ ที่เน้นแสดงความคิดเห็นแบบเด็กๆ จากประสบการณ์จริง  ใช้สำนวนแบบชาวบ้านคุยกัน  แค่พออธิบายให้เข้าใจบางส่วนค่ะ อย่าถึงกับให้แตกสาขาอธิบายเลยนะคะ .....เดี๋ยวจะไม่เข้ามาอ่านกัน 

 

บริบทของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ

สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะสร้างโครงสร้างตามพันธุ์กรรมของตน (ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล) และเอื้อประโยชน์ต่อธรรมชาติรอบ ด้วยการให้สิ่งตอบแทน เช่น ให้ออกซิเจนสำหรับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ต้องการใช้  การให้น้ำหวานตอบแทนกับแมลงเพื่อให้การผสมเกสร ฯลฯ

การที่พืชออกผลที่ มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่ และการกำหนดให้มีการเสื่อมสลายของผลเพื่อให้หลุดร่วงกลายเป็นอาหารของหรือ อื่นๆ อาทิมด แมลง หรือจุลชีวิตอื่นๆ ที่ต้องการน้ำตาลเป็นอาหารเพื่อมีชีวิตอยู่รอด

มด แมลง และจุลชีวิตเหล่านั้น จะตอบแทนกลับสู่ธรรมชาติ ด้วยการขับถ่ายสารเคมีออกมาในรูปของเหลว ซึ่งจะซึมกลับลงไปในดิน รากของต้นไม้ก็จะนำสารเหล่านั้นกลับเข้าสู่ลำต้นเพื่อมาใช้ประโยชน์ในการ เจริญเติบโตเพื่อดำรงค์พันธ์ตามธรรมชาติ...ต่อไป

ทั้งนี้ รูปแบบของพันธุกรรมของพืช หรือสัตว์แต่ละชนิด จะมีโมเลกุลที่ประกอบเป็นโครงสร้างแต่ละส่วนที่เหมือนกันจึงจะถือว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกัน  ยกเว้นเกิดการเปลี่ยนแปลงให้กลายพันธ์ไปจากโครงสร้างพันธุกรรมเดิม อันเกิดจากผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ เป็นการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของตัวมันเอง  แต่ทั้งนี้ไม่หมายรวมถึงการปรับเปลี่ยน ตกแต่งพันธุกรรมโดยฝีมือของ....มนุษย์ 

แต่ถ้าจะให้ว่ากันให้ละเอียด คงต้องไปลากตำราพันธุ์ศาสตร์มาคัดลอกให้อ่านกันเลย...ล่ะค่ะ

 

โปรดอ่านอีกครั้ง .....ถ้ายังไม่เข้าใจ

 

ถ้ายังไม่เข้าใจอีก ..... ไม่ต้องอ่านต่อแล้วค่ะ หนีไปอ่านบทความอื่นๆ กันเถอะ...หุหุ

 

อะไรเนี๊ยะ..... ไปกันใหญ่แล้ว ว่าจะเขียนเรื่องการปลูกลำไย ไหง...มาถึงนี่..อ่ะ